Posts Tagged ‘แปลภาษา’

ช่างศิลป์ของพม่า

Written by teeranun on December 1st, 2013. Posted in บทความ


ประเทศพม่า ถือเป็นประเทศที่มีศิลปะในรูปแบบต่างๆมากมาย เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่แล้วศิลปะพม่ามักจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ทั้งนี้ ในประเทศพม่าได้แบ่งช่างออกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งมีช่างที่สำคัญอยู่สิบหมู่ เรียกว่า ปันเฉเมียว (ပန်းဆယ်မျိုး )ประกอบด้วย

1. ช่างตีเหล็ก (ပန်းပဲ : ba-be)                  6. ช่างแกะสลักหิน (ပန်းတမော့ : pantamaw)

2. ช่างแกะสลักไม้ (ပန်းပု : ba-bu)           7. ช่างกลึงไม้ (ပန်းပွတ် : panbut)

3. ช่างทอง (ပန်းထိမ် : ba-dein)   8. ช่างจิตรกรรม (ပန်းချီ : bagyi)

4. ช่างปูนปั้น (ပန်းတော့ : pandaw)         9. ช่างลงรักปิดทอง (ပန်းယွန်း : panyun)

5. ช่างอิฐ (ပန်းရန် : pa-yan)                   10. ช่างหล่อโลหะ (ပန်းတဉ်း : badin)

นอกเหนือจากช่างสิบหมู่แล้ว ยังมีช่างฝีมือในกลุ่มอื่นๆอีก เช่น ช่างทอผ้าไหม ช่างปั้นหม้อ ช่างทอพรม ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว ซึ่งช่างเหล่านี้มักจะต้องทำงานร่วมกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนมีงานศิลปะที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์ของประเทศพม่าในที่สุด ตัวอย่างเช่นการสร้างพระธาตุ (ပြာသာဒ် : หลังคาทรงปราสาทของพม่า) ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างช่างแกะสลักไม้ ช่างกลึงไม้ ช่างปูนปั้น ช่างลงรักปิดทอง ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว

พระเจ้าเทพนิยายแห่งบาวาเรีย

Written by jintana on November 30th, 2013. Posted in บทความ

แคว้นบาวาเรีย หรือรัฐบาวาเรีย ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเยอรมนี ซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี และยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย (Ludwig II of Bavaria) หรือ ลุดวิก ฟรีดิช วิลเฮลมที่ 2 แห่งบาเยิร์น (Ludwig Friedrich Wilhelm II von Bayern)
พระองค์ทรงมีความสนพระทัยในการสร้างปราสาทมาก มีปราสาทหลายแห่งในเยอรมนีที่ถูกสร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่ก็เป็นสถานที่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในปัจจุบันและนำรายได้เข้าประเทศได้มากมาย ปราสาทที่ถูกสร้างในรัชสมัยของพระองค์มีดังนี้

สวนฤดูหนาว, พระราชวังมิวนิค ตั้งอยู่กลางเมืองมิวนิค เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของเยอรมนี เมื่อพระเจ้าลุดวิกสิ้นพระชนม์ลงสวนก็ถูกรื้อทิ้ง ตามภาพถ่ายที่หลงเหลือทำให้เห็นถึงสวยงามและเต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลา ถ้ำ หรือกระโจม

ปราสาทนอยชวานชไตน์ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทหงส์หินใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนีที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี ทั้งยังคุ้นตาอีกด้วยเพราะปราสาทแห่งนี้เป็นต้นแบบของปราสาทเจ้าหญิงนิทราของดิสนีย์แลนด์ แต่ปราสาทแห่งนี้ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ พระเจ้าลุดวิกก็สิ้นพระชนม์ลงก่อน แต่ภายในก็ยังเปิดให้เข้าชมห้องต่าง ๆ เช่น ห้องมหาดเล็ก ห้องครัว ท้องพระโรงใหญ่ เป็นต้น ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่สวยงามและยอดนิยมเป็นอันดับหนึ่งของเยอรมนี

วังลินเดอร์ฮอฟ เป็นพระราชวังอีกแห่งที่มีสวนอยู่ภายใน ซึ่งที่นี้ถูกออกแบบตามวังโรโคโคของประเทศฝรั่งเศส สวนที่สวยงามนั้นประกอบไปด้วยถ้ำวินัสเป็นที่ใช้แสดงโอเปร่า รูปลักษณ์ภายในตกแต่งเพื่อแสดงถึงความสนใจในระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสโบราณของพระเจ้าลุดวิกที่ 2

 

ระบบวรรณะในเกาะบาหลี

Written by teeranun on November 29th, 2013. Posted in บทความ

ระบบวรรณะในเกาะบาหลี เป็นการจัดสถานะของคนในสังคมที่บาหลีได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แม้ว่าความซับซ้อนของระบบวรรณะในเกาะบาหลีจะไม่เท่ากับระบบวรรณะของอินเดีย แต่ก็สามารถจำแนกได้เป็น 4 วรรณะใหญ่ตามแบบอินเดียคือ

– วรรณะพราหมณ์ คือกลุ่มชนชั้นนักบวชและผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู

– วรรณะกษัตริย์ คือกลุ่มชนชั้นผู้ปกครอง รวมถึงนักรบและทหาร

– วรรณะแพศย์ (ไวศยะ) คือกลุ่มชนชั้นพ่อค้าและผู้ปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งของผู้ปกครอง

– วรรณะศูทร คือกลุ่มชนชั้นชาวนาและเกษตรกร คิดเป็นจำนวนร้อยละ 93 ของประชากรทั้งหมดในเกาะบาหลี

การสังเกตว่าคนในเกาะบาหลีอยู่ในวรรณะใดนั้น จะสังเกตได้จากสำเนียงการใช้ภาษาบาหลี ที่แต่ละวรรณะจะมีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกัน

วรรณะที่เริ่มสูญสิ้นไปจากเกาะบาหลีเป็นวรรณะแรกคือกลุ่มคนในวรรณะกษัตริย์ หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์มัชปาหิต (ค.ศ. 1293-1527) อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏการสืบทอดของวรรณะกษัตริย์ต่อมาในราชวงศ์เทวะอะกุง (Deva Agung) ซึ่งราชวงศ์นี้ได้ปกครองเกาะบาหลีจนถึง ค.ศ. 1950

ระบบวรรณะในเกาะบาหลีเริ่มลดความสำคัญลงเมื่ออินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดา และแทบจะหมดความสำคัญไปหลังจากที่อินโดนีเซียประกาศอิสรภาพเมื่อปี ค.ศ. 1950 หลังจากที่ทางรัฐบาลได้ออกกฎห้ามการสนับสนุนระบบวรรณะทุกรูปแบบ ทำให้เกิดการต่อต้านของกลุ่มคนที่สนับสนุนระบบวรรณะในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 ทำให้เกิดการปะทะกับระหว่างฝ่ายผู้สนับสนุนระบบวรรณะกับฝ่ายคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1965-1966 ทั้งนี้ ระบบวรรณะยังคงเหลืออยู่ในเกาะบาหลีบ้าง โดยเฉพาะการประกอบพิธีกรรมต่างๆในศาสนาฮินดูที่คนทั่วไปจะให้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี

นางเอกแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

Written by jintana on November 28th, 2013. Posted in บทความ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เต็มไปด้วยผลงานทางศิลปะมากมายหลายชิ้นที่ทรงคุณค่า แต่คิดว่าคงมีไม่กี่ชิ้นที่เป็นที่รู้จักกันหลายแพร่หลาย หนึ่งนั้นคือรูปวาดโมนาลิซ่า ที่ถูกวาดขึ้นโดยศิลปินชื่อดังอย่างเลโอนาโด ดาร์วินชี

ข้อถกเถียงมากมายเกิดขึ้นหลังจากที่ถูกโจรกรรมไปเป็นระยะเวลา 2 ปี ว่าภาพที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์นั้นไม่ใช่ของเดิม เพราะมีนักวิจารณ์งานศิลปะกล่าวว่า รอยยิ้มเธอนั้นเปลี่ยนไป ปัจจุบันโมนาลิซ่าถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ไม่มีใครทราบได้ว่า รูปที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เป็นรูปเดิมก่อนถูกโจรกรรมหรือไม่ แต่งานของ
เลโอนาโดชิ้นนี้ยังคงความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวของฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะเธอคือจุดมุ่งหมายของคนที่มาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์แห่งนี้

ตามคำเล่าของ Giorgio Vasari ที่มีชีวิตในช่วง ค.ศ. 1511-1547 เขาเล่าว่า ผู้หญิงที่อยู่ในภาพคือภรรยาของพ่อค้าไหมผู้ร่ารวยผู้มีนามว่า ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งจ้างให้เลโอนาโดวาดภาพนี้ โดยเขาใช้ระยะเวลาสร้างสรรค์งานชิ้นนี้เป็นเวลาร่วม 4  ปีด้วยกัน ซึ่งขัดกับหลักฐานของ อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส ผู้บันทึกปากคำของเลโอนาโด ดาร์วินชี ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี ชื่อ อิสซาเบลลา เดสเต เนื่องจากในศตวรรษที่ 16 นั้นปรากฏภาพเปลือยของหญิงสาวละม้ายคล้ายโมนาลิซ่า ซึ่งน่าจะมาจากหญิงผู้อื้อฉาวคนเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ดาร์วินชีถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งบางรายบอกเล่าว่า โมนาลิซ่า เป็นเด็กชายที่คอยติดตาม
ดาร์วินชี เพียงแต่ภาพนั้นถูกวาดให้เป็นหญิงงามแทนชายงาม หรือบางข้อมูลก็บอกว่า โมนาลิซ่า คือ เลโอนาโด ดาร์วินชี เอง เขาต้องการวาดรูปตัวเองในร่างหญิงเพื่อตอบความต้องการทางเพศที่ผิดแปลกออกไป

ปัจจุบันข้อสันนิษฐานมากมายเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการสรุป เพราะไม่มีหลักฐานใดที่เอียงเอนมีน้ำหนักมากพอ รวมไปถึงการตีความในภาพวาดของนักวิจารณ์งานศิลปะที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปริศนาของรูปนี้ยังคงอยู่พร้อมด้วยรอยยิ้มของหญิงงามที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายมาเป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 500 ปี

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่

Written by teeranun on November 27th, 2013. Posted in บทความ

 

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่ ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองยะไข่ ประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 หน้าพิพิธภัณฑ์มีประติมากรรมคชสีห์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำยะไข่ ชื่อในภาษาพม่าเรียกว่าพยาละ (Byala)

ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงผังเมืองโบราณ รวมถึงโบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนต่างๆ เช่น

– เหรียญเงิน หรือเครื่องเคลือบในสมัยเวสาลี (ราว ค.ศ. 327-818) และสมัยเมียวอู (Mrauk U) (ค.ศ. 1430-1784)

– ประติมากรรมหินในสมัยเวสาลี และสมัยเลเมียว (Lay Myo) (ค.ศ. 818-1430)

– จารึกบนวัสดุต่างๆ เช่น ทองแดง ดินเผา ใบลาน ฯลฯ ในสมัยเมียวอู นอกจากนี้ยังจัดแสดงจารึกของพระเจ้าอานันทะ โดยจารลงบนหินทราย ใช้ตัวอักษรทางอินเดียเหนือ ภาษาสันสกฤต มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าอานันทะ กำหนดอายุจารึกได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8

ยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ เช่น พิณ ระนาด ขลุ่ย ฯลฯ เถาปิ่นโตลงรัก ภาชนะดินเผาเนื้อกระเบื้อง ประติมากรรมในพุทธศาสนา และกล้องยาสูบที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี กำหนดอายุอยู่ในสมัยเมียวอู

ในส่วนอื่นๆของพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในยะไข่ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรม เช่น การคลอดบุตร การแต่งงาน การละเล่นต่างๆ เป็นต้น และการจัดแสดง
ศาสนสถานจำลองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในยะไข่อีกด้วย

ความแตกต่างของโออิรันและเกอิชา

Written by jintana on November 26th, 2013. Posted in บทความ


หลังจากที่เราทำความรู้จักกับโออิรันและเกอิชากันดีพอสมควรแล้ว เรามีจุดสังเกตง่าย ๆ สำหรับสองอาชีพนี้มีฝากกันค่ะ ทั้งคู่จะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันไป หากสังเกตง่าย ๆ จากสิ่งต่อไปนี้ ทรงผม กิโมโน โอบิ เกี๊ยะ การเดินและที่อยู่

– ทรงผมของโออิรันนั้นจะอลังการมาก มีการใส่วิกผมและตกแต่งด้วยปิ่นปักผม เครื่องประดับ ริบบิ้น ขมวดปมมากมาย น่าแปลกที่พวกเธอสามารถทรงคอให้ตั้งตรงได้เพราะรวมน้ำหนักแล้วประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งต่างจากเกอิชาพอสมควร

– กิโมโนของโออิรันจะหนาประมาณ 5 ชั้น หรือบางครั้งอาจจะมีลักษณะคล้ายผ้าฟูกด้วยซ้ำ สีสันของกิโมโนก็จะสวยสดงดงาม ลวดลายสะดุดตา เทียบความหรูหราอลังการกับเกอิชาคนละแบบ และกิโมโนของเกอิชานั้นจะมีแขนสั้นเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ บางข้อมูลยังบอกอีกว่าการที่พวกเธอใส่แขนสั้นนั้นก็เพื่ออวดผิวสวย ๆ ที่ไร้การปกปิดจากแป้งขาว ๆ ชวนให้ชายหนุ่มจินตนาการและหลงใหลในความงามของพวกเธอ

– โอบิ คือส่วนหนึ่งของชุดกิโมโน โออิรันนั้นจะผูกโอบิไว้ข้างหน้าเพื่อถอดหรือใส่ได้ง่ายกว่าการผูกไปข้างหลัง(เป็นนัยว่าสะดวกในการรับแขกนั้นเอง) ส่วนเกอิชานั้นจะผูกโอบิไว้ด้านหลังเพราะพวกเธอไม่จำเป็นต้องถอด ๆ ใส่ ๆ ทั้งคืนเหมือนโออิรัน

– เกี๊ยะของโออิรันจะสูงมาก สูงกว่า 2-3 เท่าของเกอิชา สำคัญคือการเปลือยเท้าของโออิรัน ที่แม้กระทั่งในฤดูหนาวพวกเธอก็ยังไม่สวมถุงเท้า(ทาบิ) เป็นความเซ็กซี่เล็ก ๆ ที่ชวนให้แขกจินตนาการถึงใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยแป้งขาวและร่างกายที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดกิโมโนหนา ๆ นั่นเอง

– การเดินของโออิรัน ต่างจากเกอิชาโดยสิ้นเชิง โออิรันจะเดินเป็นเลข 8 ญี่ปุ่น ตามสุภาษิตเชิงลบของชาวญี่ปุ่นว่า คนสวยใน 8 ทิศทาง คือ เป็นหญิงที่เอาใจชายเก่ง

– ที่อยู่ของโออิรันและเกอิชาจะแยกต่อกันอย่างชัดเจน ย่านที่โออิรันพักอาศัยจะอยู่ในแถบโยชิวาระคะ และที่สำคัญพวกเธอไม่สามารถออกจากเขตที่อยู่ย่านนี้ได้ ส่วนย่านของเกอิชาจะเป็นย่านฮานามาชิ

 

 

เทศกาลนาดัม

Written by teeranun on November 25th, 2013. Posted in บทความ


เทศกาลนาดัม เป็นเทศกาลแห่งการละเล่นของชาวมองโกเลีย ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 11-13 กรกฎาคมของทุกปี และยังถือเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของประเทศมองโกเลียด้วย โดยเทศกาลนี้ทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเมื่อปี ค.ศ. 2010

นาดัม (Наадам) หมายถึง การละเล่น ซึ่งในเทศกาลนาดัมนี้จะประกอบไปด้วยการละเล่น 3 อย่าง (эрийн гурван наадам) คือ การเล่นมวยปล้ำ การแข่งขี่ม้า ซึ่งการแข่งขี่ม้าของชาวมองโกเลียจะแตกต่างจากการแข่งขี่ม้าโดยทั่วไป เนื่องจากระยะทางการแข่งจะยาวถึง 15-30 กิโลเมตร และการยิงธนู ในสมัยก่อนการละเล่นทั้ง 3 อย่างนี้จะถือเป็นการละเล่นของผู้ชายเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้หญิงก็สามารถเล่นการละเล่นเหล่านี้ได้ ยกเว้นการเล่นมวยปล้ำ ซึ่งการแข่งยิงธนูนั้น ผู้ชายจะแข่งยิงเป้าในระยะ 75 เมตร ส่วนผู้หญิงจะแข่งยิงเป้าในระยะ 65 เมตร แบ่งเป็นทีมละ 10 คน มีลูกธนูคนละ 4 ดอก

เทศกาลนาดัมนี้เดิมเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นจากที่ชาวมองโกเลียเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และเป็นการรวมตัวกันของชาวมองโกเลียทั้ง 9 เผ่า ปัจจุบันเทศกาลนี้จัดขึ้นที่สนามกีฬาแห่งชาติ เมืองหลวงอูลานบาตอร์ นอกจากการละเล่นทั้ง 3 อย่างแล้ว ยังมีการแสดงอื่นๆ เช่น การเต้นระบำ การแสดงดนตรี การเดินสวนสนามของทหารม้า นักกีฬา และนักบวช รวมถึงการละเล่นทอยกระดูกข้อเท้าแกะ (Shagai : шагай)

เปิดกรุเก็บรูปโมนาลิซ่า

Written by jintana on November 24th, 2013. Posted in บทความ


พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Musée du Louvre) หรือพระราชวังลูฟว์ มีชื่อทางการว่า The Grand Louvre ในอดีตเป็นพระราชวังหลวงที่สวยงามมาก และมีประวัติยาวนานตั้งแต่ราชวงศ์กาเปเซียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเมื่อปี ค.ศ.1793 ภายในเป็นที่จัดแสดงและรวบรวมงานศิลปะมากกว่าสามหมื่นชิ้น หนึ่งในนั้นมีรูปภาพ โมนาลิซ่า ที่ถูกวาดโดยศิลปินชื่อดังอย่าง เลโอนาร์โด ดาวินชี รวมอยู่ด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1793 (ในฐานะพิพิธภัณฑ์) กล่าวคือ สมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ได้สร้างตัวพระราชวังขึ้น ต่อมาก็เป็นส่วนของกำแพง ตามด้วยฝั่งตะวันตกและใต้ ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 กับ พระเจ้าอ็องรีที่ 2 ตามลำดับ

จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์อีกสิ่งหนึ่งนอกจากภาพวาดโมนาลิซ่า ก็คือส่วนพีระมิดที่ตั้งอยู่ด้านหน้า สร้างเพื่อใช้เป็นทางเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ ออกแบบโดย ไอ.เอ็ม.เป หรือ เป้ ยวี่หมิง(貝聿銘 ,贝聿铭)สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ตัวของพีระมิดนั้นทำด้วยกระจกและโลหะ ซึ่งเป็นผลงานของไอ.เอ็ม.เป ที่เต็มไปด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากมายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนเข้าชมมากที่สุดในโลก ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ และการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม รวมไปถึงผลงานศิลปะมากมายเป็นแสนชิ้น ทำให้ที่แห่งนี้ทำรายได้ให้กับประเทศฝรั่งเศสต่อปีได้ไม่น้อยทีเดียว

ปราสาทโพกลวงคาราย

Written by teeranun on November 23rd, 2013. Posted in บทความ


ปราสาทโพกลวงคาราย เป็นปราสาทอิฐที่ปรากฏอยู่ในอาณาจักรจามปา (อาณาจักรที่เคยตั้งอยู่แถบเวียดนามตอนใต้) ตามตำนานกล่าวว่าปราสาทนี้สร้างโดยพระเจ้าโพกลวงคาราย ตามบันทึกสมัยพระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1828-1850) ที่ปรากฏตำนานนี้กล่าวว่าเดิมพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเพียงคนเลี้ยงวัว แต่โชคชะตาได้กำหนดให้พระองค์กลายเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น จนอาณาจักรขอมโบราณได้เข้ารุกรานอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ได้ใช้เงื่อนไขแบบสันติวิธีคือ การแข่งกันสร้างเทวสถาน หากใครสร้างสำเร็จก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ ปรากฏว่าฝ่ายพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นผู้ชนะ ทำให้กองทัพขอมต้องยกทัพกลับไป และประชาชนได้ยกฐานะพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเทพที่คอยปกป้องดูแลประชาชนและแผ่นดินจามปา

ในทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 ทรงเป็นผู้บูรณะปราสาทโพกลวงคารายขึ้นใหม่จากซากปราสาทที่เคยมีอยู่เดิม โดยปราสาทโพกลวงคารายจัดอยู่ในศิลปะแบบบิญดิ่ญหรือถาปมาม (ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นสำหรับการบูชาและประกอบพิธีกรรมเนื่องในไศวนิกาย มี 3 หลัง ที่ปราสาทนี้ยังค้นพบภาพสลักนูนสูงพระศิวะที่ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของเวียดนาม รวมถึงการค้นพบมุขลึงค์ (ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะประกอบอยู่)

ปัจจุบันปราสาทหลังยังคงใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่เช่นเดิม

ชายหาดปาเตนคา

Written by teeranun on November 19th, 2013. Posted in บทความ


ขายหาดปาเตนคา (Patenga Beach : পতেঙ্গা) เป็นชายหาดยาว 14 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองจิตตะกองของบังคลาเทศราว 20 กิโลเมตร ตั้งอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำกรนผุลิ (Karnaphuli River : কর্ণফুলি) รวมถึงตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนนายเรือ บี.เอ็น.เอส. อีชา ข่าน และสนามบินนานาชาติชาห์ อามานัต ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของบังคลาเทศ (อย่างไรก็ตาม ชายหาดนี้ไม่แนะนำให้ลงเล่นน้ำเนื่องจากเป็นชายหาดน้ำลึก) ชายหาดส่วนใหญ่เป็นหาดทรายปนด้วยหิน บางส่วนของชายหาดมีการถมหินและสร้างกำแพงคอนกรีตเพื่อป้องกันการกัดเซาะจากน้ำทะเล

ชายหาดแห่งนี้คึกคักไปด้วยร้านขายของต่างๆมากมาย โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่มราคาถูกและอร่อย ซึ่งมีเมนูแนะนำคือปูปรุงรสทอดเสิร์ฟกับแตงกวา หอมใหญ่ และแป้งถั่วปั้นเป็นก้อนกลมทอด และมีอากาศเย็นสบายในยามเย็น พร้อมทั้งวิวทิวทัศน์จากเรือหาปลาและต้นมะพร้าว รวมถึงเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงาม หากโชคดีจะได้พบนกชายเลนปากช้อนพันธุ์ที่พบได้ในบังคลาเทศเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีบริการเรือเร็วสำหรับนักท่องเที่ยว โดยล่องจากแม่น้ำกรนผุลิออกสู่ปากแม่น้ำ