Posts Tagged ‘แปลภาษาอังกฤษ’

First and Last

Written by akiautumn on November 3rd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

มาพบกลับบทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกันอีกครั้ง ในครั้งนี้จะนำเสนอวลีที่ว่า ‘First and Last’ ครับ แล้วความหมายของวลีนี้คืออะไรกันล่ะ? ถ้ามองกันทีล่ะตัว First แปลว่า มาก่อน  หรือ อันดับแรก และ Last แปลว่า สุดท้าย ดังนั้น ‘First and Last’ จึงมีความว่า อันดับแรก และ สุดท้าย ใช่ไหมครับ? แท้จริงแล้วไม่ใช่นะครับ วลีที่ว่า ‘First and Last’ นั้นจริงๆ แล้วมีความหมายว่า รวมทั้งหมด ทั้งหมดทั้งสิ้น เช่น

A: Look at that figure! I want it! How much is it?

-ดูที่ตุ๊กตาจำลองนั้นสิ ฉันอยากได้จัง ราคาเท่าไหร่?

B: First and last it all costs20000 Baht.

รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดก็ 20000 บาท

A: It’s too expensive. I can’t afford it

-มันแพงมากเลย ฉันจ่ายไม่ไหว

 

นอกจากนี้ถ้าเจอกับประโยคที่ว่า Jason is a good guy first and last. จะมีความหมายว่าอย่างไร? อย่างที่รู้กันมาแล้วว่าวลีนี้มีความหมายว่า ทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้นประโยคข้างต้นจึงมีความหมายว่า ‘เจสันเป็นคนดีทั้งหมดทั้งมวล’ ทว่าจริงๆ แล้วผิดครับ เพราะ ‘First and Last’ นั้นนอกจากจะมีความหมายว่า ทั้งหมดทั้งมวล นั้นจะมีความหมายว่า ตลอดกาล ได้เช่นกันครับ ดังนั้นประโยคที่ว่า

Jason is a good guy first and last.

มีความหมายว่า เจสันเป็นคนดีตลอดกาล

 

อย่างไรก็ดีนอกจาก ‘First and Last’ หลายๆ คนอาจจะเจอคำว่า ‘First or Last’ (or แทน and)ครับ ซึ่งวลีนี้จะมีความหมายว่า ไม่ช้าก็เร็ว ครับ เช่น

Sonya will get over from her illness first or last.

-ซอนย่าจะต้องหายป่วยในไม่ช้าก็เร็ว

 

ก่อนจบบทความนี้ก็อยากให้ทุกๆ คนอย่าลืมทบทวนเรื่องที่ผ่านๆ มานะครับเพราะภาษานั้นมีชีวิตเติบโตตลอดเวลามีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตลอดดังนั้นเราควรหมั่นศึกษาเพื่อเพิ่มพูนทักษะของเราเอาไว้ไม่งงเวลาถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้กันครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Canและ Could

Written by akiautumn on November 1st, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษครับ ในครั้งนี้เราจะมาดูวิธีใช้ ‘can’ และ ‘could’ กันครับว่าจะสามารถนำไปใช้อย่างไร? จะมีวิธีใช้แตกต่างกันอย่างไร?

อย่างที่ทกๆ คนทราบกันดีว่า ‘can’ และ ‘could’ นั้น มีความหมายว่า สามารถ ซึ่งจะต่างกันคือเป็นรูปปัจจุบัน (can) และ รูปอดีต (could) โดยจะมีวิธีการนำไปใช้ที่เหมือนกัน ดังนี้

จะใช้ ‘can’และ ‘could’ ในเรื่องของความสามารถ (ability) เช่น

Cathy canplay (ability) football very well like a boy does.

-เคธี่สามารถเล่นฟุตบอลได้ยอดเยี่ยมเหมือนเด็กผู้ชาย

Cynthia couldremember(ability)all vocabularies in the text book when she was 10.

-ซินเทียสามารถจดจำคำศัพท์ทั้งหมดในแบบเรียนได้ตอนเธออายุสิบขวบ

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ ในการขออนุญาต (permission) เช่น

Can I walk this way?

-ฉันไปทางนี้ได้ไหม?

CouldI try this shirt on?

-ฉันลองเสื้อตัวนี้ได้ไหม?

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ในการขอร้อง (request) เช่น

Can you spell your name, please?

-คุณช่วยสะกดชื่อคุณหน่อยได้ไหม?

Could you please turn the radio down?

-คุณช่วยเบาเสียงวิทยุลงหน่อยได้ไหม?

*ในการ ขออนุญาต (permission) และ ขอร้อง (request) นั้น จะนิยมใช้ ‘could’ เพราะจะทำให้ดูสุภาพกว่าการใช้ ‘can’ มาก

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ ในการเสนอตัวช่วยเหลือ (offer) เช่น

What can I do for you?

-ฉันจะสามารถช่วยอะไรคุณได้ไหม?

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ ในการพูดถึงความเป็นไปได้และคาดคะเนในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (possibility and probability)

The road can be dangerous during raining.

-การใช้ถนนจะเป็นอันตรายในขณะฝนตก

*โดยปกติจะนิยมใช้ ‘can’ กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปได้

 

ทั้งนี้ในรูป ประโยคปฏิเสธ และ ประโยคคำถาม เราสามารถใช้ ‘can’ และ ‘could’ ได้เลย

โดยในรูปปฏิเสธจะเติม ‘not’ หลัง ‘can’ และ ‘could’ ได้ทันที เช่น

I cannot make it in time.

หรือ

I can’t make it in time.

-ฉันไม่สามารถทำมันได้ทันเวลา

*cannot ต้องเขียนติดกันเสมอ

และ

ในรูปประโยคคำถามเราสามารถนำ ‘can’ และ ‘could’ มาว่างไว้หน้าประโยคได้เลย เช่น

Could you please do me favor?

-คุณช่วยทำอะไรให้ฉันหน่อยได้ไหม?

สำหรับ Wh-question เราสามารถนำ ‘can’ และ ‘could’ วางไว้หลัง question word ได้เลย เช่น

Whatcan you do for me?

-คุณจะทำอะไรให้ฉันได้บ้าง?

 

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า ‘can’ และ ‘could’ นั้นมีวิธีใช้ที่คล้ายกันจะต่างกันก็เพียงเล็กน้อย แต่สามารถนำไปใช้แทนกันได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในบางกรณีนั้น อาทิ ความเป็นไปได้นั้นจะใช้ ‘can’ เสียมากกว่า อย่างไรก็ดีหมั่นทบทวนวิธีการใช้เหล่านี้รับรองว่าจะเป็นเรื่องง่ายไปเลยทีเดียว

เหมือนงูโดนหั่น

Written by akiautumn on October 17th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

มาเรียนรู้เรื่องราวน่าสนใจทางภาษาอังกฤษกันต่อครับ ในครั้งนี้จะนำเสนอวลีที่ว่า ‘like a cut snake’ หรือ เหมือนงูโดนหั่น คำๆ นี้นั้นเป็นแสลงที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศออสเตรเลียครับ ซึ่งมีความหมายประมาณว่า คนที่ทำงานมาก หรือต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆ ก็จะบอกว่า like a cut snake หรือ เหมือนงูโดนหั่น ซึ่งก็คือ in an extremely active หรือ in busy manner ถ้าให้เข้าใจในภาษาชาวบ้านล่ะก็คือ งานเยอะมาก ยุ่งตลอดเวลา ไม่มีเวลาว่างเลย

I want to invite John to my birthday party but he is working like a cut snake.

-ฉันอยากจะชวนจอห์นมางานเลี้ยงวันเกิดของฉันนะแต่เขาทำงานยุ่งมากจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย

อย่างไรก็ดี หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นวลีที่เกี่ยวกับงูมากมายในประเทศออสเตรเลียเพราะในออสเตรเลียนั้นมีงูค่อยข้างมาก และหลายๆ คนอาจจะเคยเห็น หรือ เคยได้ยิน คำที่ว่า ‘a cut snake’ ซึ่งคำนี้หมายถึง คนที่ป่าเถื่อน สติไม่ดี คนบ้าที่ปราศจากความนึกคิดที่พร้อมจะทำร้ายใครก็ตามที่อยู่รอบข้าง อันนี้ก็เนื่องมาจากอากับกริยาที่งูโดนตัดนั้นเองครับ อาทิ

Bloody hell, watch out! He’s as crazy as a cut snake!

โว้ยแมร่งเอ๊ย ระวังนะ เขาเสียสติคลุ้มคลั่งจนคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว

 

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกิดสำนวนที่ว่า ‘mad as a cut snake’ หรือก็คือ คนที่ไม่มีสตินึกคิด ป่าเถื่อน ไม่สามารถคุมตัวเองได้ หรืออาจจะหมายถึงคนที่โมโหจนไม่ลืมหูลืมตาก็ได้ครับ เช่น

I can’t believe Sasha took my mobile phone without asking, I’m as mad as a cut snake with her.

-ฉันไม่อยากจะเชื่อซาช่าเอาโทรศัพท์มือถือของฉันไปโดยไม่ถามฉันซักคำ ฉันจะเป็นบ้าจนแทบคลั่งแล้วนะกับนิสัยแบบนี้ของหล่อนนะ

 

จากบทความข้างต้นจะเห็นว่าภาษา คำ หรือ สำนวน ต่างๆ นั้นเกิดมาจากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ดังนั้นหลายๆ คนจึงได้บอกไว้ว่าภาษาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเกิดมาใหม่ ดำรงอยู่ และ สูญสิ้นไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ดีเราควรหมั่นจะศึกษาเพิ่มเติมเพิ่มพูนความรู้มรมากๆ ขึ้น เพื่อไม่ทำให้ภาษาอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้หายไปกันเถอะ

Reference: Wiktionary, Usingenglish.com, Urbandictionary.com

งานเลี้ยงแม่ไก่!?

Written by akiautumn on October 15th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกับบทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครั้ง ในครั้งนี้เราจะมารู้จักกับคำว่า A Hen’s Party กันครับ แล้วคำนี้คืออะไรล่ะ? ถ้าให้ความหมายตามที่ตาเห็นล่ะก็คำนี้จะหมายถึง ‘งานเลี้ยงแม่ไก่’ แต่เอ๊ะ! มันคืออะไร? ทำจะต้องเป็นงานเลี้ยงของแม่ไก่ล่ะ? อย่างไรก็ดีสำหรับคำว่า ‘a hen’s party’ นั้นหมายถึง a party for women only หรือa party held for a woman who is about to get married เป็นงานเลี่ยงที่จัดโดยมีแต่ผู้ร่วมงานเป็นผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานเลี้ยงที่จะจัดเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ผู้หญิงที่กำลังจะมีพิธีมงคลสมรส หรือ เอาง่ายๆ ก็คล้ายงานเลี้ยงสละโสดของสาวๆ นั้นล่ะ

 

Laura: Hi, Linda! I and friends got a hen’s party planning for you tonight. Are you available?

ลอร่า: ไง ลินดา ฉันกับเพื่อนๆ มีแผนงานเลี้ยงสละโสดสำหรับเธอคืนนี้ เธอสะดวกไหม?

Linda: Of course, that sounds nice. I’m looking forward to that tonight.

ลินดา: แน่นอน มันฟังดูเยี่ยมมาก ฉันจะตั้งหน้าตั้งตาคอยว่าคืนจะมีอะไรบ้างนะ

Laura: I guarantee you will be too much fun.

ลอร่า: ฉันรับประกันว่าเธอจะต้องสนุกมากแน่ๆ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นในหลายๆ ประเทศอาจจะไม่ได้ใช้คำว่า a hen’s party แต่จะใช้คำว่า a hen’s night หรือ a hen’s do แทน ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันครับ และอาจจะรวมไปถึงความหมายที่ว่า เป็นคืนที่ผู้หญิงออกไปเที่ยวกันในเมือง มีแต่เฉพาะพวกผู้หญิงด้วยกันเท่านั้น

ทั้งนี้ยังมีคำอื่นๆ อีกที่จะใช้เพื่อความหมายของงานเลี้ยงที่มีแต่ผู้หญิงเท่านั้น อาทิ a bachelorette party ซึ่งจะนิยมใช้กันที่ สหรัฐ และ แคนนาดา หรือ a girls’ night out และ a kitchen tea ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ล่ะภูมิภาค

 

