Posts Tagged ‘แปลภาษาเกาหลี’

พระเจ้าเซจงมหาราช (세종대왕,世宗大王)

Written by jintana on December 30th, 2013. Posted in บทความ

 พระเจ้าเซจง

มหากษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของประชาชนเกาหลีหนึ่งในนั้นคือ พระเจ้าเซจงมหาราช ผู้ประดิษฐ์อักษรภาษาเกาหลีฮันกึลให้ชาวเกาหลีได้มีภาษาเป็นของตัวเอง พระองค์มีพระนามเต็มว่า 세종장헌영문예무인성명효대왕(世宗莊憲英文睿武仁聖明孝大王)อ่านว่า
เซจง จางฮัน ยองมุนแยมู อินซอง มยองฮโย แทวัง หรือ สมเด็จพระราชาเซจง จางฮัน ยองมุนแยมู อินซอง มยองฮโยพระเจ้าเซจงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรเกาหลีขึ้นเนื่องจากท่านต้องการให้ประชาชนทั่วไปอ่านออกเขียนได้ เพราะหากใช้อักษรจีนมันยากเกินไปสำหรับประชาชนชาวไร่ชาวนาที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พระองค์ครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ.1961 – 1993ช่วงที่พะองค์ปกครองนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุขของไพร่ฟ้าประชาชน

นอกจากประดิษฐ์อักษรแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ จางยองชิล(장영실,蔣英實)นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ ชาวเกาหลีประดิษฐ์สิ่งใดก็ได้ด้วยงบประมาณที่ท่านมอบให้ จางยองชิล จึงประดิษฐ์ มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลกในปี พ.ศ.1984จากนั้นก็ตามด้วย นาฬิกาน้ำ นาฬิกาแดด และลูกโลกจำลอง เพื่อใช้ในการโหราศาสตร์ แต่จางยองชิลถูกต่อต้านจากขุนนางคนอื่น ๆ เพราะชนชั้นของเขาเป็นเพียงแค่ชอนมิน ซึ่งตำแหน่งที่เขาได้คือตำแหน่งสำหรับชนชั้นยังบันเท่านั้น ในที่สุดเขาก็ถูกปลดเมื่อปี พ.ศ.1984

ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าเซจงนั้น พระองค์ได้ส่ง อีจองมู ไปตีเกาะของโจรสลัดญี่ปุ่นชื่อว่า เกาะซึชิมา จนกระทั่งตระกูลโซ
ยอมจำนนส่งเครื่องบรรณาการให้ฮันซอง จากนั้นปี พ.ศ.1963 เกาะซึชิมาก็ขึ้นตรงต่อมณฑลคยองฮันของโซชอน สมัยนั้นอาณาจักรโซชอนกว้างไกลไปถึงตอนเหนือของแมนจูด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์พระเจ้าเซจงมหาราชทรงเป็นกษัตริย์อีกพระองค์ของเกาหลีที่มีพระราชกรณียกิจมากมายทำให้ชาวเกาหลีทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อประชาชน ธนบัตรชนิดหมื่นวอนของเกาหลีจะมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ ทั้งยังมีอนุสาวรีย์ของพระองค์ตั้งอยู่ที่จตุรัสควังฮวามุน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ลำดับชั้นของสังคมในสมัยราชวงศ์โชซอน(ต่อ)

Written by jintana on November 3rd, 2013. Posted in บทความ

ลำดับชั้นราชวงศ์โชซอน(ต่อ)

ค้างกันไว้ที่เรื่องของชั้นสังคมในสมัยราชวงศ์โชซอน ในบทความที่แล้วได้พูดถึงสองชั้นบนของพีระมิด ได้แก่
ยังบัน คือ ชั้นกษัตริย์ ขุนนางทั้งฝ่ายบู้และฝ่ายบุ๋น กับ จุงอิน คือ ชนชั้นกลางมีสี่อาชีพ ได้แก่ ล่ามแปลภาษา นักกฎหมาย แพทย์(ชาย) และโหรหลวง มาต่อกันที่สองชั้นที่เหลือของพีระมิด นั้นคือ สามัญชนทั่วไปและทาส

3. ซังมิน (상민/常民) คือ สามัญชนทั่วไป ได้แก่ พวกชาวไร่ ชาวนา ชาวประมง และกรรมกร ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษี 조 หรือ โจ เป็นภาษีจากที่ดิน 보 หรือ โพ ภาษีจากเสื้อผ้า และ ยอก เป็นส่วยที่เรียกเก็บแทนการเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุนี้เองทำให้ภาษีของซังมินนั้นสูงมากจนมีการลุกขึ้นมาต่อต้านอยู่บ่อยครั้ง

4. ชอนมิน (천민/賤民) คือ ทาส ชนชั้นนี้จะถูกเลือกปฏิบัติเหมือนสิ่งของผักปลา โดยจะถูกควบคุมจากในราชสำนัก ชนชั้นนี้จะไม่มีสิทธิ์ในการเลือกเท่าไรนัก อาชีพส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพที่คนดูถูก เช่น นักกายกรรม คนฆ่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงจะมีอาชีพ มูดัง (무당/巫) หรือหมอผี คีแซง(기생/ 妓生) หรือนางโลม และอึยนยอ (의녀)หรือแพทย์หญิง แต่ในราชสำนักก็ยังเปิดรับชอนมินผู้ชายเข้าสอบควากอฝ่ายบู้ได้

การแบ่งชนชั้นเช่นที่กล่าวมานี้ถูกใช้ในช่วงราชวงศ์โชซอน ต่อมาเมื่อเกาหลีถูกญี่ปุ่นยึดครอง ก็เริ่มมีวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างแพร่หลาย ทำให้ชนชั้นล่างนั้นลืมตาอ้างปากได้ แต่ตรงข้ามกับชนชั้นบนนั้นยิ่งขัดสนลงเรื่อย ๆ เช่น ผู้หญิงยังบันจะต้องเชื่อฟังสามี แต่ผู้หญิงชนชั้นล่างนั้นสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระกว่า

การแบ่งชนชั้นนี้อาจจะหายไปจากสังคมเกาหลีหรือแม้แต่สังคมไทยของเรา ผู้คนสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสรเสรีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการปฏิบัติตนในสังคมนั้นก็ยังมีชั้นฐานะที่เราเองก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามคำว่าชนชั้นน่าจะแทรกซึมอยู่ในสังคมของเรา เพียงแต่เรามองไม่เห็นหรือไม่ได้จัดตัวแบ่งเกณฑ์ที่ชัดเจนอย่างเช่นสมัยราชวงศ์โชซอนเท่านั้นเอง

ลำดับชั้นของสังคมในสมัยราชวงศ์โชซอน

Written by jintana on November 1st, 2013. Posted in บทความ

ลำดับชั้นราชวงศ์โชซอน

หากกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเกาหลีคาดว่าหลายคนก็อาจคุ้นหูกันไม่น้อยกับชื่อราชวงศ์อย่าง “โชซอน” ที่มีประวัติศาสตร์ อันยาวนานหากเล่าในบทความนี้ก็คงไม่หมด ทุกครั้งที่เราดูซีรี่ย์เกาหลีที่อิงประวัติศาสตร์หรือย้อนยุค เราเคยตั้งคำถามไว้ในใจบ้างหรือไม่ว่าบุคคลคนที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์มีลำดับชนชั้นที่ต่างกันอย่างไร

บางครั้งเครื่องแต่งกายก็เป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งชนชั้นได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ย้อนกลับไปปลายสมัยโครยอ การแบ่งชั้นทางสังคมนั้นจัดเป็นรูปแบบพีระมิด และถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยโชซอน คือลำดับชั้นกษัตริย์นั้นอยู่บนยอดพีระมิด รองลงมาคือ ชนชั้นการปกครอง ได้แก่ ขุนนางและปราชญ์ขงจื้อต่าง ๆ ตามด้วยชนชั้นกลาง สามัญชนและทาส โดยสมัยโชซอนลำดับชั้นสังคมเรียงได้ 4 ชั้นดังนี้

