Posts Tagged ‘แปลภาษา’

นิทานรัสเซียเรื่อง ดอกไม้ของมาช่า (ต่อ)

Written by jintana on August 11th, 2013. Posted in บทความ

ทันใดนั้นเองขณะที่เธอร้องไห้เสียใจไร้หนทางอยู่นั้น ก็มีแสงไฟสลัว ๆออกมาจากความมืดและหนาวเย็นของป่า เธอค่อย ๆเดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่างล้มลุกคุลกคลานสักพัก ก็เห็นที่โล่งและเห็นกองไฟที่ชายทั้ง 12 คน นั่งล้อมมันอยู่ ยังไม่ทันจะหลบเธอก็ต้องตกใจเข้ากับเสียงของเฒ่าชายชราคนหนึ่ง “นั่นใครน่ะ! เธอมาทำอะไรที่นี้”

“หนูเข้ามาเพื่อมาเก็บดอกไม้” มาช่าตอบด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อของเด็กสาวไร้เดียงสา ชายเฒ่าผู้นั้น หัวเราะพร้อมกับถามว่า “ดอกไม้ในเดือนมกราคมนี่น่ะเหรอ”  “แม่เลี้ยงสั่งให้หนูมาเก็บค่ะ และบอกว่าถ้าหาไม่ได้ไม่ต้องกลับบ้าน” มาช่าตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ

“แล้วจะหาจากไหนล่ะ แม่หนูเดือนนี่ดอกไม่มันไม่มีหรอก จะมีอีกทีก็เดือนมีนาคมโน่นแหละ แล้วหนูจะทำอย่างไร”

“หนูคงต้องอยู่ในป่าจนถึงเดือนมีนานั่นแหละค่ะ จะทำอย่างไรได้ในเมื่อดอกไม้ไม่มี หนูก็กลับบ้านไม่ได้” น้ำตาของเด็กสาวไหลออกมาไม่หยุดพร้อมเสียงสะอื้น

“พี่ชายมกรา ขอเวลาแก่ข้าสักชั่วโมงเถิด” ชายใน 12 คนลุกขึ้นมากล่าวกับชายเฒ่าผู้นั้น

“ได้สิ แต่ความจริงกุมภาจะต้องมาก่อนมีนานะ” เฒ่ามกราว่า

“ให้เขาเถอะ เราคุ้นเคยกับเธอดี เฝ้ามองเธอตลอดเวลาที่ทำงานน่ะ” ชายอาวุโสกุมภากล่าว แล้วรับไม้กายสิทธิ์จากเฒ่ามกรา แล้วลมก็พัดแรงจนหิมะปลิวหายไป และทันทีที่ชายอาวุโสกุมภายื่นไม้ให้มีนา ป่าที่เคยถูกปกคลุมด้วยหิมะอันขาวโพลนก็กลายเป็นป่าที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดมากมาย

มาช่าตั้งใจเก็บดอกไม้มากมายแล้วเดินทางกลับบ้านด้วยความดีใจ เมื่อมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงตกใจมากที่นางไปหาดอกไม้ได้ ส่วนโซย่าก็ยิ่งสงสัยมากกว่านางจึงเดินทางเข้าป่าเพื่อหวังว่าจะมีดอกไม้มากมายให้นางเก็บ แต่ตรงกันข้ามเมื่อนางพบกับชายทั้ง 12 คน นางแสดงกริยาก้าวร้าว ไม่น่ารัก เฒ่ามกราจึงทำให้เกิดพายุหิมะ จนนางไม่สามารถออกจากป่าได้และหนาวตายอยู่ในนั้น ส่วนแม่เลี้ยงก็ออกตามหาลูกสาวจนหนาวตายกลางป่าอยู่เช่นกัน

จากนั้นมาช่าได้แต่งงานและมีลูกหลานมากมายอยู่กันอย่างมีความสุข เล่ากันว่าบ้านของนางรายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ตลอดทั้งปี อย่างนี้กระมังที่เขาบอกต่อกันว่านางเป็นคนที่ได้เห็นเดือนทั้ง 12 เดือนพร้อม ๆกัน…

