Posts Tagged ‘แปลภาษาพม่า’

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

Written by jintana on February 5th, 2015. Posted in บทความ

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมอยู่ๆ เราก็เปลี่ยนการเรียกประเทศเพื่อนบ้านของเราจากพม่ากลายมาเป็นเมียนมาร์ คำถามนี้สามารถไขข้อสงสัยได้ไม่ยากค่ะ บทความนี้เราจะไปดูที่มาของชื่อประเทศเมียนมาร์กัน

ก่อนอื่นเราต้องบอกหลายๆคนที่อาจยังไม่รู้ว่า ประเทศพม่าที่เราเรียกกันจนติดปาก มีชื่อเดิมว่า เบอร์มา (Burma) และเมื่อปี พ.ศ. 2532ได้เปลี่ยนเป็น เมียนมาร์(Myanmar) หลังจากการประชุมสหภาพเมียนมาร์ครั้งแรกเมื่อวัน 31 มกราคม 2554 ก็ได้เปลี่ยนชื่อทางการเป็น“สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(จากเดิมThe Union of Myanmar เปลี่ยนเป็น The Republic of the Union of Myanmar)คำว่า เมียนมาร์ มีความหมายตามภาษาท้องถิ่นว่า “เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว” (เมียน แปลว่า รวดเร็ว ,มาร์ แปลว่า เข้มแข็ง)

ในอดีตนั้นประเทศเมียนมาร์ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารพม่า และเคยเป็นเมืองในอาณานิคมของอังกฤษในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2ชื่อ เบอร์มา ก็เป็นอีกผลงานจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า บามาร์เป็นชื่อของชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมาร์ซึ่งคล้ายกับการเรียกว่า พม่า ในบ้านเราก็ถูกสันนิษฐานไปในแนวเดียวว่าเพี้ยนมาจาก เบอร์มา เช่นกัน รัฐบาลทหารพม่าอาจอยากลบร่องรอยของการถูกปกครองโดยอังกฤษ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อประเทศตนเอง นอกจากนั้นเมืองหลวงของประเทศที่เราเคยเรียกกันจนชินปากว่า ย่างกุ้ง (Rangoon)ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ยางโกง (Yangon)อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อเป็น เมียนมาร์ ก็ยังไม่ถูกยอมรับในเวทีโลกเท่าไรนัก เราอาจสังเกตได้จากแผนที่โลกที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวต่างชาติ จะเขียนกำกับไว้ทั้งชื่อเก่าและใหม่ ในบริเวณแผนที่ของประเทศเมียนมาร์ ส่วนชาวไทยเราอีกไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราคงต้องเปลี่ยนนิสัยชินปากของเราแล้วเรียกเพื่อนบ้านตามชื่ออย่างที่พวกเขาต้องการสักที เพราะตอนนี้รัฐบาลเมียนมาร์ก็ก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ถ้าเรามัวแต่ย่ำเท้าอยู่กับที่เขาอาจก้าวกระโดดแซงหน้าเราได้ในอีกไม่นาน

ตลาดบุเรงนอง

Written by teeranun on April 5th, 2014. Posted in บทความ

ตลาดบุเรงนอง

ตลาดบุเรงนอง (Bayinnaung Market) เป็นตลาดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ถือเป็นตลาดค้าขายสินค้าการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1990 มีร้านค้าต่างๆมากมายบนพื้นที่ 220 ตารางเมตร ที่ตลาดแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ที่สามารถซื้อขายถั่วได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งในปี ค.ศ. 2007 พม่าสามารถส่งออกถั่วได้ถึง 1.34 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถั่วที่พม่าส่งออกมากที่สุดคือถั่วดำ นอกจากนี้ ตลาดบุเรงนองยังมีสินค้าประเภทปลาตากแห้งและกุ้ง รวมถึงสินค้าในท้องถิ่นประเภทอื่นๆอีกด้วย

พม่ายังมีแผนการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่ตลาดแห่งนี้ โดยให้ตลาดบุเรงนองเป็นฐานตลาดเพื่อเชื่อมต่อกับตลาดอื่นๆ และเพื่อเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าทางการเกษตรของพม่า และเพื่อเป็นการรองรับการก่อตั้งอาเซียน โดยในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ตลาดบุเรงนองเป็นตลาดเดียวที่สามารถกำหนดราคาของถั่วในประเทศ ส่วนสินค้าประเภทอื่น เช่น น้ำมันพืช หอม กระเทียม มันฝรั่ง พริก ฯลฯ ยังไม่มีการกำหนดราคาจากตลาดแห่งนี้ได้

จนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 ทางสมาคมผู้ค้าธัญพืชแห่งพม่าได้เรียกร้องให้ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าขายทั้งในและต่างประเทศของพม่าอีกด้วย

การแต่งงานของชาวพม่า

Written by teeranun on December 13th, 2013. Posted in บทความ

 

การแต่งงานของชาวพม่าแบบดั้งเดิมนั้น จะมีความเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิต โดยเชื่อกันว่าพระพรหมจะทรงเขียนโชคชะตาความรักบนหน้าผากเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 ขวบ เรียกในภาษาพม่าว่า “นะผูจา” (နဖူးစာ) การแต่งงานแบบพม่า จะจัดโดยมีพิธีสงฆ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยหากมีการนิมนต์พระสงฆ์ให้มาร่วมในพิธีแต่งงาน ก็มักจะให้พระสงฆ์สวดพระปริตรเพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ รวมถึงการให้คู่บ่าวสาวตักบาตรในตอนเช้าก่อนจะเข้าพิธี ซึ่งนอกจากการตักบาตรด้วยอาหารแล้ว คู่บ่าวสาวพม่ายังนิยมตักบาตรด้วยเชือก อันเป็นเคล็ดของความผูกพันในชีวิตคู่ โดยธรรมเนียมของชาวพม่าดั้งเดิมนั้น จะยอมรับการแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อเห็นฝ่ายชายแขวนโสร่งไว้ตามราวผ้าในบ้าน หรือคู่บ่าวสาวรับประทานอาหารในภาชนะเดียวกัน ทั้งนี้ ชาวพม่าไม่นิยมการแต่งงานแบบคลุมถุงชน และงานแต่งงานจะไม่จัดขึ้นในระหว่างช่วงเข้าพรรษา

ถ้าหากต้องการจัดพิธีให้หรูหรา ก็จะมีการเตรียมงานกันเป็นเดือน รวมถึงการหาฤกษ์แต่งตามวิธีทางโหราศาสตร์ และให้พราหมณ์มาเป็นผู้ประกอบพิธีอีกด้วย ซึ่งการเริ่มพิธีนั้น พราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวนั่งบนเบาะ แล้วพราหมณ์จะรินน้ำสังข์เพื่อเป็นการประกาศว่าพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว และให้คู่บ่าวสาวจับมือกัน จากนั้นพันมือคู่บ่าวสาวด้วยผ้าขาว แล้วให้คู่บ่าวสาวจุ่มมือลงในอ่างเงิน โดยศัพท์ในภาษาพม่าเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ลักถัป” (လက်ထပ်) ต่อด้วยการท่องมนตร์ของพราหมณ์ เสร็จแล้วพราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวเอามือออกจากอ่างเงิน แล้วรินน้ำสังข์ลงบนมือของคู่บ่าวสาวก็เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งหลังจากการจัดพิธีแต่งงานแล้ว ก็มักจะมีการเลี้ยงฉลองสมรส โดยให้ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญมาอวยพรคู่บ่าวสาว ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีหน้ามีตาสังคม ส่วนการเลี้ยงฉลองสมรสตามโรงแรม (มักจะเลี้ยงเป็นงานเลี้ยงน้ำชาและไอศกรีม) จะจัดขึ้นในเขตเมืองเป็นส่วนใหญ่

 

ช่างศิลป์ของพม่า

Written by teeranun on December 1st, 2013. Posted in บทความ


ประเทศพม่า ถือเป็นประเทศที่มีศิลปะในรูปแบบต่างๆมากมาย เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่แล้วศิลปะพม่ามักจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ทั้งนี้ ในประเทศพม่าได้แบ่งช่างออกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งมีช่างที่สำคัญอยู่สิบหมู่ เรียกว่า ปันเฉเมียว (ပန်းဆယ်မျိုး )ประกอบด้วย

1. ช่างตีเหล็ก (ပန်းပဲ : ba-be)                  6. ช่างแกะสลักหิน (ပန်းတမော့ : pantamaw)

2. ช่างแกะสลักไม้ (ပန်းပု : ba-bu)           7. ช่างกลึงไม้ (ပန်းပွတ် : panbut)

3. ช่างทอง (ပန်းထိမ် : ba-dein)   8. ช่างจิตรกรรม (ပန်းချီ : bagyi)

4. ช่างปูนปั้น (ပန်းတော့ : pandaw)         9. ช่างลงรักปิดทอง (ပန်းယွန်း : panyun)

5. ช่างอิฐ (ပန်းရန် : pa-yan)                   10. ช่างหล่อโลหะ (ပန်းတဉ်း : badin)

นอกเหนือจากช่างสิบหมู่แล้ว ยังมีช่างฝีมือในกลุ่มอื่นๆอีก เช่น ช่างทอผ้าไหม ช่างปั้นหม้อ ช่างทอพรม ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว ซึ่งช่างเหล่านี้มักจะต้องทำงานร่วมกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนมีงานศิลปะที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์ของประเทศพม่าในที่สุด ตัวอย่างเช่นการสร้างพระธาตุ (ပြာသာဒ် : หลังคาทรงปราสาทของพม่า) ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างช่างแกะสลักไม้ ช่างกลึงไม้ ช่างปูนปั้น ช่างลงรักปิดทอง ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่

Written by teeranun on November 27th, 2013. Posted in บทความ

 

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่ ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองยะไข่ ประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 หน้าพิพิธภัณฑ์มีประติมากรรมคชสีห์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำยะไข่ ชื่อในภาษาพม่าเรียกว่าพยาละ (Byala)

ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงผังเมืองโบราณ รวมถึงโบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนต่างๆ เช่น

– เหรียญเงิน หรือเครื่องเคลือบในสมัยเวสาลี (ราว ค.ศ. 327-818) และสมัยเมียวอู (Mrauk U) (ค.ศ. 1430-1784)

– ประติมากรรมหินในสมัยเวสาลี และสมัยเลเมียว (Lay Myo) (ค.ศ. 818-1430)

– จารึกบนวัสดุต่างๆ เช่น ทองแดง ดินเผา ใบลาน ฯลฯ ในสมัยเมียวอู นอกจากนี้ยังจัดแสดงจารึกของพระเจ้าอานันทะ โดยจารลงบนหินทราย ใช้ตัวอักษรทางอินเดียเหนือ ภาษาสันสกฤต มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าอานันทะ กำหนดอายุจารึกได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8

ยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ เช่น พิณ ระนาด ขลุ่ย ฯลฯ เถาปิ่นโตลงรัก ภาชนะดินเผาเนื้อกระเบื้อง ประติมากรรมในพุทธศาสนา และกล้องยาสูบที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี กำหนดอายุอยู่ในสมัยเมียวอู

ในส่วนอื่นๆของพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในยะไข่ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรม เช่น การคลอดบุตร การแต่งงาน การละเล่นต่างๆ เป็นต้น และการจัดแสดง
ศาสนสถานจำลองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในยะไข่อีกด้วย

ซอคยี : นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งพม่า

Written by teeranun on November 15th, 2013. Posted in บทความ

ซอคยี

ซอคยี (Zawgyi) มีความหมายได้หลายประการ อาจหมายถึงคนทรง นักเล่นแร่แปรธาตุ นักมายากล นักเวทย์มนตร์ ฤษี โยคี หรือผู้วิเศษก็ได้ ซึ่งซอคยีมักจะเล่นไสยศาสตร์ เช่น ฝังเหล็กไหลหรือแร่ธาตุไว้ในร่างกายเพื่อให้มีอิทธิฤทธิ์เหนือคนธรรมดา ได้แก่ การเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน ดำน้ำได้ ซอคยีมักอาศัยอยู่ในป่า มีนิสัยร่าเริง รวมถึงยังชอบสมสู่กับนารีผล เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน ซอคยีมักจะบำเพ็ญตบะจนมีอิทธิฤทธิ์มาก มีอายุยืนผิดมนุษย์ทั่วไป ส่วนหนึ่งได้มาจากการกินสมุนไพรที่ได้จากภูเขาโปปา (ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ผีนัตหม่องทินเดและชเวนาเบอาศัยอยู่) และการปรุงยาสมุนไพรดังกล่าวจำเป็นต้องบริกรรมคาถากำกับ และจะต้องปรุงยาในช่วงเวลาที่เป็นมงคล

เมื่อกินยาวิเศษดังกล่าวแล้ว ซอคยีจะกลายเทพ นุ่งกางเกงและเสื้อคลุมสีแดง มีเครื่องประดับที่เป็นทอง สวมหมวกและรองเท้าสีแดง ถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกลายเป็นเทพนี้ ซอคยีจะทิ้งร่างเดิมของตนที่จะกลายเป็นร่างคล้ายเด็กทารก มีสีทอง และมีกลิ่นหอมดั่งกล้วยหอมทั้งนี้ มีความเชื่อกันว่า หากใครได้ร่างเดิมของซอคยี ก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ แม้จะมีฤทธิ์ไม่มากเท่าซอคยี แต่ก็สามารถแคล้วคลาดจากอาวุธและของมีคมทุกชนิดได้

ในพม่า มักจะปรากฏซอคยีในรูปของการแสดงต่างๆ เช่น การแสดงหุ่นกระบอก หรือระบำซอคยี

รามเกียรติ์ฉบับพม่า

Written by teeranun on November 13th, 2013. Posted in บทความ

รามเกียรติ์ฉบับพม่า

รามเกียรติ์พม่า หรือ พระรามชาดกฉบับพม่า(Yama Zatdaw :ရာမဇာတ်တော်) เป็นเรื่องราวรามเกียรติ์ของพม่าที่เชื่อกันว่าสืบทอดแบบมุขปาฐะมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธา กษัตริย์แห่งพุกาม (ค.ศ. 1015-1078) ทั้งนี้ ได้ปรากฏประติมากรรมพระรามที่เทวสถานนัตหลวง ซึ่งเป็นเทวสถานที่นับถือพระวิษณุในเมืองพุกาม ในวรรณกรรมพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1527 ก็แสดงให้เห็นว่าชาวพม่ารู้จักหนุมานแล้ว

ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลเรื่องรามเกียรติ์จากประเทศไทยเมื่อครั้งที่พระเจ้ามังระมีชัยเหนืออาณาจักรอยุธยาได้เมื่อปี ค.ศ. 1767 จากนั้นพม่าก็แสดงเรื่องรามเกียรติ์ผ่านงานศิลปะแขนงต่างๆ เช่น รามเกียรติ์ฉบับ ค.ศ. 1775 บทร้องพระราม (Yama yakan : ရာမရကန်) บทร้องนางสีดา (Thida yakan : သီတာရကန်) ปี ค.ศ. 1784 การแสดงรามเกียรติ์ (Yama pyazat : ရာမပြဇာတ်) ปี ค.ศ. 1789 และเรื่องราวของพระรามขณะทรงพระเยาว์ (Kalay Yama wuthtu : ကလေးရာမဝတ္ထ)ု ปี ค.ศ. 1800 นอกจากนี้ยังมีเรื่องรามเกียรติ์ฉบับมอญ ปี ค.ศ. 1834 ซึ่งแต่งโดยภิกษุอุตตมะอีกด้วย

ชื่อตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ของพม่า สามารถเทียบได้กับชื่อตัวละครในรามเกียรติ์ของไทยดังนี้

– ราม (ရာမ) คือ พระราม

– มัยสีตา (မယ်သီတာ) คือนางสีดา

– ลักขณะ (လက္ခဏ) คือพระลักษณ์

– หานุมาน (ဟာနုမန်) คือหนุมาน

– ราวณะ หรือ ทสคีริ (ရာ၀ဏ, ဒသဂီရိ) คือทศกัณฐ์

– ภิภิสนะ (ဘိဘိသန) คือพิเภก

กำเนิดชนชาติมอญ ชนชาติที่หายไปจากแผ่นดินอุษาคเนย์

Written by warittha on August 30th, 2013. Posted in บทความ

 

รามัญหรือมอญเป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่งในเอเชีย และเคยมีอิทธิพลอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิรวดีและเจ้าพระยามาเป็นเวลาช้านาน ตามหลักฐานจากพงศาวดาร กล่าวว่า พวกรามัญหรือพวกมอญได้อพยพมาจากอาณาเขตจีน แล้วมาสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ในบริเวณแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง และแม่น้ำคง โดยตั้งเมืองสะเทิมเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของชาวมอญ ในครั้งนั้นมีเจ้าแคว้นเตลิงคณะ (Talingana) ซึ่งอยู่แถวเหนือเมืองมัทราส ในประเทศอินเดีย ได้มาตีเมืองสะเทิมได้ ทำให้ชาวอินเดียจากแคว้นเตลิงคณะเข้ามาตั้งรกรากและแต่งงานกับพวกมอญ จนเกิดคำเรียกชื่อชาวมอญที่แต่งงานกับชาวอินเดียว่า “เตลง” หรือ “ตะเลง” นอกจากนั้นยังมีคำเรียกชาวมอญว่า “รามัญ” ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในจารึกของชาวมอญว่า “รามัญประเทศ” ต่อมาชาวมอญได้ตั้งเมือง หงสาวดี ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งที่สอง โดยมีเรื่องเล่าในพงศาวดารว่า ในกาลครั้งหนึ่งเจ้าเมืองสมละกับเจ้าวิมละพี่น้อง ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้ากรุงสะเทิม ถูกขับไล่จากเมืองสะเทิมแล่นเรือร่อนเร่ขึ้นไปข้างเหนือ ในอ่าวนั้นไปถึงเกาะหงสาวดี มีพวกชาวอินเดียไปตั้งค้าขายอยู่บ้างแต่ไม่มาก เจ้าสมละกับเจ้าวิมละสองพี่น้องจึงรวบรวมพวกมอญในท้องถิ่นได้กำลังแล้วชิงเอาเกาะนั้นจากพวกชาวอินเดีย ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้น และมีราชวงศ์สืบครองอาณาจักรมอญมาอีกหลายชั่วสมัย จนเมื่อถึงสมัยที่พม่ามีอำนาจเหนืออาณาจักรพุกาม พระเจ้าอนุรุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าพระเจ้าอโนรธามังช่อ ยกกองทัพลงมาตีเมืองหงสาวดี และเมืองสะเทิมกับเมืองมอญ จนในที่สุดเมืองทั้งหลายของชนชาติมอญได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 1600-1830

อาณาจักรมอญ ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของพม่า มาจนถึงปี พ.ศ. 1830 เมื่อ”มองโกล”ยกทัพมาตีพม่า ชนชาติมอญ ก็ได้รับเอกราชอีกครั้งหนึ่งโดย มะกะโท หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว หรือวาเรรุ ราชบุตรเขยของ”พ่อขุนรามคำแหง” ได้กอบกู้เอกราช  และสถาปนาราชวงค์ชาน-ตะเลง สถาปนา”อาณาจักรมอญอิสระ” มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ เมาะตะมะ เป็นเมืองหลวงของมอญจนถึงปี พ.ศ. 1912 ก็ย้ายกลับไป
หงสาวดีตามเดิม ถึงในสมัย “พระเจ้าราชาธิราช” นั้น “หงสาวดี” ก็กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โต ทางแถบ “อ่าวเบงกอล” มีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่ง

อาณาจักรมอญเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ คือ ระหว่าง พ.ศ.2015-2035 หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2094 หงสาวดีก็ตกเป็นเมืองขึ้นแก่อาณาจักรพม่าอีกครั้ง โดยการนำทัพของพระเจ้า”ตะเบงชะเวตี้” ซึ่งในช่วงนี้เองที่ราชวงศ์ตองอูของพม่าขึ้นปกครองหงสาวดี จนถึงปี พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธิเกศ ก็กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จ ทั้งยังยกทัพไปตีเมืองอังวะอีกด้วย ในพ.ศ.2290 พระยาทะละ ได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธิเกศ ได้ทำการขยายอาณาเขตต่อไป ทำให้อาณาจักรพม่าสลายตัวลง แต่ชัยชนะของมอญ
ก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ในปี พ.ศ.2300 พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญ จนต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจพม่า และนับตั้งแต่นั้นมา มอญ ก็ไม่มีโอกาสที่จะกู้เอกราชคืนมาได้อีกเลย จนกระทั่งทุกวันนี้.

แม้ว่าปัจจุบันชนชาติมอญจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพม่าไปแล้ว แต่ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวมอญก็ยังไม่สูญสิ้นไป ยังคงฝังรากและกลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพม่าและยังมีคนที่สืบเชื้อสายมอญกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ของอุษาคเนย์ ทั้งในไทยและพม่า

เอกลักษณ์ความงามตามแบบฉบับของสาวๆชาวพม่า

Written by warittha on August 10th, 2013. Posted in บทความ

สาวๆ ชาวพม่า เป็นผู้ที่มีความงามที่ไม่เป็นรองใครในอุษาคเนย์ และเอกลักษณ์อันโดดเด่นในเรื่องของความงามนั้นคือ         

ผิวงามตามแบบฉบับสาวชาวพม่า- การมีผิวพรรณที่งดงาม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา เป็นที่ร่ำลือว่า หญิงสาวชาวพม่า เป็นผู้ที่มีผิวพรรณที่งดงาม ดังสำนวนไทยที่กล่าวว่า “ผิวพม่า นัยต์ตาแขก” และเคล็ดลับนั้นก็คือ ตะนาคา ตะนาคาเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีเปลือกผิวขรุขระ ใบเป็นช่อ เนื้อไม้ตะนาคาส่วนที่เป็นเปลือกและผิวเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็น มีสีออกเหลืองนวล วิธีใช้ต้องเอาตะนาคาที่ตัดเป็นท่อน ขนาดหนึ่งคืบหรือครึ่งฟุต นำมาฝนบนแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเพียงเล็กน้อย ผงตะนาคาจะต้องละลายเป็นแป้งน้ำเสียก่อน จึงจะนำมาทาให้ติดผิวได้ ปัจจุบัน ตะนาคาได้พัฒนาจากขายเป็นท่อนมาป่นเป็นผงด้วยเครื่องจักรทันสมัย แล้วบรรจุซองหรือขวดจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ตะนาคาจะช่วยให้ผิวเกลี้ยงเกลา ดูเนียนและนุ่มนวล ช่วยรักษาผิวหน้า ขจัดสิวและฝ้าและกันเปลวแดด หากใช้ทาหลังอาบน้ำจะทำให้เนื้อตัวเย็นสบาย

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความนิยมในการไว้ผมยาวของสาวชาวพม่าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง          

ผมยาวดำขลับดุจแมลงภู่-  หญิงสาวชาวพม่า ให้ความสำคัญต่อเรือนผม เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความงามอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับผิวพรรณ และเรือนผมที่จัดว่าสวยจะปล่อยยาวจนถึงน่องหรือข้อเท้า แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีความนิยมตัดผมสั้นกันบ้างแล้ว แต่ผู้หญิงพม่าจำนวนไม่น้อยยังมีความเห็นว่าผู้หญิงที่ไว้ผมยาวจะดูมีความสมหญิงมากกว่าผมสั้น และสำหรับผู้หญิงที่มีอาชีพครูนั้น ส่วนมากจะนิยมไว้ผมยาวและมุ่นมวยผมจนดูเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของครูพม่า ส่วนการสระผมนั้นสาวพม่านิยมใช้สมุนไพรที่เรียกว่า ตะหย่อ-กี่งมูน เป็นเปลือกไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เกิดฟอง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมันมะพร้าวในการบำรุงดูแลเส้นผม เพื่อให้ผมเป็นมัน มีกลิ่นหอมและจัดทรงง่าย

ความงามตามขนบและวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ล้วนมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ กำลังจะถูกกลืนหายไปกับกระแสสมัยใหม่ที่รุกคืบเข้ามา ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนทัศนคติความงามจากขนบเดิมๆ  เป็นเรื่องที่เชย ล้าสมัย เมื่อใดที่คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าการรักษาวัฒนธรรมเดิมเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อนั้นการจะคงไว้ซึ่งรากของวัฒนธรรมนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

 

 

สักการะพระธาตุอินทร์แขวน สิ่งศักดิ์สิทธ์อันน่าอัศจรรย์ของพม่า

Written by warittha on July 7th, 2013. Posted in บทความ

พระธาตุอินทร์แขวนในภาษาพม่า เรียกว่า “ไจ้ก์ทีโยพยา” คำว่า ไจก์นี้  มักเป็นคำเรียก เจดีย์ ที่อยู่ในแถบพม่าตอนล่างโดยเฉพาะแถบย่างกุ้งและในรัฐมอญ โดยเชื่อว่า การออกเสียง “ไจก์” นี้ เป็นสำเนียงของชาวมอญที่อ่านตามภาษาบาลีสันสกฤต คือ เจติย หรือ ไจตย และมีความหมายว่าพระเจดีย์เช่นเดียวกับคำว่า พยา และ เซดี ที่ชาวพม่านิยมเรียกกันโดยทั่วไป

พระธาตุอินทร์แขวนหรือ ไจ้ก์ทีโยพยา ตั้งอยู่บนภูเขาไจ้ก์ทีโย ซึ่งอยู่ในเขตเมืองไจก์โถ่ ทางตอนบนของรัฐมอญ ห่างจากเมืองหาสาวดีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 65 กิโลเมตร องค์พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ปิดทอง รูปองค์เป็นก้อนศิลา มีความสูงราว 22 ฟุต ตั้งอยู่บนเชิงผาหิน โดยวางแตะหน้าผาอย่างหมิ่นเหม่และเอนออกมาทางหุบเหว จนดูเหมือนก้อนศิลานั้นจะกลิ้งตกลงจากหน้าผา และยังสามารถโยกองค์ก้อนศิลาให้ไหวได้ ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเสด็จโปรดโยมมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พระองค์ได้พบฤาษีสองพี่น้อง ชื่อ ติสสะ และ สีหะ จึงเทศนาสั่งสอน ก่อนจากกันพระฤาษีทั้งสองได้ทูลขอเครื่องอนุสติ พระองค์จึงได้ทรงประทานพระเกศาให้ 5 เส้น พระฤาษีจึงสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุสามเส้นไว้บนเขาสามแห่งชื่อ ซแวกะปี่ง และเกสาละ ซึ่งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง และอีกเจดีย์หนึ่ง คือ ซีงไจ้ก์ ซึ่งอยู่ในรัฐมอญ ส่วนพระเกศาเส้นสุดท้ายนั้น พระฤาษีผู้พี่ได้เก็บไว้บูชาโดยแซมไว้ในมวยผมของตน เมื่อพระฤาษีทั้งสองเดินทางมาบำเพ็ญพตรที่เขาไจ้ก์ทีโย ติสสะฤาษีผู้พี่เกิดป่วยหนัก เมื่อใกล้ละสังขาร จึงได้ขอร้องให้บุตรบุญธรรม คือ เจ้าชาย ติสสธัมมสีหราช ที่มาเฝ้าดูอาการให้ช่วยสร้างพระเจดีย์เพื่อเก็บรักษาพระเกศาธาตุนั้น โดยขอให้หาหินที่มีลักษณะคล้ายศรีษะของตนมาเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ เมื่อพระอินทร์ได้ทราบข่าว พระอินทร์จึงลงมาช่วยหาหินจากใต้ท้องสมุทรมาให้พระฤาษีเลือก จนได้ก้อนหินที่พอใจ พระอินทร์ได้ใช้พระขรรค์เจาะหินเป็นช่องและบรรจุพระเกศาธาตุไว้ภายใน จากนั้นจึงทรงอธิษฐานลอยพระเจดีย์ไว้บนยอดผาบนเขาไจ้ก์ทีโย เค้าเรื่องในตำนานนี้จึงสอดคล้องกับชื่อที่ชาวไทยรู้จักพระเจดีย์ไจ้ก์ทีโย กันในนามพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งความน่าพิศวงในองค์พระเจดีย์ผนวกกับแรงศรัทธาต่อองค์พระธาตุทำให้มีผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้