Posts Tagged ‘แปลอินเดีย’

การดื่มน้ำอ้อยในชมพูทวีป

Written by teeranun on December 3rd, 2013. Posted in บทความ


น้ำอ้อย เป็นเครื่องดื่มประเภทหนึ่งที่คนไทยเราเองคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หาดื่มได้ไม่ยากนัก นอกจากประเทศไทยของเราแล้ว ยังมีอีกหลายชาติที่ดื่มน้ำอ้อยเช่นกัน ซึ่งในแต่ละชาติก็จะปรุงรสน้ำอ้อยที่แตกต่างกันออกไป ในบทความนี้จะนำเสนอการดื่มน้ำอ้อยในชมพูทวีป ประกอบด้วยประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน

ในอินเดีย น้ำอ้อยเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากในรัฐคุชราต มหาราช อันธรประเทศ ทมิฬนาฑู ปัญจาบ หารยาน หิมาจัลประเทศ ราชาสถาน และอุตตรประเทศ น้ำอ้อยในอินเดียเรียกว่า “โอสฉ ราส” หรือ “คันเน กา ราส” (โอส หรือ คันนา หมายถึงอ้อย ส่วนราส หมายถึงน้ำผลไม้) ชาวอินเดียวมักจะดื่มน้ำอ้อยในช่วงหน้าร้อน (อย่างไรก็ตาม ที่มุมไบและมหาราชมีน้ำอ้อยให้ดื่มตลอดปี ส่วนที่ปัญจาบ จะมีน้ำอ้อยให้ดื่มราวกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนตุลาคม) โดยใส่ขิง มะนาว มิ้นท์ หรือน้ำแข็งลงไปด้วย น้ำอ้อยในอินเดียสามารถหาดื่มได้ทั่วไปตามรถเข็นข้างถนนแบบประเทศไทย

ในปากีสถาน น้ำอ้อยถือเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ เรียกว่า โรห์ หรือคันเน กา ราส การดื่มน้ำอ้อยในปากีสถานไม่นิยมใส่น้ำแข็ง ส่วนมากมักจะใส่ขิงและมะนาว รวมถึงการปรุงรสด้วยเกลือหรือพริกไทย สามารถหาดื่มได้ตามรถเข็นแบบประเทศไทยเช่นกัน

ในพระธรรมวินัย ยังถือว่าน้ำอ้อยเป็นยาสำคัญของพระสงฆ์อีกด้วย

ระบบวรรณะในเกาะบาหลี

Written by teeranun on November 29th, 2013. Posted in บทความ

ระบบวรรณะในเกาะบาหลี เป็นการจัดสถานะของคนในสังคมที่บาหลีได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แม้ว่าความซับซ้อนของระบบวรรณะในเกาะบาหลีจะไม่เท่ากับระบบวรรณะของอินเดีย แต่ก็สามารถจำแนกได้เป็น 4 วรรณะใหญ่ตามแบบอินเดียคือ

– วรรณะพราหมณ์ คือกลุ่มชนชั้นนักบวชและผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู

– วรรณะกษัตริย์ คือกลุ่มชนชั้นผู้ปกครอง รวมถึงนักรบและทหาร

– วรรณะแพศย์ (ไวศยะ) คือกลุ่มชนชั้นพ่อค้าและผู้ปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งของผู้ปกครอง

– วรรณะศูทร คือกลุ่มชนชั้นชาวนาและเกษตรกร คิดเป็นจำนวนร้อยละ 93 ของประชากรทั้งหมดในเกาะบาหลี

การสังเกตว่าคนในเกาะบาหลีอยู่ในวรรณะใดนั้น จะสังเกตได้จากสำเนียงการใช้ภาษาบาหลี ที่แต่ละวรรณะจะมีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกัน

วรรณะที่เริ่มสูญสิ้นไปจากเกาะบาหลีเป็นวรรณะแรกคือกลุ่มคนในวรรณะกษัตริย์ หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์มัชปาหิต (ค.ศ. 1293-1527) อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏการสืบทอดของวรรณะกษัตริย์ต่อมาในราชวงศ์เทวะอะกุง (Deva Agung) ซึ่งราชวงศ์นี้ได้ปกครองเกาะบาหลีจนถึง ค.ศ. 1950

ระบบวรรณะในเกาะบาหลีเริ่มลดความสำคัญลงเมื่ออินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดา และแทบจะหมดความสำคัญไปหลังจากที่อินโดนีเซียประกาศอิสรภาพเมื่อปี ค.ศ. 1950 หลังจากที่ทางรัฐบาลได้ออกกฎห้ามการสนับสนุนระบบวรรณะทุกรูปแบบ ทำให้เกิดการต่อต้านของกลุ่มคนที่สนับสนุนระบบวรรณะในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 ทำให้เกิดการปะทะกับระหว่างฝ่ายผู้สนับสนุนระบบวรรณะกับฝ่ายคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1965-1966 ทั้งนี้ ระบบวรรณะยังคงเหลืออยู่ในเกาะบาหลีบ้าง โดยเฉพาะการประกอบพิธีกรรมต่างๆในศาสนาฮินดูที่คนทั่วไปจะให้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี

นิกายลิงคายัต : ไศวนิกายแห่งความเท่าเทียม

Written by teeranun on September 29th, 2013. Posted in บทความ

นิกายลิงคายัตหรือวีรไศวนิกาย สันนิษฐานว่าก่อตั้งโดยชคัทคุรุ ปัญจาจารย์ (คณะอาจารย์ทั้ง 5) ซึ่งปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์พุทธศตวรรษที่ 2 ทั้งนี้ นิกายลิงคายัตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างทางแถบอินเดียใต้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยคุรุพัสวันนาหรือพัสเวศวร ซึ่งนับถือพระศิวะในรูปของลึงค์เป็นเทพเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว

ลิงคายัตมาจากคำในภาษากันนัร ออกเสียงว่า “ลิงควันต์” หมายถึงผู้สวมอิษฏลึงค์ตามร่างกาย อิษฏลึงค์มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์รูปไข่แทนการระลึกถึงพระศิวะ เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายที่ว่าพระศิวะเป็นความจริงสูงสุด สาวกในนิกายนี้จะพกอิษฏลึงค์ไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว อิษฏลึงค์กับลึงค์มีความแตกต่างกัน กล่าวคือลึงค์จะประดิษฐานอยู่ในวัดเท่านั้น ส่วนอิษฏลึงค์ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สาวกนิกายลิงคายัตจะพกติดตัวไว้ตลอด ทำจากหินชนวนทาด้วยมูลวัวผสมขี้เถ้า บางครั้งผสมเนยฆีลงไปด้วย มักจะทำเป็นชิ้นเล็กจำลองจากสถาพรลึงค์ ซึ่งอิษฏลึงค์นี้ไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของพระศิวะ เพราะโดยรากศัพท์สันสกฤต อิษฏ แปลว่า ความต้องการหรือความปรารถนา จึงถือว่าอิษฏลึงค์นี้เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงพระศิวะ แต่ไม่ใช่สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ สาวกในนิกายลิงคายัตยังไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทุกประเภทรวมถึงเนื้อปลา และมีข้อห้ามในการดื่มสุราเมรัยที่เคร่งครัด

ผู้ก่อตั้งนิกายลิงคายัตชื่อว่าพัสวันนา เป็นผู้ต่อต้านระบบวรรณะ จนกระทั่งเป็นผู้คิดปรัชญาแนวใหม่ที่ปฏิเสธระบบวรรณะ แนวคิดดังกล่าวมีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากและแนวคิดนี้ได้เผยแพร่บริเวณ
รัฐกรรนาฏกะทางแถบอินเดียใต้ฝั่งตะวันตก โดยแนวคิดของพัสวันนาเชื่อว่าพระศิวะคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ซึ่งทุกสรรพสิ่งนี้ไม่มีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ภาษา ฯลฯ เพราะถือว่ามีต้นกำเนิดจากพระศิวะทั้งหมด

