Posts Tagged ‘แปลภาษาอังกฤษ’

Types of Business letter (2)

Written by akiautumn on January 9th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

 

พบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งครับ ครั้งนี้เราจะมารู้จักกับประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจกันต่อจากครั้งที่แล้วนะครับ จากบทความครั้งก่อนเราได้ทำความรู้จักกับ Sales LettersOrder LettersComplaint Letters Adjustment Letters และ Inquiry Letters ทั้ง 5 ประเภทกันแล้วครับ สำหรับครั้งนี้เราจะมารู้จักกับที่เหลืออีก 5 ประเภท คือ

 

Follow-Up Letterหรือ จดหมายติดตาม

Follow-up letters are usually sent after some type of initial communication. In many cases, these letters are a combination thank-you note and sales letter.

โดยปกติจดหมายติดตามจะถูกส่งหลังจากมีการติดต่อสื่อสารกันมาแล้วก่อนหน้านี้ ในหลายๆ กรณี จดหมายประเภทนี้มักจะเป็นการผสมผสานของการขอบคุณและจดหมายการสั่งซื้อสินค้า

 

Letters of Recommendationหรือจดหมายแนะนำ

The employers often ask job applicants for letters of recommendation before they hire them. This type of letter is usually from a previous employer or professor, and it describes the sender’s relationship with and opinion of the job seeker.

ผู้ว่าจ้างส่วนมากมักจะถามหาจดหมายแนะนำจากผู้สมัครก่อนที่จะตัดสินใจจ้างพวกเขา โดยจดหมายประเภทนี้จะมาจากผู้ว่าจ้างรายเก่าหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้ส่งกับผู้สมัครและความเห็นต่างผู้สมัคร

 

Acknowledgment Lettersหรือ จดหมายตอบรับ

Acknowledgment letters act as simple receipts. Businesses send them to let others know that they have received a prior communication, but action may or may not have taken place.

จดหมายตอบรับนี้ก็จะทำหน้าที่คล้ายกับใบเสร็จรับเงินทั่วๆ ไป ในทางธุรกิจนั้นจดหมายตอบรับจะถูกส่งเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าพวกเขาได้รับข้อความก่อนหน้านี้แล้วทว่าสิ่งที่ระบุหรือร้องไว้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้

 

Cover Letterหรือ จดหมายสมัครงาน

Cover letters usually are used to describe what is enclosed, why it is being sent and what the recipient should do with it, if there is any action that needs to be taken. These types of letters are generally very short and succinct.

โดยทั่วไปจดหมายสมัครงานมักจะกล่าวถึงสิ่งที่มีการแนบไปด้วย และถูกส่งมาเพื่อจุดประสงค์อะไรและ ผู้รับนั้นควรจะทำอย่างไร หากว่าต้องการให้มีการติดต่อพูดคุยเกิดขึ้น ซึ่งจดหมายประเภทนี้มักจะสั้นและกระชับ

 

Letters of Resignationหรือ จดหมายลาออก

When an employee plans to leave his job, a letter of resignation is usually sent to his immediate employer giving him notice. In many cases, the employee also will detail his reason for leaving the company.

เมื่อผู้ถูกว่าจ้างประสงค์ที่จะลาออก จดหมายลาออกจะต้องถูกส่งไปยังผู้ว่าจ้างเพื่อแจ้งให้ทราบ โดยหลายๆ กรณี ผู้ถูกว่าจ้างจะต้องลงรายละเอียดถึงเหตุผลในการลาออกครั้งนี้แก่บริษัทอีกด้วย

 

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือประเภทของจดหมายในเชิงธุรกิจทั้ง 10 ประเภท จะเห็นว่าแต่ละประเภทจะถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมดซึ่งเราจะได้เรียนรู้ถึงรูปแบบของจดหมายแต่ละประเภทกันอีกในครั้งหน้าครับ

 

Reference: work.chron.com

Types of Business Letter (1)

Written by akiautumn on January 7th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกับบทความภาษากันอีกแล้วครับ ในครั้งที่แล้วเรารู้จักกันแล้วว่าจดหมายเชิงธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร และในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจว่ามีอะไรบ้าง

จดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในวาระโอกาสที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียนไปถึงผู้รับ โดยหลักๆ แล้วจดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 10 ประเภท ดังนี้

 

Sales Lettersหรือ จดหมายเสนอขาย

Sales letters aim for offering products. Generally, the letters start off with a very strong statement to capture the interest of the reader. Since the purpose is to get the reader to do something.

จดหมายประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเขียนจดหมายเสนอขายประเภทต่างๆโดยทั่วไปนั้นจะเริ่มด้วยข้อความที่หนักแน่นเพื่อดึงความสนใจของผู้อ่าน เนื่องจากมีจุดประสงค์ให้ผู้อ่านต้องการทำอะไรบางอย่าง

 

Order Lettersหรือ จดหมายสั่งซื้อสินค้า

Order letters are sent by consumers or businesses to a manufacturer, retailer or wholesaler to order goods or services. These letters must contain specific information such as name of the product, the quantity desired and expected price.

จดหมายสั่งซื้อสินค้านั้นผู้บริโภคจะเป็นผู้เขียนและส่งมายังผู้ผลิตต่างๆ เพื่อสั่งสินค้าหรือบริการต่างๆ โดยจดหมายประเภทนี้จะมีเนื้อหาของ ชื่อผลิตภัณฑ์ จำนวนสินค้า และราคาที่ต้องการ

 

Complaint Lettersหรือ จดหมายร้องเรียน

These latters contain an unsatisfied or unpleasant feeling on goods or services. The words and tone you choose to use in a letter complaining to a business may be the deciding factor on whether your complaint is satisfied.

โดยส่วนใหญ่จดหมายชนิดจะมีลักษณะของความไม่พอใจที่มีต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดนจะใช้คำและสำเนียงที่เปรยถึงความไม่พอใจต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ อาจจะมีการอ้างถึงความต้องการในการทำให้ความพอใจของผู้ส่งนั้นลดลง

 

Adjustment Lettersหรือ จดหมายการเปลี่ยนแปลงรายการ

An adjustment letter is normally sent in response to a claim or complaint. If the adjustment is in the customer’s favor, begin the letter with that news. If not, keep your tone factual and let the customer know that you understand the complaint.

โดยปกติจดหมายเปลี่ยนแปลงรายการนั้นจะถูกส่งเพื่อตอบกับในเรื่องของการเรียกร้องหรือความไม่พอใจ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นตรงกับความต้องการของลูกค้าก็จะขึ้นต้นจดหมายด้วยรายการต่างๆ ถ้าหากไม่อาจตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้นั้นมักจะใช้สำเนียงที่แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าทางผู้ส่งเข้าใจดีในเรื่องของความไม่พอใจของลูกค้า

 

Inquiry Lettersหรือ จดหมายสอบถาม

Inquiry letters ask a question or elicit information from the recipient. When composing this type of letter, keep it clear and succinct and list exactly what information you need.

จดหมายสอบถามนั้นมักจะเป็นการสอบถามความต้องการหรือรายละเอียดจากผู้รับ ในการเขียนจดจดหมายประเภทนี้มักจะเน้นความกระจ่างชัดเจนและกระชับรวมไปถึงบอกความต้องการ

 

ข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจส่วนหนึ่งเท่านั้นโดยเราจะมารู้จักกับประเภทอื่นๆ ที่เหลืออีกในครั้งหน้าครับ

 

Reference: work.chron.com

Cheap as Chips

Written by akiautumn on January 5th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกแล้วครับ ครั้งนี้เราจะมาดู idiom ที่เกี่ยวกับอาหารกันนะครับ สำหรับ idiom ที่จะหยิบยกมาครั้งนี้คือ ‘Cheap as Chips’ ครับ เอ…..สำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไรกันนะเราไปลองดูความหมายกันทีละตัวก่อนดีกว่าครับ

 

Cheap หมายถึง มีราคาถูก

แน่นอนครับคำๆ นี้หลายๆ คนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเราเห็นหน้าค่าตาคำนี้มาตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันเลยทีเดียว

Those cars are very cheap.

-รถยนต์พวกนั้นราคาถูกมาก

That’s cheap store.

-นั้นร้านขายสินค้าราคาถูก

ทั้งนี้นอกจากคำนี้จะมีความหมายว่า ‘มีราคาถูก’ แล้ว ยังมีความหมายอื่นๆ อีก คือ ‘ตระหนี่’ หรือ ‘ขี้เหนียว’ และ ‘คุณภาพต่ำ’ ก็ได้ครับ

 

Chips หรือ Chip หมายถึง มันฝรั่งแผ่นบางๆ ครับ

เข้าใจถูกแล้วครับมันฝรั่งทอดกรอบ อาทิ เลย์ หรือ เทสโต้ ครับ

I like to have some chips.

-ฉันชอบกินมันฝรั่งทอดกรอบ

 

สำหรับสำนวน ‘Cheap as Chips’ นั้นจะมีความหมายว่าอย่างไรกันนะ? ถ้าเราให้ความหมายตรงๆ เลยจะได้ความหมายว่า ‘ถูกราวกับมันฝรั่งทอดกรอบ’ เอ….แล้วถูกราวกับมันฝรั่งทอดนี้มันคืออะไรกันล่ะ

 

โดยแท้จริงความหมายของสำนวนที่ว่า ‘Cheap as Chips’ นั้น มีความหมายว่า ‘very inexpensive’ หรือ มีราคาย่อมเยา หรือ มีราคาไม่แพงมาก

This bag is both good and inexpensive.

-กระเป๋าใบนี้ทั้งดีและราคาย่อมเยา

I’d like inexpensive seats, if possible.

-ถ้าเป็นได้ฉันอยากได้ที่นั่งที่มีราคาไม่สูงมากนัก

 

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นมันฝรั่งทอดกรอบที่นำมาเปรียบเทียบกับของที่มีราคาไม่แพงนั้น ราคาของเจ้ามันฝรั่งทอดนั้นไม่ได้ราคาสูงมากนักและยังเห็นได้ทั่วไปดาษดื่นทั่วไป เอาที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือซื้อง่ายจ่ายคล่อง ซึ่งอาจจะใช้กับรถยนต์ เสื้อผ้า รองเท้า หรือ สินค้าต่างๆ ที่โดยปกติจะมีราคาสูง

Those cars are cheap as chips.

-รถพวกนั้นมีราคาไม่สูงมากเท่าไหร่

These brand new shoes are cheap and chips.

-รองเท้ารุ่นใหม่มีราคาไม่แพง

 

อย่างไรก็ดีภาษาอังกฤษนั้นมีการนำสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาทำเป็นสำนวนมากมายเหมือนกับภาษาไทยครับ ดังนั้นนอกจากเราจะรู้ถึงสำนวนเหล่านั้นหรือคำศัพท์การใช้ภาษาแล้ว ควรจะรู้ถึงขนบธรรมเนียมบางอย่างเพื่อง่ายต่อการเรียนรู้ครับ

What is Business Letter?

Written by akiautumn on January 3rd, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกับบทความทางภาษาอังกฤษกันอีกครั้งครับ ในครั้งนี้เราจะมารู้จักกับการเขียนเชิงธุรกิจ โดยตัวจดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะมีเนื้อความที่ราวกับการสนทนา ระหว่างผู้เขียนและผู้รับราวกับว่ากำลังพูดคุยกันอยู่ โดยหลักสากลในการเขียนจดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะต้องมี ความสุภาพ ความสั้นกระชับ และความตรงไปตรงมา อีกทั้งผู้เขียนจะต้องตระหนักในเรื่องต่อไปนี้คือ Format  (โครงสร้างจดหมายและการจัดหน้า) Grammar  (ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง) Punctuation  (เครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ) และ Openings and Closings  (การขึ้นต้นและลงท้ายจดหมาย)

 

ตัวอย่าง

123 Chulakasem

Ngamwongwan, Nonthaburi 11000

 

December 20, 2014

 

 

 

Ms. Alicia Whites

Manufacturing Advisor

ABC Inc.

732 Khlongchan

Ladprao, Bangkok 10240

 

Dear Ms. Whites:

 

We are writing to request information about new products, as we have been informed that requested products produced in your factory are excellent and demonstrate a good capacity that satisfies our customer demands.

 

We require all specifications of models and manufacturing procedure, as well as pricing information. Could you please the information by mail?

 

We look forward to your reply.

 

Your sincerely,

 

 

Hans Cowell,

Product Manager

 

 

จดหมายเชิงธุรกิจนั้นเป็นสิ่งแสดงภาพลักษณ์ขององค์กร หรือตัวบุคคล การเขียนจึงต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการแสดงถึงความรอบคอบ น่าเชื่อถือ และความเป็นมืออาชีพของผู้เขียน

อย่างไรก็ดีจดหมายเชิงธุรกิจนั้นมีอยู่ด้วยกันอยู่หลายประเภทโดยจะใช้ในหลายๆ การติดต่อ ตามแต่ความต้องการของผู้เขียน ซึ่งเราจะมารู้จักกับประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจในครั้งต่อไปครับ

หมีภายในใจ

Written by akiautumn on December 8th, 2014. Posted in บทความ, แปลเอกสารประเภทต่างๆ

Good Morning Teacher

พบกับบทความหน้ารู้ทางภาษาอังกฤษกันอีกครับ ครั้งนี้เราก็ยังคงมาทำความรู้จักกับสำนวนเช่นเคย ในครั้งนี้เราจะมารู้จักกับสำนวนที่ว่า ‘Bear in Mind’ ครับ เอ……แล้วสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ?

 

เราจะมาดูทีล่ะคำกันก่อนนะครับ เริ่มจากคำว่า ‘Bear’ คำนี้หลายๆ คนคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดีครับว่า หมายถึง ‘หมี’ นั้นเอง เช่น

When I was young, I saw a big black bear standing across the river near my cabin.

-เมื่อตอนฉันยังเล็กๆ ฉันเห็นหมีสีดำตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงข้ามกับแม่น้ำใกล้กับที่พักของฉัน

ทั้งนี้นอกจากจะมีความหมายว่า ‘หมี’ คำว่า ‘Bear’ ยังทำหน้าที่เป็นคำกริยา (verb) ได้อีกด้วย ซึ่งจะมีความหมายว่า ทน อดทน และ รับผิดชอบ เช่น

How long did you have to bear with it?

-นานเท่าไหร่ที่คุณจะต้องอดทนกับมัน?

 

คำต่อมา ‘Mind’ จากที่เรารู้จักกันคำนี้จะหมายถึง จิตใจ หรือ สติ เช่น

Are you losing your mind?

-เธอเสียสติไปแล้วหรือไร?

I’m certain I won’t forget it. I keep it in mind.

-ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ลืมมันแน่นอน ฉันจำมันขึ้นใจแล้ว

อย่างไรก็ดีคำว่า ‘Mind’ ก็สามารถทำหน้าที่เป็นกริยา (verb) ได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ในรูปแบบของ Imperative Sentence หรือ ประโยคคำสั่งเสียมากกว่า เช่น

Please mind your own business!

-อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่นจะดีกว่านะ!

หรือ

-คุณไปจัดการเรื่องของตัวเองดีกว่านะ!

Would you mind if I sit at the same table?

จะเป็นอะไรไหมถ้าฉันจะขอนั่งโต๊ะร่วมกับคุณ?

 

ดังนั้นสำนวนคำว่า ‘Bear in Mind’ เมื่อนำมาผนวกกันก็จะได้ความหมายที่ว่า ‘หมีในใจ’ แต่ไม่ใช่นะครับ สำนวนนี้จริงๆ แล้วมีความหมายว่า ท่องจำไว้ในใจไตร่ตรอง หรือ พิจารณา ครับ เช่น

You must bear in mind what I’ve just said to you.

-คุณควรจะจำในสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดกับคุณไปนะ

I bear in mind that misfortunes never come singly.

-ฉันระลึกไว้เสมอว่าความโชคร้ายไม่เคยมาเพียงอย่างเดียว

 

สำนวนเป็นเรื่องที่แลดูสับสนแต่ก็ไม่ยากในการเรียนรู้ถ้าหากเรารู้จักสังเกตและค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำไปใช้บ่อยครั้ง เราก็จะค่อยๆ ซึมซับและจดจำได้อย่างรวดเร็วครับ

ผูกเป็นปม!?

Written by akiautumn on December 6th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกลับมาอีกครั้งครับ และเราก็ยังคงอยู่กับสำนวนเช่นเดิม ในครั้งจะนำเสนอสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ครับ คิดว่าหลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสำนวนนี้มากนัก เรามาดูกันดีกว่าสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไร

 

ก่อนอื่นเรามาดูทีล่ะคำก่อนครับ ‘Tie’ คำๆ นี้หลายๆ คนคุ้นและรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าหมายถึง ผูก ยุ่ง มีธุระ หรือ ทำหน้าที่เป็นคำนาม  (n) คือ เนคไท หรือเชือกเช่น

If you are tied up now, I’ll call you back later on.

-ถ้าตอนนี้คุณไม่สะดวกอยู่ เดี๋ยวฉันจะโทรมาใหม่ทีหลังนะ

I don’t think this shirt goes with that red tie.

-ฉันไม่คิดว่าเสื้อตัวจะเข้ากับเนคไทสีแดง

 

คำต่อมา ‘Knot’ คำนี้หลายคนจะไม่ค่อยคุ้นตามากนัก คำๆ นี้มีความหมายว่า กระจุก ปม หรือ เงื่อนงำเช่น

Check all the loose knots and fasten them tight.

-ตรวจดูปมที่ดูหลวมและจัดการดึงให้แน่นซะ

 

เมื่อรู้ความหมายของทั้ง 2 คำแล้ว เราก็ได้ความหมายของสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ว่า ‘ผูกเป็นปม’ เอ๊ะ…..ใช่หรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ครับ สำนวน ‘Tie the Knot’ นั้น มีความหมายว่า’แต่งงาน’ ครับ ใช่ครับ การแต่งงาน ซึ่งที่เป็นการแต่งงานก็เหมือนกับการผูกคน 2 คนเข้าด้วยกันครับ

You’re sure you want to tie the knot?

-เธอแน่ใจหรือว่าเธออยากจะแต่งงานแล้ว

When are you planning to tie the knot?

-คุณวางแผนที่จะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ?

 

เรื่องสำนวนเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและน่าสับสน วิธีที่จะเรียนรู้ได้เร็วที่สุดคือการเรียนรู้จากการใช้จะดีที่สุด อาทิ จากการดูรายการ ทีวี เพลง นิยาย หรือ สิ่งพิมพ์ ต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีการใช้สำนวน หรือ สำนวนมากมาย อีกทั้งเรายังสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับความสนุกได้อีกด้วย

ความดีที่ธรรมดา!?

Written by akiautumn on December 4th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกลับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครับ สำหรับครั้งนี้จะมาแนะนำคำว่า ‘The Common Good’ ครับ แล้วคำนี้มีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ? ถ้าเราลองมองโดยแยกทีล่ะคำแล้วจะคำ 2 คำ คือ ‘Common’ และ ‘Good’ ครับ

 

Common (adj) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ที่ธรรมดาสามัญ หรือ ทั่วๆ ไป

Exploringthe way of life could explain why ethnic groups suffer from common diseases.

-การสำรวจวิถีการดำรงชีวิตสามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดชนกลุ่มหนึ่งๆ นั้นถึงได้ทุรนทุรายจากโรคภัยทั่วๆ ไป

 

ทั้งนี้ ‘Common’ นั้น ยังมีความหมายอื่นอีก คือ ที่เป็นส่วนร่วม ที่ร่วมกัน

It is common practice for the towns’ fire department to help another town when there is a fire.

-นี้เป็นการฝึกซ้อมร่วมกันสำหรับหน่วยผจญเพลิงของเมืองต่างๆ เพื่อที่จะสามารถให้การเข้าช่วยเหลือเมืองอื่นๆ ในขณะมีเกิดเพลิงไหม้

 

Good (adj) สำหรับคำนี้หลายๆ คนรู้จักกันเป็นดี หมายถึง ดี เหมาะสม เก่ง เชี่ยวชาญ หรือถ้าเป็นคำนาม (n) ก็จะหมายถึง ความดี

Cathy is a good girl. She always helps her mom in the kitchen.

-เคธี่เป็นเด็กดี เธอจะช่วยคุณแม่เตรียมอาหารอยู่ในครัวอย่างสม่ำเสมอ

 

ทีนี้เรารู้ความหมายของทั้ง ‘Common’ และ ‘Good’ แล้ว แต่เอ…..แล้ว ‘The Common Good’ จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ???

 

The Common Good นั้น ไม่ได้มีความหมายว่า ‘ความดีทั่วๆ ไป’ นะครับแต่จริงแล้วจะมีความหมายว่า ‘สาธารณประโยชน์’ หรือก็คือเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมนั่นเอง

This student’s project is such an action to the common good for the community.

-โครงการของนักเรียนนับว่าเป็นการกระทำที่เป็นสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนยิ่งนัก

 

เห็นมั้ยล่ะครับ คำๆ หนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้เกิดความหมายอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นเราควรจะศึกษาเพิ่มเติมหาความรู้ตลอดเวลาครับ เริ่มจากลองมองออกไปรอบๆ ตัวดูสิครับ

Fame Has Its Price

Written by akiautumn on December 2nd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมารู้จักกับสำนวนที่ว่า ‘Fame has its price’ ครับ ถ้าดูความหมายอย่างตรงไปตรงมาตามที่เราเข้าใจกันดีว่า

 

Fame (n) หมายถึง ความมีชื่อเสียง

Her good fame was greatly damaged by her own doing.

ความมีชื่อเสียงของเธอถูกทำลายอย่างป่นปี้จากการกระทำของเธอเอง

และ

Price (n) หมายถึง ราคา คุณค่า หรือ ผลตอบแทน

Can you lower the price to ten dollars?

-คุณช่วยลดราคาเหลือซัก 10 ดอลล่าได้ไหม?

 

ดังนั้นสำนวน ‘Fame has its price’ นั้นก็จะมีความหมายว่า‘ความมีชื่อเสียงมีราคาของมัน’ ครับแต่ทว่าผิดถนัดอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ เพราะ สำหรับเจ้าของภาษาในบางทีคำว่า‘Price’นั้น ยังให้ความหมายในเรื่องของ โทษ หรือ การลงโทษอีกด้วยครับอาทิ

She deserves this price what she has done for me.

-เธอสมควรที่จะได้รับโทษแล้วล่ะสำหรับสิ่งที่เธอได้ทำกับฉันไว้

 

ดังนั้น สำนวนที่ว่า ‘Fame has its price’ จึงมีความหมายว่า ‘การมีชื่อเสียงนั้นก็มีโทษอยู่ด้วยเหมือนกัน’ หรือก็คือการมีชื่อเสียงก็เหมือนดาบสองคมนั้นเองครับ

I heard that you are very popular among the teenagers right now but I want to warn you that fame has its price.

-ฉันได้ยินว่าตอนนี้เธอดังมากมนหมู่วัยรุ่นเลยนะแต่ฉันอยากจะบอกเธอไว้เลยนะว่าความมีชื่อเสียงนั้นก็มีโทษอยู่ด้วยเหมือนกัน

 

อย่างไรก็ตามสำนวนในภาษาอังกฤษนั้นมีมากมายและน่าสับสนยิ่งนัก ดังนั้นเราควรศึกษาอยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มพูนความรู้นะครับ

Staffหรือ Stuff

Written by akiautumn on November 7th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สวัสดีครับทุกๆ ท่านเจอกันอีกแล้วกับบทความภาษาอังกฤษในครั้งนี้เราจะมาดูคำว่า ‘staff’ และ ‘stuff’ กันครับ สองคำนี้เขียนคล้ายกันมากและยังออกเสียงต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้นซึ่งเล่นเอาบางสับสนใช้สลับกันขึ้นมาเลยทีเดียวแต่ทว่าความหมายของทั้งสองคำนี้นั้นไม่ได้คล้ายกันเอาซะเลย

 

Staff (ซทาฟ) คำนี้เป็นได้ทั้ง คำนาม (noun) และ กริยา (verb) ซึ่งก็จะมีความที่แตกต่างกันไปอีกเช่นกันครับ

(n) คณะที่ทำงานร่วมกัน ผู้ที่ทำงานร่วมกัน

Is the staff meeting held on Monday?

-การประชุมของคณะทำงานจะจัดขึ้นวันจันทร์ใช่ไหม?

 

(n) ไม้ค้ำไม้เท้า หรือ คทา

I just made my own wizardry staff from chopsticks for Halloween party tonight.

-ฉันทำคทาพ่อมดด้วยตัวเองจากตะเกียบสำหรับงานเลี้ยงวันฮาโลวีนคืนนี้

 

(v) จัดหาคณะทำงาน

Legal advice centers are staffed by volunteer lawyers.

-ศูนย์ให้คำปรึกษาได้รับการจัดหาคณะทำงานมาจากเหล่าทนายความอาสาสมัคร

 

Stuff (ซทัฟ) คำนี้ก็เป็นได้ทั้ง คำนาม (noun) และ กริยา (verb)เช่นกัน เช่น

(n) สิ่ง หรือ วัตถุ

It’s just the usual stuff.

-มันก็แค่สิ่งของธรรมดา

 

(n) คำพูดหรือการกระทำ

I can’t stand such sweet stuff.

-ฉันไม่อาจทนได้กับคำหวานเหล่านั้น

 

(n) วัตถุดิบ

What stuff is this jacket made of?

-เสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ทำมาจากวัตถุดิบอะไร?

 

(v)ยัดไส้หรือ บรรจุ

Claudia, have you stuffed theturkey yet?

-คลอเดีย เธอจัดการยัดไส้ไก่งวงแล้วหรือยัง?

 

อย่างที่เห็นครับว่าในภาษาอังกฤษมีคำที่ใกล้เคียงกันอยู่มากมายซึ่งอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้ได้ ดังนั้นหมั่นสังเกตว่าคำๆ นั้นมีการสะกดอย่างไร ถ้าเป็นการสนทนาให้จับใจความจากบริบทของการสนทนาก็จะสามารถแยกแยะได้ครับว่ากำลังใช้คำใดอยู่ อย่างไรก็ดีการหมั่นศึกษาคำศัพท์อยู่ตลอดเวลาก็เป็นส่วนช่วยในการเข้าใจคำเหล่านี้ได้เช่นกันครับ

 

Reference: Longdo.dict

Silent as blowing a pestle!?

Written by akiautumn on November 5th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกันอีกครั้งกับบทความภาษาอังกฤษครับ ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงวลีที่เราคุ้นเคยกันในภาษาไทยกันเป็นอย่างดีครับ คำว่า ‘เงียบราวกับเป่าสาก’ ครับ เอาล่ะสิ ทุกๆ คนรู้จักนี้ดีและรู้ว่าคำนี้หมายถึง เงียบกริบ เงียบจนไม่มีเสียงใดๆ เลย เหมือนกำลังเป่าสากที่ไม่ทำให้เกิดเสียงใดๆ ทว่ารู้ไหมว่าในภาษาอังกฤษก็มีเงียบราวกับเป่าสากเช่นกันครับ เรามาดูกันถ้าแปลทีละตัวตามภาษาไทยล่ะก็คำว่า ‘เงียบราวกับเป่าสาก’ จะได้ดังนี้

 

เงียบ

v

v

SilentหรือQuiet

ราวกับ

v

v

AsหรือLike

เป่า

v

v

Blowing

สาก

v

v

A pestle

 

 

ดังนั้นเมื่อนำทั้งหมดมารวมกันจะได้ Silent as blowing a pestle หรือ Quiet like blowing a pestle ครับ แต่เอ๊ะ มันดูแปลกอยู่นะ แน่ล่ะครับถ้าใช้วลีนี้กับเจ้าของภาษาเข้าล่ะก็มีหวังงงกันเป็นไก่ตาแตกแน่ครับ เพราะในภาษาอังกฤษนั้นวลีที่บอกถึงความสงัดนั้นก็คือ ‘as silent as a grave’ หรือ เงียบราวกับหลุมฝังศพ ในภาษาไทยนั้นเองครับ เช่น

When the teacher comes into the class room, everything is as silent as a grave like nothing happens.

-เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน ทุกอย่างนั้นเงียบราวกับเป่าสากอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นล่ะ

ในภาษาอังกฤษที่ใช้ หลุมศพ หรือ grave ในการเปรียบกับความเงียบนั้นเพราะว่าแน่นอนครับว่าหลุมศพจะต้องเงียบกริบจนขนาดได้ยินเสียงแมลงบินเลยทีเดียว

ทั้งนี้ยังการนำคำว่า grave ไปใช้ในวลีอื่นๆ อีก อาทิ ‘walk on one’s grave’ หรือ เดินบนหลุมศพ แต่เอ๊ะ มันมีความว่าอย่างไรกันแน่นะ สำหรับความหมายของวลีนี้จะใช้ในเวลาที่เราสำลักหรือจาม เราก็มักจะทักกันว่า มีใครบ่นถึง มีใครพูดถึงครับ

อย่าลืมนะครับว่าในภาษาอังกฤษนั้นคำที่เห็นอาจจะไม่ได้มีความหมายตามที่เป็นเกิดนำไปใช้ผิดช่วงเวลาขึ้นมาอาจจะพากันงง และไม่เข้าใช้ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารกันได้ง่ายๆ นะครับ หมั่นฝึกฝนทบทวนอยู่เสมอก็หายห่วงแล้วครับ