Posts Tagged ‘แปลภาษา’

ชาวยาฆโนบี

Written by teeranun on November 16th, 2013. Posted in บทความ

 

ชาวยาฆโนบีเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศทาจิกิสถาน อาศัยอยู่ในเทือกเขายาฆโนบและบริเวณแม่น้ำวาร์ซบ (Varzob River) เขตการปกครองซุค (Sughd) ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง ปัจจุบันสันนิษฐานว่ามีประชากรชาวยาฆโนบีอยู่ในทาจิกิสถานราว 25,000 คน

ชาวยาฆโนบีมีอาชีพหลักคือการทำกสิกรรม เช่น การทำไร่ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ รวมถึงการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงโคนมและโคเนื้อ นอกจากนี้ชาวยาฆโนบียังมีความชำนาญในงานหัตถกรรมต่างๆ โดยผู้ชายจะถนัดการทอผ้า ส่วนผู้หญิงจะถนัดการทำเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในครัวเรือน

ในทางประวัติศาสตร์ถือว่าชาวยาฆโนบีสืบเชื้อสายมาจากชาวซอคเดีย (ผู้คนเชื้อสายอิหร่านในอาณาจักนเปอร์เซียโบราณ) ซึ่งได้อพยพจากการรุกรานของชาวมุสลิมมาตั้งถิ่นฐานในเทือกเขายาฆโนบ ซึ่งมีผลทำให้ชาวยาฆโนบีหันมานับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ แต่ก็ยังนับถือลัทธิดั้งเดิมด้วย (สันนิษฐานว่าเป็นลัทธิบูชาไฟตามแบบโซโรอัสเตอร์)

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวยาฆโนบีได้รับผลกระทบจากหิมะถล่ม จนทางสหภาพโซเวียตต้องส่งคนไปช่วยเหลือผู้ที่รอดชีวิต อย่างไรก็ตามทางโซเวียตได้นำชาวยาฆโนบีมาเป็นแรงงานผลิตฝ้ายในที่ราบ ส่งผลให้เกิดการต่อต้านสหภาพโซเวียต ซึ่งโซเวียตได้สังหารชาวยาฆโนบี รวมถึงทำลายเอกสารสำคัญโบราณต่างๆเพื่อไม่ให้วัฒนธรรมของชาวยาฆโนบีหลงเหลืออยู่

ในปัจจุบัน ชาวยาฆโนบีได้กลืนกลายรวมไปกับชาวทาจิกิสถานแล้ว และเด็กๆยาฆโนบีรุ่นใหม่ก็เข้าเรียนในโรงเรียนที่ใช้ภาษาทาจิก แต่เมื่ออยู่ในชุมชนของตนเองกจะพูดแต่ภาษายาฆโนบี และยังคงดำรงชีพด้วยการกสิกรรมแบบพึ่งพิงธรรมชาติ

ดาตุก เกรามัต : ความเชื่อลูกผสมแห่งคาบสมุทรมลายู

Written by teeranun on November 12th, 2013. Posted in บทความ

 

ดาตุก เกรามัต (Datuk Keramat : ดาตุกหมายถึงปู่ ถ้าในความคุ้นเคยของชาวไทย ก็ใกล้เคียงกับคำว่า ดาโต๊ะ เกรามัตหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) เป็นรูปแบบความเชื่อหนึ่งที่พบได้ในมาเลเซีย สิงคโปร์ จนถึงบริเวณช่องแคบมะละกา เป็นการผสมผสานความเชื่อเรื่องวิญญาณ ลัทธิซูฟีของศาสนาอิสลาม และลัทธิความเชื่อต่างๆของชาวจีน

ตามตำนานท้องถิ่นกล่าวไว้ว่า ดาตุกทุกตนเคยเป็นมนุษย์ที่ผู้คนให้การนับถือมาก่อน ส่วนใหญ่จะมีสถานะทางสังคมสูง เช่น นักรบ ผู้นำ หรือนักพรต เมื่อตายไปแล้ว ก็จะมีผู้มาสักการะจนบุคคลนั้นกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป ดาตุกอาจเทียบได้กับพระภูมิเจ้าที่ของไทยนั่นเอง

ศาลที่สถิตของดาตุกนั้นจะมีขนาดเล็ก มักจะทาด้วยสีแดง และตั้งอยู่ริมทางหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งตั้งไว้ในบ้านแบบศาลพระภูมิของไทย ซึ่งตัวศาลมักจะเป็นศิลปะแบบจีนผสมมาเลเซีย แล้วบรรจุรูปเคารพดาตุกในศาล รวมถึงการประดับรูปจันทร์เสี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ในศาสนาอิสลามไว้ในศาลด้วย

การขอพรจากดาตุกนั้น ส่วนมากก็จะขอแบบเดียวกับคนไทย คือขอให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง หรือขอให้ตนเองโชคดี มั่งมีเงินทอง ปราศจากโรคภัย ฯลฯ ซึ่งของสำหรับเซ่นไหว้ดาตุกก็เหมือนกับของเซ่นไหว้พระภูมิของไทย อาทิ หมาก พลู ยาเส้น ผลไม้ ดอกไม้ ฯลฯ (ไม่ใช้เนื้อหมูในการไหว้) รวมถึงการจุดกำยานเพื่อบูชาดาตุก ซึ่งหากผู้ที่ขอพรได้พรตามที่ขอไว้ ก็มักจะมาแก้บนโดยการสร้างศาลใหม่ให้ใหญ่และสวยงามกว่าเดิม เพื่อที่ว่าดาตุกจะมีพลังเพิ่มขึ้น และให้พรง่ายขึ้น

ดาตุกในความเชื่อของคนที่นับถือนั้น มีอยู่ 9 ตน โดยเรียงลำดับจากดาตุกที่อาวุโสที่สุดไปยังดาตุกที่อายุอ่อนที่สุด ดังนี้

1. ดาตุก ปังลิมา อาลี (ดาตุกอาลี)                                    8. ดาตุก ปังลิมา เมราห์ (ดาตุกแดง)

2. ดาตุก ปังลิมา ฮีตัม (ดาตุกดำ)                                     9. ดาตุก ปังลิมา บงสุ (ดาตุกเยาว์)

3. ดาตุก ปังลิมา ฮารีมัว (ดาตุกเสือ)

4. ดาตุก ปังลิมา ฮีจัว (ดาตุกเขียว)

5. ดาตุก ปังลิมา กุนิง (ดาตุกเหลือง)

6. ดาตุก ปังลิมา ปูตีห์ (ดาตุกขาว)

7. ดาตุก ปังลิมา บิสุ (ดาตุกใบ้)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนูคูส

Written by teeranun on November 10th, 2013. Posted in บทความ


พิพิธภัณฑ์ศิลปะนูคูส หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะซาวิสกี ตั้งอยู่ที่เมืองนูคูส

ประเทศอุซเบกิสถาน (ชื่อเต็ม : The State Art Museum of the Republic of Karakalpakstan) เปิดใช้เมื่อปี ค.ศ. 1966 มีผลงานด้านศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มากกว่า 82,000 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปะท้องถิ่นในจังหวัดคาราคาลปัก ซามาคานด์ บุขรา และขิวา ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงศิลปะแนวอาว็อง-การ์ด (กลุ่มศิลปินที่นำเสนอผลงานแนวใหม่) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากพิพิธภัณฑ์รัสเซียในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

ในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงอัตชีวประวัติของ อีกอร์ วิตอลเยวิช ซาวิสกี (Igor Vitalyevich Savitsky : И́горь Вита́льевич Сави́цкий) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยจัดแสดงผลงานศิลปะของเขา รวมถึงของที่เขารวบรวมได้จากงานทางโบราณคดีในจังหวัดคาราคาลปักกว่า 1,000 ชิ้น เช่น พรม เครื่องประดับ เหรียญ เสื้อผ้า ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์นี้ดีรับการสนับสนุนจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากหลายที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการนำผลงานศิลปะต่างๆไปจัดแสดงในต่างประเทศเพื่อหารายได้เข้าพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการจำหน่ายศิลปะแนวอาว็อง-การ์ดของศิลปินรุ่นใหม่ๆอีกด้วย

ในปี ค.ศ. 2003 พิพิธภัณฑ์นี้ได้สร้างอาคารใหม่ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะ รวมถึงจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอื่นๆ จนปัจจุบันถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในอุซเบกิสถาน และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเอเชียกลางด้วย

ยาฆ กูเรส : มวยปล้ำน้ำมันตุรกี

Written by teeranun on November 8th, 2013. Posted in บทความ

 

ยาฆ กูเรส (Yagh Gures) คือมวยปล้ำท้องถิ่นของตุรกี ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีลักษณะเด่นคือก่อนผู้แข่งขัน (ภาษาตุรกีเรียกนักมวยปล้ำว่า เปห์ลีวาน : pehlivan หมายถึงผู้กล้าในภาษาตุรกี) จะลงสนามจะต้องเอาน้ำมันมะกอกมาทาตามตัวก่อน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความลำบากมากขึ้น ซึ่งการทาน้ำมันตามตัวนี้ ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นผู้มาทาให้กันและกัน เสมือนเป็นการเคารพและนอบน้อมต่อกัน และถ้าหากผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าต่อสู้ชนะผู้ที่มีอายุอาวุโสกว่า ผู้ชนะจะเข้าไปจูบมือผู้แพ้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อผู้ใหญ่ในสังคมตุรกี

ในการต่อสู้นั้น จะตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการดูว่า ใครสามารถกดคู่ต่อสู้ลงพื้นโดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถแก้ทางคู่ต่อสู้ได้ ซึ่งในอดีตการต่อสู้จะไม่จำกัดเวลา แต่ในปัจจุบันได้จำกัดเวลาการต่อสู้ให้เหลือราว 30-40 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่การต่อสู้ในแต่ละพื้นที่ด้วย

รายการแข่งขันที่ถือว่าได้รับความนิยมในการต่อสู้ประเภทนี้คือรายการเคิร์กปินาร์ (Kirkpinar tournament) ซึ่งมีบันทึกไว้ว่าเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1362 จนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นการต่อสู้รูปแบบหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของตุรกี

เทวาลัยนกุเลศวารัม

Written by teeranun on November 6th, 2013. Posted in บทความ

เทวาลัยนกุเลศวารัม (นกุลในภาษาสันสกฤตแปลว่าตัวนาก) เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู อยู่ที่กีริมาลัย

(กีริ : கீரி ในภาษาทมิฬหมายถึงตัวนาก ส่วน มาลัย : மலை ในภาษาทมิฬหมายถึงภูเขา) ทางตอนเหนือของเมืองจาฟนา ประเทศศรีลังกา ถือเป็นเทวาลัยพระศิวะที่เก่าแก่ที่สุด (สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล) ในบริเวณทางภาคเหนือของศรีลังกา และใกล้ๆกับเทวาลัยยังมีตาน้ำผุดศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตามตำนานเล่าว่ามีฤษีนกุลได้บำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้าในถ้ำบนกีริมาลัยจนหน้ากลายเป็นนาก ฤษีจึงอาบน้ำจากตาน้ำผุดดังกล่าว ทำให้หน้าของฤษีกลับเป็นหน้ามนุษย์เหมือนเดิม ฤษีจึงสร้างเทวาลัยขนาดเล็กและประดิษฐานศิวลึงค์เพื่อบูชาต่อตาน้ำผุดนั้น

เทวาลัยนี้ได้ถูกทำลายลงในช่วงปี ค.ศ. 1620 จากฝีมือของชาวโปรตุเกส ซึ่งพวกพราหมณ์ได้ซ่อนเทวรูปต่างๆไว้ก่อนที่จะหนีไป และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1894 จากชาวทมิฬที่อพยพมาอยู่ใน
ศรีลังกา แต่ก็เกิดไฟไหม้เทวาลัยในปี ค.ศ. 1918 ซึ่งได้มีการบูรณะอีกในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 1983 ทหารศรีลังกาได้เข้ายึดเทวาลัยแห่งนี้ รวมถึงไม่อนุญาตให้เหล่าสาวกและพวกพราหมณ์เข้าไปประกอบพิธีในเทวาลัย ต่อมาในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1990 ทางกองทัพศรีลังกาได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่เทวาลัย ทำให้เทวาลัยถูกทำลายและมีชาวทมิฬเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

จนถึงปี ค.ศ. 1997 ทางรัฐบาลศรีลังกาได้อนุญาตให้พราหมณ์เข้าไปยังพื้นที่เทวาลัย และพวกพราหมณ์ได้พบกับเทวรูปในสมัยโบราณ แต่ก็ยังไม่มีการบูรณะเทวาลัย จนกระทั่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 หัวหน้าพราหมณ์ศิวศรี นกุเลศวร กุรุกกัล ได้บูรณะเทวาลัยขึ้นมาใหม่ ทำให้มีสาวกกลับมาประกอบพิธีในเทวาลัยเช่นเดิม

เต่าทอง เครื่องรางนำโชคของชาวยุโรป

Written by jintana on October 31st, 2013. Posted in บทความ


ชาวยุโรปในยุคกลางนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับแมลงเต่าทองตัวเมียว่าเป็นเครื่องบอกความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิต รวมถึงเป็นสิ่งนำโชคด้านความสมปรารถนา หรือบางครั้งยังใช้เสี่ยงทำนายได้อีกด้วย

ย้อนกลับไปสมัยยุคกลางชาวไร่ชาวนาของยุโรปนั้นได้รับความเสียหายเนื่องจากศัตรูพืชมากมาย หมดหนทางแก้ไขจึงสวดอ้อนวอนต่อพระมารี จนกระทั่งท่านได้ประทานแมลงเต่าทองตัวน้อย ๆ มามากมายเพื่อกำจัดศัตรูพืช หลังจากนั้นชาวยุโรปเลยตั้งชื่อแมลงตัวนี้ว่า Ladybug ซึ่งคล่องจองกับเวลาเอ่ยพระนามของพระแม่มารีว่า Our Lady ต่อจากนั้นเต่าทองก็ถูกยกให้เป็นสัตว์นำโชค

ต่อมาในปี 1880 ความเชื่อนี้ได้ถูกพิสูจน์อีกครั้งจากชาวไร่ส้มคนหนึ่งที่ประสบปัญหาศัตรูพืชอย่างหนัก ชาวไร่คนนี้เลยซื้อเต่าทองมาจำนวน 1,000 ตัว ปล่อยลงในสวนส้ม ผลปรากฏว่า เจ้าแมลงปีกแข็งลายจุดนี้ช่วยกำจัดศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ทำให้สวนส้มกลับมาฟื้นฟูผลิตผลได้อีกครั้ง นอกจากนั้นแมลงเต่าทองยังช่วยเหลือวิกฤตเศรษฐกิจที่ซบเซาเนื่องจากผลผลิตขาดตลาด คิดเป็นมูลค่าเป็นพันล้านอีกด้วย

ความเชื่อเรื่องแมลงเต่าทองนั้นถูกสืบทอดเรื่อยมา บ้างเชื่อกันว่า หากพบเห็นแมลงเต่าทองบินเข้าสวนห้ามฆ่ามันเด็ดขาด เพราะอาจทำให้คุณโชคร้าย หรือบางครั้งยังทำนายความสมบูรณ์ในการทำเกษตรกรรม คือ

– ถ้ามีจุดสีดำน้อยกว่า 7 จุด พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์
– ถ้ามีจุดสีดำมากกว่า 7 จุด จะหมายถึงความแห้งแล้ง

นอกจากนี้จุดบนตัวเต่าทอง ยังทำนายถึงเดือนที่คุณโชคดีอีกด้วย เช่น พบเต่าทองที่มี 5 จุด คุณอาจจะโชคดีในเดือน พฤษภาคม เป็นต้น สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วหากมีแมลงเต่าทองบินมาเกาะที่ตัว ทายว่าจะบอกถึงจำนวนลูก ๆ ของเธอจากจุดสีดำบนตัวเต่าทอง แต่หากหญิงคนนั้นยังไม่ได้แต่งงานก็จะเชื่อว่า เธอจะได้แต่งในเร็ววัน

 

กิจกรรมสุดแปลกของชาวปารีสในอดีต

Written by jintana on October 29th, 2013. Posted in บทความ


ไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่มากไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามอย่างประเทศฝรั่งเศส ครั้งหนึ่งก็เคยมีกิจกรรมแปลก ๆ ยอดนิยมอย่างที่เราต้องตั้งคำถามว่า ทำเพื่ออะไร?
ทุกครั้งที่เราไปเยือนต่างประเทศเราอาจจะต้องสรรหาโปรแกรมทัวร์เก๋สักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม พระราชวังอันเลื่องชื่อ หรือจะเป็นตลาดสินค้าของฝากต่าง ๆ มากมาย แต่หากย้อนเวลากลับไปในอดีตช่วงกลางสมัยศตวรรษที่ 19 มีชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จะรับมือได้ ทางการฝรั่งเศสจึงสร้างห้องเย็นเก็บศพ เป็นกระจกใสสามารถมองทะลุเข้าไปได้ ตั้งอยู่กลางเมืองใหญ่อย่างปารีส ทำให้เกิดกิจกรรมที่สุดจะพิสดารคือ การเยี่ยมชมห้องเก็บศพ  การจัดทำห้องกระจกเก็บศพไว้กลางเมืองนี้ เป็นกลอุบายอย่างหนึ่งเพื่อประกาศหาตัวตนของศพนั้น ๆ นั่นเอง และเพื่อการตามหาตัวตนของศพได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็จะมีการแขวนเสื้อผ้าของผู้ตายเอาไว้ที่ตู้ด้านหลัง การเยี่ยมชมห้องเก็บศพได้รับวามนิยมอย่างมาก จนมีการจัดให้อยู่ในโปรแกรมทัวร์ ระบุพิกัดชัดเจนลงในคู่มือท่องเที่ยว ทำให้ห้องเก็บศพสาธารณะนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมถึง 4,000 คนต่อวัน กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งปี 1907 ห้องเก็บศพนี้ก็ถูกปิดลงอย่างเป็นทางการ

และอีกหนึ่งกิจกรรมสุดสยอง และดูโหดร้ายทารุณเกินไปสำหรับคนรักสัตว์ นั่นก็คือ สร้างกองไฟด้วยแมว เป็นพิธีรอบกองไฟใช้แมวแทนถ่านไม้ ฟังแค่นี้ก็น่าสะพรึงมากพออยู่แล้ว แต่การเผาแมวในพิธีรอบกองไฟที่สนุกสนานนี้ไม่ได้ดูสนุกสนานเท่าไรนักสำหรับคนรักแมว ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 18 ผู้คนมากมายในเมืองปารีสจะมารวมตัวกันที่ Place de Greve เพื่อร่วมพิธีรอบกองไฟที่สนุกสนาน มีการร้องรำอย่างรื่นเริง ดื่มสังสรรค์ และที่เป็นจุดเด่นของงานนี้คือ แมวที่ใส่ถุงห้อยเอาไว้ด้านบน ถูกปล่อยลงมาสู่เปลวเพลิงด้านล่างกองใหญ่และร้อนระอุ สมัยนั้นเชื่อกันว่าแมวเป็นสัตว์ไร้วิญญาณ เป็นแม่มดและปีศาจ ซึ่งอาจะตามมาด้วยเหตุผลอื่น ๆ อีกหลายประการ ทำให้พิธีกรรมสุดสยองนี้เป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนจะเก็บเศษเถ้ากระดูกของแมวที่ถูกเผาทั้งเป็นไปเป็นเครื่องรางด้วยเหตุผลต่างกันไป นอกจากนี้ใน Saint Chamond จะมีการวิ่งไล่จับแมวที่ไฟลุกตามท้องถนน หรือ ใน Burgundy และ Lorraine ก็จะเต้นรำรอบเสาไฟที่มีแมวเป็น ๆ ถูกห้อยเอาไว้

สมเด็จพระสังฆราชโชติปาละ มหาเถโร

Written by teeranun on October 28th, 2013. Posted in บทความ

 

สมเด็จพระสังฆราชโชติปาละ มหาเถโร ทรงเป็นพระสังฆราชองค์ที่ 10 ของบังคลาเทศ ทรงมีพระนิพนธ์ปรัชญาทางพุทธศาสนามากมาย รวมถึงทรงแปลพระธรรมในภาษาบาลีเป็นภาษาเบงกาลี และในช่วงปี ค.ศ. 1971 ที่เกิดสงครามขึ้นในบังคลาเทศ พระองค์ได้เสด็จไปยังประเทศต่างๆในทวีปเอเชียเพื่อทรงแสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นกับประชาชนบังคลาเทศ

พระนามเดิมของสมเด็จพระสังฆราชโชติปาละมหาเถระคือทวาริกะ โมหัน สิงห์ ประสูติ ณ หมู่บ้าน
เกมตลิทางภาคตะวันออกของประเทศ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1914 พระบิดาชื่อจันทรมุนี สิงห์ พระมารดาชื่อเทราปตี พล สิงห์ ทั้งสองเป็นผู้เคร่งในพุทธศาสนา บรรพชาในปี ค.ศ. 1933 และอุปสมบทในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1938 ทรงพระนิพนธ์เอกสารและตำราทางพุทธศาสนาไว้มากมาย อาทิ ทฤษฎีของกรรม (Karmatattva) ปุคคลบัญญัติ (การกำหนดประเภทของมนุษย์ : Puggala Pannatti) โพธิจริยวัตร (พุทธประวัติและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า : Bodhi Charaya Vatara)  พุทธธรรมสิกขา (Bouddha Dharma Sikkha) พจนานุกรมบาลี-เบงกาลี ฉบับแก้ไข (Dictionary on Pali to Bengali) เป็นต้น

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นประธานและสมาชิกในสมาคมต่างๆ เช่น ประธานสมาคมสมโพธิ์แห่งบังคลาเทศ (Sambodhi Society of Bangladesh) ผู้ก่อตั้งร่วมโรงเรียนมัธยมหริสจาร ยูเนี่ยน (Harischar Union High School) เป็นต้น ที่สำคัญคือพระองค์ทรงเป็นประธานก่อตั้ง วัดโบไรเกา (Baraigaon Kanakchetiya Buddhist Vihara Complex & Baraigaon Kanakchetiya Vihara) ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาระดับต่างๆของฆราวาสและบรรพชิต รวมถึงทรงได้รับรางวัลด้านสันติภาพอีกมากมาย เช่น รางวัล
พระมหาสาสนนิธิ จากบังคลาเทศในฐานะผู้เผยแผ่ พระพุทธศาสนาให้กว้างขวาง รางวัลทางศาสนา และสันติภาพ โดยสมาคมนานาชาติ (IARF) Oxford สหราชอาณาจักร อังกฤษ เป็นต้น

สมเด็จพระสังฆราช โชติปาละ มหาเถโร สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่  12 เมษายน ค.ศ. 2002 ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย จากนั้นรัฐบาลของสาธารณรัฐบังคลาเทศได้อัญเชิญพระศพของท่านมาที่กรุงธากา
ประเทศบังคลาเทศ

สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์

Written by teeranun on October 27th, 2013. Posted in บทความ

สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ (Cambodia Angkor Air) เป็นสายการบินนานาชาติของกัมพูชา มีศูนย์อำนวยการอยู่ที่กรุงพนมเปญ โดยรัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 51 ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 49 สายการบินเวียดนาม (Vietnam Airlines) เป็นผู้ถือ ซึ่งสายการบินเวียดนามมีรหัสเที่ยวบินร่วมกับสายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์

สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ ก่อตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคม ป ค.ศ. 2009 หลังจากที่สายการบินนานาชาติ รอยัลแอร์กัมโพช (Royal Air Cambodge) ล้มละลายในปี ค.ศ. 2001 โดยสายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์เน้นเส้นทางการบินเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางมาชมนครวัด

วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 สายการบินนี้ได้เปิดเที่ยวบินพนมเปญ-เสียมเรียบ พนมเปญ-โฮจิมินห์ และเสียมเรียบ-โฮจิมินห์ โดยยังใช้เครื่องบินของสายการบินเวียดนามก่อน จนวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2011 สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ จึงได้ซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่น 321 มาใช้

วันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 สายการบินได้เปิดเที่ยวบินเสียมเรียบ-สุวรรณภูมิ โดยให้บริการทุกวัน ซึ่งก่อนที่สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ จะเปิดบริการเส้นทางนี้ มีเพียงสายการบินบางกอกแอร์เวย์เพียงสายการบินเดียวเท่านั้นที่เปิดเที่ยวบินในเส้นทางนี้ โดยสายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ใช้เครื่องบินใบพัดรุ่น
ATR 72 ในการบริการเส้นทางนี้

วันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2013 สายการบินได้เปิดเส้นทางใหม่คือพนมเปญ-ฮานอย และเสียมเรียบ-ฮานอย และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ก็ได้เปิดเที่ยวบินพนมเปญ-สุวรรณภูมิ โดยให้บริการทุกวัน ใช้เครื่องบินแอร์บัสรุ่น 321

วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2013 สายการบินได้เปิดเที่ยวบินเสียมเรียบ-สีหนุวิลล์ หลังจากที่ทางสายการบินเกิดภาวะขาดทุน

วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 สายการบินได้ให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางจากเสียมเรียบไปเซี่ยเหมิน และวันที่ 26 กันยายนในปีนี้ ยังมีการเปิดเส้นทางเสียมเรียบกวางโจวด้วย

ปัจจุบันสายการบินนี้มีเครื่องบินทั้งหมด 7 ลำ เป็นเครื่องแอร์บัสรุ่น 321 5 ลำ (เช่ามาจากสายการบินเวียดนาม 3 ลำ) และเครื่องบินใบพัดรุ่น ATR 72 2 ลำ

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน (ต่อ)

Written by jintana on October 26th, 2013. Posted in บทความ

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เราพูดกันถึงเครื่องรางต่าง ๆ ประกอบด้วย ปี่เซี่ยะ เต่ามังกร และกิเลน เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์เทพตามตำนานที่เล่าต่อกันมา สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางเหมือนกันแต่เราเน้นไปกันที่สิ่งของต่าง ๆ จะประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อย่างแรกไม่ใกล้ไม่ไกลเห็นได้ทั่วไปก็คือ ระฆัง นั่นเอง ตามความเชื่อของทางศาสนาพุทธ ระฆังหมายถึงการตื่นตัว การรู้สัจธรรมที่แท้จริง เชื่อกันว่าระฆังจะนำแต่ข่าวดีมาให้ และยังรู้เท่าทันศัตรูอีกด้วย

น้ำเต้า (หลู หรือ หู) ชาวจีนนิยมแขวนน้ำเต้าไว้หน้าห้องคนชราหรือเด็ก เพื่อเป็นเคล็ดให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ป้องกันไม่ภูตผีมารบกวน เชื่อนกันว่ายังช่วยอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง มีลูกหลานเต็มบ้าน เนื่องจากน้ำเต้าเป็นไม้ผลที่มีเมล็ดมาก เครือยาว ออกลูกมาไม่จบไม่สิ้น เปรียบได้กับหมื่นชั่วคน

หยิน – หยาง (ไท้เก๊กโต๊ว) เป็นสัญลักษณ์มีลักษณะ วงกลมครึ่งขาวครึ่งดำ มีจุดขาวในดำ มีจุดดำในขาว เป็นตัวแทนของหญิงและชาย มักจะถูกใช้เป็นพลังมงคลเสริม และใช้ในการปรับฮวงจุ้ย
– สีดำ คือ หยิน เป็นตัวแทนของผู้หญิง ความมืดดำ โลก ดวงจันทร์ ความอ่อนแอ และความสันโดษ
– สีขาว คือ หยาง เป็นตัวแทนของผู้ชาย ความขาวสว่าง ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ และความเข้มแข็ง

เครื่องรางอย่างสุดท้ายคือ คฑามงคล(ยู่อี่) เป็นตัวแทนของความสมปรารถนา คฑาเป็นรูปแป้น งอ ๆ ซึ่งมาจากตรงส่วนหัวของเห็ดหลินจือเป็นพืชที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ หากทำจากหยกจะถูกเรียกว่า “เง็กยู่อี่”

เง็ก แปลว่า หยก และ ยู่อี่ แปลว่า สมปรารถนา คฑามงคลถูกจัดให้เป็นเครื่องประดับสำหรับจักรพรรดิ ขุนนางชั้นสูง รวมไปถึงพระผู้ใหญ่ซึ่งจะใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น เทพเจ้าฮก (ฮก ลก ซิ่ว) เทพแห่งความสุขยังถือคฑานี้ด้วย ความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความสุขและสมหวังในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง