Posts Tagged ‘แปลภาษา’

Types of Business letter (2)

Written by akiautumn on February 4th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งครับ ครั้งนี้เราจะมารู้จักกับประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจกันต่อจากครั้งที่แล้วนะครับ จากบทความครั้งก่อนเราได้ทำความรู้จักกับ Sales LettersOrder LettersComplaint Letters Adjustment Letters และ Inquiry Letters ทั้ง 5 ประเภทกันแล้วครับ สำหรับครั้งนี้เราจะมารู้จักกับที่เหลืออีก 5 ประเภท คือ

 

Follow-Up Letterหรือ จดหมายติดตาม

Follow-up letters are usually sent after some type of initial communication. In many cases, these letters are a combination thank-you note and sales letter.

โดยปกติจดหมายติดตามจะถูกส่งหลังจากมีการติดต่อสื่อสารกันมาแล้วก่อนหน้านี้ ในหลายๆ กรณี จดหมายประเภทนี้มักจะเป็นการผสมผสานของการขอบคุณและจดหมายการสั่งซื้อสินค้า

 

Letters of Recommendationหรือจดหมายแนะนำ

The employers often ask job applicants for letters of recommendation before they hire them. This type of letter is usually from a previous employer or professor, and it describes the sender’s relationship with and opinion of the job seeker.

ผู้ว่าจ้างส่วนมากมักจะถามหาจดหมายแนะนำจากผู้สมัครก่อนที่จะตัดสินใจจ้างพวกเขา โดยจดหมายประเภทนี้จะมาจากผู้ว่าจ้างรายเก่าหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้ส่งกับผู้สมัครและความเห็นต่างผู้สมัคร

 

Acknowledgment Lettersหรือ จดหมายตอบรับ

Acknowledgment letters act as simple receipts. Businesses send them to let others know that they have received a prior communication, but action may or may not have taken place.

จดหมายตอบรับนี้ก็จะทำหน้าที่คล้ายกับใบเสร็จรับเงินทั่วๆ ไป ในทางธุรกิจนั้นจดหมายตอบรับจะถูกส่งเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าพวกเขาได้รับข้อความก่อนหน้านี้แล้วทว่าสิ่งที่ระบุหรือร้องไว้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้

 

Cover Letterหรือ จดหมายสมัครงาน

Cover letters usually are used to describe what is enclosed, why it is being sent and what the recipient should do with it, if there is any action that needs to be taken. These types of letters are generally very short and succinct.

โดยทั่วไปจดหมายสมัครงานมักจะกล่าวถึงสิ่งที่มีการแนบไปด้วย และถูกส่งมาเพื่อจุดประสงค์อะไรและ ผู้รับนั้นควรจะทำอย่างไร หากว่าต้องการให้มีการติดต่อพูดคุยเกิดขึ้น ซึ่งจดหมายประเภทนี้มักจะสั้นและกระชับ

 

Letters of Resignationหรือ จดหมายลาออก

When an employee plans to leave his job, a letter of resignation is usually sent to his immediate employer giving him notice. In many cases, the employee also will detail his reason for leaving the company.

เมื่อผู้ถูกว่าจ้างประสงค์ที่จะลาออก จดหมายลาออกจะต้องถูกส่งไปยังผู้ว่าจ้างเพื่อแจ้งให้ทราบ โดยหลายๆ กรณี ผู้ถูกว่าจ้างจะต้องลงรายละเอียดถึงเหตุผลในการลาออกครั้งนี้แก่บริษัทอีกด้วย

 

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือประเภทของจดหมายในเชิงธุรกิจทั้ง 10 ประเภท จะเห็นว่าแต่ละประเภทจะถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมดซึ่งเราจะได้เรียนรู้ถึงรูปแบบของจดหมายแต่ละประเภทกันอีกในครั้งหน้าครับ

 

Reference: work.chron.com

Types of Business Letter (1)

Written by akiautumn on February 2nd, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกับบทความภาษากันอีกแล้วครับ ในครั้งที่แล้วเรารู้จักกันแล้วว่าจดหมายเชิงธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร และในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจว่ามีอะไรบ้าง

จดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในวาระโอกาสที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียนไปถึงผู้รับ โดยหลักๆ แล้วจดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 10 ประเภท ดังนี้

 

Sales Lettersหรือ จดหมายเสนอขาย

Sales letters aim for offering products. Generally, the letters start off with a very strong statement to capture the interest of the reader. Since the purpose is to get the reader to do something.

จดหมายประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเขียนจดหมายเสนอขายประเภทต่างๆโดยทั่วไปนั้นจะเริ่มด้วยข้อความที่หนักแน่นเพื่อดึงความสนใจของผู้อ่าน เนื่องจากมีจุดประสงค์ให้ผู้อ่านต้องการทำอะไรบางอย่าง

 

Order Lettersหรือ จดหมายสั่งซื้อสินค้า

Order letters are sent by consumers or businesses to a manufacturer, retailer or wholesaler to order goods or services. These letters must contain specific information such as name of the product, the quantity desired and expected price.

จดหมายสั่งซื้อสินค้านั้นผู้บริโภคจะเป็นผู้เขียนและส่งมายังผู้ผลิตต่างๆ เพื่อสั่งสินค้าหรือบริการต่างๆ โดยจดหมายประเภทนี้จะมีเนื้อหาของ ชื่อผลิตภัณฑ์ จำนวนสินค้า และราคาที่ต้องการ

 

Complaint Lettersหรือ จดหมายร้องเรียน

These latters contain an unsatisfied or unpleasant feeling on goods or services. The words and tone you choose to use in a letter complaining to a business may be the deciding factor on whether your complaint is satisfied.

โดยส่วนใหญ่จดหมายชนิดจะมีลักษณะของความไม่พอใจที่มีต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดนจะใช้คำและสำเนียงที่เปรยถึงความไม่พอใจต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ อาจจะมีการอ้างถึงความต้องการในการทำให้ความพอใจของผู้ส่งนั้นลดลง

 

Adjustment Lettersหรือ จดหมายการเปลี่ยนแปลงรายการ

An adjustment letter is normally sent in response to a claim or complaint. If the adjustment is in the customer’s favor, begin the letter with that news. If not, keep your tone factual and let the customer know that you understand the complaint.

โดยปกติจดหมายเปลี่ยนแปลงรายการนั้นจะถูกส่งเพื่อตอบกับในเรื่องของการเรียกร้องหรือความไม่พอใจ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นตรงกับความต้องการของลูกค้าก็จะขึ้นต้นจดหมายด้วยรายการต่างๆ ถ้าหากไม่อาจตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้นั้นมักจะใช้สำเนียงที่แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าทางผู้ส่งเข้าใจดีในเรื่องของความไม่พอใจของลูกค้า

 

Inquiry Lettersหรือ จดหมายสอบถาม

Inquiry letters ask a question or elicit information from the recipient. When composing this type of letter, keep it clear and succinct and list exactly what information you need.

จดหมายสอบถามนั้นมักจะเป็นการสอบถามความต้องการหรือรายละเอียดจากผู้รับ ในการเขียนจดจดหมายประเภทนี้มักจะเน้นความกระจ่างชัดเจนและกระชับรวมไปถึงบอกความต้องการ

 

ข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจส่วนหนึ่งเท่านั้นโดยเราจะมารู้จักกับประเภทอื่นๆ ที่เหลืออีกในครั้งหน้าครับ

 

Reference: work.chron.com

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 4

Written by jintana on December 11th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 4

ต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงกับเดือนกันยายน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่วงโอฮิงัน(วันแบ่งฤดู)ฤดูใบไม้ร่วง ชาวญี่ปุ่นจะทำขนมฮางิโนะโมจิ หรือ โอะฮางิ เพื่อรับประทานในช่วงนี้ ส่วนช่วงโอฮิงัน(วันแบ่งฤดู)ฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงดอกโบตั๋นกำลังจะบาน จะทำขนมโบตาโมจิ

เดือนตุลาคมกลางฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอยู่ประมาณ 17 – 18 องศาเซลเซียส เป็นฤดูกาลที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใสโทนส้มแดงของใบไม้ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสีก่อนที่จะร่วงโรยจากต้นเมื่อเปลี่ยนฤดูกาลอีกครั้ง ภูเขาจะถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ที่เปลี่ยนสีเหมือนใครสักคนเอาพรมไปปูไว้ เดือนนี้ชาวญี่ปุ่นจะนิยมทำขนมที่มีเปลือกเป็นรูปดอกเบญจมาศ มีลักษณะเป็นแป้งอบสองแผ่นสอดไส้ถั่วกวน เรียกว่า โมนากะ (คิกุโมนากะ) มาจากคำว่า พระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ  ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีเทศกาลดอกเบญจมาศ ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคม ถึง กลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

บอกลาฤดูกาลแห่งใบไม้แดง ด้วยขนม โอริเบโจโยะเป็นขนมโจโยมันจูสีเขียวนิยมทำขึ้นเพื่อรับประทานกับน้ำชาในช่วงเดือนพฤศจิกายน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โอริเบมันจู  ส่งท้ายบทความนี้ด้วยเดือนธันวาคม และขนมยุกิโมจิ ขนมคินตงสีขาวสะอาด ทำจากมันยามาโตะและเหง้าของต้นลิลลี่เป็นขนมที่ชาวญี่ปุ่นทำเพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเพลิดเพลินกับหิมะ อย่างฤดูหนาวนั่นเอง

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 3

Written by jintana on December 9th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 3

เริ่มต้นฤดูร้อนกันที่เดือนมิถุนายนกับขนมมินัทซึกิ ที่นิยมรับประทานในเทศกาล นาโงชิโนะฮาราเอะ ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ชาวญี่ปุ่นจะขอพรให้สุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยตลอดครึ่งปีที่เหลือ ขนมชนิดนี้จะมีการโรยถั่วแดงไว้บนหน้าขนมสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า สีแดงสามารถปัดเป่าโรคภัยทั้งหลายได้

ฤดูร้อนเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง และมีฝนตกอยู่เรื่อย ๆอากาศจะร้อนมากและมีความชื้นสูง หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า ร้อนนึ่ง นอกจากอาหารดับร้อนอย่าง โซะบะเย็นๆ บะหมี่เย็น เบียร์ แตงโม แล้วนั้นยังมีขนมคุซุซากุระที่นิยมทำขึ้นในเดือนกรกฎาคม ทำจากแป้งคุซุ มีเนื้อใสสอดไส้ด้วยถั่วกวน โดยส่วนใหญ่ขนมญี่ปุ่นในฤดูร้อนจะทำจากแป้งคุซุ

ส่งท้ายฤดูกาลแห่งดอกไม้ไฟด้วยขนมแห้ง มิซุ จะทำขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งทำมาจากน้ำตาลเคี่ยวผสมสี เลียนแบบรูปร่างสายน้ำไหล เรียกว่า อารุเฮโต

ฤดูร้อนเป็นช่วงที่ต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณมีความเขียวชอุ่มชุ่มชื้นด้วยสีเขียวของใบไม้ใบเขียวของ ซากุระ เมเปิ้ล โอ๊ค ตัดกับสีเขียวเข้มของต้นสนและต้นไผ่เป็นบรรยากาศที่ชวนให้คนออกมาร่วมเทศกาลดอกไม้ไฟและชมระบำพื้นเมืองอย่าง Bon Odori ที่เต็มไปด้วยสีสันให้หน้าร้อนดูมีชีวิตชีวาขึ้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หมีภายในใจ

Written by akiautumn on December 8th, 2014. Posted in บทความ, แปลเอกสารประเภทต่างๆ

Good Morning Teacher

พบกับบทความหน้ารู้ทางภาษาอังกฤษกันอีกครับ ครั้งนี้เราก็ยังคงมาทำความรู้จักกับสำนวนเช่นเคย ในครั้งนี้เราจะมารู้จักกับสำนวนที่ว่า ‘Bear in Mind’ ครับ เอ……แล้วสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ?

 

เราจะมาดูทีล่ะคำกันก่อนนะครับ เริ่มจากคำว่า ‘Bear’ คำนี้หลายๆ คนคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดีครับว่า หมายถึง ‘หมี’ นั้นเอง เช่น

When I was young, I saw a big black bear standing across the river near my cabin.

-เมื่อตอนฉันยังเล็กๆ ฉันเห็นหมีสีดำตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงข้ามกับแม่น้ำใกล้กับที่พักของฉัน

ทั้งนี้นอกจากจะมีความหมายว่า ‘หมี’ คำว่า ‘Bear’ ยังทำหน้าที่เป็นคำกริยา (verb) ได้อีกด้วย ซึ่งจะมีความหมายว่า ทน อดทน และ รับผิดชอบ เช่น

How long did you have to bear with it?

-นานเท่าไหร่ที่คุณจะต้องอดทนกับมัน?

 

คำต่อมา ‘Mind’ จากที่เรารู้จักกันคำนี้จะหมายถึง จิตใจ หรือ สติ เช่น

Are you losing your mind?

-เธอเสียสติไปแล้วหรือไร?

I’m certain I won’t forget it. I keep it in mind.

-ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ลืมมันแน่นอน ฉันจำมันขึ้นใจแล้ว

อย่างไรก็ดีคำว่า ‘Mind’ ก็สามารถทำหน้าที่เป็นกริยา (verb) ได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ในรูปแบบของ Imperative Sentence หรือ ประโยคคำสั่งเสียมากกว่า เช่น

Please mind your own business!

-อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่นจะดีกว่านะ!

หรือ

-คุณไปจัดการเรื่องของตัวเองดีกว่านะ!

Would you mind if I sit at the same table?

จะเป็นอะไรไหมถ้าฉันจะขอนั่งโต๊ะร่วมกับคุณ?

 

ดังนั้นสำนวนคำว่า ‘Bear in Mind’ เมื่อนำมาผนวกกันก็จะได้ความหมายที่ว่า ‘หมีในใจ’ แต่ไม่ใช่นะครับ สำนวนนี้จริงๆ แล้วมีความหมายว่า ท่องจำไว้ในใจไตร่ตรอง หรือ พิจารณา ครับ เช่น

You must bear in mind what I’ve just said to you.

-คุณควรจะจำในสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดกับคุณไปนะ

I bear in mind that misfortunes never come singly.

-ฉันระลึกไว้เสมอว่าความโชคร้ายไม่เคยมาเพียงอย่างเดียว

 

สำนวนเป็นเรื่องที่แลดูสับสนแต่ก็ไม่ยากในการเรียนรู้ถ้าหากเรารู้จักสังเกตและค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำไปใช้บ่อยครั้ง เราก็จะค่อยๆ ซึมซับและจดจำได้อย่างรวดเร็วครับ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 2

Written by jintana on December 7th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ขนมที่เป็นตัวแทนของเดือนกุมภาพันธ์มีชื่อเรียกว่า อุงุยสุโมจิ เป็นขนมกิวฮิที่ผสมแป้งสีเขียวต่อมาเดือนมีนาคมเป็นขนมโมจิที่จะผสมผงของใบอ่อนหญ้าโยโมงิมีชื่อเรียกว่า คุสะโมจิ

เดือนเมษายนเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิที่เราจะได้ชมความงามของดอกซากุระได้อย่างเต็มอิ่ม เนื่องจากความสดใสของดอกไม้ทำให้มีเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆท่ามกลางความงามของธรรมชาติ ขนมในเดือนนี้คือ ซากุระโมจิมีสองชนิดคือ แป้งโดเหมียวยจิ(ข้าวบดแล้วตากแห้ง)ไส้ถั่วกวนแล้วนำไปนึ่ง และไส้ถั่วกวนห่อแป้งข้าวสาลีที่รีดเป็นแผ่นบางแล้วนำไปย่าง ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นนิยมใช้แป้งโดเหมียวจิมากกว่า

ปลายฤดูใบไม้ผลิอย่างเดือนพฤษภาคม ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานขนม โอโตชิบุมิ ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิหรือ ที่มีชื่อเรียกว่า เนริกิริ ปั้นเป็นรูปใบไม้ห่อไส้ข้างใน คล้ายตัวด้วงที่นำใบไม้มาห่อตัวเพื่อวางไข่ ชื่อของขนมชนิดนี้พ้องเสียงกับคำว่า โอโตบุชิ ที่แปลว่าบัตรสนเท่ห์[1]ที่แกล้งทำหล่นไว้เพื่อให้คนอ่าน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นมีระยะเวลา 3 เดือน คือ มี.ค. – พ.ค. ขนมหวานที่นิยมคงไม่พ้นแป้งโมจิเหนียวนุ่มสอดไส้ด้วยถั่วกวนรสหวานลิ้น เข้ากันได้ดีกับการจิบชาร้อนที่ผ่านพิธีการชงชาอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางวิวของดอกซากุระที่กำลังผลิบาน เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเยือนญี่ปุ่นสักครั้ง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

[1]น. จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่นโดยมิได้ลงชื่อหรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน.

ผูกเป็นปม!?

Written by akiautumn on December 6th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกลับมาอีกครั้งครับ และเราก็ยังคงอยู่กับสำนวนเช่นเดิม ในครั้งจะนำเสนอสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ครับ คิดว่าหลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสำนวนนี้มากนัก เรามาดูกันดีกว่าสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไร

 

ก่อนอื่นเรามาดูทีล่ะคำก่อนครับ ‘Tie’ คำๆ นี้หลายๆ คนคุ้นและรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าหมายถึง ผูก ยุ่ง มีธุระ หรือ ทำหน้าที่เป็นคำนาม  (n) คือ เนคไท หรือเชือกเช่น

If you are tied up now, I’ll call you back later on.

-ถ้าตอนนี้คุณไม่สะดวกอยู่ เดี๋ยวฉันจะโทรมาใหม่ทีหลังนะ

I don’t think this shirt goes with that red tie.

-ฉันไม่คิดว่าเสื้อตัวจะเข้ากับเนคไทสีแดง

 

คำต่อมา ‘Knot’ คำนี้หลายคนจะไม่ค่อยคุ้นตามากนัก คำๆ นี้มีความหมายว่า กระจุก ปม หรือ เงื่อนงำเช่น

Check all the loose knots and fasten them tight.

-ตรวจดูปมที่ดูหลวมและจัดการดึงให้แน่นซะ

 

เมื่อรู้ความหมายของทั้ง 2 คำแล้ว เราก็ได้ความหมายของสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ว่า ‘ผูกเป็นปม’ เอ๊ะ…..ใช่หรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ครับ สำนวน ‘Tie the Knot’ นั้น มีความหมายว่า’แต่งงาน’ ครับ ใช่ครับ การแต่งงาน ซึ่งที่เป็นการแต่งงานก็เหมือนกับการผูกคน 2 คนเข้าด้วยกันครับ

You’re sure you want to tie the knot?

-เธอแน่ใจหรือว่าเธออยากจะแต่งงานแล้ว

When are you planning to tie the knot?

-คุณวางแผนที่จะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ?

 

เรื่องสำนวนเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและน่าสับสน วิธีที่จะเรียนรู้ได้เร็วที่สุดคือการเรียนรู้จากการใช้จะดีที่สุด อาทิ จากการดูรายการ ทีวี เพลง นิยาย หรือ สิ่งพิมพ์ ต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีการใช้สำนวน หรือ สำนวนมากมาย อีกทั้งเรายังสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับความสนุกได้อีกด้วย

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 1

Written by jintana on December 5th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมที่มีรสหวานหอมกลมกล่อม พร้อมรับประทานกับชาเขียว ที่ผ่านกรรมวิธีการชงอันมีเสน่ห์ในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักกับขนมหวานหลากชนิดของชาวญี่ปุ่นกัน

ขนมมีบทบาทที่สำคัญในเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ เรียกได้ว่ามาญี่ปุ่นช่วงไหนก็มีขนมอร่อยให้รับประทานตลอดปี ซึ่งแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ขนมสด และขนมแห้ง

ประเภทของขนมสดมี 5 ประเภท ได้แก่

กิวฮิ จัดเป็นโมจิชั้นเลิศ ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวสีขาวที่นวดผสมกับน้ำ น้ำเชื่อมและน้ำตาล

เนริกิริ เป็นขนมใช้รับประทานในพิธีชงชา ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิ และตกแต่งให้สวยงาม

คินตง เป็นเส้นใช้ตกแต่งรอบถั่วกวนที่ปั้นเป็นก้อน ทำมาจากถั่วกวนแล้วกดลงแป้นพิมพ์เพื่อให้ได้ออกมาเป็นเส้น

โจโยมันจูเป็นซาลาเปาไส้ถั่วกวน ตัวแป้งทำมาจากมันยามาโตะหรือมันทสีกุเนะ

อุยโร ชื่อนี้ได้มาจากยาของจีน มีลักษณะเหนียวนุ่ม ทำมาจากข้าวผสมกับน้ำตาลแล้วนำไปนึ่ง

วัตถุดิบในการทำขนมนั้นต่างกันออกไปตามฤดูกาล ทำให้ในแต่ละเดือนชาวญี่ปุ่นจะมีขนมรับประทานอย่างไม่ซ้ำกัน เหมือนเป็นตัวแทนของทั้งสิบสองเดือน

ในช่วงมกราคมของทุกปี ที่ตรงกับเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานน้ำชากับฮานาบิระโมจิ เป็นโมจิชนิดหนึ่ง ทำมาจากรากโกโบ และถั่วกวนมิโสะ ห่อด้วยแป้งกิวฮิ มีที่มาจากขนมชาววังในสมัยเอโดะที่ถูกเรียกว่า “คิวชูโซนิ” ต่างเพียงวัตถุดิบที่ใช้ปลาอายุแทนรากโกโบ และมิโสะขาวของซุปโซนิแทนถั่วกวนมิโสะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ความดีที่ธรรมดา!?

Written by akiautumn on December 4th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกลับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครับ สำหรับครั้งนี้จะมาแนะนำคำว่า ‘The Common Good’ ครับ แล้วคำนี้มีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ? ถ้าเราลองมองโดยแยกทีล่ะคำแล้วจะคำ 2 คำ คือ ‘Common’ และ ‘Good’ ครับ

 

Common (adj) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ที่ธรรมดาสามัญ หรือ ทั่วๆ ไป

Exploringthe way of life could explain why ethnic groups suffer from common diseases.

-การสำรวจวิถีการดำรงชีวิตสามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดชนกลุ่มหนึ่งๆ นั้นถึงได้ทุรนทุรายจากโรคภัยทั่วๆ ไป

 

ทั้งนี้ ‘Common’ นั้น ยังมีความหมายอื่นอีก คือ ที่เป็นส่วนร่วม ที่ร่วมกัน

It is common practice for the towns’ fire department to help another town when there is a fire.

-นี้เป็นการฝึกซ้อมร่วมกันสำหรับหน่วยผจญเพลิงของเมืองต่างๆ เพื่อที่จะสามารถให้การเข้าช่วยเหลือเมืองอื่นๆ ในขณะมีเกิดเพลิงไหม้

 

Good (adj) สำหรับคำนี้หลายๆ คนรู้จักกันเป็นดี หมายถึง ดี เหมาะสม เก่ง เชี่ยวชาญ หรือถ้าเป็นคำนาม (n) ก็จะหมายถึง ความดี

Cathy is a good girl. She always helps her mom in the kitchen.

-เคธี่เป็นเด็กดี เธอจะช่วยคุณแม่เตรียมอาหารอยู่ในครัวอย่างสม่ำเสมอ

 

ทีนี้เรารู้ความหมายของทั้ง ‘Common’ และ ‘Good’ แล้ว แต่เอ…..แล้ว ‘The Common Good’ จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ???

 

The Common Good นั้น ไม่ได้มีความหมายว่า ‘ความดีทั่วๆ ไป’ นะครับแต่จริงแล้วจะมีความหมายว่า ‘สาธารณประโยชน์’ หรือก็คือเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมนั่นเอง

This student’s project is such an action to the common good for the community.

-โครงการของนักเรียนนับว่าเป็นการกระทำที่เป็นสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนยิ่งนัก

 

เห็นมั้ยล่ะครับ คำๆ หนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้เกิดความหมายอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นเราควรจะศึกษาเพิ่มเติมหาความรู้ตลอดเวลาครับ เริ่มจากลองมองออกไปรอบๆ ตัวดูสิครับ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

Written by jintana on December 3rd, 2014. Posted in บทความ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

บทความที่แล้วเราพูดถึงเทพทั้ง 3 องค์ได้แก่ เทพเจ้าไดโกกุเตนเทพเอบิสุและเทพบิชามนเตน  ซึ่งมีความเชื่อในการเคารพบูชาต่างกัน ยังมีเทพอีก 4 องค์ที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเจ็ดวันขึ้นปีใหม่

เทพเบนไซเตน เป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย หรือ เทพเจ้าแห่งเสียงดนตรีจากสายน้ำ วิชาการ ความรู้ รูปจำลองเป็นหญิง ในมือทั้งสองข้างถือพิณบิวะ บางความเชื่อถือเป็นเทพแห่งความสมบูรณ์พูนสุข และมีชื่อเรียกต่างกันออกไป คือ เบนเตน เบนไซเตน หรือ เมียวอนเตน

เทพฟุกุโรจุกุ และเทพจุโรจิน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเทพทั้งสององค์นี้เป็นเทพแห่งการมีอายุยืนยาว จึงมีหนวดเคราสีขาวยาว พร้อมกับถือไม้เท้าที่มียอดขมวดเป็นขด ฟุกุโรจุกุ คือเทพแห่งพรสามประการ ได้แก่ ความรุ่งเรือง ทรัพย์สมบัติ และอายุวัฒนะ มีนกกระสาคอยติดตาม ส่วนจุโรจิน คือ เทพแห่งการมีชีวิตยืนยาว เชื่อกันว่าคือปราชญ์ชาวจีน “เล่าจื้อ” มีกวางคอยติดตาม เชื่อว่าเนื้อกวางเป็นยาอายุวัฒนะ ในมือจะถือพัดหรือลูกท้อซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตยืนยาว

เทพโฮเตโอโช มีตัวตนอยู่จริง เป็นนักบวชนามว่า “ชี่ฉื่อ” ในสมัยราชวงศ์โฮว่เหลียงของประเทศจีน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองให้สามีภรรยาอยู่กันกันอย่างสุขสงบร่มเย็น บ้างเชื่อกันว่าเป็นรูปอวตารของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ รูปจำลองนั้นเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นท้องอ้วนกลม แบกถุงผ้า เป็นที่เคารพบูชาเพราะสามารถเห็นลางร้ายและทำนายอนาคตได้

สังเกตได้ว่าเทพเจ้าความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีที่มาและความหมายในการบูชาไม่ต่างจากชาวจีน หรืออินเดีย หรือแม้กระทั่งคนไทยเชื้อสายจีนในบ้านเรา นั่นบ่งบอกได้ว่ามนุษย์เรานั้นผูกพันกับความเชื่อเหล่านี้มาอย่างทุกยุคสมัยและไร้พรมแดนทางเชื้อชาติอีกด้วย