1. ยังบัน (양반/兩班) คือ ลำดับชั้นของยอดพีระมิด ได้แก่ กษัตริย์ ขุนนาง ปราชญ์ขงจื้อต่าง ๆรวมไปถึงนักรบด้วย กล่าวคือ ยังบัน양반 แบ่งเป็นสองชนชั้น ประกอบด้วย มุนบัน(문반/文班)คือ บรรดาขุนนาง นักปราชญ์ทั้งหลาย และมูบัน(무반/武班)คือ บรรดาขุนนาง นักรบทั้งหลาย ชนชั้นนี้จะมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองบ้านเมือง และลูกหลานของยังบันเท่านั้นที่จะสามารถสอบควากอ(과거/科擧)หรือจอหงวนได้ และยังได้รับการยกเว้นภาษีด้วย

ต้นสมัยของราชวงศ์โชซอน ยังบันมีรายได้จากการเก็บค่าเช่าจากที่ดินของตนเองเพื่อการทำเกษตรกรรม แต่พอช่วงรัชสมัยของพระเจ้าเซโจ (โอรสของพระเจ้าเซจงมหาราช) ทางการได้ยึดที่ดินของยังบันไปเป็นของรัฐทั้งหมด รายได้ของยังบันจึงอาศัยแค่เพียงเบี้ยหวัดเท่านั้น

2. ชุงอิน (중인/衆人) แปลตรงตัวว่า คนชั้นกลาง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่รับราชการเป็นคนงานในราชสำนัก ไม่มีสิทธิ์ในการปกครองหรือบริหารบ้านเมือง สอบควากอได้ระดับที่ต่ำ ชนชั้นกลางนั้นมีงานอยู่สี่อย่าง ได้แก่
– ล่ามแปลภาษา
– นักกฎหมาย
– แพทย์ (ชาย)
– โหรหลวง

ชนชั้นของสังคมสมัยโชซอนยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีอีกสองชนชั้นที่จะทำให้สังคมโชซอนนั้นสมบูรณ์ คือ ซังมิน (상민/常民) และชอนมิน(천민/賤民) แต่ละชนชั้นจะมีหน้าที่อะไรบ้างต้องติดตามกันในตอนต่อไปค่ะ

เขตเศรษฐกิจพิเศษราซอน

Written by teeranun on October 30th, 2013. Posted in บทความ

 

เขตเศรษฐกิจราซอน

เขตเศรษฐกิจพิเศษราซอน (라진선봉 경제특구) หรือที่แต่เดิมเรียกกันว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษราจิน ตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นปี ค.ศ. 1990 ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือที่เรารู้จักกันในชื่อไม่เป็นทางการว่าเกาหลีเหนือ จุดประสงค์ของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ขึ้นก็เพื่อต้องการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เขตเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ มีชายแดนติดกับจังหวัดจี้หลินของประเทศจีนและรัฐพรีมอร์สกี้ของรัสเซีย รวมถึงมีท่าเรือที่รองรับการติดต่อค้าขายกับสองประเทศนี้ด้วย โดยจีนเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางด้านสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า รวมถึงเส้นทางการขนส่งสินค้าแก่เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้

เขตเศรษฐกิจพิเศษราซอนบริหารโดยคณะกรรมาธิการความร่วมมือเศรษฐกิจภายนอกประเทศ (Committee of External Economic Cooperation (CPEEC)) ซึ่งบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนได้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการนี้ก่อน

ปัจจุบันมีบริษัทต่างๆที่เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจคาสิโน ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ และธุรกิจการธนาคาร

ทั้งนี้ ทางจีนและรัสเซียได้พัฒนาเส้นทางการเดินทางจากราซอนไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยทางจีนได้พัฒนาถนน ส่วนรัสเซียได้พัฒนาทางรถไฟสายเปียงนาไปยังเมืองคาซันในรัสเซีย เพื่อไปเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย นอกจากนี้ยังมีท่าเรืออีก 3 ท่าคือ ท่าเรือราจินที่ขนสินค่าได้ราว 3 ล้านตัน ท่าเรือซอนบงที่ขนสินค้าได้ราว 2-3 ล้านตัน และท่าเรือชองจินที่ขนสินค้าได้ราว 8 ล้านตัน โดย 2 ท่าเรือแรกจีนเป็นผู้บริหารจัดการการขนส่งถ่านหินไปเซียงไฮ้ ส่วนท่าเรือสุดท้ายรัสเซียเป็นผู้บริหารจัดการ

ศาสนาอิสลามในเกาหลี

Written by teeranun on September 19th, 2013. Posted in บทความ

ในเกาหลีใต้ มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนเพียงราวๆ 35,000 คน ซึ่งชาวมุสลิม (ทั้งที่เป็นชาวเกาหลีและชาวต่างชาติที่นับถืออิสลาม) ในเกาหลีมักรวมตัวกันอยู่ในบริเวณมัสยิดที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1976 ในกรุงโซล โดยมัสยิดนี้ได้รับทุนสนับสนุนการสร้างจากกลุ่มเผยแพร่ศาสนาอิสลามแห่งมาเลเซียร่วมกับชาติอิสลามอื่นๆ

ส่วนในเกาหลีเหนือ ไม่พบผู้นับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเกาหลีเหนือเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่สนับสนุนการนับถือศาสนาใดๆในประเทศ

ศาสนาอิสลามเริ่มเป็นที่รู้จักในเกาหลีในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่เข้ามาทำการค้าขายกับราชวงศ์ถังของจีน รวมถึงได้เข้ามาทำการค้าขายกับอาณาจักรซิลลาอีกด้วย

ศาสนาอิสลามได้เริ่มเผยแพร่เข้าสู่สหพันธรัฐซิลลาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย มีบันทึกว่าอิบ คูรดาธเบ (Ibn Khurdadhbeh) นักสำรวจและนักภูมิศาสตร์ชาวเปอร์เซีย ได้ตั้งถิ่นฐานถาวรและยังสร้างหมู่บ้านชาวมุสลิมในเกาหลี เชื่อกันว่ารูปปั้นทวารบาลในสมัยนั้นเป็นฝีมือช่างแกะสลักของชาวเปอร์เซียที่อพยพเข้ามา

จนเข้าสู่สมัยอาณาจักรโครยอในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีมุสลิมหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในเกาหลีอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกมองโกล มีบันทึกว่ามีมัสยิดในเมืองหลวงเกซอง (ปัจจุบันเป็นเมืองในเกาหลีเหนือ) เมื่อเข้าสู่สมัยโชซอน ชาวเกาหลีได้ประยุกต์ปฏิทินของจีนกับอิสลามมาใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามชาวมุสลิมในเกาหลีช่วงเวลานี้ก็ไม่ค่อยได้รับกล่าวถึงอีก

จนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวเกาหลีเริ่มรู้จักกับศาสนาอิสลามอีกครั้งในช่วงสงครามเกาหลี เนื่องจากมีทหารมุสลิมจากตุรกีเข้ามาร่วมรบด้วย ซึ่งนอกจากจะร่วมรบทหารตุรกียังได้เผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่คนเกาหลี จนมีการก่อตั้งสมาคมชาวมุสลิมในเกาหลีขึ้นในปี ค.ศ. 1955 และเติบโตจนกลายเป็นสหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีในปี ค.ศ. 1967

ในปัจจุบัน ได้มีประเทศอิสลามต่างๆที่ให้การสนับสนุนชาวมุสลิมในเกาหลีใต้ เช่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2009 สหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีได้เปิดโรงเรียนประถมอิสลาม Prince Sultan Bin Abdul Aziz ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยทำการสอนหลักศาสนาอิสลามร่วมกับหลักสูตรวิชาการทั่วไปของเกาหลีใต้ ในส่วนของอนาคตมีแผนที่จะเปิดโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย และศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

ระบำกลองพื้นบ้านเกาหลี

Written by jintana on September 8th, 2013. Posted in บทความ

“ชังกูชุม หรือ ชังโกชุม” (장구춤/장고춤) คือ การแสดงพื้นบ้านของกลองเกาหลี โดยใช้กลอง ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับกลองยาวบ้านเรา ระบำกลองชังกูเป็นแสดงที่ใช้กลองรูปทรงนาฬิกาทรายที่นิยมใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ของเกาหลี

การแสดงระบำชังกูเป็นการแสดงที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มันได้ถูกกวาดล้างไปพร้อม ๆกับวัฒนธรรมของเกาหลีในยุคสมัยที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง การแสดงชุดนี้จะใช้นักแสดงผู้หญิงเท่านั้น จะใช้คนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ และจะตีกลองแล้วระบำตามจังหวะกลอง จังหวะช้าหรือเร็วนั้นแล้วแต่ชุดการแสดง

ระบำที่ไม่ซับซ้อนทำให้เราเพลิดเพลินตามจังหวะเสียงกลองได้ นักแสดงจะสวมใส่ชุดฮันบก และทำการแสดงพร้อมกลองชังกูและไม้ตีที่มีสายคล้องกับตัวนักแสดง ชาวเกาหลีนั้นนิยมนำการระบำชังกูมีแสดงในช่วงงานเทศกาลและเฉลิมฉลอง

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (จบ)

Written by jintana on August 20th, 2013. Posted in บทความ

 

เมื่อการประลองระหว่างชายหนุ่มกับพระราชาเริ่มขึ้น ก็ถึงเวลาของวิเศษของราชามังกรได้แสดงอิทธิฤทธิ์ พระราชานั้นขนกำลังทหารมากมายหลายร้อยนาย เพื่อช่วยกันโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุด ส่วนชายหนุ่มเพียงแค่เปิดน้ำเต้าขึ้น ก็มีชายตัวเล็ก ๆมากมายมาช่วยกันโค่นต้นไม้ ในที่สุดผลการแข่งขันชัยชนะของตกเป็นของชายหนุ่มให้ทุกคนได้ตกตะลึง รวมไปถึงพระราชาด้วย และแน่นอนว่าพระราชาผู้ไม่สัตย์ต่อคำพูดนั้นไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จึงท้าชายหนุ่มประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สองได้เกิด พระราชาท้าประลองแข่งม้ากับชายหนุ่ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องวิ่งข้ามแม่น้ำไปให้ได้ ราชามังกรจึงมอบม้าตัวเล็ก ๆผอม ๆ เหมือนสามารถพับเก็บได้ตลอดเวลา เมื่อถึงวันแข่งขันจริง ม้าของพระราชาวิ่งเร็วมาก แต่ก็สู้มากตัวเล็ก ๆของชายหนุ่มที่วิ่งเร็วราวกับลมกรด นำหน้าม้าของพระราชาไปไกลแสนไกลไม่เห็นฝุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว ผลการแข่งขันคือชายหนุ่มชนะขาดลอย ทำให้พระราชาทรงกริ้วมาก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ผิดคำสัตย์ของประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สามก็ได้เกิด พระราชาท้าแข่งเรือกับชายหนุ่ม เช่นเดิมว่าเรือของพระราชานั้นยิ่งใหญ่ สวยงาม อลังการมาก ขณะที่เรือของชายหนุ่มนั้น เป็นเพียงเรือลำเล็ก ๆแต่มีความพิเศษก็คือเป็นสิ่งที่ราชามังกรนั้นมอบให้เหมือนเดิม และก็เหมือนเดิมอีกครั้งที่ เรือลำเล็กของชายหนุ่มนั้นแล่นเร็วมาก จนนำเรือพระราชาไปได้ไกลเช่นเคย คราวนี้โชคไม่เข้าข้างพระราชาผู้ไม่รักษาสัญญา มีคลื่นใหญ่ยักษ์พัดเรือของพระราชาจมหายไปกับเกลียวคลื่น

ชายหนุ่มนำสมบัติมากมายของพระราชาแจกจ่ายแก่คนยากจน และครองรักกับเจ้าหญิงหอยทากอย่างมีความสุข

 

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (ต่อ)

Written by jintana on August 18th, 2013. Posted in บทความ

 

เย็นวันนั้นเมื่อเขากลับมาจากนา เขาก็ยังคงพบกับข้าวตั้งโต๊ะไว้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่พบกับนาง ได้แต่เพียงคิดว่าหากได้นางมาเป็นภรรยาคงจะวิเศษมาก วันรุ่งเช้าเขาทำทุกอย่างตามปกติ แต่ไม่ได้ออกไปทำงาน เขาแอบอยู่ข้างครัว และรอให้นางออกมา เมื่อหอยทากคลานออกมานางก็ยืดแขนยืดขาและจัดแจงเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยกลายเป็นหญิงสาวผู้งดงาม เขาจึงคว้าแขนของนางเอาไว้แล้วถามว่า “เจ้าเป็นภรรยาของข้าได้ไหม?”  นางเขินอายหน้าแดง และพยักหน้ายิมยอมไม่ขัดขืน ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา

จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระราชาทรงม้าผ่านมาเห็นทั้งคู่จึงตรัสขึ้นว่า “เหตุใดหญิงงามผู้นี้ จึงเป็นเมียของชาวนาสกปรกคนนี้ได้ ข้าจะเอานางมาเป็นชายา” และมีรับสั่งให้ชายหนุ่มเข้าเฝ้าและท้าประลองเพื่อแย่งชิงนาง โดนกติกาก็คือ การโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยพระราชาจะแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่งหากชายหนุ่มชนะ แต่ถ้าแพ้ต้องยกภรรยาของตนให้เป็นชายาของพระราชา

“อย่าได้กังวลไปเลย” เจ้าหญิงหอยทากพูดปลอบใจเมื่อชายหนุ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง  “จงเอาแหวนวงนี้โยนลงไปในทะเล” นางพูดพร้อมกับยื่นแหวนและจดหมายให้ชายหนุ่มแล้วให้เดินทางไปหาพ่อของนาง ซึ่งเป็นราชามังกร จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยความไว้ใจเจ้าหญิงหอยทาก ชายหนุ่มจึงทำตามที่นางบอกทุกประการ   เมื่อเขาโยนแหวนลงทะเลทันใดนั้นทะเลก็แหวกออกกลายเป็นถนนเส้นยาวสุดลูกหูลูกตาไปยังใต้ทะเล เขาจึงเดินไปตามทางเพื่อพบกับราชามังกร  ทันทีที่ราชามังกรได้เห็นแหวน ท่านจึงให้น้ำเต้าแก่ชายหนุ่มกลับมา…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานเกาหลี เรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก

Written by jintana on August 16th, 2013. Posted in บทความ

มีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นเพื่อไถนาปลูกข้าวอย่างนี้เป็นประจำ เขาบ่นกับตัวเองว่า เขาจะทำไปทำไมหนอ ในเมื่อก็ปลูกคนเดียวกินคนเดียวไม่ได้มีใครมากินด้วย

กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขากำลังปลูกข้าวอยู่นั่นเอง เขาเฝ้าพร่ำบ่นเพียงคนเดียวในประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “กินกับฉันไงล่ะ” มีเสียงหญิงสาวสวนกลับประโยคคำถามที่เขาบ่นอยู่ทุกวัน เขาเอะใจว่าเสียงใครแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงว่า หูตนเองคงเพี้ยนไป

เวลาล่วงเลยมามาถึงค่ำของวันเดียวกัน ขณะที่เขาปลูกข้าวอยู่นั้น เขาก็เฝ้าบ่นประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “ฉันจะกินกับท่าน” น้ำเสียงของหญิงสาวไร้ตัวตนผู้นั้นดังขึ้นอีก เขาลองมองไปรอบ ๆตัวก็พบเพียงแต่ความว่างเปล่า

“นั่นใครน่ะ” ชายคนนั้นตะโกนพร้อมกับมองไปรอบ ๆเขาก็ไม่เห็นมีใคร จนคิดว่าเขาหูเพี้ยนไปจริง ๆ

“ข้าขออยู่ด้วยได้ไหม” เสียงหญิงสาวดังขึ้นอีก แต่คราวนี้เขาสังเกตว่ามีเจ้าหอยทากตัวหนึ่งคลานอยู่ตรงเท้าของเขา หอยทากตัวนี้มีเปลือกที่สวยงามสะดุดตามาก ชายหนุ่มจึงเก็บเจ้าหอยทากตัวนี้ใส่กระเป๋าเสื้อกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านชายหนุ่มคนนี้จัดแจงเปลี่ยนอาบน้ำเสื้อผ้า เจ้าหอยทากจึงค่อย ๆคลานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มจึงหยิบขึ้นมาชื่นชมเพราะความสวยงามของเจ้าหอยทาก แล้วนำไปหย่อนไว้ในโอ่งน้ำ

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นมา ก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพราะเต็มไปด้วยอาหารเช้าพร้อมสรรพ เขาสงสัยว่าใครมาทำอาหารให้ก็ได้แต่นึกในใจว่าหากเขามีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว  แล้วกินอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข และบอกกับตัวเองว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครทำอาหารไว้ให้ เช้าวันต่อมาเขาจึงทำท่าทีเอาเครื่องไม้เครื่องมือออกจากบ้านไปทำงานเหมือนเดิม แต่เขาไปแค่ครึ่งทางก็เอาเครื่องมือวางซ่อนไว้แล้วเดินย้อนกลับมาที่บ้านเพื่อจะดูว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เขาเห็นหญิงสาวงดงามนางหนึ่งกำลังจัดแจงทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซมเสื้อผ้าของเขา และเมื่อทำเสร็จนางก็ค่อยกลับไปอยู่ในโอ่งน้ำเหมือนเดิม เขาจึงนึกในใจอีกว่า หากมีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อย เขาจึงหาวิธีที่จะพบกับนางให้ได้…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย

Written by blogger on July 31st, 2013. Posted in บทความ

หลายๆประเทศที่จะอยู่ในทวีปเอเชียต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี  และ เทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ที่อาจจะคล้ายกัน แต่ แตกต่างกัน ตามความเชื่อ ซึ่งแต่ละประเทศมีความน่าสนใจอะไรบ้าง หลาย ๆ คนอาจจะพอทราบแล้วบ้างว่าที่ประเทศไหนมีอะไร หรือ บางคนอาจเคยไปกันมาแล้ว แต่อีกหลาย ๆ คนอาจไม่เคยไปและอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นเทศกาลที่น่าสนใจของเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียของเรา เริ่มจากใกล้ ๆ บ้านเราก่อนที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ไปเยือนกันมาแล้ว เช่น

เทศกาลแข่งเรือมังกร Dragonboat Festival หรือเทศกาล “ตวนอู่” (Duanwu)  ของประเทศไต้หวัน  จุดเด่นของเทศกาลนี้คือ การแข่งเรือ คล้าย กับของบ้านเรา แต่ลักษณะของเรือ จะเป็นหัวมังกร ซึ่งประเพณีนี้จัดขึ้นทุกปีโดยในช่วงประมาณ วันขึ้น 5 ค่ำเดือน 5 หรือ ราวช่วงเดือน มิถุนายน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวไปร่วมชมเป็นจำนวนมาก นอกจากแข่งเรือแล้วยังมีพิธีรำลึกถึงวีรบุรุษที่สำคัญของไต้หวันด้วย และ ภายในงานยังมีอาหารรสเลิศไว้คอยให้บริการนักท่องเที่ยวให้ได้เพลิดเพลินกันด้วย

เทศกาลดูนกบอร์เนียว  จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียในรัฐซาบาร์ ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและนักดูนกทราบดีว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยนกนานาชนิดหลากหลายพันธุ์ในเขตร้อน อืกทั้งสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นงานที่เรียกว่ารวมนักดูนก นักปักษีวิทยา และ ผู้ที่สนใจธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว ซึ่งงานนี้จะจัดเป็นประจำทุกปี แต่จะกำหนดเวลาไม่แน่นอน แต่จะเป็นในช่วงประมานเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน จุดเด่นคือ ที่นี่มีนกที่หายากมากว่า 600 ชนิดและมีชนิดที่จะพบได้ที่นี่เท่านั้นอีกมากว่า 30 ชนิดและหลากหลายสายพันธุ์

เทศกาลน้ำแข็งที่เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน  เทศกาลที่จัดขึ้นท่ามกลางความหนาวเย็นและหิมะที่มีอุณหภูมิในบางปีนั้น  ติดลบถึง 38.1 องศาเซลเซียส ที่นี่จะมีการจัดเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวชม ความวิจิตงดงาม ซึ่งมีการประดับตกแต่งน้ำแข็งอย่างงดงาม โดยมีการแข่งขันจากหลาย ๆ ประเทศมาร่วมประชันฝีมือกัน โดยเทศกาลนี้จะเริ่มในราวเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สกี และ แข่งว่ายน้ำในอากาศหนาวจัด นอกจากนี้ยังมีเทศกาลโคมไฟน้ำแข็งและ ทั้งเมืองจะมีการประดับดาด้วยโคมไฟและแสงสีอันงดงามตระการตาอีกด้วย