และสำหรับงานเลี้ยงสละโสดสำหรับผู้ชายนั้นจะใช้คำว่า ‘A Stag’s Party’ ซึ่งแต่เริ่มเดิมทีจะใช้คำว่า ‘a bachelor party’ ซึ่งจะคล้ายกับงานเลี้ยงของผู้หญิงที่ว่า ‘อาทิ a bachelorette party’ ทั้งนี้เองงานเลี้ยงของผู้ชายก็มีคำที่ใช้มากมายแล้วแต่ภูมิภาคเช่นกัน เช่น stag’s night และ stag’s do ทั้งนี้ในประเทศออสเตรเลียจะใช้คำว่า a buck’s night

Reference: Wiktionary, Usingenglish.com, Urbandictionary.com

Give it a try

Written by akiautumn on October 13th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความภาษาอังกฤษครับ ในบทความครั้งก่อนเราได้ทำความรู้จักกับวลีที่ว่า ‘give it a miss’ กันแล้วนะครับ และสำหรับครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวลีที่ว่า ‘give it a try’ กันครับ เช่นเดียวกันกับ ‘give it a miss’ ครับ สำหรับวลีนี้นั้นมีความหมายว่าอย่างไรกัน? โดยปกติคำว่า ‘try’ หมายถึง พยายาม หรือ เหนื่อยครับ ซึ่งความหมายถึงวลี ‘give it a try’ ก็ไม่ได้มีความหมายที่ผิดเพี้ยนไปเลย วลีนี้หมายถึง to make an attempt at something หรือ have a try ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยว่า ลองทำดู ลองซักตั้ง ครับ เช่น

John: How was your Spanish class? Was it hard?

จอห์น: วิชาภาษาสเปนเป็นอย่างไรบ้าง? ยากมั้ย?

Jenny: No, not really. You should give it a try.

เจนนี่: ไม่ค่อยยากนะ จอห์นเธอน่าจะลองดูนะ

 

อย่างไรก็ดีนอกจะจะใช้วลี ‘give it a try’ แล้วเราก็สามารถใช้ว่า ‘give something a try’ ก็ได้ครับ ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันคือ to make a try at something หรือ try out ครับ เช่น

Jeremy wants to givewindsurfinga try, he thinks it could be fun.

-เจเรมี่คิดว่าจะลองเล่นวินด์เซิร์ฟดูซักตั้ง เขาคิดว่ามันต้องสนุกแน่ๆ

หรือ

Jeremy wants to tryoutwindsurfing, he thinks it could be fun.

-เจเรมี่อยากจะลองเล่นวินด์เซิร์ฟดู เขาคิดว่ามันต้องสนุกแน่ๆ

 

ทั้งนี้นอกจาก ‘give it a try’ ยังมีวลีอื่นๆ อีกที่มีความหมายว่า ลองดูซักครั้ง ลองทำดู อาทิ give it a go, give it a short ลำ give it a whirl ครับ เช่น

Sandy has never ridden a horse before she will give it a go.

-แซนดี้ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนเธอคิดว่าจะลองดูสักครั้ง

Let’s give it a whirl! I think it could be very exciting.

-มาลองกันดูซักตั้งเถอะ ฉันว่ามันต้องน่าตื่นเต้นแน่ๆ

Laura always thinks about participating in the stage play. It could be hard but she will give it a short.

-ลอร่าคิดถึงเรื่องที่จะเข้าร่วมเล่นในละครเวทีมาตลอดมันอาจจะดูยากสำหรับเธอแต่เธอก็ลองทำดู

 

ท้ายนี้ผู้อ่านทุกท่านจะเห็นว่าเราสามารถใช้วลีได้หลายวลีในการให้ความหมายคำๆ หนึ่งดังนั้นก็อย่าลืมหมั่นทบทวนอยู่ตลอดเวลานะครับ รับรองว่าเรื่องยากๆ จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายไปเลยทันที

Give it a miss

Written by akiautumn on October 11th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกันอีกครั้งกับบทความภาษาอังกฤษครับในครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวลีที่ ‘give it a miss’ ครับ แล้วมันคืออะไรนะหรือ? แต่ก่อนหน้านั้นเรารู้กันดีว่า ’miss’ มีความหมายว่า พลาดเป้า คิดถึง หรือ อาจจะแปลว่านางสาว ก็ได้ครับ

ถ้าให้ความหมายตรงตัวล่ะก็ ‘give it a miss’ หมายถึง ให้สิ่งที่พลาดไป ให้ในสิ่งที่คิดถึง หรือ ให้สิ่งนั้นกับนางสาว ฟังดูแปลกๆ สินะครับ แต่จริงๆ แล้ววลีนี้จะหมายถึง avoid, leave it alone หรือ refuse to participate ครับ ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยว่า หลีกเลี่ยง ทิ้งให้เดียวดาย หรือ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วม ครับ ดังเช่น

All of students are going to the prom night tonight but Tracy thinks she will give it a miss.

-นักเรียนทุกคนจะไปงานพรอมคืนนี้ แต่เทรซี่คิดว่าเธอจะไม่ไป

หรือ

All of students are going to the prom night but Tracy thinks she refuses to participate.

-นักเรียนทุกคนจะไปงานพรอมคืนนี้ แต่เทรซี่คิดว่าเธอจะปฏิเสธที่จะเข้าร่วม

 

ทั้งนี้ในบางครั้งวลีนี้อาจจะอยู่ในรูปแบบอื่นอีก อาทิ ‘give something a miss’ ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันครับ คือ decide not to do or have something หรือก็คือ หลีกเลี่ยง ตัดสินใจว่าจะไม่ทำหรือไม่เอาสิ่งนั้นๆ เช่น

Jessica will givethe barbecuea miss, she is on diet.

-เจสซิก้าคิดว่าเธอจะไม่กินบาบีคิวเพราะเธอกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่

หรือ

Jessica decides not to takethe barbecue because she is on diet.

-เจสซิก้าตัดสินใจว่าจะไม่กินบาบีคิวเพราะเธอกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่

 

อย่างไรก็ดีวลี ‘give it a miss’ นี้อาจจะดูสับสนอยู่บ้างแต่ถ้าผู้อ่านทุกท่านหมั่นสังเกตและศึกษาวิธีการใช้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำก็ไม่มีอะไรต้องกังวลครับเพราะภาษาเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวได้คำๆ เดียวอาจจะมีหลายความหมายและความหมายเดียวอาจะใช้ได้หลายคำ อย่างไรก็ดีเจ้าของภาษาสามารถเข้าใจได้ครับถ้าไม่ใช้คำที่สับสนจนเกินไปนะครับ

Time หรือ The time???

Written by akiautumn on September 15th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้จะมาดูในเรื่องพื้นๆ ที่หลายๆ คนสงสัย เกี่ยวกับประโยคที่ว่า ‘Do you have time?’ สำหรับคำถามแบบนี้หลายๆ คนคงจะเคยเจอมาเป็นที่แน่นอนซึ่งความหมายของประโยคที่กล่าวไปข้างต้นคือ ‘คุณพอมีเวลาบ้างไหม?’ ซึ่งจุดประสงค์ผู้พูดนั้นอยากรู้ว่าเรามีเวลาหรือเปล่า อาทิ

A: Do you have time? I want to talk something with you about George.

-คุณพอจะมีเวลาไหม?ฉันอยากจะคุยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับจอร์จนะ

B: Yes, of course.

-ได้ ว่ามาเลย

 

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าเป็นการถามผู้สนทนาด้วยว่าขอรบกวนเวลาหน่อยจะได้ไหมซึ่งก็ไม่ได้สลับซ้อนเท่าไหร่ แต่ถ้าหากมาเจอกับประโยคแบบนี้ล่ะ ‘Do you have the time?’ จะเห็นว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ‘the’ ซึ่งในภาษาอังกฤษนั้นการมี ‘the’ เข้ามาเพียงตัวเดียวก็อาจจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไปได้ แล้วมันต่างกันอย่างระหว่างมี ‘the’ กับ ไม่มี ซึ่งพอเป็นประโยค ‘Do you have the time?’ แล้วจะมีความหมายว่า ‘ตอนนี้กี่โมงแล้ว’ ไปซะได้ อาทิ

A: Do you have the time?

-ตอนนี้กี่โมงแล้ว?

B: 10.45 am.

-ตอนนี้ 10 โมง 45 นาที แล้ว

*สำหรับประโยค ‘Do you have the time?’ นั้นจะต้องใช้ article ‘the’ เท่านั้นนะครับจะใช้ ‘a’ ไม่ได้เด็ดเพราะ ‘time’ ในที่นี้นั้นเป็นนามนับไม่ได้ (uncountable noun)

 

พอรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเผลอใช้สลับกันนะครับในเวลาที่เราต้องการถามว่า ‘Do you have time?’หรือ ‘Do you have the time?’ มิฉะนั้นพอความหมายเปลี่ยนไป คำตอบที่ได้มาก็จะเปลี่ยนไปด้วย ทีนี้เรานี้ล่ะที่จะยืนงงซะเอง

Reference: Longdo.Dict

 

 

 

Infinitive หรือ Gerund?

Written by akiautumn on September 13th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมาดูกันในเรื่องของ infinitive และ gerund ครับ โดยส่วนใหญ่แล้วคำ กริยา (verb) นั้นจะมีเงื่อนไขในการใช้เมื่อเกิดมีกริยาซ้อนกัน โดยที่จะแบ่งออกได้ดังนี้ครับ

Verb with infinitive คำกริยาในกลุ่มนี้จะตามด้วย ‘infinitive’ หรือ‘verb with to’ เสมอครับ อาทิ

agree allow can/can’t afford choose decide
encourage expect forget help hope
learn manage mean need offer
promise refuse train want would like

 

ตัวอย่าง

I won’t expect to see my boyfriend there.

-ฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะพบแฟนหนุ่มของฉันที่นั้นนะ

Kathy needs to leave now.

-เคธี่จำเป็นต้องไปตอนนี้แล้ว

Sarah can’t afford to take a long holiday.

-ซาร่าไม่อาจที่จะหยุดงานในช่วงวันหยุดยาวได้

*ก่อนจะใช้ infinitive อย่าลืมใส่ ‘to’ ด้วยนะครับ

Verb with gerund คำกริยาเหล่านี้จะตามด้วย ‘gerund’ หรือ ‘v. -ing’ ครับ อาทิ

avoid can’t help can’t stand carry on confess
consider delay detest dislike enjoy
fancy feel like finish give up imagine
involve keep mind postpone resist

 

ตัวอย่าง

I enjoy playing tennis with you.

-ฉันสนุกที่ได้เล่นเทนนิสกับคุณนะ

Avoid adding too much salt in the soup.

-ถ้าเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงการใส่เกลือปริมาณมากในซุป

I think you should keep reading the book.

-ฉันว่าเธอควรจะอ่านหนังสือต่อไปเรื่อยๆ นะ

 

จากตัวอย่างทั้งหมดจะเห็นว่าถ้าหากเราต้องการจะใช้กริยาสองตัวซ้อนกันในประโยคเดียวนั้นมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันครับ ดังนั้นอยากให้ผู้อ่านหมั่นศึกษาดูความแตกต่างเพราะในแต่ละกริยานั้นบางทีไม่อาจใช้สลับกลุ่มกันได้นะครับ

Infinitive และ Gerund

Written by akiautumn on September 11th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ในบทความก่อนนี้เราได้พูดถึงกริยาที่ตามด้วย infinitive และ gerund ครับ ซึ่งจะเห็นว่ามีเงื่อนไขการใช้ที่แตกต่างกัน และในบทความครั้งนี้เราจะมาดูคำที่สามารถตามได้ด้วย infinitive และ gerund ครับ

 

Verb with infinitive และ gerund สำหรับคำเหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้ง 2 วิธี แต่จะทำให้ความหมายหรือใจความของประโยคนั้นแตกต่างกันนะครับ

try

to + v-infinitive

+ v-ing

พยายามทำอะไรอย่างหนึ่ง

พยายามลงมือทำอะไรใหม่ๆ

Susan tries to write an article for a magazine.

ซูซานพยายามที่จะเขียนบทความสำหรับนิตยสาร

Susan tries writing an article for a magazine.

ซูซานลองเขียนบทความสำหรับนิตยสาร

 

stop

to + v-infinitive

+ v-ing

หยุดการกระทำหนึ่งเพื่อที่จะทำอย่างอื่น

หยุดการกระทำนั้น

They stopped to work for a break.

พวกเขาหยุดทำงานเพื่อไปเบรก

They stopped working after hearing the alarm.

พวกเขาหยุดทำงานหลังจากได้ยินเสียงกริ่ง

forget

to + v-infinitive

+ v-ing

ลืมในสิ่งที่จะทำ

ลืมว่าทำสิ่งนั้นไปแล้ว

I forget to bring my textbook.

ฉันลืมไปว่าต้องเอาหนังสือเรียนมาด้วย

I forget bringing my textbook.

ฉันลืมไปว่าฉันเอาหนังสือเรียนมาด้วย

remember

to + v-infinitive

+ v-ing

จำได้ว่าจะทำอะไร

จำได้ว่าทำสิ่งนั้นไปแล้ว

I remember to bring my textbook.

ฉันจำได้ว่าต้องเอาหนังสือเรียนมาด้วย

I remember bringing my textbook.

ฉันจำได้ว่าฉันเอาหนังสือเรียนมาด้วย

 

นอกจากจะมีวิธีใช้ที่แตกต่างกันโดยเฉพาะในการใช้คำกริยาซ้อนกันในประโยคเดียวถึง 2 วิธีซึ่งจะใช้สลับกันไม่ได้ แต่ก็มีคำบางคำที่สามารถใช้ได้ทั้งสองวิธีเพียงแต่ความหมายและใจความของประโยคก็จะแตกต่างกันด้วยครับ อย่างไรก็ดีพยายามศึกษาและจดจำข้อแตกต่างไว้ก็ไม่เป็นปัญหาในการใช้แล้วครับ

 

 

Adjective Word Order

Written by akiautumn on September 9th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ถ้าพูดถึง adjective หรือ คำคุณศัพท์ ก็คิดว่าหลายๆ คนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคำเหล่านี้มีหน้าที่ขยายคำนามโดยจะมีตำแหน่งเด่นชัด 2 ตำแหน่ง คือ หน้าคำนาม และ หลัง linking verb อาทิ

A cutegirl sits over there. และ She looks so cute.

แต่หารู้ไม่ว่าการใช้ adjective นั้นไม่ได้จำกัดจำนวนในการขยายคำนามนั้นๆ ดังนั้นจึงต้องมีการเรียงคำ Adjective ในภาษาอังกฤษเกิดขึ้นเพื่อระบุให้แน่ชัดว่าคำนามนั้นมีลักษณะรูปร่างแบบใด โดยขั้นตอนการเรียง adjective นั้นมีดังนี้

Article

Amount

Opinion

Size

Shape

Condition

Age

Color

Pattern

Origin

Material

Purpose

Noun

คำนำหน้านาม

จำนวน

ความคิดเห็น

ขนาด

รูปร่าง

เงื่อนไข/สภาพ

อายุ

สี

รูปแบบ

แหล่งกำเนิด

วัตถุดิบ

จุดประสงค์

คำนาม

A

lovely

big

round

clean

new

pink

heart-spotted

Japanese

fabric

backrest

cushion

 

 

 

จากตารางข้างต้นเมื่อนำมาแต่งประโยคจะได้ดังนี้

=> Kathy found a lovely big round clean new pink heart-spotted Japanese fabric backrest cushion when she tidied her bedroom yesterday.

=>เมื่อวานนี้ขณะที่เคธี่ทำความสะอาดห้องนอนเธอพบหมอนอิงผ้าทอทรงกลมอันใหญ่น่ารักสีชมพูลายหัวใจจากญี่ปุ่นที่ดูใหม่สะอาดสะอ้าน

จากที่เห็นอาจจะดูงงๆ ขึ้นมาบ้างแต่เพราะเมื่อนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้วไม่จำเป็นที่จะต้องแปลจากหลังมาหน้าเสมอไปตามที่รู้กันมา แต่ให้แปลตามความเหมาะสมของรูปแบบประโยคนะครับ

อย่างไรก็ดีเรื่องของ adjective นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและสับสนกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังมีการเรียงลำดับกันอีกซึ่งก็อาจจะสร้างความสับสนเพิ่มได้ไม่น้อย แต่ถ้าหากหมั่นฝึกฝนเรียนรู้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยครับ