Posts Tagged ‘แปลภาษาเวียดนาม’

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม 2

Written by jintana on February 9th, 2015. Posted in บทความ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม 2

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เมืองหิมะกับอากาศเย็นที่หาได้ไม่ยากในซาเปา จ.หล่าวกาย ประเทศเวียดนาม สำหรับบทความนี้เราจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองซาปา

อย่างที่บอกว่าเมืองซาปานั้นเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่มากเป็นอันดับต้นของเวียดนาม สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆจึงอยู่ในหมู่บ้านของประชาชนในเมืองนี้ หมู่บ้านแรกที่เราจะไปทำความรู้จักกันคือ หมู่บ้านกัตกัต(Cat Cat Village) เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชนเผ่าม้งที่อพยพย้ายถิ่นมาจากประเทศจีน เครื่องแต่งกายจะเป็นโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ส่วนใหญ่จะทำนาขั้ยบันไดจึงทำให้เราสามารถชมทิวทัศน์ของนาขั้นบันได้ได้อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากเมืองซาปาประมาณ 3 กิโลเมตรทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมหมู่บ้านแห่งนี้ได้ไม่ยากนัก

หมู่บ้านต่อไปคือ หมู่บ้านต่าฟาน(Ta Van Village) อยู่ทางตอนใต้ของเมืองซาปาห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีหลายชนเผ่ามาอยู่ด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเผ่า Giay ซึ่งเป็นชนเผ่าที่เยอะที่สุดในประเทศเวียดนาม และด้วยความที่มีชนเผ่าหลายเผ่าอยู่รวมกัน การแต่งกายหรือภาษาก็จะต่างกันออกไป ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมรวมไปถึงวิถีชีวิตที่สามารถอยู่รวมกันได้ จุดสนใจของที่นี้อาจเป็นฉากหลังสวยๆของเทือกเขาฟานสีปันที่ทอดตัวยาวโอบล้อมนาแบบขั้นไดได้สวยงามและลงตัวอย่างมาก

นอกจากหมู่บ้านที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชนเผ่าแล้ว ยังมีน้ำตกซิลเลอร์(Silver Waterfall) และจุดชมวิวตรามตอนพาส (Tram Ton Pass) น้ำตกซิลเลอร์ตั้งอยู่ริมถนนไลโจว มีความสูงประมาณ 100 เมตร ซึ่งไหลเลาะหน้าผาหินลงมา เก็บค่าเข้าชม 3,000 ดอง จุดชมวิวตรามตอมพาส เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในประเทศเวียดนาม มีความสูง 1,900 เมตร สามารถชมทิวทัศน์ของเทือกเขาฟานสีปันได้อย่างสวยงาม สลับกับถนนหนทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวไหลตัดกับหน้าผาลงสู่ที่ราบถึงเมืองไลโจว

เสน่ห์ของเมืองซาปาคงบรรยายลงบทความได้ไม่หมด หากใครอยากสัมผัสอาจจะต้องลองเดินทางไปเยือนเมืองแห่งนี้ด้วยตัวเองค่ะ อย่างที่บอกเอาไว้ว่าค่าใช้จ่ายนั้นไม่ได้แพงเหมือนการไปเที่ยวเมืองหนาวอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น และต่างกันสุดขั้วกับทริปยุโรป สำหรับใครที่เป็นนักเดินทางเมืองซาปาคงเป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ยังไงก็ฝากไปเที่ยวเผื่อด้วยนะคะ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม1

Written by jintana on February 7th, 2015. Posted in บทความ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม1

เมื่อเอ่ยถึงฤดูกาลยอดฮิตคงปฏิเสธไม่ได้กับฤดูหนาว และภาพหิมะโปรยที่ติดตาของเราในจินตนาการ กับบรรยายสุดแสน
โรแมนติกกับคนรักท่ามกลางอากาศใต้หิมะอันหนาวเหน็บอย่างที่คนเมืองร้อนไม่คุ้นชิน ซึ่งโดยปกติถ้าไม่ใช่เกาหลีหรือญี่ปุ่นก็ต้องเป็นยุโรปที่ค่าทริปแสนแพงจนบางคนต้องยอมแพ้กับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจนต้องปล่อยให้หิมะและภาพอันแสนโรแมนติกกับคนรักเป็นแค่จินตนาการ แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวเมืองหิมะใกล้ๆ ค่าใช้จ่ายเบาๆ กับเมืองซาปา ประเทศเวียดนาม

เมืองซาปา ตั้งอยู่ในจังหวัดหล่าวกาย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศทางตอนเหนือของเวียดนาม เมืองนี้เมื่อเข้าถึงฤดูหนาวก็จะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพนไม่แพ้เกาหลีหรือญี่ปุ่น ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่จะตรงกับเดือน ตุลาคม – มีนาคม แต่หิมะจะโปรบปรายลงมาในช่วงเดือนมกราคม แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายไม่แพงเพราะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ใครที่สนใจอยากจะสัมผัสหิมะแบบใกล้ชิดโดยไม่ต้องจ่ายแพง ก็รีบเก็บเงินไปเที่ยวเมืองซาเปาได้เลยค่ะ

ตามประวัติศาสตร์แล้วเมืองซาปาแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ตากอากาศของชาวฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมเมื่อปี 2465 โดยมีการสร้างสถานีภูเขาขึ้นมา เนื่องจากเมืองแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา เมืองซาปาตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนจีน มีระยะทางห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 350 กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ดี รวมไปถึงยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในเวียดนาม และมีสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงร้านอาหารแบบตะวันตกและโรงแรมที่พักที่คอยอำนวยความสะดวกมากมาย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ปราสาทโพกลวงคาราย

Written by teeranun on November 23rd, 2013. Posted in บทความ


ปราสาทโพกลวงคาราย เป็นปราสาทอิฐที่ปรากฏอยู่ในอาณาจักรจามปา (อาณาจักรที่เคยตั้งอยู่แถบเวียดนามตอนใต้) ตามตำนานกล่าวว่าปราสาทนี้สร้างโดยพระเจ้าโพกลวงคาราย ตามบันทึกสมัยพระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1828-1850) ที่ปรากฏตำนานนี้กล่าวว่าเดิมพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเพียงคนเลี้ยงวัว แต่โชคชะตาได้กำหนดให้พระองค์กลายเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น จนอาณาจักรขอมโบราณได้เข้ารุกรานอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ได้ใช้เงื่อนไขแบบสันติวิธีคือ การแข่งกันสร้างเทวสถาน หากใครสร้างสำเร็จก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ ปรากฏว่าฝ่ายพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นผู้ชนะ ทำให้กองทัพขอมต้องยกทัพกลับไป และประชาชนได้ยกฐานะพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเทพที่คอยปกป้องดูแลประชาชนและแผ่นดินจามปา

ในทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 ทรงเป็นผู้บูรณะปราสาทโพกลวงคารายขึ้นใหม่จากซากปราสาทที่เคยมีอยู่เดิม โดยปราสาทโพกลวงคารายจัดอยู่ในศิลปะแบบบิญดิ่ญหรือถาปมาม (ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นสำหรับการบูชาและประกอบพิธีกรรมเนื่องในไศวนิกาย มี 3 หลัง ที่ปราสาทนี้ยังค้นพบภาพสลักนูนสูงพระศิวะที่ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของเวียดนาม รวมถึงการค้นพบมุขลึงค์ (ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะประกอบอยู่)

ปัจจุบันปราสาทหลังยังคงใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่เช่นเดิม

2 วีรสตรีแห่งเวียดนาม ผู้ต่อต้านการรุกรานจากจีน

Written by warittha on August 19th, 2013. Posted in บทความ

หากสยามมีท้าวเทพกษัตรีย์ และท้าวศรีสุนทร ผู้ปกป้องเมืองถลางจากการรุกรานของพม่าในสงครามเก้าทัพ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เวียดนามก็มีสองวีรสตรีที่กล้าหาญ
ลุกขึ้นมาต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือเวียดนามมาช้านานทั้งด้านการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม จนความกล้าหาญของท่านทั้งสองเป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังในนามของวัด “ฮายบ่าจึง” (Hai Ba Trung)

วัดฮายบ่าจึง ตั้งอยู่ในเขตเมืองฮานอย ห่างจากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ ออกไปราวๆ 2 กิโลเมตร วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1142 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรสตรีของชาวเวียดนาม 2 ท่าน คือ จึงจั๊ก (Trung Trac) และ จึงหญิ (Trung Nhi) นามสกุลของท่านทั้งสองจึงเป็นที่มาของชื่อวัด “ฮายบ่าจึง” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ท่านผู้หญิงสกุลจึงทั้งสอง”

แม้ว่าในช่วงพันปีนับจากปี 111 ก่อนคริสตกาลที่เวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ชาวเวียดนามเองก็ได้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองของจีนหลายครั้ง แต่หนึ่งในวีรกรรมครั้งสำคัญที่ฝังอยู่ในจิตใจของชาวเวียดนามนั่นก็คือ การต่อต้านการปกครองของจีนใน ค.ศ. 40 ที่นำโดยวีรสตรีทั้งสองคือ จึงจั๊ก และ จึงหญิ ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ฮั่น การต่อต้านการปกครองของจีนในครั้งนี้ได้รับชัยชนะและขับไล่พวกจีนออกจากแผ่นดินเวียดนามได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ราชสำนักฮั่น จึงส่งขุนพลนาม หม่าหยวน (Ma Yuan) ซึ่งชาวเวียดนามเรียก ม้าเหวี่ยน (Ma Vien) มาปราบปรามพวกที่ลุกขึ้นต่อต้านจีน โดยมีหลักฐานกล่าวถึงสองพี่น้องตระกูลจึงว่าถูกทหารจีนจับประหารชีวิต บ้างก็กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ยอมถูกจับกุมตัว แต่ตัดสินใจปลิดชีพตนด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร สองพี่น้องตระกูลจึงก็อยู่ในความทรงจำของชาวเวียดนาม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของหญิงชาวเวียดนามที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ปัจจุบัน ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของสองพี่น้องตระกูลจึง พร้อมกองทัพทหารหญิง 12 คน ตั้งอยู่ในห้องบูชาของวัดฮายบ่าจึง นอกจากนั้นยังมีการจัดงานที่วัดฮายบ่าจึงเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรสตรีทั้งสองท่าน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เรื่องราวของท่านทั้งสองยังได้รับการเผยแพร่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเวียดนามมากมายหลายรูปแบบ รวมไปถึงรูปแบบของการ์ตูนสำหรับผู้อ่านในวัยเด็กอีกด้วย

 

ภาพจิตรกรรมแสดงความกล้าหาญของวีรสตรีแห่งเวียดนาม สองพี่น้องตระกูลจึง ที่เข้าต่อสู้กับกองทัพจีน

เปรียบเทียบกับภาพวาดของนักวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบัน

 

แมกไซไซ รางวัลแด่ผู้ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์

Written by warittha on August 17th, 2013. Posted in บทความ

รางวัลแมกไซไซ คือ รางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติแก่นายรามอน แมกไซไซ รามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ แมกไซไซเกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ที่จังหวัดแซมบาเลส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมกองทัพในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งสงครามสงบ สหรัฐอเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส ต่อมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของฝ่ายป้องกันราชอาณาจักรและสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2500

 

 

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ 1 ปี มีการก่อตั้ง “มูลนิธิรางวัลรามอนแมกไซไซ” (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์ของท่านประธานาธิบดีผู้อุทิศตนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนรางวัลแก่ผู้ทำประโยชน์ให้สังคมแบ่งเป็น 6 สาขา ได้แก่ บริการรัฐ-กิจ บริการสาธารณะ ผู้นำชุมชน วารสารศาสตร์ วรรณกรรมและศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยมีการจัดพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมินะลา ประเทศฟิลิปปินส์ และในวันที่ 31 สิงหาคม ปี 2013 จะมีการมอบรางวัลแมกไซไซให้บุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่สังคม โดยรางวัลสำหรับบุคคลได้แก่  นางฮาบิบา ซาราบี แพทย์หญิงชาวอัฟกันอายุ 57 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องในความกล้าหาญของการเป็นผู้นำในการบริหารจังหวัดบัมยัน นางละผ่าย เส่ง รอว์ หญิงชาวพม่าวัย 64 ผู้เป็นแรงบันดาลใจอย่างเงียบๆ และเป็นผู้นำโดยรวมท่ามกลางสภาพความแบ่งแยกทางชาติพันธุ์และการสู้รบที่ยืดเยื้อในพม่า นายเออร์เนสโต โดมิงโก แพทย์ชาวฟิลิปปินส์วัย 76 ปี ซึ่งช่วยรักษาชีวิตทารกหลายล้านคนจากโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ ชนิดบี รางวัลสำหรับองค์กรได้แก่ หน่วยงานอิสระต่อต้านการคอรัปชั่น โคมิซีเปมเบรันตาซันโครัปซี (เคพีเค) ของอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเอาผิดข้าราชการทุจริตถึง 100% และช่วยนำเงินคืนคลังได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์ อีกหน่วยงานคือ ศักตีสมุหะ กลุ่มต่อต้านการค้ามนุษย์จากเนปาล

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว

ปริศนาทุ่งไหหิน อารยธรรมโบราณในอุษาคเนย์

Written by warittha on July 29th, 2013. Posted in บทความ

ก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายไห ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามากว่าพันปี อยู่ในพื้นที่ราบสูงของเมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามเวียดนาม ก้อนหินนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สรรค์สร้าง และสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใด ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่กระจ่างได้

ไหหินเหล่านี้ ถูกค้นพบโดยมาดโดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในทศวรรษ 1930 โดยโกลานีเชื่อว่า ทุ่งไหหินนี้กำเนิดขึ้นจากอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้นช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 300 และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพิธีศพ เนื่องจากมีการค้นพบเถ้ากระดูกมนุษย์ในไหบางลูกและสุสานขนาดใหญ่ที่ตำบลบ้านอ่างบนเขตที่ราบสูงเชียงขวาง ลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม ขนาดของไหหินแต่ละใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงโดยเฉลี่ย 1.5 เมตร ตัววัสดุของไหหินนี้พบว่าสกัดขึ้นจากหินทรายซึ่งหาได้ในท้องถิ่น แต่ก็มีหลายใบที่ปรากฏร่องรอยว่าถูก

ลากขึ้นมาจากที่อื่น มีตำนานเล่าเรื่องราวการกำเนิดขึ้นของทุ่งไหหินว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าของขุนเจือง กษัตริย์ลาวผู้ปลดแอกราษฎรจากประมุขผู้กดขี่โหดร้าย

ทุ่งไหหิน มีหลักๆ 3 กลุ่ม ด้วยกัน คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มทุ่งไหหิน อยู่ห่างจากโพนสวรรค์มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 15 กิโลเมตร มีไหหินอยู่กว่า 250 ใบและมีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มอื่นๆ มาก กลุ่มที่สองคือกลุ่มไหหินภูสลาโต อยู่ถัดจากโพนสวรรค์ลงมาทางใต้ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูกและพบไหหินกระจายกันอยู่ราว 100 ใบ กลุ่มที่สามคือ กลุ่มไหหินลาดค่าย อยู่ถัดลงมาอีก 10 กิโลเมตร ประกอบด้วยไหหินประมาณ 150 ใบ กระจายกันอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ ที่มองลงมาเห็นวิวของเขตที่ราบและท้องทุ่งนาของบ้านเชียงดีบนเนินลูกถัดไปอย่างทั่วถึง

ปัจจุบันรัฐบาลลาวกำลังผลักดันให้องค์การยูเนสโกจดทะเบียน ทุ่งไหหิน (Plain of Jar) ในแขวงเชียงขวางให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากเมืองหลวงพระบาง และปราสาทวัดภู แขวงจำปาสักและยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเวียดนาม เนื่องจากบริเวณแขวงเชียงขวางเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารเพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศซึ่งติดต่อกับ พรมแดนเวียดนามด้วยเส้นทางหมายเลข 7 หรือเส้นทางสายโฮจิมินห์ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเวียดนาม เหนือมายังขบวนการปะเทดลาวหรือลาวฝ่ายซ้าย

พื้นที่ทางอารยธรรมแห่งนี้ ผ่านประวัติศาสตร์อันมากมายทั้งการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอดีต ความรุ่งเรืองของชนชาติไปจนถึงการก่อเกิดสงคราม แต่ทุ่งไหหินก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป อันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมหลักฐานทางอารยธรรมแห่งนี้

บรูไนไข่มุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Written by blogger on July 28th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศบรูไน หรือ เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) แปลว่า ดินแดนแห่งความสงบสุข ประเทศเล็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทยและเป็นอีกประเทศที่จะเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ความน่าสนใจของประเทศนี้นอกจากในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่จัดว่าอยู่ในขั้นดีพอสมควร เพราะประเทศมีรายได้จากน้ำมันเป็นหลัก การปกครองคล้าย ๆ กับประเทศไทยคือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย ความสัมพันธ์กับประเทศไทยถือว่าเป็นมิตรที่ดีอีกประเทศหนึ่

หลาย ๆ คนอาจไม่เคยรู้จักประเทศบรูไนหรือให้ความสนใจเท่าไหร่นัก แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะมีประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศบรูไนเองก็เป็นหนึ่งใน ประชาคม ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญและให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น จากในอดีตที่มักมีแรงงานไทยไปทำงานยังประเทศบรูไนในหลาย ๆ อาชีพ หากมีการเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว การที่จะเข้าไปทำงาน หรือ ไปศึกษาต่อ หรือ ท่องเที่ยว ก็จะง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น เรามาดูกันว่า ที่บรูไนมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง หากเป็นสถานที่เที่ยว ที่บรูไนก็มีที่ขึ้นชื่ออยู่หลายต่อหลายแห่ง และ หลายคนอาจเคยเห็นกันบ้างตามรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์ เช่น หมู่บ้านลอยน้ำกำปงไอเยอร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่มีครบทุกอย่างเหมือนเมืองบนบกทั่ว ๆ ไป และ ยังเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดและครบถ้วนที่สุดในโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ มัสยิด ที่นี่มีพร้อมสรรพ จึงเป็นอีกสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชม และ ต่อด้วยอีกสถานที่หนึ่งซึ่งถือว่ามีความงดงาม คือ มัสยิคทองคำ Jame Ar’ Hassanil Bolkiah Mosque ซึ่งชาวบรูไนถือว่าเป็นมัสยิดที่ศักดิ์สิทธิ์ และ มีความงดงามเพราะวัสดุก่อสร้างและตกแต่งนั้นนำมาจากทั่วทุกมุมโลก และ ยังระยะเวลาถึง 7 ปี ในการก่อสร้าง ภายในนั้นตกแต่งได้อย่างวิจิตรงดงาม และ ชมมัสยิค โอมาร์ อาลี ไซฟูดดิน มัสยิดที่ได้ชื่อว่าเป็น มินิทัชมาฮาล เพราะความสวยงามนอกจากนี้ยังเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่ชาวบรูไนให้ความเคารพสักการะอีกด้วย ที่พักและอาหารการกินที่ประเทศบรูไนนั้น ก็ถือได้ว่าสะดวกพอสมควร เพราะมีโรงแรมในระดับหรูหราและโรงแรมราคาเบา ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้เลือกตามต้องการ ซึ่งในเมืองหลวงคือ เมืองบันดาร์ เสรี เบกาวัน นั้น มีมากมายและยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น คัวลาเบลัท ก็มีที่พักให้เลือกพอสมควร ส่วนเรื่องอาหารนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า บรูไนนั้นเป็นประเทศอิสลาม

ดังนั้นไปที่นี่คุณไม่ต้องถามหาอาหารจากเมนูหมูอย่างแน่นอน ส่วนอาหารที่ได้ชื่อว่าต้องไปชิมหากไปถึงบรูไนหรือเป็นอาหารที่ชาวบรูไนนิยมกันนั้นมีอะไรบ้างเราลองมาดูกัน อย่างแรกเลยคือ “อัมบูยัต”(Ambuyat) อาหารจานนี้จะมีลักษณะ คล้าย ๆ โจ๊กแต่จะข้น ๆ เหนียว ๆ ทำจากแป้งสาคูโดยจุดเด่นคือ การรับประทาน ต้องรับทานโดยการนำไม้ไผ่ 2 อัน ม้วนแป้งให้รอบ ๆไม้ แล้วจิ้มในซอสที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยว หรือ ซอสทำจากกะปิ และยังมี เนื้อย่าง หรือ เนื้อทอด โดยการทานแป้งนั้นนิยมทานตอนร้อน ๆ และ กลืนโดยไม่เคี้ยว จึงจะถือว่าทานในแบบบรูไน และ อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดชิมคือ นาซี ลมะก์ Nasi lemak เป็นลักษณะ ข้าวจ้าวหุงกับกะทิ และ ใส่เครื่องเทศ เช่น ขิง เพื่อเพิ่มความหอม และ มีเครื่องเคียงเช่น แตงกวา ปลาร้าทอด ถั่วลิสง ไขต้ม และ ซัมบัสที่เป็นซอสคล้ายน้ำพริกมีรสเผ็ด ซึ่งแบบพื้นบ้านจะห่อใบตอง ซึ่ง อาหารนี้เป็นอาหารที่รับประทานกัน โดยทั่วไป และ อาหารบรูไนจะมีรสชาด คล้ายกับอาหารบ้านเราคือ เผ็ด เค็ม เปรี้ยว หรือ อาหารก็จะคล้าย ๆ กับทางมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารฮาลาล ตามหลักของศาสนา นอกจากนี้ ยังนิยมรับทาน ข้าว หรือ ก๋วยเตี๋ยว คล้ายกับบ้านเราอีกด้วย

 

 

 

ชื่อประเทศเวียดนาม และตำนานการกำเนิดประเทศ

Written by warittha on July 21st, 2013. Posted in บทความ

คำว่า เหวียด (Viêt) เคยใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 11 เพื่อเรียกดินแดนที่อยู่ทางใต้ของจีนบนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแห่งแรกของเหวียดทางชายฝั่งภาคใต้ของจีนก่อนปีคริสต์ศักราช 1042 หรือประมาณ 3 พันปีมาแล้ว เหวียด (Viêt) มาจากคำว่า เยวะ (Yue) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกชนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ชายแดนอาณาจักรฮั่นและสามเหลี่ยมแม่น้ำแดง

ชาวเวียดนามมักจะเปรียบรูปร่างประเทศของตนว่าเหมือนตะกร้าใส่ข้าวสองใบแขวนอยู่ปลายสุดของไม้คาน คือรูปตัว S ที่มีความยาวกว่า 1,200 ไมล์ ทีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 127,241 ตารางไมล์ พื้นที่ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 300 ไมล์และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 45 ไมล์ ตะกร้าใส่ข้าวทั้งสองคือบริเวณแม่น้ำแดงทางภาคเหนือและบริเวณแม่น้ำโขงทางภาคใต้ ไม้คานที่ใช้หาบตะกร้าคือแนวเทือกเขาซึ่งกั้นพรมแดนเวียดนาม-ลาว และเวียดนาม-กัมพูชา ประชากรส่วนใหญ่อยู่กันหนาแน่นตามที่ราบลุ่ม ส่วนบริเวณพื้นที่สูงจะเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

ตำนานการเกิดประเทศเวียดนาม กล่าวว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ หลฺาก ลอง เกวิน (Lac Long Quân) แห่งประเทศ ซิจ กวี๋ (Xích Quy) ซึ่งอยู่ทางภาคกลางของจีนเป็นทายาทเทพเจ้าแห่งทะเล อภิเษกสมรสกับเทพธิดา เอิว เกอ (Âu Co) อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและมีบุตร 100 คน แต่เป็นเพราะทั้งสองมีกำเนิดที่แตกต่างและความไม่มั่นคงของชีวิตบนโลก ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันอยู่โดยแบ่งลูกไปฝ่ายละ 50 คน กษัตริย์พาลูก 50 คน ไปอยู่ในที่ราบและบริเวณฝั่งแม่น้ำ ส่วนเอิว เกอ พาลูก 50 คนไปอยู่ที่ภูเขามีป่าทึบ ดังนั้นจึงมีรัฐเกิดขึ้น 100 รัฐ เมื่อแยกตัวออกจากประเทศซิจ กวี๋

กษัตริย์ได้มอบอำนาจการปกครองให้กับลูกชายคนโตชื่อ หุ่ง เวือง (Hùng Vuong) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ ห่ง บ่าง (Hông Bàng) ประเทศวัน ลาง (Vãn Lang) หมายถึง ประเทศที่มีวัฒนธรรม ก็คือ ปฐมนามของประเทศเวียดนามนั่นเอง

ตามตำนาน ลูกๆ ทั้ง 100 คนนี้มีความสามัคคีรักใคร่กันเป็นอย่างดี อีกทั้งมีความกล้าหาญ ถือว่ารับส่วนนี้มาจากบิดา ในขณะเดียวกันก็รับเอาความสวยงาม ความมีเสน่ห์จากมารดาซึ่งสืบทอดมาให้เห็นในคนเวียดนามปัจจุบันว่า เป็นผู้ที่กล้าหาญ เป็นนักต่อสู้อดทนอย่างยิ่งยวด ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีเสน่ห์ สง่างาม