ศิลปะภาษาสากลและเอกลักษณ์ของชาติต่างๆ

Written by warittha on August 9th, 2013. Posted in บทความ

 

ในหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ ต่างมีวัฒนธรรม ภาษา ความเป็นอยู่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยเอื้อนคำใด ๆ ออกมา นั่นคือ ศิลปะ แต่ละประเทศต่างก็มีงานศิลป์ที่สื่อถึงเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนของประเทศนั้น ๆ ซึ่งศิลปะถือว่าเป็นภาษาสากล ที่สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความหมายและเรื่องราวต่างๆ ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไร เช่น ศิลปะในแบบอารยธรรมอาหรับ ซึ่งมีลวดลายบอกเล่าเรื่องราวโดยการผสมผสานตัวหนังสือและสีสันออกมาเป็นลวดลายตกแต่งประดับตามมัสยิด หรือ ลวดลายบนพรม รูปวาดต่างๆ ที่ผู้พบเห็นสามารถรู้ได้ว่า นี่คืออาหรับ  หรือ ลายไทย ซึ่งมีความงดงามอ่อนช้อย และ เป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติ หรือ ศิลปะแบบตะวันตก ในหลาย ๆ ยุคที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และ สื่อความหมายเรื่องราวผ่านลายเส้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะรูปวาด หรือ งานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งต่างๆ ที่ยังคงนิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

สาเหตุที่งานศิลปะสามารถสื่อสารบอกเล่าเรื่องราว และ วัฒนธรรม ของชาติต่างๆ ได้โดยไม่ต้องมีตัวอักษรนั้น เหตุเพราะ ศิลปะถ่ายทอดออกมาจากจิตใจและความรู้สึกของจิตรกร หรือ ผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นนั้น ๆ หรือ ถ่ายทอดเรืองราวต่าง ๆ ผ่านทางภาพวาด หรือ สิ่งก่อสร้าง  เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามวัดของไทย  เรื่องราวของศาสนาคริสต์ตามโบสถ์ต่าง ๆ ทั่วโลก หรือ แม้แต่พระคัมภีร์อัลกุรอาน ตามมัสยิดต่างๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนความเป็นมาของศาสนา วัฒนธรรม ของชนชาตินั้น  ๆ หรือ งานศิลปะต่าง ๆ ที่มีการจัดแสดง เช่น จิตรกรรม ปะติมากรรม หรือ ภาพถ่าย ซึ่งผู้ที่สร้างผลงานถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึกต่าง ๆ ผ่านผลงาน เพื่อให้ผู้ชมได้รับทราบถึงความหมายที่ต้องการสื่อผ่านชิ้นงานนั้น ๆ ดังนั้น ศิลปะจึงถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งที่สามารถบอกเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละยุคสมัย มีความเป็นสากล และ เป็นสิ่งที่จรรโลงโลกใบนี้ให้มีความสวยงาม ไม่ว่าชาติไหน ๆ ต่างก็ต้องมีศิลปะในแบบของตนเองเพื่อคงไว้ถึงเอกลักษณ์ของตน

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

นิทานรัสเซียเรื่อง ดอกไม้ของมาช่า

Written by jintana on August 7th, 2013. Posted in บทความ

ณ หมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่ง มีหญิงม่ายคนหนึ่ง นางอาศัยอยู่ลูกสาวและลูกเลี้ยง ลูกสาวของนางมีนามว่า โซย่า ส่วนลูกเลี้ยงนั้นมีนามว่า มาช่า มาช่าเป็นเด็กที่ขยันทำงาน วันหนึ่งวันของเธอหมดไปกับงานมากมายไม่เคยได้หยุดพัก เธอต้องสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ห่มผ้าขาด ๆ ยามฤดูหนาวก็หนาวแทบขาดใจ ยามร้อนก็ร้อนแทบตาย พอถึงช่วงใบไม้ร่วงก็ต้องทนกับลมที่เย็นจับใจ ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตรงข้ามกับโซย่า เธอเป็นเด็กสาวขี้เกียจ การงานไม่เคยแตะ วัน ๆเอาแต่กินขนมลูกกวาดมากมาย แล้วก็นอน เธอมีเสื้อผ้าสีสันสดใสใส่สวย ๆ มีผ้าห่มดีไว้อุ่นกาย

จนกระทั่งวันหนึ่งกลางเดือนมกราคม ซึ่งหิมะกำลังตกอากาศหนาวเย็น ต้นไม้ไม่ผลิดอกออกผลเพราะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลน แม่เลี้ยงใจร้ายเอ่ยปากกับมาช่าว่า “เจ้าจงเดินทางเข้าป่าไป เพื่อไปหาดอกไม้มาให้ลูกสาวของฉัน ในวันเกิดของเขา”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนี่มันเดือนมกราคม ดอกไม้ไม่มี แล้วจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน” มาช่าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  “นั่นมันเรื่องของเจ้า ฉันไม่สนว่าเจ้าจะหาดอกไม้ได้จากไหน แต่ถ้าหาดอกไม้ไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก” แม่เลี้ยงตะหวาดมาช่าอย่างไม่สนใจใยดีว่านางจะเป็นอย่างไร เพราะความประสงค์ที่แท้จริงคือ หญิงม่ายนางนี้ต้องการให้มาช่าหนาวตายอยู่กลางป่านั้นเอง

มาช่าแต่งตัวและเดินทางพร้อมตะกร้าหนึ่งใบ เข้าไปในป่าที่เงียบสงบและหนาวเย็น เธอร้องไห้เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาดอกไม้มากมายมาจากไหน เธอได้แต่นั่งร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้ ทันใดนั้นเอง…

 

(โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป)

 

รู้จักอาหารเพื่อนบ้านกันเถอะ

Written by blogger on August 4th, 2013. Posted in บทความ

หลายๆคนคงคุ้นเคยหรือได้ลองชิมอาหารของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบ ๆ บ้านเรากันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเวียดนาม ลาก กัมพูชา เพราะอาหารของประเทศเหล่านี้ มีส่วนคล้ายอาหารไทยในเรื่องของเครื่องเทศและรสชาติ เพราะอยู่ในแถบเดียวกัน วัฒนธรรมประเพณีคล้ายกัน ที่นี้เราลองมาดูอาหารต่างวัฒนธรรมกันบ้าง อย่างชาติอาหรับ เพื่อนบ้านที่ไกลออกไปของเรา ด้วยความที่แตกต่างทั้งศาสนา วัฒนธรรม และ สภาพทางภูมิศาสตร์ที่แห้งแล้งของทะเลทราย เรามาดูกันว่า ประเทศกลุ่มอาหรับเขานิยมอาหารแบบไหนกันบ้าง

Kabsa อาหารสุดฮิตของชาวอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซาอุดิอาระเบีย โดยลักษณะของอาหารนั้นจะเหมือนกับข้าวมันไก่หรือข้าวหมกไก่ แต่เครื่องเทศจะไม่เผ็ดร้อนเท่ากับทางอินเดียที่มีอาหารในลักษณะคล้าย ๆ กัน โดยจะมีส่วนผสมของเครื่องเทศหลาย ๆ ชนิด หุงไปในข้าว และ ในน้ำซุปที่ต้มไก่ แล้วนำน้ำซุปนั้นมาหุงข้าวอีกที และสามารถทำได้ทั้งเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือ เนื้อแกะ เนื้อแพะ โดยจะรับประทานพร้อมน้ำจิ้มที่คล้าย ๆ ข้าวหมกไก่ หรือ รับประทานพร้อมโยเกิร์ต

Koshary อาหารอาหรับอีกชนิด โดยมีส่วนผสมเช่น ข้าว ถั่วเขียว มักกะโรนี และ ราดหน้าด้วยซอสมะเขือเทศ กระเทียม น้ำส้มสายชู โดยซอสนี้จะต้องมีรสเผ็ดและมีหอมหัวใหญ่ทอดรับประทานแกล้มกัน โดยสามารถทำได้ทั้งแบบมังสวิรัติ และ ผสมเนื้อสัตว์ และ ถือเป็นอาหารขึ้นชื่อในประเทศอียิปต์

 

