Posts Tagged ‘แปลภาษาอังกฤษ’

มาดริดมีมากกว่าทีมฟุตบอล

Written by jintana on July 30th, 2013. Posted in บทความ

มาดริด (Madrid) ถูกจัดให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสเปน เป็นที่รู้กันว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของสเปนและขึ้นชื่อในเรื่องของกีฬาฟุตบอล ซึ่งมีทั้งหมด 4 ทีม ได้แก่ เรอัลมาดริด (Real Madrid) อัตเลตีโกมาดริด (Atlético de Madrid) ราโยบาเยกาโน (Rayo Vallecano) และเคตาเฟ (Getafe Club de Futbol) สำหรับบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นค่ะ ว่านอกจากทีมฟุตบอลแล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจอะไรกันบ้าง

เมืองสีเขียวอันดับสองของโลกคงเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจากกรุงมาดริด ประชากรในเมืองนี้ใช้เวลาอยู่กับสวนสาธารณะโดยเฉลี่ยวันละ 15 นาที และเมืองนี้ยังมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 16 ต่อปี แน่นอนว่าเสน่ห์ชวนหลงใหลของประเทศนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่อลังการตา แต่เป็นมุมสวย ๆของเมืองแห่งนี้ต่างหาก

พื้นที่สีเขียวของเมืองนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น

Parque del Retiro หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด แม้จะเป็นแค่สวนสาธารณะแต่ก็เป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือออกกำลัง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองของมาดริด ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1.4 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ Prado อีกด้วย

Atocha Railway Station เป็นสถานีรถไฟที่มีพันธุ์พืชกว่า 500 สปีชี่ส์ คงไม่ต้องเอ่ยถึงความร่มรื่นของสถานที่แห่งนี้ ที่เป้นมากกว่าสถานีรถไฟ มีบ่อเต่า บ่อปลาให้นักท่องเที่ยวและคนในเมืองได้ดูเพลิน ๆในวันที่อากาศดี ๆ เพราะที่นี้ยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆในพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางเมตรด้วย

Casa de Compo สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ราว ๆ 1,700 เฮกเคอี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง ใช้เป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ สวนสนุก รวมไปถึงที่จัดงานนิทรรศการต่าง ๆด้วย

Confusing Words ตอนที่ 4

Written by akiautumn on July 27th, 2013. Posted in บทความ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับคำศัพท์ชวนสับสน ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะนำเสนอแล้วนะครับ เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงจะคุ้นเคยกับกลุ่มนี้เป็นอย่างดีเนื่องจากกลุ่มนี้จะถูกใช้ในชีวิตประจำวันของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตเลยก็ว่านั้นก็คือ Eat, Have, Take, Grab หมายถึง “การกิน” นี้เอง

 

1. Eat (Verb) แปลว่า “กิน, รับประทาน” หมายถึง กินอาหาร ใช้ในความหมายที่กว้างมาก

เช่น

We eat bread and apples every morning.

-พวกเราทานขนมปังกับแอปเปิ้ลทุกๆ เช้า

 

2. Have (Verb) แปลว่า “รับประทาน, กิน” แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับคำนามที่เป็นชื่อมื้ออาหารตามเวลา

เช่น

We usually have our dinner at 5 in the evening.

-โดยปกติแล้วพวกเราจะรับประทานอาหารเย็นกันตอน 5 โมงเย็น

 

3. Take (Verb) แปลว่า “กิน, รับประทาน” คำนี้จะใช้เฉพาะในเวลาที่เรากินยาต่างๆ ทั้งที่ให้หายจากโรค หรือ เป็นยาเม็ดอาหารเสริมก็เช่นกัน

เช่น

I must take some medicine according to the doctor’s advice.

-ฉันจำเป็นจะต้องทานยาตามคำแนะนำของคุณหมอ

 

4. Grab (Verb) แปลว่า “กินม รับประทาน” คำนี้อาจจะไม่ค่อยได้เห็นใครใช้มากนัก โดยปกติจะเป็นภาษาพูดมากกว่าซึ่งมักจะตามด้วยคำนามทีเกี่ยวข้องกับอาหารหรือชื่อมื้ออาหาร

เช่น

I’m going to grab lunch.

-ฉันกำลังจะไปหม่ำข้าวเที่ยง

I’m very hungry. I hurriedly go back home after finishing school and grab a plate of pie immediately.

-ฉันหิวมาก ดังนั้นหลังโรงเรียนเลิกฉันก็รีบกลับบ้านและเอาพายมากินทันที

 

เอาละครับในที่สุด เพื่อนๆ ก็ได้รู้จักคำต่างๆ ที่มีความหมายเหมือนกันแต่จะต่างก็แค่การนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ กันทั้งหมด ท้ายที่สุดก็อยากให้เพื่อนๆ พยายามทบทวนและทำความเข้าใจกับคำเหล่านี้กันด้วยนะครับถึงแม้ว่าหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทั้งๆ ที่ก็ความหมายเดียวกันก็เอาไปใช้แทนๆ กันได้ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ในภาษาอังกฤษนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยเพราะในภาษาอังกฤษจะมีระดับในการใช้คำที่แตกต่างกันอยู่มาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ระวังตัวกันไว้เวลาที่ได้พูดคุยกับชาวต่างชาติด้วยนะครับไม่งั้นบางคนอาจจะงงกันก็ได้นะเออ

 

 

Confusing Words ตอนที่ 3

Written by akiautumn on July 25th, 2013. Posted in บทความ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับคำศัพท์น่าปวดหัวกลุ่มที่ 3 ในครั้งนี้จะเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการสื่อสาร อาทิ Tell, Say, Speak, Talk, Converse ซึ่งทั้ง 5 คำนี้ก็มีความหมายที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันเลยทีเดียวแต่ก็มีข้อแตกต่างในการนำไปใช้อยู่ไม่น้อยทีเดียว

 

1. Tell จะมีความหมายในเชิงว่า “บอก” มากกว่า “พูด” และจะมีกรรมมารองรับเสมอ

เช่น

My mom tells me to keep studying for an entrance exam next month.

-แม่บอกกับฉันให้ตั้งใจเรียนให้มากเพื่อเตรียมสำหรับการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในเดือนหน้า

 

2. Say มีความหมายว่า “พูดว่า” คำนี้นิยมใช้พูดทักทาย, อำลา, หรือพูดขึ้นต้นคำกล่าว

เช่น

Lidia says “I want to study abroad so I’m now paying attention to every class to get scholarship”

-ลิเดียพูดว่า “ฉันอยากจะไปเรียนต่างประเทศดังนั้นตอนนี้ฉันจึงพยายามใส่ใจบทเรียนในทุกๆ วิชาเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา”

 

3. Speak หมายถึง “พูด” เป็นการพูดที่เป็นเรื่องราว หรือเป็นการเป็นงานและใช้กับคนเดียวพูดด้วย เช่น

Sarah is talkative. She has spoken for two hours without stopping.

-ซาร่าเป็นคนชอบพูด เธอพูดมาแล้ว 2 ชั่วโมงโดยไม่หยุดเลย

 

4. Talk หมายถึง “พูด” แต่มักใช้ในความหมายที่เป็นการสนทนา ระหว่าง 2 คนขึ้นไป เป็นการพูดแบบธรรมดา

เช่น

First of all, let me talk about an evidence that I found an hour ago.

-ก่อนอื่นเลยนะ ผมขอพูดเกี่ยวกับหลักฐานที่ผมพบเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

 

5. Converse หมายถึง “สนทนา” ใช้ในความหมายที่เป็นการคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน

เช่น

We are conversing about the water crisis all over 2 years in the meeting

-เรากำลังพูดคุยแลกเปลียนกันเกี่ยวกับวิกฤตน้ำตลอด 2 ปีมานี้ในที่ประชุม

 

ก่อนจากกันในบทความนี้ก็อย่าลืมทบทวนและเรียนรู้ว่าแม้แต่การสนทนากันในภาษาอังกฤษยังมีใช้ตั้งหลายรูปแบบในหลายๆ สถานการณ์ ก็อยากให้เพื่อนๆ พิจารณาแต่สถานการณ์ด้วยนะครับ แล้วอย่าลืมคำอื่นๆ ก่อนนี้ด้วยล่ะ

 

 

Confusing Words ตอนที่ 2

Written by akiautumn on July 23rd, 2013. Posted in บทความ

จากบทความที่แล้วที่เรากล่าวถึง Wrong, Mistake, Error, Miss ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่หลายๆ คนมักจะสับสนในการนำไปใช้อยู่ร่ำไป ในครั้งนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อ คือ Borrow, Lend, Loan ซึ่งทั้ง 3 คำนี้มีความหมายว่า “ยืม” และก็ได้สร้างความปวดหัวให้แก่ผู้ใช้เป้นอย่างมากว่าสรุปแล้วใช้อย่างไรจึงจะถูกต้องกันนะ

 

1. Borrow หมายถึง “ขอยืม” ยืมของเล็กๆ น้อยๆ ชั่วครู่ แต่ไม่ต้องมีของตอบแทนก็ได้

เช่น

Can I borrow your lecture?

-ฉันขอยืมสมุดจดของเธอหน่อยได้มั้ย?

Would you mind if I borrow your laptop?

-จะเป็นไรมั้ยถ้าฉันจะยืมแล็ปท็อปของเธอหน่อย?

 

2. Lend หมายถึง “ให้ยืม” ยืมสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ

เช่น

Can you lend me your lecture?

-ขอฉันยืมสมุดจดของเธอหน่อยได้มั้ย?

If you need an umbrella, I will lend you one.

-ถ้าเธอต้องการร่มล่ะก็ ฉันให้ยืมก็ได้นะ

 

3. Loan หมายถึง “ให้ยืม” ใช้กับการยืมที่เป็นเรื่องสำคัญหรือเรื่องเงินๆ ทองๆ

เช่น

My friend, Caithlin, loans me 10,000 bahts.

-แคทเทอรีนเพื่อนของฉันให้ยืมเงินตั้ง 1 หมื่นบาทแน่ะ

*อย่างไรก็ตาม Loan สามารถใช้เป็นคำนามได้ แปลว่า “เงินกู้, เงินที่ให้ยืม” มีดอกเบี้ย

เช่น

Bank loans us many million bahts.

-ธนาคารให้เรากู้เงินมาตั้งหลายล้าน

*ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเป็นจำเงินเงินที่ไม่มากนักอาจจะใช้ lend แทนได้

เช่น

I’ll lend you 1000 bahts.

-ฉันจะให้เธอยืมเงิน 1 พันบาทนะ

 

เพื่อนๆ จะเห็นว่าขนาดการยืมยังเป็นปัญหาให้น่าสับสนได้ขนาดนี้ ดังนั้นเพื่อนๆ ก็หมั่นทบทวนแต่ละการ “ยืม” นั้นแตกต่างกันอย่างไร ใช้ในแต่ละสถานการณ์ไหนๆ นะครับ

 

 

Confusing Words ตอนที่ 1

Written by akiautumn on July 19th, 2013. Posted in บทความ

mistake

ครั้งนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่องของคำศัพท์ชวนสับสนที่หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดซึ่งทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของไวยกรณ์อยู่ไม่น้อยเนื่องจากคำเหล่านี้ล้วนมีความเดียวกัน และก็มีด้วยกันหลายคำเลยทีเดียวซึ่งในบทความนี้จะตีกระจ่างเกี่ยวกับคำเหล่านั้นในชุดแรกก่อนนั้นก็คือ Wrong, Mistake, Error, Miss นั้นเอง ซึ่งทั้ง 4 คำนี้ล้วนมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า “ผิด” ในภาษาอังกฤษ

 

1. Wrong หมายถึง ผิดกฎ ผิดความจริง ใช้เป็นคำคุณศัพท์ (adj.) ใช้ขยายคำนาม

เช่น

You’re dead wrong.

-เธอคิดผิดถนัดเลยนะ

I think I come in at the wrong place.

-ฉันคิดว่าฉันมาผิดที่นะนี้

*ทั้งนี้ถ้าใช้เป็นคำนามล่ะก็ต้องใช้กับ V. to Do เท่านั้นนะ

เช่น

He noticed that he’s done wrong.

-เขาตระหนักว่าเขาได้ทำผิดไป

 

2. Mistake หมายถึง ความผิดส่วนมากเกิดจากความประมาท ความไม่เข้าใจของผู้กระทำ

เช่น

I’m so sorry, I just make a mistake.

-ฉันขอโทษเธอด้วยนะ ที่ฉันทำพลาดไป

*โดยทั่วไปแล้ว mistake จะใช้เป็นคำนาม แต่บางครั้งก็ใช้เป็นคำกริยาได้เช่นกัน

เช่น

My purpose has been mistaken.

-มันทำให้กับจุดประสงค์ของฉันคลาดเคลื่อนไป

 

3. Error หมายถึง ความผิดที่ผิดไปจากความจริง หรือผิดไปจากความแน่นอน

เช่น

This program is full of errors.

-โปรแกรมนี้มีข้อผิดพลาดมากมายจริงๆ

 

4. Miss (v.) อย่าไปจำสับสนกับคำนาม และ miss ที่แปลว่า “คิดถึง” เชียวล่ะ ในที่นี้ หมายถึง ความผิดพลาดไปจากความตั้งใจ

เช่น

I’m actually supposed to be there on time but I miss the bus

-จริงๆ แล้วผมควรจะไปถึงที่นั้นตรงเวลาด้วยซ้ำทว่าผมกลับพลาดเที่ยวรถซะได้

 

นี้ละครับในภาษาอังกฤษนั้นยังแบ่งคำว่า “ผิด” ไว้ในหลายๆ กรณีด้วยกัน เพื่อนๆ ก็ต้องระวังการนำไปใช้ให้ดีนะครับไม่งั้นเพื่อนๆ เองจะ error from missing something and making a mistake by doing wrong นะครับ

 

 

Noun ขยาย Noun กันเองได้หรือ?

Written by akiautumn on July 9th, 2013. Posted in บทความ

nouns

ใครหลายๆ คนมักจะคิดเสมอว่า คำที่นำหน้า noun จะต้องเป็น adjective เท่านั้น แต่ต้องดูความหมายด้วย เพราะว่าบางทีนั้น noun อาจจะมาช่วยขยายคำนามด้วยกันเองโดยไม่จำเป็นต้องเป็น adjective เสมอไป

 

เช่น

 

Amusement park หรือ Amusing park

 

จะเห็นได้ว่า amusement หมายถึง ความสนุกสนาน ความตลกขบขัน เป็นคำนาม และ park หมายถึง สวน ก็เป็นคำนามเช่นกัน เมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกัน เป็น Amusement park หมายถึง สวนแห่งความสนุกสนาน หรืออีกนัยก็คือ สวนสนุก นั้นเอง

 

แต่ถ้าหากว่าเรานำ adjective มาช่วยขยายล่ะก็จะเป็น Amusing หมายถึง น่าตลกขบขัน และ park หมายถึง สวน  และเมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันจะกลายเป็น Amusing park หมายถึง สวนที่น่าขบขัน ไปเลยที่เดียว ซึ่งทำให้ความนั้นเบี่ยงออกไปพอสมควร

 

Beauty spa หรือ Beautiful spa

 

Beauty หมายถึง ความงาม + Spa หมายถึง สปา

เป็น Beauty spa หมายถึง สปาที่เกี่ยวกับความงาม

 

Beautiful หมายถึง สวยงาม + Spa หมายถึง สปา

เป็น Beautiful spa หมายถึง สปาที่ตกแต่งอย่าสวยงาม

จากตัวอย่าง Beauty spa และ Beautiful spa จะเห็นถึงความแตกต่างเลยว่า เมื่อใช่ noun มาขยายนั้น เป็น สปาเสริมความงาม เต็มไปด้วย คอร์สนวดตัว นวดหน้า ยกกระชับ สารพัด แต่พอมาใช้ adjective ขยาย กลายเป็น สปาที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสปาเกี่ยวกับอะไร ให้บริการอะไร ตกแต่งอย่างงามนี้ อาบ อบ นวด !?

 

Death rate หรือ Dead rate

Death หมายถึง ความตาย + Rate หมายถึง อัตรา

เป็น Death rate หมายถึง อัตราการเสียชีวิต

 

Dead หมายถึง ตาย + Rate หมายถึง อัตรา

เป็น Dead rate หมายถึง อัตราซึ่งตายแล้ว (เป็นงั้นไป)

 

สำหรับ Death rate กับ Dead rate ค่อนข้างจะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทีเดียว เมื่อใช่ noun มาขยายก็จะเกี่ยวข้องกับ อัตราการเสียชีวิต ในแต่ละปีมีอัตราเท่าไหร่ คิดเป็นร้อยล่ะเท่าไหร่ ทว่าเมื่อนำ adjective มาช่วยกลายเป็นว่า อัตราตัวนั้นมันแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนเลยถ้าในทางการลงทุนล่ะก็ บอกได้ว่ามี เจ๊ง กับ เจ๊ง สำหรับ Death rate นั้นมีคู่หูที่เทียบเคียงกันมาและใช้ noun มาขยายเช่นเดียวกัน คือ Birth rate อัตราการเกิด ไม่ใช่ Born rate หมายถึง อัตราที่เกิดแล้ว !?

 

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกๆ คนระวังให้มากสำหรับคำขยายเหล่านี้ ซึ่งหลายๆ คนจะรู้ว่า adjective มีหน้าที่ขยายคำ noun มิใช่หรือ? นั้นก็ใช่ครับ แต่ไม่เสมอไป บางทีการนำ adjective มาขยายอาจจะทำให้คำๆ นั้นเบี่ยงความหมายออกไป ทางเจ้าของภาษาก็เลยเอา noun นั้นล่ะ มาขยายให้ชัดเจนซะเลย

 

Each and Every

Written by akiautumn on June 30th, 2013. Posted in บทความ

each-every

หลายๆ คนอาจจะสับสนกับสองคำนี้เนื่องมีความหมายที่ค้อนข้างจะคล้ายกัน ทว่าจริงแล้วมันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

 

Each (อีช) แปลว่า แต่ละ, อันละ, คนละ เราใช้ each ในกรณีของคำที่เราคิดว่าคนหรือสิ่งของนั้นๆ ถูกจับแยกออกจากกัน 

เช่น

 

Each time you read a book, you get more knowledge.

ในแต่ละครั้งที่คุณอ่านหนังสือ คุณก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

Every (เอฟวรี) แปลว่า ทุกๆ หรือ ทั้งหมด ใช้ในกรณีที่คิดว่าเป็นทั้งกลุ่มของคนหรือสิ่งของโดยไม่มีข้อยกเว้น

 เช่น

 

Every time you read a book, you get more knowledge.

ทุกๆ ครั้งที่คุณอ่านหนังสือ คุณก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว การใช้ Each และ Every จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้

 

1. Each สามารถวางไว้หน้ากริยาได้แต่ Every ต้องวางหน้าคำนามเท่านั้น

เช่น

 

Look at the birds! Each is on the different trees.

ดูนกพวกนั้นสิ แต่ละตัวอยู่บนต้นไม้แตกต่างกันไป

 

Every bird is on the different trees.

นกทุกตัวอยู่บนต้นไม้แตกต่างกันไป

 

 *คำนามที่ตามหลัง Each และ Every เป็นเอกพจน์เสมอ

 

2. Each สามารถวางไว้หน้า บุพบท of ได้ แต่ Every วางหน้าบุพบท of ไม่ได้

เช่น

 

Each of *students in class is doing their own project.

นักเรียนแต่ละคนในห้องกำลังทำโครงงานกันอยู่

 

 Every student in class is doing their own project.

นักเรียนทุกๆ คนในห้องกำลังทำโครงงานกันอยู่

 

**Each of + คำนามพหูพจน์

***กริยาที่ใช้กับ Each และ Every จะอยู่ในรูปของเอกพจน์เสมอ

 

สุดท้ายทุกข้อสงสัยระหว่าง Each กับ Every ก็คงจะไขกระจ่างกันแล้วนะครับ ซึ่งก็อยากให้ทุกๆ คนมองกันดีๆ เพราะภาษาอังนั้นถึงไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดนะครับ

Common Mistakes

Written by akiautumn on June 7th, 2013. Posted in บทความ

common-mistakes

คนไทยเข้าใจแต่ฝรั่งงง!?

     คิดว่าคงมีใครหลายคนทีเดียวล่ะที่ก่อนจะเขียนประโยคภาษาอังกฤษแต่ละทีจะต้องร่างให้เป็นภาษาไทยหรือคิดเป็นภาษาไทยซะก่อนแล้วค่อยลงมือแต่งประโยคนั้นให้เป็นภาษาอังกฤษ

     ซึ่งหลายๆครั้งประโยคที่ถูกต้องในภาษาไทยก็ไม่สามารถนำมาแปล “แบบตรงตัว” ให้เป็นประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกต้องได้

 

“Because I came to work 2 hours late today, so I got a warning from my boss.”

“เพราะว่าฉันมาทำงานสายไป 2 ชั่วโมง ฉันจึงถูกเจ้านายตักเตือน”

 

      ใครที่คิดว่าประโยคนี้ถูกแล้วบ้างงงง ขอบอกว่าประโยคนี้ “ผิด” อย่างแรง

ในภาษาไทย เราใช้คำเชื่อม “เพราะ…จึง” เพื่อแสดงความเป็นเหตุ และ ผล แต่กับใช้ไม่ได้ในภาษาอังกฤษ เพราะคำว่า “Because” เมื่อใช้ขึ้นต้นประโยคแล้ว (ตามตัวอย่าง) ก็ไม่ต้องใส่ “So” เข้าไปอีก แต่ถ้าอยากจะใช้ละก็ ให้เลือกใช้แค่คำใดคำหนึ่งไปเลย เนื่องจาก “because” และ “so” ให้ความหมายในเชิงเหตุ – ผล

 

เช่น

“Because I came to work 2 hours late today, I got a warning from my boss.” หรือ

“I came to work 2 hours late today, so I got a warning from my boss.”

 

      ในทำนองเดียวกันยังมีรูปประโยคที่คล้ายๆกันอย่างประโยคข้างบนนี้ที่ทำให้เราใช้ผิดกันบ่อยๆเพราะความคุ้นเคยที่เราใช้ในภาษาไทย ตัวอย่างเช่น

 

“Although Jim is very handsome, but he cannot find a girlfriend.”

“ถึงแม้ว่าจิมจะหน้าตาดี แต่เค้าก็หาแฟนไม่ได้”

 

      แบบนี้ก็เหมือนกับ “Because” ซี่งในภาษาไทยจะใช้ “ถึง (แม้ว่า) … แต่” แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นประโยคภาษาอังกฤษ เมื่อมี “Although” ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ “but” อีก แต่ให้เลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

*อย่าลืมนะว่า

Because no “so”

Although no “but”

ถ้าจะใช้ “Because” ก็ไม่ต้องใช้ “So”

และ

ถ้าจะใช้ “Although” ก็ไม่ต้องใช้ “But”

 

ขอให้สนุกกับภาษาอังกฤษนะครับ 🙂

Reference: dict.longdo.com

 

Clown Wears Crown

Written by akiautumn on May 18th, 2013. Posted in บทความ

Clown Wears Crown

ตัวตลกผู้สวมมงกุฎ

Staying around in a fawning town

อันตัวเราอาศัยอยู่ในเมืองแห่งการเสแสร้ง

People surround with mask that they’re proud

อันตัวเราห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมายสวมใส่หน้ากากมายาเข้าหากัน

I’m a lockdown in the feigning crowd

อันตัวเราถูกจองจำโดยผู้คนที่คอยประจบสอพลอ

That I get it now and just pass it somehow

อันตัวเราก็เข้าใจเป็นอย่างดีและจะต้องผ่านพ้นไปให้ได้

With the crown I’m falling deep down

อันตัวเราถลำลึกลงไปเรื่อยๆ ในทุกคราที่สวมใส่มงกุฎ

Upside-down and crying so so loud

อันตัวเราระส่ำระส่ายวกไปวนมาและทำได้แค่ส่งเสียงสุดกำลัง

Underground trying to reach the cloud

อันตัวเราพยายามไขว่คว้าให้ถึงเมฆาจากใต้ผืนพิภพอันมืดมิด

And I found the mask that I’m proud

อันตัวเราก็ได้พบกับหน้ากากมายาอันแสนภาคภูมิในที่สุด

Pretending now as being a clown

อันตัวเราจำต้องเป็นตัวตลกแสดงบทบาทต่างๆ นาๆ

Running round to the way I’m bound

อันตัวเราจำต้องหลบหลีกหนีให้พ้นจากเส้นทางที่ถูกลิขิตไว้

In a freak town with people surround

อันตัวเราอาศัยอยู่ในเมืองอันแสนวิปลาศซึ่งห้อมล้อมด้วยผู้คนรอบกาย

With mask that they’re proud I get used to it now

อันตัวเรารู้สึกชินชากับหน้ากากมายาเหล่านั้นเสียแล้ว

But I just get by now while wearing a crown

อันตัวเราก็สามารถเอาตัวรอดได้ในขณะที่สวมมงกุฎอันงามสง่า

With mask that I’m proud to survive in this town

อันตัวเราจำต้องสวมใส่หน้ากากมายาเพื่อที่จะคงอยู่ต่อไปในเมืองแห่งนี้

บทความที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดีว่าคนเรานั้นนั้นล้วนบดบังตัวตนที่แท้จริงบิดเบือนเจตนารมณ์ของตนเองเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้ในสังคมนี้โดยสวมใส่หน้ากากมายาที่แต่ละคนรังสรรค์ขึ้นมาเป็นตัวตนอีกคนหนึ่งดำเนินชีวิตในแต่ละวันแสดงบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ราวกับบทละครก็ว่าได้

Lose vs Loose ความคล้ายที่แตกต่าง

Written by akiautumn on May 9th, 2013. Posted in บทความ

ในภาษาอังกฤษนั้นเอง ก็มีอยู่หลายคำทีเดียวที่อาจจะทำให้ใครหลายๆ คน งง สับสน และ มึน ไม่น้อยทีเดียว เพราะว่าคำเหล่านั้นมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน และ การออกเสียงเหมือนๆ กัน แต่ทว่าความหมายนั้นอาจจะไม่เหมือนกันก็เป็นได้ รวมไปถึงหน้าที่ของคำนั้น (Part of Speech) ก็ยังแตกต่างกันไปอีกด้วย เช่น ทำหน้าที่เป็นคำนาม หรือ ทำหน้าที่เป็นคำกริยา

อาทิ

Lose (‘lu:z)             Loose (‘lu:s)

 

มาดูความหมายของแต่ละคำกันก่อนดีกว่า

Lose (ลูซ) เป็น กริยา (verb) หมายความว่า พ่ายแพ้ หรือ สูญหาย

Every time a species dies out, we lose forever a part of our world.

ทุกๆ ครั้งที่สายพันธุ์ต่างๆ สูญสิ้นไป นั้นหมายความว่าเราได้สูญเสียส่วนหนึ่งของโลกเราไปเสียแล้ว

 

*เพิ่มเติม Lose อาจจะเจอในรูปแบบของ Past Tense และ Past Participle นั้นก็คือ

Lost (ลอสท์) เป็นได้ทั้ง

กริยา (verb) หมายความว่า พ่ายแพ้ หรือ สูญหาย

One million people lost their lives in the war.

ผู้คนกว่า 1 ล้านคนเสียชีวิตในสงคราม

และ

คำคุณศัพท์ (adjective) หมายความว่า ที่ถูกทำลาย ที่พ่ายแพ้ ที่สิ้นหวัง ซึ่งสูญเปล่า สบสน และ หลงทาง

Don’t worry, I will find you your lost ring.

อย่ากังวลไปเลย ผมจะหาแหวนวงสำคัญที่คุณทำหายไปเอง

ซึ่งคำว่า Lost นั้นก็จะออกเสียงคล้ายกับคำว่า Loss

Loss  (ลอส) เป็น คำนาม (noun) หมายความว่า หมดสิ้นหนทาง การขาดทุน การสูญเสีย หรือ จำนวนสิ่งของที่เสียหาย

I will compensate you for your loss.

ผมจะจ่ายค่าชดเชยกับความเสียหายเหล่านี้ให้คุณเอง

 

Loose (ลูส) เป็น คำคุณศัพท์ (adjective) หมายความว่า หลวม เป็นอิสระ

This shirt is a little bit loose.

เสื้อตัวนี้มันหลวมนิดๆนะ

 

*เพิ่มเติม ทุกๆ คนจะเห็นว่าคำว่า Lose กับ Loose นั้นออกเสียงคล้ายกันมากต่างกันตรงที่ตัวสะกด “z” กับ “s” เท่านั้นเอง

จากคำที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเหล่านี้นั้น คงจะได้เห็นได้ว่าบางคำนั้นจะออกเสียงคล้ายกันมาก แต่จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในระดับพยัญชนะ และหากเรานำไปใช้อย่างผิดๆ ละก็ จะทำให้ความหมายนั้นๆ เปลี่ยนไปเลยทีเดียว ซึ่งก็อยากให้ทุกๆ คนระวังในการใช้คำภาษาอังกฤษเหล่านี้ให้ดีๆ นะครับ