Posts Tagged ‘แปลภาษา’

โซลทาวเวอร์ หอคอยแห่งรัก

Written by jintana on July 4th, 2014. Posted in บทความ

โซลทาวเวอร์

สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยคุ้นเคยที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ประเทศเกาหลี คงพลาดไม่ได้กับที่นี่ นัมซาน โซลทาวเวอร์ (남산서울타워) หรือ N โซลทาวเวอร์ (N ย่อมาจาก นัมซาน)ที่บอกว่าหอคอยแห่งรัก ไม่ใช่เพราะสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักของใคร แต่เป็นหอคอยที่คู่รัก มักจะมาคล้องกุญแจบนหอคอย เป็นนัยว่า จะไม่พรากจากกัน และรักกันตลอดไป

หอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขานัมซาน ในกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีทางตอนเหนือของประเทศ
ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและเนินเขา หอคอยสูงจากฐานประมาณ 240 เมตร และประมาณ 480 เมตรจากพื้นดินเป็นจุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืนจะเห็นวิวแสงสียามค่ำคืนได้อย่างสวยงามสำหรับการขึ้นไปชมวิวบนหอคอยนี้มีสองทางให้เลือกค่ะ คือ รถรางไฟฟ้า และเดินขึ้นเขา แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน นอกจากจุดคล้องกุญแจสำหรับคู่รัก เหนือขึ้นไปข้างบนอีกจะมีจุดชมวิว 360 องศา ที่ต้องขึ้นลิฟต์ไปชม แต่ต้องเสียค่าลิฟต์ประมาณ 8,000 วอน ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงมากสำหรับการชมวิวที่สวยงามข้างบน

นอกจากจุดชมวิวแล้ว ด้านล่างของหอคอยยังมี พิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้(Teddy Bear Museum)ที่จำลองชีวิตของชาวเกาหลีในอดีตด้วยตุ๊กตาหมีเท็ดดี้หากใครชื่นชอบในตุ๊กตาหมีไม่ควรพลาดค่ะ สำหรับการเดินทางการเดินทางมาที่โซลทาวเวอร์มี 2 วิธี

วิธีแรกคือขึ้นรถโดยสารประจำทางมี 3 สายค่ะ ลงป้ายนัมซันทาวเวอร์ ราคาประมาณ 850 -950 วอน นั่งได้ตั้งแต่ 08:00 – 24:00น.

วิธีสองคือการขึ้นนัมซานเคเบิลคาร์ เป็นกระเช้าลอยฟ้า แต่วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลาเดินประมาณ 10 -15 นาที จากรถไฟใต้ดินสายสีฟ้า ราคาค่าโดยสารของเคเบิลคาร์ประมาณราคา ผู้ใหญ่ :8,000 วอน
เด็ก:ราคา 5,000 วอน เปิดบริการตั้งแต่ 10:00 – 23:00น.

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน2

Written by jintana on July 2nd, 2014. Posted in บทความ

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน1

อุทยานยงดูซานหรือสวนสาธารณะยงดูซาน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปูซาน เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนกันมาชมนับว่าเป็น 1ใน 3 ของภูเขายอดนิยมในเกาหลี จุดเด่นของที่นี้คงจะเป็นอนุสรณ์ของแม่ทัพอีซุนซินผู้บัญชาการทหารที่ดีที่สุดในสมัยราชวงศ์โชซอน (1392 – 1910) และปูซาน
ทาวเวอร์ที่เป็นจุดชมวิวเมืองปูซานได้อย่างทั่วถึง

ยงดูซาน มาจากลักษณะของภูเขาที่คล้ายหัวมังกรหันหน้าออกไปยังฝั่งทะเล มีความหมายแฝงว่า ป้องกันและกำจัดศัตรูที่มาจากทะเลนั่นเอง จุดเริ่มต้นของการสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นสวยสาธารณะมาจากในช่วงสงครามเกาหลีประชาชนได้อพยพมายังที่แห่งนี้ สร้างบ้านเรือนที่พักอาศัยมากมายและเคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ถึงสองครั้งจนต้นไม้โล่งเตียน จึงมีความคิดจะปลูกต้นไม้ขึ้น

พื้นที่ของอุทยานกว้างราว 69,000 ตารางเมตร มีพืชนานาพรรณกว่า 70 สายพันธุ์ ให้เราได้ชื่นชม นอกจากนี้ยังมีอาคารอนุสรณ์เพื่อลำรึกถึงเหยื่อในสงครามเกาหลี ,ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นในยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ,อนุสาวรีย์ของนักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลในเหตุการณ์ปฏิวัติ 4.19และพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีอีกด้วย

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน1

Written by jintana on June 30th, 2014. Posted in บทความ

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน2

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักอุทยานยงดูซาน (용두산공원) เราไปรู้จักเมืองปูซานกันก่อนดีกว่าค่ะ
ปูซานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้มีภูมิประเทศติดทะเลแวดล้อมไปด้วยหุบเขา เกาะแก่ง ชายหาดและธรรมชาติที่สวยงาม เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโซล อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 450 กิโลเมตร ปูซานมีประชากรราว 3.65 ล้านคน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับในเกาหลีมากมาย และมีชื่อเสียงในด้านการจัดเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ที่จะมีขึ้นทุกปี นอกจากนี้ปูซานยังเคยเป็นเจ้าภาพงานเอเซียนเกมส์และฟุตบอลโลกในปี 2002 อีกด้วย

เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์ตรงติดทะเล เหมาะสำหรับใครที่ชอบบรรยากาศริมชายหาด เดินเล่นรับลมทะเล แต่ต้องไปให้ถูกฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลที่เหมาะสมคือ ใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วง เป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวมากที่สุดเพราะจะได้อากาศอุ่น ๆกับสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เกาะเชจูที่อยู่ทางใต้ของชายฝั่งทะเลปูซาน, หาดแฮอึนแด,น้ำพุร้อนดงเนเป็นน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 55 องศาเซลเซียส, ป้อมปราการสองพันปีคุมจองเป็นป้อมปราการที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเกาหลี, วัดโพโมซาเป็นวัดเก่าแก่ของเกาหลีอยู่บนเชิงเขาด้านตะวันออกของภูเขาคุมจอง เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองปูซาน ลี่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนที่เมืองนี้แล้วคือ ปูซานทาวเวอร์ในตั้งอยู่ในอุทยานยงดูซาน หรือสวนสาธารณะยงดูซาน ที่สามารถชมเมืองปูซานได้อย่างสวยงามที่ให้เป็นอีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนมาเมื่อมาที่เมืองนี้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส(ต่อ)

Written by jintana on June 9th, 2014. Posted in บทความ

 

วัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

ต่อจากบทความที่แล้ว ว่ากันด้วยเรื่องวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส เริ่มกันที่เรื่อง ห้ามถ่าย! ถ่ายรูป ถ่ายหนัก ถ่ายเบา อันนั้นไม่มีปัญหาค่ะ ถ่ายในที่นี้คือ ห้ามถ่ายเอกสารหนังสือ อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศนี้เขาเคร่งครัดเรื่องลิขสิทธิ์มาก การถ่ายเอกสารหนังสือเป็นเล่ม ๆของเขาไปเฉยโดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือไม่รู้ตัวเป็นเรื่องผิดกฎหมายและไม่ควรทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าอยากถ่ายเอกสารจริง ๆ ก็ต้องติดต่อทางสำนักพิมพ์อย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการขออนุญาตถ่ายเอกสารหนังสือเล่มนั้น ๆ

เรื่องต่อไปยังไม่พ้นร้านอาหารค่ะ เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าต้องมีมารยาททางสังคมกันสุด ๆ หากเราต้องการสั่งอาหารเพิ่มห้ามใช้คำว่า “การ์ซอง” เด็ดขาดเพราะไม่สุภาพ ให้เริ่มต้นด้วยคำว่า “เมอซิเออร์” แล้วตามด้วย “ซิลวู เปล” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า กรุณา และทุกครั้งที่เข้ามาในร้านอาหารหรือภัตตาคาร ควรถอดหมวกและเสื้อคลุมเพื่อให้ความเคารพสถานที่ด้วย

ปิดท้ายด้วยเรื่องสนามหญ้าต้องห้ามในสวนสาธารณะ ที่ใช้คำว่าต้องห้าม เพราะสนามหญ้าในสวน สาธารณะในประเทศนี้เขาไม่ได้มีไว้วิ่งเล่นเหมือนบ้านเรา กลับกลายเป็นว่าหากเห็นป้าย pelouseinterdite ซึ่งแปลเป็นไทยว่า สนามหญ้าต้องห้าม หรือ ห้ามเข้าสนามหญ้า อย่ามึนงงเดินเข้าไปเชียวล่ะ เพราะถือว่าทำผิดกฎหมายนะคะ

 

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

Written by jintana on June 7th, 2014. Posted in บทความ

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

มุมต่างอย่างแรกของประเทศฝรั่งเศสที่เรามักพบเห็นกันได้บ่อยแต่ยังไม่คุ้นชิน ก็คือการจูบแก้มซึ่งกันและกันนั่นเอง วัฒนธรรมนี้ชาวฝรั่งเศสจะทำเพื่อทักทาย แต่ย้ำว่าต้องเป็นคนที่รู้จักกันเท่านั้นนะคะ

อย่างที่สอง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมชาวฝรั่งเศสจึงทำหน้าบึ้งใส่เวลาถามทาง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าชาวฝรั่งเศสเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีความเป็นชาตินิยมสูง คนฝรั่งเศสจะคิดเสมอว่าภาษาของตนเองเป็นภาษาที่ไพเราะเสนาะหูมากที่สุดในโลก เขาจึงไม่นิยมเรียนภาษาอื่น รู้อย่างนี้แล้วอย่าไปคิดว่าคนฝรั่งเศสหยิ่งนะคะที่เขาทำหน้าบึ้ง ก็เหมือนเป็นนัยว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องนั่นเอง

ต่อไปเป็นความรักสัตว์ของชาวฝรั่งเศส ย้ำอีกครั้งว่าเขารักสุนัขมาก ๆ เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกอีกคนของครอบครัว การสั่งห่ออาหารเหลือจากการรับประทานในร้านไปให้น้องหมานี่เป็นเรื่องที่ไม่นิยมและจะถูกมองว่าไม่สุภาพเท่าไร เพราะน้องหมาบ้านเขากินไฮโซไม่ต่างอะไรจากคนเลยค่ะ   จะสังเกตได้ว่าตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศสเขาสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ซึ่งต่างจากบ้านเรา อีกประการสำคัญ การนั่งแท็กซี่ยังมีที่นั่งสำหรับสัตว์เลี้ยงคือ ข้างคนขับ ส่วนผู้โดยสารที่เป็นคนจะนั่งข้างหลังสามคนเท่านั้นค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หอคอยสูงระฟ้าในเขตมินะโตะ(ต่อ)

Written by jintana on June 5th, 2014. Posted in บทความ

โตเกียว สกายทรี

ติดค้างกันไว้สำหรับหอคอยสีขาวแดง ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึงส่วนต่าง ๆของหอคอย คราวนี้เราจะมาเก็บรายละเอียดกันค่ะ เริ่มกันที่ความเป็นมาของหอคอยแห่งนี้

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1950 ช่วงหลังสงคราม ประเทศญี่ปุ่นจึงมีความคิดริเริ่มว่า น่าจะมีอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีอิทธิพล และเรืองอำนาจในด้านเศรษฐกิจของโลก จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 2.8 พันล้านเยนให้กับการก่อสร้างโตเกียวทาวเวอร์ จนกระทั่งแล้วเสร็จเมื่อปี 1958 รวมระยะเวลาในการสร้างหอคอยยักษ์แห่งนี้ประมาณ 8 ปี ซึ่งมีความสูงกว่า หอEiffel ถึง 13 เมตร แน่นอนว่าต้องได้รับแรงบันดาลใจมาจากหอคอยที่กรุงปารีส และการก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณโดยบริษัท Takenakaของญี่ปุ่นเอง ที่เน้นความแข็งแรงและเหนียวแน่น และเป็นหนึ่งใน 21 อนุสาวรีย์หอคอยที่ยิ่งใหญ่ของโลก (The World Federation of Great Towers) อีกด้วย

โตเกียวทาวเวอร์ใช้เป็นที่ส่งสัญญาณของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของญี่ปุ่นรวมทั้งหมด 9 สถานีโทรทัศน์ และ 5 สถานีวิทยุ และยังเคยใช้ถ่ายทำละครและหนังของญี่ปุ่นจนเป็นที่รู้จักอีกด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีหอคอยใหม่ที่มีความสูงกว่าโตเกียวทาวเวอร์อย่าง โตเกียว สกายทรี (Tokyo Skytree) ที่เขตซุมิดะกรุงโตเกียว มีความสูงถึง 634 เมตร และมีการเปิดให้เข้าชมไปเมื่อ 22 พ.ค. 2555 แต่ไม่ว่าอย่างไรสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวโตเกียวโตเกียวทาวเวอร์ก็ยังคงเป็นหอคอยอันแสนคลาสสิกอยู่ดี

 

 

 

 

 

หอคอยสูงระฟ้าในเขตมินะโตะ

Written by jintana on June 3rd, 2014. Posted in บทความ

โตเกียวทาวเวอร์

บทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสถาปัตยกรรมอีกที่หนึ่งที่สวยงามและไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้มาเยือนประเทศญี่ปุ่น หอคอยสีแดงขาวที่ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ ในเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว มีชื่อเรียกคุ้นหูว่า โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่และสวยงามสูง 332.6 เมตรสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2501เป็นหอคอยที่ไว้ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ เช่น NHK, TBS แบ่งออกเป็นสามส่วน
ส่วนแรกคืออาคารสูง 4 ชั้นใต้หอคอย

ชั้นที่ 1Tokyo Tower Aquariumเป็นส่วนจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ มีปลากว่า 800 สายพันธุ์ ราว50,000ตัว และร้านค้ามากมายภายในชั้นที่1- 2

ชั้นที่ 3 Tokyo Tower Carnivalเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญของโลก และพบกันเทคโนโลยีสามมิติทันสมัยในMysterious Walking Zone

ชั้นที่ 4Tokyo Tower Trick Art Galleryห้องจัดแสดงภาพศิลปะและภาพในระบบสามมิติ และยังมีห้องแนะนำเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย

ส่วนที่2 และ3 เป็นจุดชมวิวทั้งสองส่วน อยู่บนความสูง 150 เมตรและ 250 เมตร ตามลำดับ หอคอยแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่น้อยกว่า 2 ล้าน 5 แสนคนต่อปี โดยเปิดทำการแบบไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา09:00 น. ถึง 20:00น.เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปรอเก้อหน้าหอคอยค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

หมู่บ้านฝรั่งเศสในเกาหลี

Written by jintana on June 1st, 2014. Posted in บทความ

หมู่บ้านฝรั่งเศส

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่คนมาเยือนเกาหลีพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนคลับของวรรณกรรมเยาวชนฝรั่งเศสอย่าง เจ้าชายน้อย หรือ Le Petit Prince ของ อ็องตวน เดอแซ็งแตกซูว์เปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส เจ้าชายน้อยนับเป็นผลงานของเขามีชื่อเสียงมากที่สุดและถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่า 190 ภาษา มียอดจำหน่ายกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก

เป็นทีทราบกันดีว่า หากมาเยือนที่เกาะนามิแล้วจุดหมายต่อไปที่อยู่ห่างกันเพียงแค่ 10 กิโลเมตรนั่นคือ หมู่บ้านฝรั่งเศสหรือ Petite France(쁘띠프랑스프랑스문화마을)แรงบันดาลใจของที่นี้คือวรรณกรรมชื่อดังเจ้าชายน้อย สถาปัตยกรรมอาคารต่าง ๆ จะถูกออกแบบมาให้คล้ายคลึงกับหมู่บ้านชาวนาแถบเทือกเขาแอลป์ แถมเขายังการันตีว่าวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆที่นำมาตกแต่งนั้นนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อให้ได้กลิ่นอายของฝรั่งเศสแบบแท้ ๆ

หมู่บ้านแห่งนี้ล้อมรอบด้วยภูเขาโฮมีซานและทะเลสาบซอนพยองโฮ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆสมชื่อ Le Petiteที่แปลเป็นไทยว่า เล็กน่ารัก สีสันสวยงามเหมาะกับการเดินไป นั่งไป ถ่ายรูปไปชิลล์ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอกจากนั้นยังมีส่วนนิทรรศการเล็ก ๆ แสดงผลงานของ อ็องตวน เดอแซ็งแตกซูว์เปรี ชื่อว่าLe Saint-Exupery Memorial Hallไว้ให้แฟนคลับเจ้าชายน้อยได้ชมกันอีกด้วย เพิ่มเติมบรรยากาศให้น่าเที่ยวนานๆด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านน้ำหอมขนาดเล็ก อีกทั้งสวนดอกไม้ที่ออกดอกตามฤดูกาลต่าง ๆ แต่บางคนชอบมาเยือนที่นี้ช่วงฤดูหนาว เพราะมีหิมะตกได้บรรยากาศประเทศฝรั่งเศสไปอีกแบบหนึ่ง

การดื่มน้ำอ้อยในชมพูทวีป

Written by teeranun on December 3rd, 2013. Posted in บทความ


น้ำอ้อย เป็นเครื่องดื่มประเภทหนึ่งที่คนไทยเราเองคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หาดื่มได้ไม่ยากนัก นอกจากประเทศไทยของเราแล้ว ยังมีอีกหลายชาติที่ดื่มน้ำอ้อยเช่นกัน ซึ่งในแต่ละชาติก็จะปรุงรสน้ำอ้อยที่แตกต่างกันออกไป ในบทความนี้จะนำเสนอการดื่มน้ำอ้อยในชมพูทวีป ประกอบด้วยประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน

ในอินเดีย น้ำอ้อยเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากในรัฐคุชราต มหาราช อันธรประเทศ ทมิฬนาฑู ปัญจาบ หารยาน หิมาจัลประเทศ ราชาสถาน และอุตตรประเทศ น้ำอ้อยในอินเดียเรียกว่า “โอสฉ ราส” หรือ “คันเน กา ราส” (โอส หรือ คันนา หมายถึงอ้อย ส่วนราส หมายถึงน้ำผลไม้) ชาวอินเดียวมักจะดื่มน้ำอ้อยในช่วงหน้าร้อน (อย่างไรก็ตาม ที่มุมไบและมหาราชมีน้ำอ้อยให้ดื่มตลอดปี ส่วนที่ปัญจาบ จะมีน้ำอ้อยให้ดื่มราวกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนตุลาคม) โดยใส่ขิง มะนาว มิ้นท์ หรือน้ำแข็งลงไปด้วย น้ำอ้อยในอินเดียสามารถหาดื่มได้ทั่วไปตามรถเข็นข้างถนนแบบประเทศไทย

ในปากีสถาน น้ำอ้อยถือเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ เรียกว่า โรห์ หรือคันเน กา ราส การดื่มน้ำอ้อยในปากีสถานไม่นิยมใส่น้ำแข็ง ส่วนมากมักจะใส่ขิงและมะนาว รวมถึงการปรุงรสด้วยเกลือหรือพริกไทย สามารถหาดื่มได้ตามรถเข็นแบบประเทศไทยเช่นกัน

ในพระธรรมวินัย ยังถือว่าน้ำอ้อยเป็นยาสำคัญของพระสงฆ์อีกด้วย

พระเจ้าเทพนิยายแห่งบาวาเรีย (ต่อ)

Written by jintana on December 2nd, 2013. Posted in บทความ


พระเจ้าลุดวิกที่ 2 เป็นคนที่มีจินตนาการสูงมาก สังเกตได้จากปราสาทที่พระองค์ทรงโปรดให้สร้าง ล้วนยิ่งใหญ่และเกินจริงทั้งนั้น พระราชทรัพย์ของพระองค์หมดไปมากมายกับการสร้างปราสาทสวยงามแต่สิ้นเปลืองเหล่านี้ เหล่าขุนนางทรงเห็นว่าท่านไม่สนทางด้านการเมืองการปกครองเลยแม้แต่น้อย พระองค์จึงไม่ค่อยเป็นที่รักของขุนนางเท่าใดนัก ทั้งยังสนพระทัยแต่งานศิลปะของศิลปินต่าง ๆโดยเฉพาะคีตกวีริชาร์ด วากเนอร์ ท่านทรงอุปถัมภ์จนทำให้วากเนอร์ได้มีโอกาสเขียนโอเปร่าชิ้นสำคัญอย่าง แหวนแห่งนิเบลลุงเก็น  จนขุนนางในราชสำนักต่างพากันเล่าลือว่าพระองค์เป็นพวกรักร่วมเพศ

ปราสาทในรัชสมัยของพระองค์นอกจาก พระราชวังมิวนิค ปราสาทนอยชวานชไตน์และวังลินเดอร์ฮอฟ นั้นยังมีอีกสามปราสาทที่ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงามดังนี้

วังแฮเร็นเคียมเซ ตั้งอยู่บนเกาะแฮเร็นกลางทะเลสาบเคียมเซ ถูกออกแบบตามพระราชวังแวร์ซายส์ส่วนใน พระองค์มีความประสงค์จะสร้างให้มีความสวยงามกว่าแวร์ซายส์ แต่ไม่เป็นไปตามประสงค์เนื่องจากกำลังเงินไม่พอ สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในปัจจุบันคือ บันไดทูต เพราะบันไดทูตที่พระราชวังแวร์ซายส์นั้นถูกรื้อทิ้งไปตั้งแต่ปีค.ศ. 1752 แล้ว

ตำหนักเคอนิกอัมชาเค็น ตกแต่งแบบอาหรับ ใช้จัดงานเลี้ยงที่หรูหาอลังการ เล่ากันว่าเมื่อใดที่มีงานเลี้ยงพระองค์จะนั่งมีหญิงนุ่งน้อยห่มน้อยล้อมรอบดั่งสุลต่านตุรกี

ปราสาทฟอลเคนชไตน์ ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่วางแผนจะต่อยอดจากปราสาทเก่าแห่งหนึ่ง ผู้ออกแบบคือคริสเตียน แย้งค์ ถูกออกแบบมาให้มีความเหนือจริงดั่งเทพนิยายมากกว่าปราสาทนอยชวานชไตน์ และที่ตั้งนั้นก็อยู่เหนือนอยชวานชไตน์ขึ้นไปอีก แต่ปราสาทแห่งนี้ก็สร้างไม่เสร็จ

นอกจากปราสาททั้งหกแล้วนั้น ยังมีปราสาทอื่น ๆที่ถูกออกแบบไว้แต่ไม่ดำเนินการสร้างเพราะพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ก่อน ซึ่งการสิ้นพระชนม์ก็ยังเป็นปริศนาแม้ทุกคนได้ลงความเห็นว่า เป็นการฆ่าตัวตายแล้วก็ตาม