Posts Tagged ‘แปลภาษารัสเซีย’

โรงละครใหญ่ของมอสโก

Written by jintana on December 13th, 2013. Posted in บทความ

โรงละครใหญ่ของมอสโก

สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย นอกจากจัตุรัสแดงที่กว้างขวาง หรือวิหารเซนต์บาซิลที่สวยหรู ก็ยังมีโรงละครที่สร้างและปรับปรุงด้วยงบประมาณที่มหาศาลอย่าง โรงละครบอลชอย (Bolshoi Theatre) หรือเขียนเป็นภาษารัสเซีย Большой театр อ่านว่า บัลชอย เตียอาเตรอะ  ซ่อนตัวอยู่ในเมืองแห่งนี้

โรงละครแห่งนี้มีอายุประมาณ 180 ปี เริ่มสร้าง(7 ปีหลังจากไฟไหม้)เมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1825 ออกแบบโดย อังเดร
มิไคลอฟ สถาปนิกชาวรัสเซีย เพื่อใช้ทำการแสดงละครชั้นสูงอย่างโอเปร่าและบัลเล่ต์ ในช่วง 25 ปีแรกจะจัดแสดงเฉพาะผลงานของศิลปินรัสเซียเท่านั้น ต่อมาในปี 1840 จึงเริ่มจัดแสดงผลงานของศิลปินต่างชาติ

หลายคนอาจสงสัยว่า โรงละครในเซ็นปีเตอร์เบิร์กจัดแสดงละครแบบเดียวกันกับโรงละครในมอสโกหรือไม่ กล่าวคือ ทั้งสองเมืองนี้จะมีโรงละครอยู่ด้วยกันทั้งสองแบบ คือ โรงละครใหญ่ หรือโรงละครบอลชอย และโรงละครเล็ก หรือโรงละครมาลึย ความแตกต่างของทั้งสองโรงละครคือ ประเภทละครที่ใช้จัดแสดง โรงละครบอลชอยจะจัดแสดงโอเปร่า หรือบัลเล่ต์เท่านั้น จัดเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงกว่าละครดราม่าทั่วไป ส่วนโรงละครมาลึย จะจัดแสดงละครสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรม จัดเป็นละครดราม่าทั่วไป ปัจจุบันโรงละครบอลชอยในเซ็นปีเตอร์เบิร์กถูกทุบทิ้งไปตั้งแต่ปี 1886 แล้ว จึงเหลือโรงละครบอลชอยอยู่ที่มอสโกที่เดียวเท่านั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ สถาปัตยกรรมของโรงละครบอลชอย เป็นศิลปะที่สวยงามมาก ด้านหน้าของโรงละครประดับด้วยเสาทรงโรมันจำนวน 8 ต้น ส่วนหน้าบันเป็นรูปประติมากรรมเทพเจ้าอะพอลโล เทพแห่งศิลปะ กำลังทรงรถม้าอยู่ ภายในตกแต่งด้วยพรมและม่านสีแดง โคมไฟระย้า สลับลายปูนปั้นสีทอง มีทั้งหมด 6 ชั้น หรูหราอลังการและสวยงามสมเป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สามารถจุคนได้ราวสองพันคน การแสดงยอดนิยมส่วนใหญ่คือ Swan Lake , Sleeping Beauty , Spartacus หากสนใจจะเยี่ยมชมการแสดงก็สามารถเข้าไปดูตารางการแสดงได้ที่ http://www.bolshoi.ru/en/

เทศกาลนาดัม

Written by teeranun on November 25th, 2013. Posted in บทความ


เทศกาลนาดัม เป็นเทศกาลแห่งการละเล่นของชาวมองโกเลีย ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 11-13 กรกฎาคมของทุกปี และยังถือเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของประเทศมองโกเลียด้วย โดยเทศกาลนี้ทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเมื่อปี ค.ศ. 2010

นาดัม (Наадам) หมายถึง การละเล่น ซึ่งในเทศกาลนาดัมนี้จะประกอบไปด้วยการละเล่น 3 อย่าง (эрийн гурван наадам) คือ การเล่นมวยปล้ำ การแข่งขี่ม้า ซึ่งการแข่งขี่ม้าของชาวมองโกเลียจะแตกต่างจากการแข่งขี่ม้าโดยทั่วไป เนื่องจากระยะทางการแข่งจะยาวถึง 15-30 กิโลเมตร และการยิงธนู ในสมัยก่อนการละเล่นทั้ง 3 อย่างนี้จะถือเป็นการละเล่นของผู้ชายเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้หญิงก็สามารถเล่นการละเล่นเหล่านี้ได้ ยกเว้นการเล่นมวยปล้ำ ซึ่งการแข่งยิงธนูนั้น ผู้ชายจะแข่งยิงเป้าในระยะ 75 เมตร ส่วนผู้หญิงจะแข่งยิงเป้าในระยะ 65 เมตร แบ่งเป็นทีมละ 10 คน มีลูกธนูคนละ 4 ดอก

เทศกาลนาดัมนี้เดิมเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นจากที่ชาวมองโกเลียเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และเป็นการรวมตัวกันของชาวมองโกเลียทั้ง 9 เผ่า ปัจจุบันเทศกาลนี้จัดขึ้นที่สนามกีฬาแห่งชาติ เมืองหลวงอูลานบาตอร์ นอกจากการละเล่นทั้ง 3 อย่างแล้ว ยังมีการแสดงอื่นๆ เช่น การเต้นระบำ การแสดงดนตรี การเดินสวนสนามของทหารม้า นักกีฬา และนักบวช รวมถึงการละเล่นทอยกระดูกข้อเท้าแกะ (Shagai : шагай)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนูคูส

Written by teeranun on November 10th, 2013. Posted in บทความ


พิพิธภัณฑ์ศิลปะนูคูส หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะซาวิสกี ตั้งอยู่ที่เมืองนูคูส

ประเทศอุซเบกิสถาน (ชื่อเต็ม : The State Art Museum of the Republic of Karakalpakstan) เปิดใช้เมื่อปี ค.ศ. 1966 มีผลงานด้านศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มากกว่า 82,000 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปะท้องถิ่นในจังหวัดคาราคาลปัก ซามาคานด์ บุขรา และขิวา ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงศิลปะแนวอาว็อง-การ์ด (กลุ่มศิลปินที่นำเสนอผลงานแนวใหม่) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากพิพิธภัณฑ์รัสเซียในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

ในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงอัตชีวประวัติของ อีกอร์ วิตอลเยวิช ซาวิสกี (Igor Vitalyevich Savitsky : И́горь Вита́льевич Сави́цкий) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยจัดแสดงผลงานศิลปะของเขา รวมถึงของที่เขารวบรวมได้จากงานทางโบราณคดีในจังหวัดคาราคาลปักกว่า 1,000 ชิ้น เช่น พรม เครื่องประดับ เหรียญ เสื้อผ้า ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์นี้ดีรับการสนับสนุนจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากหลายที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการนำผลงานศิลปะต่างๆไปจัดแสดงในต่างประเทศเพื่อหารายได้เข้าพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการจำหน่ายศิลปะแนวอาว็อง-การ์ดของศิลปินรุ่นใหม่ๆอีกด้วย

ในปี ค.ศ. 2003 พิพิธภัณฑ์นี้ได้สร้างอาคารใหม่ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะ รวมถึงจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอื่นๆ จนปัจจุบันถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในอุซเบกิสถาน และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเอเชียกลางด้วย

อาหารเมืองหมีขาว

Written by jintana on September 22nd, 2013. Posted in บทความ


เมืองหมีขาวอันหนาวเหน็บ คำนี้น่าจะใช้ได้ดีสำหรับประเทศรัสเซีย ประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น แถมอาหารยังไม่อร่อย…เอ๊ะ! ไม่อร่อยจริงเหรอ? ชาวไทยส่วนใหญ่นั้นมองอาหารรัสเซียว่ารสชาติไม่ได้เรื่อง อาจเป็นเพราะไม่มีเวลาที่จะหาอาหารอร่อย ๆ รับประทานมากกว่า

ภาพด้านบนเป็นส่วนหนึ่งของอาหารรัสเซียที่น่ารับประทานแถมรสชาติก็ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เราอาจจะแบ่งประเภทของอาหารัสเซียได้สองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ อาหารประวันและอาหารที่เป็นทางการในงานต่าง ๆ

อาหารหลักของรัสเซีย ได้แก่ ขนมปังดำ ผักดอง เนย ซุปจืด เนื้อสัตว์ มันฝรั่ง นม ไส้กรอก เป็นต้น ส่วนเครื่องดื่มก็คงหนีไม่พ้น วอดก้า และน้ำควาซ มีรสชาติคล้ายเบียร์ ซึ่งมาจากการหมักขนมปังดำกับยีสต์ แต่ส่วนใหญ่มักนิยมดื่มชามากที่สุด

อาหารทั่วไปของรัสเซียมักจะประกอบไปด้วยผักดอง สลัดผัก ซุปจืด รับประทานกับอาหารจานหลักที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อปลา เคียงคู่มากับมันฝรั่งบดหรือมันฝรั่งผัด นอกจากนี้ก็มีไข่ปลาคาเวียร์ ปลารมควัน และของหวาน รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาลด้วย

 

นิทานรัสเซียเรื่อง ดอกไม้ของมาช่า (ต่อ)

Written by jintana on August 11th, 2013. Posted in บทความ

ทันใดนั้นเองขณะที่เธอร้องไห้เสียใจไร้หนทางอยู่นั้น ก็มีแสงไฟสลัว ๆออกมาจากความมืดและหนาวเย็นของป่า เธอค่อย ๆเดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่างล้มลุกคุลกคลานสักพัก ก็เห็นที่โล่งและเห็นกองไฟที่ชายทั้ง 12 คน นั่งล้อมมันอยู่ ยังไม่ทันจะหลบเธอก็ต้องตกใจเข้ากับเสียงของเฒ่าชายชราคนหนึ่ง “นั่นใครน่ะ! เธอมาทำอะไรที่นี้”

“หนูเข้ามาเพื่อมาเก็บดอกไม้” มาช่าตอบด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อของเด็กสาวไร้เดียงสา ชายเฒ่าผู้นั้น หัวเราะพร้อมกับถามว่า “ดอกไม้ในเดือนมกราคมนี่น่ะเหรอ”  “แม่เลี้ยงสั่งให้หนูมาเก็บค่ะ และบอกว่าถ้าหาไม่ได้ไม่ต้องกลับบ้าน” มาช่าตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ

“แล้วจะหาจากไหนล่ะ แม่หนูเดือนนี่ดอกไม่มันไม่มีหรอก จะมีอีกทีก็เดือนมีนาคมโน่นแหละ แล้วหนูจะทำอย่างไร”

“หนูคงต้องอยู่ในป่าจนถึงเดือนมีนานั่นแหละค่ะ จะทำอย่างไรได้ในเมื่อดอกไม้ไม่มี หนูก็กลับบ้านไม่ได้” น้ำตาของเด็กสาวไหลออกมาไม่หยุดพร้อมเสียงสะอื้น

“พี่ชายมกรา ขอเวลาแก่ข้าสักชั่วโมงเถิด” ชายใน 12 คนลุกขึ้นมากล่าวกับชายเฒ่าผู้นั้น

“ได้สิ แต่ความจริงกุมภาจะต้องมาก่อนมีนานะ” เฒ่ามกราว่า

“ให้เขาเถอะ เราคุ้นเคยกับเธอดี เฝ้ามองเธอตลอดเวลาที่ทำงานน่ะ” ชายอาวุโสกุมภากล่าว แล้วรับไม้กายสิทธิ์จากเฒ่ามกรา แล้วลมก็พัดแรงจนหิมะปลิวหายไป และทันทีที่ชายอาวุโสกุมภายื่นไม้ให้มีนา ป่าที่เคยถูกปกคลุมด้วยหิมะอันขาวโพลนก็กลายเป็นป่าที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดมากมาย

มาช่าตั้งใจเก็บดอกไม้มากมายแล้วเดินทางกลับบ้านด้วยความดีใจ เมื่อมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงตกใจมากที่นางไปหาดอกไม้ได้ ส่วนโซย่าก็ยิ่งสงสัยมากกว่านางจึงเดินทางเข้าป่าเพื่อหวังว่าจะมีดอกไม้มากมายให้นางเก็บ แต่ตรงกันข้ามเมื่อนางพบกับชายทั้ง 12 คน นางแสดงกริยาก้าวร้าว ไม่น่ารัก เฒ่ามกราจึงทำให้เกิดพายุหิมะ จนนางไม่สามารถออกจากป่าได้และหนาวตายอยู่ในนั้น ส่วนแม่เลี้ยงก็ออกตามหาลูกสาวจนหนาวตายกลางป่าอยู่เช่นกัน

จากนั้นมาช่าได้แต่งงานและมีลูกหลานมากมายอยู่กันอย่างมีความสุข เล่ากันว่าบ้านของนางรายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ตลอดทั้งปี อย่างนี้กระมังที่เขาบอกต่อกันว่านางเป็นคนที่ได้เห็นเดือนทั้ง 12 เดือนพร้อม ๆกัน…

นิทานรัสเซียเรื่อง ดอกไม้ของมาช่า

Written by jintana on August 7th, 2013. Posted in บทความ

ณ หมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่ง มีหญิงม่ายคนหนึ่ง นางอาศัยอยู่ลูกสาวและลูกเลี้ยง ลูกสาวของนางมีนามว่า โซย่า ส่วนลูกเลี้ยงนั้นมีนามว่า มาช่า มาช่าเป็นเด็กที่ขยันทำงาน วันหนึ่งวันของเธอหมดไปกับงานมากมายไม่เคยได้หยุดพัก เธอต้องสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ห่มผ้าขาด ๆ ยามฤดูหนาวก็หนาวแทบขาดใจ ยามร้อนก็ร้อนแทบตาย พอถึงช่วงใบไม้ร่วงก็ต้องทนกับลมที่เย็นจับใจ ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตรงข้ามกับโซย่า เธอเป็นเด็กสาวขี้เกียจ การงานไม่เคยแตะ วัน ๆเอาแต่กินขนมลูกกวาดมากมาย แล้วก็นอน เธอมีเสื้อผ้าสีสันสดใสใส่สวย ๆ มีผ้าห่มดีไว้อุ่นกาย

จนกระทั่งวันหนึ่งกลางเดือนมกราคม ซึ่งหิมะกำลังตกอากาศหนาวเย็น ต้นไม้ไม่ผลิดอกออกผลเพราะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลน แม่เลี้ยงใจร้ายเอ่ยปากกับมาช่าว่า “เจ้าจงเดินทางเข้าป่าไป เพื่อไปหาดอกไม้มาให้ลูกสาวของฉัน ในวันเกิดของเขา”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนี่มันเดือนมกราคม ดอกไม้ไม่มี แล้วจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน” มาช่าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  “นั่นมันเรื่องของเจ้า ฉันไม่สนว่าเจ้าจะหาดอกไม้ได้จากไหน แต่ถ้าหาดอกไม้ไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก” แม่เลี้ยงตะหวาดมาช่าอย่างไม่สนใจใยดีว่านางจะเป็นอย่างไร เพราะความประสงค์ที่แท้จริงคือ หญิงม่ายนางนี้ต้องการให้มาช่าหนาวตายอยู่กลางป่านั้นเอง

มาช่าแต่งตัวและเดินทางพร้อมตะกร้าหนึ่งใบ เข้าไปในป่าที่เงียบสงบและหนาวเย็น เธอร้องไห้เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาดอกไม้มากมายมาจากไหน เธอได้แต่นั่งร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้ ทันใดนั้นเอง…

 

(โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป)

 

เยี่ยมชมมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ทัชมาฮาลแห่งบรูไน

Written by warittha on August 2nd, 2013. Posted in บทความ

มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) เป็นมัสยิดใจกลางเมืองหลวง บันดาร์เสรีเบกาวัน สำหรับชื่อมัสยิดนั้นตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ สุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไน ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำบรูไน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายนอกมีสัญลักษณ์ที่เด่นชัดมาก คือ โดมทองคำ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดสูงสุดของมัสยิด หออะซานหินอ่อน ภายในมัสยิดประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนและกระเบื้องสีอย่างเรียบง่าย เหมาะสมสำหรับสถานที่ในการสวดมนต์ขอพร และยังใช้เป็นเวทีประกวดอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน            งานสถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอิสลามกับสถาปัตยกรรมอิตาลี ได้รับการขนานนามว่า มินิ

           

ความอลังการภายในมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน แสดงถึงความงดงามตามแบบอย่างของศาสนาอิสลาม

ทัชมาฮาล ออกแบบโดย Cavalierre Rudolfo Nolli ชาวอิตาลี บริเวณด้านหน้าของมัสยิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีการจำลองเรือพระราชพิธีมาประดับ นับเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่ง มัสยิดแห่งนี้ภายนอกแวดล้อม ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ มีสะพานข้ามแม่น้ำจากมัสยิดไปถึงหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวมุสลิมในบรูไน ซึ่งจะเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและในเดือนรอมฎอน เดือนสำคัญของการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่จะให้ผู้ที่เป็นมุสลิมทุกคนเข้าใจถึงความอดอยากของผู้อื่น จึงให้ชาวมุสลิมถือศีลอด คือ งดการกินอาหารในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินและไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขใดๆ ชาวมุสลิมประเทศบรูไนจะให้ความสำคัญกับประเพณีทางศาสนานี้ ทำให้มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฎอนกันอย่างหนาแน่น กล่าวได้ว่า มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวมุสลิมชาวบรูไน


สะพานที่เชื่อมระหว่างมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน กับหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว

มารู้จักภาษารัสเซียกันเถอะ

Written by jintana on July 8th, 2013. Posted in บทความ

ภาษารัสเซียนั้นเป็นอีกภาษาหนึ่งที่มีความเป็นมายาวนาน มีความสำคัญมาในยุคที่สหภาพโซเวียตรุ่งเรือง มีหลักฐานปรากฏในเอกสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และถูกจัดให้เป็นภาษาที่ยากติดอันดับต้น ๆด้วย ภาษารัสเซียมีภาษาเขียนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 จัดอยู่ในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งสัมพันธ์กับ ภาษาสันษกฤต ภาษากรีกและ ภาษาละติน รวมทั้งกลุ่มภาษาเจอร์เมนิก โรมานซ์ และเคลติก (หรือเซลติก) ยุคใหม่ (ภาษาอังกฤษ ภาษาไอริช และภาษาฝรั่งเศส)

กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษารัสเซียนั้น นอกจากรัสเซียแล้วก็ยังมีกลุ่มประเทศที่เคยรวมอยู่ในการปกครองของสหภาพโซเวียต ได้แก่ โปแลนด์ บัลแกเรีย สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนีย อัลเบเนียและคิวบา หรือประเทศในกลุ่มกติกาสัญญาวอร์ซอ

อักษรที่ใช้เขียนภาษารัสเซียเรียกว่าอักษรซีริลลิก มีอยู่ทั้งหมด 33 ตัว ภาษารัสเซียนั้นจะออกเสียงยากแค่ไหน และเขียนยากเพียงใด เราเลยนำตัวเลขในภาษารัสเซียมาให้อ่านกันค่ะ

ตัวอักษรภาษารัสเซีย คำอ่าน ความหมาย ตัวอักษรภาษารัสเซีย คำอ่าน ความหมาย
один อาดีน หนึ่ง шесть เชสต์ หก
два ดวา สอง семь เซม เจ็ด
три ตรี สาม восемь โวซีม แปด
четыре เชียตึยรี สี่ девять เดเวียท เก้า
пять เปียท ห้า десять เดเสียท สิบ

เที่ยวสถานที่สำคัญในรัสเซีย

Written by blogger on June 1st, 2013. Posted in บทความ

        ประเทศรัสเซีย หรือ สหพันธรัฐรัสเซีย หลาย ๆ คน คงทราบดีว่า เป็นประเทศที่มีประวัติและความสัมพันธ์กับไทยเรามาอย่างยาวนาน เราอาจรู้จักประเทศนี้ผ่านตัวหนังสือจากหนังสือท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือ จากโทรทัศน์ตามรายการท่องเที่ยว เท่าที่เราทราบกันดีว่า ประเทศรัสเซีย มีฉายาว่า “ประเทศหลังม่านเหล็ก” เพราะมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการแบ่งแยกประเทศออกไปเป็นอีกหลายประเทศ เป็นประเทศทีมีสภาพอากาศหนาวเย็น แต่ ที่นี่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จะเห็นได้จากบริษัททัวร์ต่าง ๆ นั้น มีโปรแกรมทัวร์ไปประเทศ รัสเซีย อยู่ เกือบทุกบริษัท แม้จะเป็น แค่ทริปสั้น ๆ เล็ก ๆ แต่ก็มีผู้ใช้บริการอยู่อย่างต่อเนื่อง สถานที่ต่าง ๆ ที่บริษัททัวร์นิยมไปกัน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยว สำคัญมักจะเป็น สถานที่ที่มีความงดงามจากประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เช่น

 
พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) ที่ตั้งอยู่ที่ กรุงมอสโก ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์รัสเซีย ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมในแบบ บาโรก และ เป็นอดีตที่ยิ่งใหญ่จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม พระราชวังเครมลิน ก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 1837 ถึง 1849 ภายในพระราชวัง แห่งนี้ประกอบด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย มีกำแพงสูง 65 ฟุตรอบพระราชวัง มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต เป็นที่แขวนระฆัง ของพระเจ้าโบริสดูนอฟ เมื่อขึ้นไปอยู่บนหอคอย จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพ กรุงมอสโก ที่สวยงาม ได้อย่างชัดเจน บรรดาหอคอย หอสูง โดม ป้อมปราการเหล่านี้ เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมาต้อง จะเห็นเป็นสีทอง เปล่งปลั่ง สุกอร่าม งามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

 
จัตุรัสแดง (Red Square) เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ซึ่งจัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสกลางเมืองของของกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย จัตุรัสแดงมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 695 เมตร มีขนาดพื้นที่รวม 23,100 ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นจัตุรัสกลางกรุงมอสโกและทั้งประเทศรัสเซียเพราะถนนสายสำคัญทุกสายของกรุงมอสโกจะวิ่งตรงออกจากจัตุรัสแดงแห่งนี้ นอกจากนี้ จัตุรัสแดงยังเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์เบซิล และหลุมฝังศพของวลาดิมีร์ เลนิน อีกด้วย

 
 
 
มหาวิหารเซนต์บาซิล ( St.Basil Cathedral ) อีกสถานที่หนึ่งที่มีความงดงาม และ นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก มหาวิหารเซนต์บาซิล เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโกประเทศรัสเซีย มีความสวยงามและมีรูปทรงที่แตกต่างจากโบสถ์อื่น ๆ คือ มีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง รูปทรงของอาคารจึงเป็นรูป 8 เหลี่ยม และ เป็นการผสมผสาน ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณอันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับ สถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก มีลักษณะหอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ทำให้มีความงดงามแปลกตา และ น่าหลงใหลในมุมมองของผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ

 
 
 
        จากที่กล่าวมา ทั้งสามแห่งนั้นถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของประเทศรัสเซียกันเลยทีเดียว นอกจากทั้งสามแห่งจะมีความงดงาม แล้ว ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย หากเราได้มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศรัสเซียจึงไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมความงดงามของทั้งสามแห่ง ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว