Posts Tagged ‘แปลภาษา’

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน

Written by jintana on October 25th, 2013. Posted in บทความ

ชาวเอเชียมักมีความเชื่อที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือสัตว์นำโชค  จนกลายเป็นที่มาของเครื่องรางต่าง ๆ ที่นิยมพกติดตัวหรือเป็นของตกแต่งโต๊ะทำงาน บางครั้งอาจมีชิ้นใหญ่เพื่อการตกแต่งบ้านและอาคารก็ได้

บทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางต่าง ๆ ของชาวจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือสัตว์รูปร่างหน้าตาแปลก ๆ มาเริ่มต้นกันที่ ปี่เซียะ / ผี่ชิว หรือเผ่เย่า หลายคนอาจคุ้นหูกันดีกับชื่อนี้ ชาวจีนมีความเชื่อว่าเครื่องรางชนิดนี้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลได้ ทั้งยังร่ำรวยเงินทอง เพราะปี่เซี่ยะไม่มีรูทวารจึงไม่มีเงินไหลออก รูปร่างของสัตว์ชนิดนี้คล้ายกวาง มีเขา มีเขี้ยว ตาโปน ปากกว้าง หางยาว และมีปีกหรืออาจไม่มีก็ได้ ตามตำนานกล่าวว่า ปี่เซี่ยะ เป็นราชบุตรองค์ที่ 9 ของพญามังกรสวรรค์ จัดอยู่ในสัตว์เทพมีชื่อเรียกต่างกันไปตามสถานที่ที่พบเห็น ถ้าเห็นบนสวรรค์จะถูกเรียกว่า เผ่เย่า” หากอยู่บนโลกมนุษย์ก็จะถูกเรียกว่า “ผี่ชิว” และ “พีแคน” เมื่ออยู่ในมหาสมุทร ปี่เซี่ยะนั้นมีพลังแรงมากในเรื่องของการนำโชค ยิ่งถ้าตั้งคู่กับกิเลนจะได้ผลดีมากกว่าเดิม

สัตว์เทพตัวต่อไปได้แก่ เต่ามังกร ตามตำนานกล่าวว่า เต่ามังกรเป็นลูกตัวที่ 9 ของพญามังกรมีรูปร่างเป็นเต่าหัวเป็นมังกร ชาวจีนเชื่อว่าสัตว์เทพตัวนี้เป็นตัวแทนของความมั่นคง แข็งแกร่ง อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ความก้าวหน้าและความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมไปถึงร่ำรวยทรัพย์สินมากมาย เป็นสัตว์เทพที่มีพลังอำนาจสูง และยังเป็นที่ศรัทธาสูงสุดของรางวงศ์ถัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถังได้โปรดให้สร้าง เต่ามังกร ตั้งไว้บริเวณส่วนหน้าของพระราชวังจึงเป็นความเชื่อสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ปิดท้ายด้วย กิเลน หรือฉีหลิน หรือบางครั้งชาวจีนก็เรียกว่า ม้ามังกร เป็นสัตว์เทพในตำนาน มีหัวเป็นมังกร มีตัวเป็นกวาง มีเกล็ดเหมือนปลา มีเขาเป็นยูนิคอร์น มีหางเป็นวัว เป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล เชื่อกันว่าหากกิเลนปรากฏตัวขึ้นที่ไหนก็จะมีแต่ความโชคดี ข่าวดี และหากตั้งกิเลนไว้ที่ใดจะช่วยกรองและขจัดสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่าง ๆ รวมไปถึงนำแต่ข่าวดีและสิ่งดีมาให้

 

สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน

Written by teeranun on October 7th, 2013. Posted in บทความ

 

สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน

สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน (Persatuan Pandu Puteri Brunei Darussalam) เป็นสมาคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนตามหลักลูกเสือ-เนตรนารี ถือเป็นสมาคมดำเนินการบริหารจัดการที่มีแต่ผู้หญิง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1951 โดยนาง อาร์.ซี.เอส. เบลล์ (Mrs. R.C.S. Bell) ที่กัวลาเบลาอิต และมีการบริหารที่ขึ้นตรงกับสมาคมเนตรนารีในลอนดอน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของเนตรนารีในบรูไนชะงักไปในปี ค.ศ. 1962 เนื่องจากเกิดการก่อกบฏขึ้นในประเทศ จนถึงปี ค.ศ. 1964 จึงเริ่มกิจการเนตรนารีอีกครั้ง และเข้าร่วมสมาคมเนตรนารีและลูกเสือสตรีโลก (World Association of Girl Guides and Girl Scouts (WAGGGS)) ในปี ค.ศ. 1996

ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไนได้ซบเซาลงเนื่องจากการถอนตัวของสมาชิก จนในปี ค.ศ. 1983 เจ้าหญิง ปาดูกา เซรี เปนคีรัน อานัก ปูเตรี มาสนา (Paduka Seri Pengiran Anak Puteri Masna) ได้เข้ามาเป็นประธานของสมาคม ซึ่งได้ริเริ่มการจัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มสามาชิก สมาคมจึงกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง

ในปี ค.ศ. 1986 หลังจากที่บรูไนได้รับเอกราชมา 2 ปี ทางสมาคมเนตรนารีบรูไนก็ได้บริหารจัดการโดยรัฐบาลขอลบรูไนเอง

สมาคมเนตรนารีบรูไนประกอบด้วยสมาชิกเนตรนารีสำรอง (7-10 ปี) และเนตรนารีสามัญ

สำหรับกิจกรรมต่างๆของสมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ เช่น ในวันสันติภาพโลกปี ค.ศ. 2006 เนตรนารีบรูไนได้เข้าร่วมการเดินเพื่อสันติภาพ บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในยอคยาการ์ตา รวมถึงการเข้าค่ายร่วมกับเนตรนารีสิงคโปร์เพื่อปฏิบัติกิจกรรมด้านสันติภาพ 6 วัน

เครื่องหมายของเนตรนารีบรูไนจะมี 2 ชุด ชุดแรกเป็นเครื่องหมายที่ใช้ในวันเฉลิมฉลองการก่อตั้งขบวนการเนตรนารี ส่วนอีกชุดจะเป็นเครื่องหมายที่ใช้ในวันเฉลิมฉลองการต่อต้านการค้ายาเสพติดและการใช้ความรุนแรง

ปัจจุบันสมาคมเนตนารีแห่งบรูไนมีหัวหน้ากรรมาธิการคือ ดายัง ฮาจาห์ สิติ ฮัฟซาห์ บินติ ฮาจิ อับดุล ฮาลิม (Dayang Hajah Siti Hafsah binti Haji Abdul Halim) มีประธานคือเจ้าหญิง ฮาจาห์ ราชิดาห์ (Hajah Rashidah) และผู้อุปถัมภ์คือสมเด็จพระราชินี รายา อิสเตรี เปนคีรัน อานัก ฮายาห์ ซาเลฮา (Raja Isteri Pengiran Anak Hajah Saleha)

นิกายลิงคายัต : ไศวนิกายแห่งความเท่าเทียม

Written by teeranun on September 29th, 2013. Posted in บทความ

นิกายลิงคายัตหรือวีรไศวนิกาย สันนิษฐานว่าก่อตั้งโดยชคัทคุรุ ปัญจาจารย์ (คณะอาจารย์ทั้ง 5) ซึ่งปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์พุทธศตวรรษที่ 2 ทั้งนี้ นิกายลิงคายัตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างทางแถบอินเดียใต้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยคุรุพัสวันนาหรือพัสเวศวร ซึ่งนับถือพระศิวะในรูปของลึงค์เป็นเทพเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว

ลิงคายัตมาจากคำในภาษากันนัร ออกเสียงว่า “ลิงควันต์” หมายถึงผู้สวมอิษฏลึงค์ตามร่างกาย อิษฏลึงค์มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์รูปไข่แทนการระลึกถึงพระศิวะ เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายที่ว่าพระศิวะเป็นความจริงสูงสุด สาวกในนิกายนี้จะพกอิษฏลึงค์ไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว อิษฏลึงค์กับลึงค์มีความแตกต่างกัน กล่าวคือลึงค์จะประดิษฐานอยู่ในวัดเท่านั้น ส่วนอิษฏลึงค์ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สาวกนิกายลิงคายัตจะพกติดตัวไว้ตลอด ทำจากหินชนวนทาด้วยมูลวัวผสมขี้เถ้า บางครั้งผสมเนยฆีลงไปด้วย มักจะทำเป็นชิ้นเล็กจำลองจากสถาพรลึงค์ ซึ่งอิษฏลึงค์นี้ไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของพระศิวะ เพราะโดยรากศัพท์สันสกฤต อิษฏ แปลว่า ความต้องการหรือความปรารถนา จึงถือว่าอิษฏลึงค์นี้เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงพระศิวะ แต่ไม่ใช่สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ สาวกในนิกายลิงคายัตยังไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทุกประเภทรวมถึงเนื้อปลา และมีข้อห้ามในการดื่มสุราเมรัยที่เคร่งครัด

ผู้ก่อตั้งนิกายลิงคายัตชื่อว่าพัสวันนา เป็นผู้ต่อต้านระบบวรรณะ จนกระทั่งเป็นผู้คิดปรัชญาแนวใหม่ที่ปฏิเสธระบบวรรณะ แนวคิดดังกล่าวมีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากและแนวคิดนี้ได้เผยแพร่บริเวณ
รัฐกรรนาฏกะทางแถบอินเดียใต้ฝั่งตะวันตก โดยแนวคิดของพัสวันนาเชื่อว่าพระศิวะคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ซึ่งทุกสรรพสิ่งนี้ไม่มีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ภาษา ฯลฯ เพราะถือว่ามีต้นกำเนิดจากพระศิวะทั้งหมด

ข้อบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่งของนิกายลิงคายัตคือ “ทาโสหะ” ซึ่งพัสวันนาคิดข้อบัญญัตินี้ขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิดแบบศักดินาที่มีการแบ่งลำดับชนชั้นของคนเป็นผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง พัสวันนาเห็นว่ามนุษย์ควรปกครองตัวเอง ทำมาหากินให้เต็มที่ และรับใช้สังคม หากทุกคนปฏิบัติเช่นนี้ได้ ก็จะเป็นการธำรงรักษาสังคมไปในตัว และเป็นการส่งเสริมให้คนลดความเห็นแก่ตัวลงได้ นิกายลิงคายัตจึงถือเป็นนิกายที่สร้างความเท่าเทียมกันของบุคคล และยังเปิดโอกาสให้บุคคลพัฒนาศักยภาพของตนเอง รวมถึงการสร้างประชาคมทางจิตวิญญาณที่เน้นความเป็นประชาธิปไตยทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

ทุกคน บางคน ไม่มีคน ใครก็ได้!!!

Written by akiautumn on September 9th, 2013. Posted in บทความ

ในคอลัมน์นี้จะว่ากันด้วยเรื่องของ someone, somebody, everyone, everybody, no one, nobody, anyone และ anybody กันนะครับ และก็เป็นอีกหนงกลุ่มคำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และคุ้นเคยกันในการใช้ภาษาอังกฤษกันมากที่สุด

 

คำว่า -one หรือ -body นั้นมีความหมายถึง คน

 

someone และ somebody แปลว่า บางคน ใช้ในประโยคบอกเล่าในกรณีเป็นส่วยใหญ่ที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงใคร

I saw someone/somebody sneaking out of the window last night.

ฉันเห็นใครบางคนค่อยๆ ย่องออกมาทางหน้าต่างเมื่อคืนนี้

 

everyone และ everybody แปลว่า ทุกคน ใช้ในประโยคทั้งในบอกเล่า ปฏิเสธ และ คำถามโดยกำลังพูดถึงคนทุกคนโดยที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงใครเป็นรายตัว

Everyone/Everybody gets up and moves!

เอ้า ทุกๆ คนยืนขึ้นแล้วมาสนุกกัน

 

no one และ nobody แปลว่า ไม่มีใคร ใช้ในประโยคบอกเล่าแต่เป็นความหมายเชิงปฎิเสธ โดยไม่ต้องมีคำว่า not ในประโยคอีกแล้ว

No one/Nobody is perfect.

ไม่มีใครที่สมบุรณ์แบบหรอก

 

anyone และ anybody แปลว่า ใครก็ได้ในประโยคบอกเล่าหรือคำถาม และ แปลว่าไม่ซักคนในประโยคปฎิเสธได้อีกด้วย

I don’t trust anyone/anybody

ฉันไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น

Is anyone/anybody here?

มีใครอยู่ที่นี้บ้างมั้ย?

 

*notice

สำหรับตระกูล –one กับ –body นี้ จะเป็นเอกพจน์ล้วนทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกันเวลาแทนด้วยสรรพนามจะต้องแทนด้วยสรรพนาม they ในขณะที่เป็นประธาน them เมื่อทำหน้าที่เป็นกรรม themselves เมื่อเป็นสรรพนามเชิงสะท้อนกลับ และ their กับ theirs เมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

Someone/Somebody says that noone/nobody is perfect. Everyone/Everybody has one little mistake in their life. Theirs must have obstacles to break through and get stronger themselves. If they say perfect is born with them that means they are imperfect at all. Does anyone/anybody agree?

 

ใครบางคนกล่าวไว้ว่าไม่มีผู้ใดที่สมบูรณ์แบบหรอก คนทุกคนจะต้องมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของพวกเขา และฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตของพวกเขาเพื่อยืนหยัดได้ด้วยตัวของตัวเอง ถ้าหากว่าพวกเขาพูดว่าความสมบูรณ์แบบนั้นเกิดมาพร้อมกับพวกเขาหมายความว่าเขานั้นแหละที่มีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด มีใครเห็นด้วยกับบทความนี้บ้างไหม?

 

คาดว่าใครหลายๆ คนคงจะหายข้องใจกับตระตูล –one และ –body กันแล้วนะครับ ดังนั้นต่อไปถ้านำไปใช้ก็อย่าลืมซะล่ะว่าควรจะนำไปใช้อย่างไรให้ถูกต้องนะครับ

ระบำกลองพื้นบ้านเกาหลี

Written by jintana on September 8th, 2013. Posted in บทความ

“ชังกูชุม หรือ ชังโกชุม” (장구춤/장고춤) คือ การแสดงพื้นบ้านของกลองเกาหลี โดยใช้กลอง ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับกลองยาวบ้านเรา ระบำกลองชังกูเป็นแสดงที่ใช้กลองรูปทรงนาฬิกาทรายที่นิยมใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ของเกาหลี

การแสดงระบำชังกูเป็นการแสดงที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มันได้ถูกกวาดล้างไปพร้อม ๆกับวัฒนธรรมของเกาหลีในยุคสมัยที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง การแสดงชุดนี้จะใช้นักแสดงผู้หญิงเท่านั้น จะใช้คนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ และจะตีกลองแล้วระบำตามจังหวะกลอง จังหวะช้าหรือเร็วนั้นแล้วแต่ชุดการแสดง

ระบำที่ไม่ซับซ้อนทำให้เราเพลิดเพลินตามจังหวะเสียงกลองได้ นักแสดงจะสวมใส่ชุดฮันบก และทำการแสดงพร้อมกลองชังกูและไม้ตีที่มีสายคล้องกับตัวนักแสดง ชาวเกาหลีนั้นนิยมนำการระบำชังกูมีแสดงในช่วงงานเทศกาลและเฉลิมฉลอง

ถ้า ถ้าเกิด ถ้าไม่ !?

Written by akiautumn on September 7th, 2013. Posted in บทความ

คิดว่าหลายคนรู้จักกับประโยคเงื่อนไข (conditional clause) หรือเรียกสั้นๆ ว่า If..clause นั้นเอง ซึ่งเดิมที เจ้าตัวนี้ก็เป็นปัญหาให้ใครหลายๆ คนอยู่แล้วว่ามันใช้อย่างไรสมกับเป็นประโยคเงื่อนไขจริงๆ เงื่อนไขการใช้เนอะมาก แต่ครั้งนี้เราจะขอไม่เจาะลึกถึงการใช้หากเป็นเครือญาติที่มีความหมายเหมือนกันและการใช้เหมือนกัน คือ If Unless และ But that

 

If แปลว่า “ถ้า, ถ้าหากว่า” คำที่ใครๆ ก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คำนี้จะใช้วางไว้ที่ต้นหรือกลางประโยคก็ได้เพื่อเชื่อมประโยคทั้ง 2 ประโยคเข้าด้วยกัน ทว่าในกรณีที่วางไว้ต้นประโยคอย่าลืมใส่ comma (,) คั่นไว้ระหว่าง 2 ประโยค เช่น

If the water reaches 100˚c, it boils.

ถ้าหากน้ำร้อนถึง 100 องศาเซลเซียส น้ำจะเดือด

*อย่าลืมใส่ comma (,) ทุกครั้งด้วยเมื่อ ‘if’ นำหน้าประโยค

หรือ

The water boils if it reaches 100˚c.

น้ำจะเดือดเมื่อร้อนถึง 100 องศาเซลเซียส

*ในประโยคที่โยคเมื่อนำ ‘if’ มาไว้ที่กลางประโยคไม่จำเป็นตรงใส่ comma (,)

 

Unless แปลว่า “ถ้า….ไม่, เว้นเสียแต่ว่า…..ไม่” มีความหมายเหมือนกับคำว่า ‘if….not’ จะวางที่ต้นหรือกลางประโยคก็ได้เพื่อเชื่อม 2 ประโยคไว้ด้วยกัน ในกรณีที่วางไว้ต้นประโยคต้องใส่ comma (,) คั่นไว้เช่นเดียวกับ ‘if’ เช่น

Unless it rains, I will go taking a walk.

ถ้าฝนไม่ตก ฉันจะออกไปเดินเล่น

หรือ

I will go taking a walk unless it rains.

ฉันจะออกไปข้างนอก ถ้าฝนไม่ตก

*จะเห็นได้ว่าหลัง unless จะเป็นประโยค positive เพราะตัว unless เองมีความหมายเป็น negative ในตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งประโยคทั้ง 2 ข้างต้นนี้สามารถแปลงได้ ดังนี้ I will go taking a walk if it does not rain.

 

But that แปลว่า “ถ้า….ไม่” มีความหมายเช้นเดียวกับ ‘if….not’ เช่นกันและสามารถนำมาวางไว้ที่ต้นหรือกลางประโยคเพื่อเชื่อมประโยคทั้ง 2 ก็ได้อีกเช่นกันแต่ห้ามใส่ not ไว้หลัง but that เป็นอันขาดเพราะตัวมันเองมีความหมายเป็น negative อยู่แล้ว และอย่าลืมใส่ comma (,) เมื่อใช้วางไว้ที่ต้นประโยคด้วยเช่นกัน เช่น

But that his family is poor, he would study abroad.

ถ้าหากฐานะที่บ้านเขาไม่ย่ำแย่ เขาคงจะได้ไปเรียนต่างประเทศแล้ว

หรือ

He would study abroad but that his family is poor.

เข่คงจะได้ไปเรียนต่างประเทศแล้ว ถ้าหากฐานะที่บ้านเขาไม่ย่ำแย่

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าหลายๆ คนจะได้รุบความรูไม่มากก็น้อยนะครับ แต่อย่าลืมนะว่าในภาษาอังกฤษบางคำเองก็มีความหมายเป็น negative ในตัวมันอยู่แล้วอย่าไปใส่ not เขาให้ล่ะ ไม่งั้นกลายเป็น positive ไม่รู้ตัวนะเออ ทีนี้ล่ะ ก็จะงงเต็กกันเลยทีเดียว

 

 

วัฒนธรรมหินดาว สัญลักษณ์แสดงความเป็นตัวตนของชนชาติลาว

Written by warittha on September 6th, 2013. Posted in บทความ

 

นอกจากอารายธรรมปริศนาทุ่งไหหินอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติลาว ยังมีวัฒนธรรมหินดาวที่บ่งบอกถึงตัวตนของชนชาติลาวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ตั้งแต่ครั้งอดีต บรรพบุรุษชนชาติลาวใช้รูปดาวเป็นเครื่องหมายประจำเผ่า จึงเรียกตนเองว่า “คนดาว” ความเชื่อนี้ได้มีปรากฏใน “นิทานพญาแถน” ของชาวลาวที่ว่า คนดาวเป็นลูกหลานพญาแถนจากเมืองฟ้าถูกส่งลงมาอยู่บนโลก เเล้วสืบสร้างต่อมาจนเป็นบ้านเป็นเมืองมากมาย

คนลาวที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศเหนือในแขวงยูนนาน กว่างซี ประเทศจีนปัจจุบัน ออกเสียง “ด” เป็น “ล”  จึงออกเสียง “ดาว” เป็น “ลาว” คนจีนจึงเรียก “คนดาว” ว่า “คนลาว” ตามสำเนียงของคนลาวทางภาคเหนือและกลายมาเป็นชื่อของชนชาติลาวมาจนปัจจุบันนี้

หินดาวถูกค้นพบทางทิศตะวันออกของแขวงหลวงพระบางใกล้ๆ กับเขตสายภูเลย เช่น ภูข้าวลีบ ภูสามสุม ภูปากเกอ ซึ่งถือว่าคือถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษลาว ภาพสลักบนหินดาวที่พบในลาว แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. หินดาวสลักเป็นรูปดาวใหญ่หรือดวงตะวัน มีความหมายถึงเมืองแถน เมืองสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นถิ่นเดิมของบรรพบุรุษลาว พบที่ภูข้าวลีบ ใกล้กับบ้านผาแต้มที่ตั้งอยู่ริมสายน้ำอู ทางทิศตะวันออกของแขวงหลวงพระบาง

2. หินดาวสลักเป็นรูปจักรวาลจำลอง รูปดวงตะวันหรือดาวใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางอยู่ด้านบนสุด เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแถน ถัดมามีรูปเถาวัลย์หรือเครือเขากาด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า เป็นเถาวัลย์ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองแถนกับเมืองมนุษย์ ส่วนนอกสุดเป็นรูปภูเขาทำเป็นจอมภูแหลมเรียงกันหลายลูกดูเหมือนฟันเลื่อย เป็นสัญลักษณ์ของโลก ภาพภูเขาเป็นลูกๆ ที่ดูคล้ายฟันเลื่อยนั้นหมายถึงโลกหรือเมืองมนุษย์ เหตุที่เป็นภูเขานั้น น่าจะเกิดจากมุมมองภาพของบรรพบุรุษชาวลาวที่เมื่อได้ขึ้นไปบนที่สูง ก็จะมองเห็นทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนกันไป

3. หินดาวสลักเป็นภาพจักรวาลจำลอง ด้านบนสุดเป็นรูปดาวใหญ่ หมายถึงเมืองแถน ถัดลงมาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และรูปคน หมายถึง โลกมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเมืองมนุษย์คู่กับเมืองแถน เพื่อให้พญาแถนลงมาสอดส่องดูแลและปกป้องคุ้มครอง ให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ล่างสุดเป็นรูปเถาวัลย์ หมายถึง เครือเขากาดที่ถูกตัดขาดลงมากองอยู่บนพื้นโลก เนื่องจากความเกียจคร้านของชาวแถนที่ถูกส่งลงมายังเมืองมนุษย์ ไม่ยอมทำงาน พญาแถนจึงสั่งตัดเถาวัลย์ที่เชื่อมระหว่างเมืองแถนกับเมืองมนุษย์นั้นออกเสีย แล้วให้ชาวแถนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ต้องจัดพิธีกรรมเพื่อขอความความช่วยเหลือจากพญาแถนแทนการปีนขึ้นไปบนเถาวัลย์

การสร้างสัญลักษณ์แสดงตัวตนที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ แสดงถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นชนชาติของตน และถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของคนในสมัยโบราณที่ทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงที่มาของตนเองและมีความภาคภูมิใจในชาติกำเนิดของตน  อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับความเชื่อ ที่ให้มนุษย์เคารพในธรรมชาติ ซึ่งชนชาติลาวได้ส่งต่อความเชื่อเหล่านี้มายังลูกหลานของตนก่อเกิดเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ประเพณีที่มีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่

Written by jintana on August 28th, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มจิตใจดี และกตัญญู เขาทำอาชีพประมง อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านริมชายทะเลแห่งหนึ่ง เขาจะออกไปหาปลาเป็นประจำทุกวัน เพื่อหาเงินและอาหารมาเลี้ยงดูแม่ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกไปหาปลาอยู่นั้น บังเอิญได้พบเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูบางอย่างและส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วย ความอยากรู้จึงเข้าไปดูแล้วพบกับเจ้าเต่าตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่ เขาจึงต่อรองกับเด็กเหล่านั้นว่าจะซื้อเต่าด้วยราคาจำนวนหนึ่ง เมื่อเด็ก ๆยอมเขาจึงนำเจ้าเต่าไปปล่อยลงทะเลเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกหาปลาตามปกติ ได้พบกับเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเกาะข้าง ๆเรือของเขาพร้อมกับพูดว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง อุระชิมะ ทาโร่ซัง” เมื่อเขาเห็นก็ต้องตกตะลึง ทำสิ่งใดไม่ถูก แล้วเจ้าเต่าตัวนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเจ้าเต่าน้อยตัวนั้นเอาไว้ และเพื่อเป็นตอบแทนพระคุณ เราจะพาท่านไปท่องเที่ยวที่ วังเรียวงุโจ ซึ่งอยู่ใต้ทะเล มาเถิดท่านอุระชิมะ ทาโร่”

ดั่งต้องมนต์สะกด อุระชิมะ ทาโร่ ตามเจ้าเต่าตัวนั้นไปด้วยความยินยอม และเมื่อเขาลงไปใต้ทะเลแปลกยิ่งนักที่เขาไม่รู้สึกอัดอึดเลย เมื่อถึงใต้ทะเล สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั่นก็คือ วังเรียวงุโจ ที่งดงาม เขาตะลึงในความสวยงาม ที่นี่ทำด้วยทองคำทั้งหมด ส่องแสงประกายระยิบระยับ และเมื่อเข้าไปใกล้อีกก็เห็น โอโตฮิเมะ พร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ อุระชิมะ ยืนตกตะลึงในความงามของโอโตฮิเมะ และความงามของ วังเรียวงุโจ เมื่อเขามองโอโตฮิเมะอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งก็นึกได้ว่าโอโตฮิเมะก็คือเจ้าเต่าตัวที่เขาช่วยชีวิตไว้นั่นเอง นางแปลงกายเป็นเต่าเพื่อจะไปท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์แต่ดันมาเจอเด็กพวกนั้นรังแก และรอดชีวิตมาเพราะอุระชิมะ ทาโร่ช่วยเอาไว้ “อุระชิมะ ทาโร่ ท่านจะอยู่ที่นี้นานแค่ไหนก็ได้ เราอนุญาต” โอโตฮิเมะ กล่าว.

อุระชิมะ ทาโร่ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอิโตฮิเมะและชาววังเรียวงุโจ ในห้องโถงมากมายเต็มไปด้วยอาหารมากมายอย่างดีที่อุระชิมะทาโร่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามีความสุขเกินจะบรรยาย แต่ก็อดนึกถึงแม่ผู้เป็นที่รักไม่ได้ เขาจึงถามแต่ก็ได้คำตอบจากอิโตฮิเมะว่านางได้ส่งคนไปดูแลแม่ของเขาแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลไป

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

แมกไซไซ รางวัลแด่ผู้ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์

Written by warittha on August 17th, 2013. Posted in บทความ

รางวัลแมกไซไซ คือ รางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติแก่นายรามอน แมกไซไซ รามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ แมกไซไซเกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ที่จังหวัดแซมบาเลส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมกองทัพในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งสงครามสงบ สหรัฐอเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส ต่อมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของฝ่ายป้องกันราชอาณาจักรและสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2500

 

 

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ 1 ปี มีการก่อตั้ง “มูลนิธิรางวัลรามอนแมกไซไซ” (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์ของท่านประธานาธิบดีผู้อุทิศตนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนรางวัลแก่ผู้ทำประโยชน์ให้สังคมแบ่งเป็น 6 สาขา ได้แก่ บริการรัฐ-กิจ บริการสาธารณะ ผู้นำชุมชน วารสารศาสตร์ วรรณกรรมและศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยมีการจัดพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมินะลา ประเทศฟิลิปปินส์ และในวันที่ 31 สิงหาคม ปี 2013 จะมีการมอบรางวัลแมกไซไซให้บุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่สังคม โดยรางวัลสำหรับบุคคลได้แก่  นางฮาบิบา ซาราบี แพทย์หญิงชาวอัฟกันอายุ 57 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องในความกล้าหาญของการเป็นผู้นำในการบริหารจังหวัดบัมยัน นางละผ่าย เส่ง รอว์ หญิงชาวพม่าวัย 64 ผู้เป็นแรงบันดาลใจอย่างเงียบๆ และเป็นผู้นำโดยรวมท่ามกลางสภาพความแบ่งแยกทางชาติพันธุ์และการสู้รบที่ยืดเยื้อในพม่า นายเออร์เนสโต โดมิงโก แพทย์ชาวฟิลิปปินส์วัย 76 ปี ซึ่งช่วยรักษาชีวิตทารกหลายล้านคนจากโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ ชนิดบี รางวัลสำหรับองค์กรได้แก่ หน่วยงานอิสระต่อต้านการคอรัปชั่น โคมิซีเปมเบรันตาซันโครัปซี (เคพีเค) ของอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเอาผิดข้าราชการทุจริตถึง 100% และช่วยนำเงินคืนคลังได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์ อีกหน่วยงานคือ ศักตีสมุหะ กลุ่มต่อต้านการค้ามนุษย์จากเนปาล