แกงกรุหม่า-แกงมาซาล่า-นาน เมนูนี้เป็นอาหารอาหรับในแบบอินเดีย หรือ ไทยเรารู้จักดีในเมนูของอาหารอิสลาม โดยนิยมใช้เนื้อวัว เนื่อแกะ หรือ แพะ และไก่ เคี่ยวกับเครื่องเทศที่ชื่อ  การาม มาซาลา และ เครื่องเทศอื่น ๆ โดยรสชาดเข้มข้นเพราะนิยมเคี่ยวจนน้ำชลุกขลิก และ กินกับ นาน คือ แป้งที่นำไปอบคล้ายโรตี หรือ รับประทานกับโรตีก็ได้

จากอาหารที่แนะนำในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าชนชาติในเอเชีย ไม่ว่าเชื้อสายไหน หรือ ศาสนาอะไร วัฒนธรรมจะต่างกันแค่ไหน หากเราพิจารณาให้ดีแล้ว เราจะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับอาหารมุสลิมในบ้านเรา หรือ ในประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในแถบเดียวกัน เพียงแต่ส่วนประกอบบางอย่างอาจแตกต่างกัน เช่นเดียวกับวัฒนธรรมประเพณีและภาษา ที่แม้จะแตกต่างกันแต่ก็มีความคล้ายกันนั่นเอง

เยี่ยมชมมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ทัชมาฮาลแห่งบรูไน

Written by warittha on August 2nd, 2013. Posted in บทความ

มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) เป็นมัสยิดใจกลางเมืองหลวง บันดาร์เสรีเบกาวัน สำหรับชื่อมัสยิดนั้นตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ สุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไน ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำบรูไน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายนอกมีสัญลักษณ์ที่เด่นชัดมาก คือ โดมทองคำ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดสูงสุดของมัสยิด หออะซานหินอ่อน ภายในมัสยิดประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนและกระเบื้องสีอย่างเรียบง่าย เหมาะสมสำหรับสถานที่ในการสวดมนต์ขอพร และยังใช้เป็นเวทีประกวดอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน            งานสถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอิสลามกับสถาปัตยกรรมอิตาลี ได้รับการขนานนามว่า มินิ

           

ความอลังการภายในมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน แสดงถึงความงดงามตามแบบอย่างของศาสนาอิสลาม

ทัชมาฮาล ออกแบบโดย Cavalierre Rudolfo Nolli ชาวอิตาลี บริเวณด้านหน้าของมัสยิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีการจำลองเรือพระราชพิธีมาประดับ นับเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่ง มัสยิดแห่งนี้ภายนอกแวดล้อม ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ มีสะพานข้ามแม่น้ำจากมัสยิดไปถึงหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวมุสลิมในบรูไน ซึ่งจะเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและในเดือนรอมฎอน เดือนสำคัญของการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่จะให้ผู้ที่เป็นมุสลิมทุกคนเข้าใจถึงความอดอยากของผู้อื่น จึงให้ชาวมุสลิมถือศีลอด คือ งดการกินอาหารในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินและไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขใดๆ ชาวมุสลิมประเทศบรูไนจะให้ความสำคัญกับประเพณีทางศาสนานี้ ทำให้มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฎอนกันอย่างหนาแน่น กล่าวได้ว่า มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวมุสลิมชาวบรูไน


สะพานที่เชื่อมระหว่างมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน กับหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว

ปริศนาทุ่งไหหิน อารยธรรมโบราณในอุษาคเนย์

Written by warittha on July 29th, 2013. Posted in บทความ

ก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายไห ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามากว่าพันปี อยู่ในพื้นที่ราบสูงของเมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามเวียดนาม ก้อนหินนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สรรค์สร้าง และสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใด ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่กระจ่างได้

ไหหินเหล่านี้ ถูกค้นพบโดยมาดโดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในทศวรรษ 1930 โดยโกลานีเชื่อว่า ทุ่งไหหินนี้กำเนิดขึ้นจากอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้นช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 300 และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพิธีศพ เนื่องจากมีการค้นพบเถ้ากระดูกมนุษย์ในไหบางลูกและสุสานขนาดใหญ่ที่ตำบลบ้านอ่างบนเขตที่ราบสูงเชียงขวาง ลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม ขนาดของไหหินแต่ละใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงโดยเฉลี่ย 1.5 เมตร ตัววัสดุของไหหินนี้พบว่าสกัดขึ้นจากหินทรายซึ่งหาได้ในท้องถิ่น แต่ก็มีหลายใบที่ปรากฏร่องรอยว่าถูก

ลากขึ้นมาจากที่อื่น มีตำนานเล่าเรื่องราวการกำเนิดขึ้นของทุ่งไหหินว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าของขุนเจือง กษัตริย์ลาวผู้ปลดแอกราษฎรจากประมุขผู้กดขี่โหดร้าย

ทุ่งไหหิน มีหลักๆ 3 กลุ่ม ด้วยกัน คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มทุ่งไหหิน อยู่ห่างจากโพนสวรรค์มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 15 กิโลเมตร มีไหหินอยู่กว่า 250 ใบและมีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มอื่นๆ มาก กลุ่มที่สองคือกลุ่มไหหินภูสลาโต อยู่ถัดจากโพนสวรรค์ลงมาทางใต้ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูกและพบไหหินกระจายกันอยู่ราว 100 ใบ กลุ่มที่สามคือ กลุ่มไหหินลาดค่าย อยู่ถัดลงมาอีก 10 กิโลเมตร ประกอบด้วยไหหินประมาณ 150 ใบ กระจายกันอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ ที่มองลงมาเห็นวิวของเขตที่ราบและท้องทุ่งนาของบ้านเชียงดีบนเนินลูกถัดไปอย่างทั่วถึง

ปัจจุบันรัฐบาลลาวกำลังผลักดันให้องค์การยูเนสโกจดทะเบียน ทุ่งไหหิน (Plain of Jar) ในแขวงเชียงขวางให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากเมืองหลวงพระบาง และปราสาทวัดภู แขวงจำปาสักและยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเวียดนาม เนื่องจากบริเวณแขวงเชียงขวางเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารเพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศซึ่งติดต่อกับ พรมแดนเวียดนามด้วยเส้นทางหมายเลข 7 หรือเส้นทางสายโฮจิมินห์ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเวียดนาม เหนือมายังขบวนการปะเทดลาวหรือลาวฝ่ายซ้าย

พื้นที่ทางอารยธรรมแห่งนี้ ผ่านประวัติศาสตร์อันมากมายทั้งการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอดีต ความรุ่งเรืองของชนชาติไปจนถึงการก่อเกิดสงคราม แต่ทุ่งไหหินก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป อันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมหลักฐานทางอารยธรรมแห่งนี้

บรูไนไข่มุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Written by blogger on July 28th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศบรูไน หรือ เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) แปลว่า ดินแดนแห่งความสงบสุข ประเทศเล็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทยและเป็นอีกประเทศที่จะเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ความน่าสนใจของประเทศนี้นอกจากในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่จัดว่าอยู่ในขั้นดีพอสมควร เพราะประเทศมีรายได้จากน้ำมันเป็นหลัก การปกครองคล้าย ๆ กับประเทศไทยคือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย ความสัมพันธ์กับประเทศไทยถือว่าเป็นมิตรที่ดีอีกประเทศหนึ่

หลาย ๆ คนอาจไม่เคยรู้จักประเทศบรูไนหรือให้ความสนใจเท่าไหร่นัก แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะมีประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศบรูไนเองก็เป็นหนึ่งใน ประชาคม ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญและให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น จากในอดีตที่มักมีแรงงานไทยไปทำงานยังประเทศบรูไนในหลาย ๆ อาชีพ หากมีการเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว การที่จะเข้าไปทำงาน หรือ ไปศึกษาต่อ หรือ ท่องเที่ยว ก็จะง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น เรามาดูกันว่า ที่บรูไนมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง หากเป็นสถานที่เที่ยว ที่บรูไนก็มีที่ขึ้นชื่ออยู่หลายต่อหลายแห่ง และ หลายคนอาจเคยเห็นกันบ้างตามรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์ เช่น หมู่บ้านลอยน้ำกำปงไอเยอร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่มีครบทุกอย่างเหมือนเมืองบนบกทั่ว ๆ ไป และ ยังเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดและครบถ้วนที่สุดในโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ มัสยิด ที่นี่มีพร้อมสรรพ จึงเป็นอีกสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชม และ ต่อด้วยอีกสถานที่หนึ่งซึ่งถือว่ามีความงดงาม คือ มัสยิคทองคำ Jame Ar’ Hassanil Bolkiah Mosque ซึ่งชาวบรูไนถือว่าเป็นมัสยิดที่ศักดิ์สิทธิ์ และ มีความงดงามเพราะวัสดุก่อสร้างและตกแต่งนั้นนำมาจากทั่วทุกมุมโลก และ ยังระยะเวลาถึง 7 ปี ในการก่อสร้าง ภายในนั้นตกแต่งได้อย่างวิจิตรงดงาม และ ชมมัสยิค โอมาร์ อาลี ไซฟูดดิน มัสยิดที่ได้ชื่อว่าเป็น มินิทัชมาฮาล เพราะความสวยงามนอกจากนี้ยังเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่ชาวบรูไนให้ความเคารพสักการะอีกด้วย ที่พักและอาหารการกินที่ประเทศบรูไนนั้น ก็ถือได้ว่าสะดวกพอสมควร เพราะมีโรงแรมในระดับหรูหราและโรงแรมราคาเบา ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้เลือกตามต้องการ ซึ่งในเมืองหลวงคือ เมืองบันดาร์ เสรี เบกาวัน นั้น มีมากมายและยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น คัวลาเบลัท ก็มีที่พักให้เลือกพอสมควร ส่วนเรื่องอาหารนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า บรูไนนั้นเป็นประเทศอิสลาม

ดังนั้นไปที่นี่คุณไม่ต้องถามหาอาหารจากเมนูหมูอย่างแน่นอน ส่วนอาหารที่ได้ชื่อว่าต้องไปชิมหากไปถึงบรูไนหรือเป็นอาหารที่ชาวบรูไนนิยมกันนั้นมีอะไรบ้างเราลองมาดูกัน อย่างแรกเลยคือ “อัมบูยัต”(Ambuyat) อาหารจานนี้จะมีลักษณะ คล้าย ๆ โจ๊กแต่จะข้น ๆ เหนียว ๆ ทำจากแป้งสาคูโดยจุดเด่นคือ การรับประทาน ต้องรับทานโดยการนำไม้ไผ่ 2 อัน ม้วนแป้งให้รอบ ๆไม้ แล้วจิ้มในซอสที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยว หรือ ซอสทำจากกะปิ และยังมี เนื้อย่าง หรือ เนื้อทอด โดยการทานแป้งนั้นนิยมทานตอนร้อน ๆ และ กลืนโดยไม่เคี้ยว จึงจะถือว่าทานในแบบบรูไน และ อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดชิมคือ นาซี ลมะก์ Nasi lemak เป็นลักษณะ ข้าวจ้าวหุงกับกะทิ และ ใส่เครื่องเทศ เช่น ขิง เพื่อเพิ่มความหอม และ มีเครื่องเคียงเช่น แตงกวา ปลาร้าทอด ถั่วลิสง ไขต้ม และ ซัมบัสที่เป็นซอสคล้ายน้ำพริกมีรสเผ็ด ซึ่งแบบพื้นบ้านจะห่อใบตอง ซึ่ง อาหารนี้เป็นอาหารที่รับประทานกัน โดยทั่วไป และ อาหารบรูไนจะมีรสชาด คล้ายกับอาหารบ้านเราคือ เผ็ด เค็ม เปรี้ยว หรือ อาหารก็จะคล้าย ๆ กับทางมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารฮาลาล ตามหลักของศาสนา นอกจากนี้ ยังนิยมรับทาน ข้าว หรือ ก๋วยเตี๋ยว คล้ายกับบ้านเราอีกด้วย

 

 

 

ศูนย์แปลภาษา รับแปลงานเอกสารประเภทต่างๆ

Written by admin on March 16th, 2009. Posted in บริการของเรา

Modern Publising เป็นศูนย์แปลภาษา รับแปลงานเอกสารประเภทต่างๆ ชั้นแนวหน้าของไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2533 จนถึงปัจจุบันเกือบครบ 20 ปีแล้ว รับแปลงาน คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล และ การตรงเวลา คือ 3 ประเด็นหลักที่เรายึดถืออย่างเคร่งครัดในการทำงานเสมอมา

ศูนย์แปลภาษา – รับแปลงาน เน้นคุณภาพ

นิยามของการแปลภาษาที่มีคุณภาพของเราคือ

  1. ต้องอ่านแล้วใหลลื่น ประหนึ่งว่าเป็นงานเขียนต้นฉบับที่เขียนโดยเจ้าของภาษาจริงๆ
  2. ต้องสามารถถ่ายทอดเนื้อความที่ถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วนตามต้นฉบับทุกประการ

การที่จะได้มาซึ่งงานแปลภาษา ที่มีคุณภาพตามนิยามข้างต้น นักแปลจะต้องเป็นเจ้าของภาษา หรือ ถ้าเป็นนักแปลไทย จะต้องมีประสบการณ์ในการใช้ภาษานั้นๆในชีิวิตประจำวันเป็นระยะเวลานานพอสมควร และนี่คือแนวทางในการสรรหานักแปลของ Modern Publishing

ศูนย์แปลภาษา – รับแปลงาน ราคาสมเหตุสมผล

ที่ Modern Publishing เราไม่เคยทะเยอทะยานที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับธุรกิจ ด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการสูงๆ เรายึดถือหลักว่า “พอมีกำไร ก็เพียงพอแล้ว” เราเชื่อว่าการที่เราเสนอบริการแปลภาษาที่มีคุณภาพ แต่ราคาประหยัดนั้น จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการเป็นประจำ อีกทั้งยังช่วยกันบอกต่อกันปากต่อปาก สิ่งนี้ต่างหาก ที่จะเป็นพื้นฐานของธุรกิจที่เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในขณะที่ศูนย์รับแปลภาษาอื่นอาจกังวลว่าการตั้งราคาที่ต่ำเกินไป อาจส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในแง่คุณภาพของงาน แต่เรากลับเชื่อว่า คำบอกเล่าจากลูกค้าที่เคยใช้บริการจะเป็นคำยืนยันในคุณภาพที่ดีที่สุด จากหน้าผลงานของเรา ท่านจะได้เห็นว่าเรามีลูกค้าเป็นบริษัทห้างร้านชั้นแนวหน้ามากมาย

ศูนย์แปลภาษา – รับแปลงาน ตรงต่อเวลา และทันเวลา

เวลาเป็นสิ่งมีค่า เราจึงให้ความสำคัญกับการส่งมอบงานที่ตรงต่อเวลา และยิ่งไปกว่านั้น เกินจากคำว่าตรงต่อเวลา คือคำว่า ทันเวลา บ่อยครั้งที่เราพบว่าปัญหาใหญ่ของลูกค้าคือต้องการงานภายในเวลาที่จำกัดมากๆ และเราก็ภูมิใจที่เราได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ให้กับลูกค้าด้วยดีมาโดยตลอด

รับแปลภาษาต่างๆ

Modern Publishing รับแปลภาษาสำคัญๆเกือบทุกคู่ภาษา ไม่เพียงแต่การแปลระหว่างภาษาไทยกับภาษาต่างประเทศเท่านั้น เรายังรับแปลระหว่างภาษาต่างประเทศด้วยกันอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น<->เกาหลี , ญี่ปุ่น<->อังกฤษ,  จีน<->อังกฤษ เป็นต้น

ภาษาสำคัญๆที่รับแปลมีดังนี้

ข้างบนเป็นเพียงภาษาสำคัญๆที่รับแปลเท่านนั้น สำหรับการแปลภาษาอื่นๆ  ลูกค้าก็สามารถติดต่อ Modern Publishing ได้เช่นกัน