ข้อบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่งของนิกายลิงคายัตคือ “ทาโสหะ” ซึ่งพัสวันนาคิดข้อบัญญัตินี้ขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิดแบบศักดินาที่มีการแบ่งลำดับชนชั้นของคนเป็นผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง พัสวันนาเห็นว่ามนุษย์ควรปกครองตัวเอง ทำมาหากินให้เต็มที่ และรับใช้สังคม หากทุกคนปฏิบัติเช่นนี้ได้ ก็จะเป็นการธำรงรักษาสังคมไปในตัว และเป็นการส่งเสริมให้คนลดความเห็นแก่ตัวลงได้ นิกายลิงคายัตจึงถือเป็นนิกายที่สร้างความเท่าเทียมกันของบุคคล และยังเปิดโอกาสให้บุคคลพัฒนาศักยภาพของตนเอง รวมถึงการสร้างประชาคมทางจิตวิญญาณที่เน้นความเป็นประชาธิปไตยทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

อโฆรี : ไศวนิกายผู้กินซากศพแห่งชมพูทวีป

Written by teeranun on September 17th, 2013. Posted in บทความ

 

อโฆรีเป็นนิกายหนึ่งในไศวนิกาย เชื่อกันว่าแยกจากนิกายตันตระ กปาลิกะ (เกิดขึ้นเมื่อราว ค.ศ. 1000) ในอินเดียเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อโฆรีเป็นพวกที่มีวัตรปฏิบัติสุดโต่งและแปลกแยกจากจารีตในสังคมอินเดีย รวมถึงพิธีกรรมต่างๆอันไม่เป็นที่ยอมรับตามหลักศาสนาฮินดู

พวกอโฆรียังเป็นพวกกินซากศพมนุษย์ ดื่มสุรา การใช้สารเสพติดประเภทฝิ่นและยาหลอนประสาท รวมทั้งดื่มกินปัสสาวะและอุจจาระ เนื่องจากพวกอโฆรีเห็นว่าศพก็เป็นสิ่งที่มาจากพระเป็นเจ้า ชอบอาศัยอยู่สุสาน นำขี้เถ้าที่ได้จากการเผาศพทาตัวหรือใช้ผ้าห่อศพนุ่งห่ม ใช้กะโหลกคนเป็นบาตรสำหรับรับอาหารและน้ำ และพกอัญมณีติดตัว

คุรุในนิกายอโฆรีมักจะเป็นผู้นำทางศาสนาในชุมชนชนบท รวมถึงเป็นผู้รักษาโรคที่การแพทย์ทั่วไปไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยจะเชื่อว่าพวกอโฆรีสามารถเคลื่อนย้ายโรคและนำความมีสุขภาพดีมาให้โดยใช้ร่างกายของพวกอโฆรีเองเป็นสื่อกลาง

พวกอโฆรีจะนับถือพระศิวะในรูปแบบของไภรวะเป็นหลัก โดยเชื่อว่าไภรวะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงโมกษะและหลุดพ้นจากสังสารวัฏ มีพื้นฐานความเชื่อที่สำคัญ 2 ประการคือพระศิวะเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตนเองและเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง

การฝึกตนเองของพวกอโฆรีเพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏจะใช้ศพมนุษย์เป็นแท่นบูชาในการประกอบพิธีกรรม เข้าทรงนางตารา (พระแม่กาลี) และทำให้ร่างทรงมีพลังเหนือธรรมชาติ เทพและเทพีอื่นๆที่พวกอโฆรีนิยมนับถือ ได้แก่ พระศิวะ มหากาล วีรภัทร อวธูติ ธูมาวดี พคลามุขี ไภรวี เป็นต้น รวมถึงการนับถือ
พระทัตตเตรยะ (ภาครวมกันระหว่างพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ) นิกายนี้ไม่เชื่อแนวคิดทวิภาวะ

สัญลักษณ์ที่พวกอโฆรีนำมาตีความคือตรีศูล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ส่วนประกอบ 3 ประการที่พระศิวะหรือศักติใช้สร้างสรรค์จักรวาล ดังนี้

1. อิจฉา ศักติ (พลังแห่งความต้องการ)

2. ชญาณ ศักติ (พลังแห่งความรู้)

3. กริยา ศักติ (พลังแห่งการกระทำ)

ส่วนด้ามไม้เท้าเป็นสัญลักษณ์แทนกระดูกสันหลังมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการฝึกสมาธิจนทำให้เข้าถึงความรู้แจ้ง

เหล่าสาวกในนิกายอโฆรีอาศัยอยู่ในสุสานแถบอินเดีย เนปาล และมีประปรายแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาวกเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากนัก ศูนย์กลางของนิกายนี้อยู่รวินทรบุรี เมืองพาราณสี