Posts Tagged ‘แปลภาษาฝรั่งเศส’

หอคอยเหล็กกลางกรุงปารีส 3

Written by jintana on August 11th, 2014. Posted in บทความ

หอไอเฟล

เรื่องราวของหอคอยเหล็กยังไม่จบเพียงเท่านั้น บทความนี้เรามาดูกันว่ามีเหตุการณ์อะไรสำคัญที่เกิดขึ้นตั้งแต่ไอเฟลถูกสร้างขึ้นมาบ้าง มาเริ่มกันที่บุคคลสำคัญของโลกอย่าง โทมัสอัลวา เอดิสันนักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้เข้าเยี่ยมชมหอคอยแห่งนี้เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2432ก่อนที่หอคอยจะสร้างเสร็จ
– พ.ศ.2445 เกิดฟ้าผ่าทำให้ต้องมีการซ่อมแซมส่วนยอดของหอคอยซึ่งสูง 100 เมตร และเปลี่ยนดวงไฟที่ได้รับความเสียหาย
– พ.ศ.2473 เสียตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดให้ตึกไคร์สเลอร์
– พ.ศ.2468 – 2477 ประดับไฟ 3 ด้าน ของหอจากทั้งหมด 4 ด้าน
– พ.ศ.2483 นาซีเยอรมันเข้าบุกยึดเมืองปารีสได้ หลังจากนั้นฮิตเลอร์ ได้พยายามขึ้นไปปักธงบนยอดหอคอยทั้งที่ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟต์ของหอไอเฟลออกไปแล้ว ซึ่งการซ่อมแซมลิฟต์ช่วงสงครามนั้นเป็นเรื่องยาก
– พ.ศ.2487 ฮิตเลอร์สั่งให้Dietirch von Choltitzเผาเมืองปารีสและหอไอเฟลทิ้ง แต่เขาฝืนคำสั่ง ต่อมาเมื่อฝ่ายพันธมิตรยึดเมืองปารีสคืน ลิฟต์ของหอไอเฟลก็ถูกซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม
– พ.ศ.2499 เกิดเพลิงไหม้ที่ยอดของหอคอย จากนั้นก็มีการติดตั้งเสาอากาศวิทยุข้างบนยอดหอคอย
– พ.ศ.2543 มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอเพื่อความสวยงาม
-พ.ศ.2545 แขกคนที่ 200 ล้าน เข้าเยี่ยมชมหอคอย
-พ.ศ.2546 เกิดเพลิงไหม้อีกครั้งที่ยอดของหอ ใช้เวลาดับประมาณ 40นาที

หอไอเฟลนับได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านช่วงเวลาที่โหดร้ายมาพอควร แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของหอคอยแห่งนี้ลดลงเลยแม้แต่น้อย กาลเวลากลับยิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหอคอยแห่งจิตวิญญาณของชาวฝรั่งเศสแห่งนี้ต่อไป เติมสีสันและความคลาสสิกให้หอไอเฟลดูเหมือนมีลมหายใจ

หอคอยเหล็กกลางกรุงปารีส 2

Written by jintana on August 9th, 2014. Posted in บทความ

หอไอเฟล

เหตุผลหลักในการสร้างหอไอเฟลนั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี 1889 (พ.ศ. 2413) และเป็นสถานที่แสดงการฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมฝรั่งเศส ผลงานการออกแบบหอคอยนี้ครั้งแรกนั้นเป็นฝีมือของวิศวกรที่อยู่ในทีมเดียวกันกับ กุสตาฟ ไอเฟล แต่การออกแบบนั้นกลับไม่ถูกใจเขาสักเท่าไร ทำให้ต้องเดือดร้อนสตีเฟน โซเวส์ สถาปนิกทีมต้องออกแบบเพิ่มรายละเอียดด้วยส่วนโค้งเว้าและรูปทรงโดมเพิ่มลงไป ทำให้หอไอเฟลมีรูปร่างอ่อนโยนอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

กว่าหอคอยแห่งนี้จะสร้างได้เสร็จสมบูรณ์ก็มีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย ถูกชาวฝรั่งเศสที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มรสนิยมแห่งปารีเซียง ต่อต้านว่า หอไอเฟลจะบดบังทัศนียภาพอันสวยงามของเมือง ได้คัดค้านโดยการตั้งคณะกรรมการ 300 แล้วส่งจดหมายไปให้หนังสือพิมพ์ยอดนิยมของฝรั่งเศสในสมัยนั้น ตีพิมพ์ข้อความต่อต้านว่า

“พวกเรา นักประพันธ์ ช่างวาด ช่างปั้น สถาปนิก และผู้อุทิศตนแด่ความงามแห่งกรุงปารีส ขอคัดค้านอย่างสุดกำลัง ด้วยความโกรธเคืองในนามของรสนิยมแห่งปารีเซียงที่ถูกมองข้าม ต่อการสร้างหอสูงตั้งเด่แห่งนี้ ต่อสิ่งที่ไร้ประโยชน์ และชั่วร้ายเช่นหอไอเฟล เพื่อจะนำคำร้องของเราไปพิจารณา ขอให้จินตนาการถึงภาพที่กรุงปารีสมีสิ่งปลูกสร้างหน้าตาประหลาดที่แข็งกระด้าง และดำทะมึนนี้ตั้งอยู่ในเมือง มันเหยียบย่ำความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารน็อทร์ ดาม, หอคอย แซ็ง ฌาค, พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์, เลแซงวาลิด ที่ซึ่งฝังพระศพของกษัตริย์นโปเลียน และประตูชัยแห่งฝรั่งเศส สิ่งปลูกสร้างเดิมเหล่านี้จะถูกลดเกียรติ และจมหายไปกับความฝันที่น่าเกลียดน่ากลัว และอีกนับ 20 ปีต่อไป เราก็คงจะเห็นแท่งเหล็กระฟ้าที่น่าเกลียดตั้งตระหง่านอยู่เรื่อยไป”

แต่สุดท้ายแล้วหอคอยแห่งนี้กลับนำพาผู้คนเข้าชมอย่างล้นหลาม ทั้งยังสวยงามเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศโดยรอบอีกด้วย นอกจากนั้นยังเป็นหอคอยฝีมือมนุษย์ที่สูงที่สุด เป็นเวลาต่อกันถึง 41 ปี และถูกโค่นตำแหน่งโดย ตึกไครสเลอร์
ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2473

หอคอยเหล็กกลางกรุงปารีส 1

Written by jintana on August 7th, 2014. Posted in บทความ

หอไอเฟล

เราอาจคุ้นเคยกันดีกับหอคอยกลางเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอย่างปารีส วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเจ้าหอคอยแห่งนี้ให้มากกว่าเดิมค่ะ หอไอเฟลเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะมาถ่ายรูปและโพสท่ามากมายที่เก๋ไก๋กลับไปอวดเพื่อน ๆเมื่อมาเยือนฝรั่งเศส

หอคอยเหล็กแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำแซน กรุงปารีส ในประเทศฝรั่งเศส ถูกสร้างขึ้นและแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1889 หรือ พ.ศ. 2432 สสถานที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์การฉลองครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติอุตสาหกรรมออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล(Gustave Eiffel) สถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศสหอคอยแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ไอเฟล(Eiffel Tower) มีความสูงประมาณ 300เมตร ไม่รวมเสาอากาศ หรือเท่ากับตึก 81 ชั้นนั่นเองน้ำหนักโดยรวมของหอไอเฟลนั้นประมาณ 10,000 ตัน ใช้ตัวนอตประมาณ 2,500,000 ตัว ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 7,800,000 ฟรังก์และใช้คนงานถึง 300 คน จำนวนขั้นบันไดของหอคอยจะเปลี่ยนแปลงตลอด แรกเริ่มมีเพียง 1710 ขั้น ต่อมาในปี 1980 ปรับเปลี่ยนเป็น 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ขั้น

หอไอเฟลเป็นแลนด์มาร์กที่เลื่องชื่ออีกที่หนึ่งของโลก ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมต่อปีมากมาย นับตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงปัจจุบัน เดิมหอไอเฟลเคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นก็โดนแย่งตำแหน่งจาก ตึกไครส์เลอร์ซึ่งสูง 319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต แต่หอคอยแห่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงครองที่สองในประเทศฝรั่งเศสรองจากสะพานมีโย

โปรดติดตามตอนต่อไป 

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส(ต่อ)

Written by jintana on June 9th, 2014. Posted in บทความ

 

วัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

ต่อจากบทความที่แล้ว ว่ากันด้วยเรื่องวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส เริ่มกันที่เรื่อง ห้ามถ่าย! ถ่ายรูป ถ่ายหนัก ถ่ายเบา อันนั้นไม่มีปัญหาค่ะ ถ่ายในที่นี้คือ ห้ามถ่ายเอกสารหนังสือ อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศนี้เขาเคร่งครัดเรื่องลิขสิทธิ์มาก การถ่ายเอกสารหนังสือเป็นเล่ม ๆของเขาไปเฉยโดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือไม่รู้ตัวเป็นเรื่องผิดกฎหมายและไม่ควรทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าอยากถ่ายเอกสารจริง ๆ ก็ต้องติดต่อทางสำนักพิมพ์อย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการขออนุญาตถ่ายเอกสารหนังสือเล่มนั้น ๆ

เรื่องต่อไปยังไม่พ้นร้านอาหารค่ะ เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าต้องมีมารยาททางสังคมกันสุด ๆ หากเราต้องการสั่งอาหารเพิ่มห้ามใช้คำว่า “การ์ซอง” เด็ดขาดเพราะไม่สุภาพ ให้เริ่มต้นด้วยคำว่า “เมอซิเออร์” แล้วตามด้วย “ซิลวู เปล” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า กรุณา และทุกครั้งที่เข้ามาในร้านอาหารหรือภัตตาคาร ควรถอดหมวกและเสื้อคลุมเพื่อให้ความเคารพสถานที่ด้วย

ปิดท้ายด้วยเรื่องสนามหญ้าต้องห้ามในสวนสาธารณะ ที่ใช้คำว่าต้องห้าม เพราะสนามหญ้าในสวน สาธารณะในประเทศนี้เขาไม่ได้มีไว้วิ่งเล่นเหมือนบ้านเรา กลับกลายเป็นว่าหากเห็นป้าย pelouseinterdite ซึ่งแปลเป็นไทยว่า สนามหญ้าต้องห้าม หรือ ห้ามเข้าสนามหญ้า อย่ามึนงงเดินเข้าไปเชียวล่ะ เพราะถือว่าทำผิดกฎหมายนะคะ

 

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

Written by jintana on June 7th, 2014. Posted in บทความ

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

มุมต่างอย่างแรกของประเทศฝรั่งเศสที่เรามักพบเห็นกันได้บ่อยแต่ยังไม่คุ้นชิน ก็คือการจูบแก้มซึ่งกันและกันนั่นเอง วัฒนธรรมนี้ชาวฝรั่งเศสจะทำเพื่อทักทาย แต่ย้ำว่าต้องเป็นคนที่รู้จักกันเท่านั้นนะคะ

อย่างที่สอง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมชาวฝรั่งเศสจึงทำหน้าบึ้งใส่เวลาถามทาง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าชาวฝรั่งเศสเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีความเป็นชาตินิยมสูง คนฝรั่งเศสจะคิดเสมอว่าภาษาของตนเองเป็นภาษาที่ไพเราะเสนาะหูมากที่สุดในโลก เขาจึงไม่นิยมเรียนภาษาอื่น รู้อย่างนี้แล้วอย่าไปคิดว่าคนฝรั่งเศสหยิ่งนะคะที่เขาทำหน้าบึ้ง ก็เหมือนเป็นนัยว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องนั่นเอง

ต่อไปเป็นความรักสัตว์ของชาวฝรั่งเศส ย้ำอีกครั้งว่าเขารักสุนัขมาก ๆ เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกอีกคนของครอบครัว การสั่งห่ออาหารเหลือจากการรับประทานในร้านไปให้น้องหมานี่เป็นเรื่องที่ไม่นิยมและจะถูกมองว่าไม่สุภาพเท่าไร เพราะน้องหมาบ้านเขากินไฮโซไม่ต่างอะไรจากคนเลยค่ะ   จะสังเกตได้ว่าตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศสเขาสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ซึ่งต่างจากบ้านเรา อีกประการสำคัญ การนั่งแท็กซี่ยังมีที่นั่งสำหรับสัตว์เลี้ยงคือ ข้างคนขับ ส่วนผู้โดยสารที่เป็นคนจะนั่งข้างหลังสามคนเท่านั้นค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

นางเอกแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

Written by jintana on November 28th, 2013. Posted in บทความ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เต็มไปด้วยผลงานทางศิลปะมากมายหลายชิ้นที่ทรงคุณค่า แต่คิดว่าคงมีไม่กี่ชิ้นที่เป็นที่รู้จักกันหลายแพร่หลาย หนึ่งนั้นคือรูปวาดโมนาลิซ่า ที่ถูกวาดขึ้นโดยศิลปินชื่อดังอย่างเลโอนาโด ดาร์วินชี

ข้อถกเถียงมากมายเกิดขึ้นหลังจากที่ถูกโจรกรรมไปเป็นระยะเวลา 2 ปี ว่าภาพที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์นั้นไม่ใช่ของเดิม เพราะมีนักวิจารณ์งานศิลปะกล่าวว่า รอยยิ้มเธอนั้นเปลี่ยนไป ปัจจุบันโมนาลิซ่าถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ไม่มีใครทราบได้ว่า รูปที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เป็นรูปเดิมก่อนถูกโจรกรรมหรือไม่ แต่งานของ
เลโอนาโดชิ้นนี้ยังคงความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวของฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะเธอคือจุดมุ่งหมายของคนที่มาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์แห่งนี้

ตามคำเล่าของ Giorgio Vasari ที่มีชีวิตในช่วง ค.ศ. 1511-1547 เขาเล่าว่า ผู้หญิงที่อยู่ในภาพคือภรรยาของพ่อค้าไหมผู้ร่ารวยผู้มีนามว่า ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งจ้างให้เลโอนาโดวาดภาพนี้ โดยเขาใช้ระยะเวลาสร้างสรรค์งานชิ้นนี้เป็นเวลาร่วม 4  ปีด้วยกัน ซึ่งขัดกับหลักฐานของ อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส ผู้บันทึกปากคำของเลโอนาโด ดาร์วินชี ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี ชื่อ อิสซาเบลลา เดสเต เนื่องจากในศตวรรษที่ 16 นั้นปรากฏภาพเปลือยของหญิงสาวละม้ายคล้ายโมนาลิซ่า ซึ่งน่าจะมาจากหญิงผู้อื้อฉาวคนเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ดาร์วินชีถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งบางรายบอกเล่าว่า โมนาลิซ่า เป็นเด็กชายที่คอยติดตาม
ดาร์วินชี เพียงแต่ภาพนั้นถูกวาดให้เป็นหญิงงามแทนชายงาม หรือบางข้อมูลก็บอกว่า โมนาลิซ่า คือ เลโอนาโด ดาร์วินชี เอง เขาต้องการวาดรูปตัวเองในร่างหญิงเพื่อตอบความต้องการทางเพศที่ผิดแปลกออกไป

ปัจจุบันข้อสันนิษฐานมากมายเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการสรุป เพราะไม่มีหลักฐานใดที่เอียงเอนมีน้ำหนักมากพอ รวมไปถึงการตีความในภาพวาดของนักวิจารณ์งานศิลปะที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปริศนาของรูปนี้ยังคงอยู่พร้อมด้วยรอยยิ้มของหญิงงามที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายมาเป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 500 ปี

เปิดกรุเก็บรูปโมนาลิซ่า

Written by jintana on November 24th, 2013. Posted in บทความ


พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Musée du Louvre) หรือพระราชวังลูฟว์ มีชื่อทางการว่า The Grand Louvre ในอดีตเป็นพระราชวังหลวงที่สวยงามมาก และมีประวัติยาวนานตั้งแต่ราชวงศ์กาเปเซียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเมื่อปี ค.ศ.1793 ภายในเป็นที่จัดแสดงและรวบรวมงานศิลปะมากกว่าสามหมื่นชิ้น หนึ่งในนั้นมีรูปภาพ โมนาลิซ่า ที่ถูกวาดโดยศิลปินชื่อดังอย่าง เลโอนาร์โด ดาวินชี รวมอยู่ด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1793 (ในฐานะพิพิธภัณฑ์) กล่าวคือ สมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ได้สร้างตัวพระราชวังขึ้น ต่อมาก็เป็นส่วนของกำแพง ตามด้วยฝั่งตะวันตกและใต้ ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 กับ พระเจ้าอ็องรีที่ 2 ตามลำดับ

จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์อีกสิ่งหนึ่งนอกจากภาพวาดโมนาลิซ่า ก็คือส่วนพีระมิดที่ตั้งอยู่ด้านหน้า สร้างเพื่อใช้เป็นทางเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ ออกแบบโดย ไอ.เอ็ม.เป หรือ เป้ ยวี่หมิง(貝聿銘 ,贝聿铭)สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ตัวของพีระมิดนั้นทำด้วยกระจกและโลหะ ซึ่งเป็นผลงานของไอ.เอ็ม.เป ที่เต็มไปด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากมายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนเข้าชมมากที่สุดในโลก ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ และการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม รวมไปถึงผลงานศิลปะมากมายเป็นแสนชิ้น ทำให้ที่แห่งนี้ทำรายได้ให้กับประเทศฝรั่งเศสต่อปีได้ไม่น้อยทีเดียว

กิจกรรมสุดแปลกของชาวปารีสในอดีต

Written by jintana on October 29th, 2013. Posted in บทความ


ไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่มากไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามอย่างประเทศฝรั่งเศส ครั้งหนึ่งก็เคยมีกิจกรรมแปลก ๆ ยอดนิยมอย่างที่เราต้องตั้งคำถามว่า ทำเพื่ออะไร?
ทุกครั้งที่เราไปเยือนต่างประเทศเราอาจจะต้องสรรหาโปรแกรมทัวร์เก๋สักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม พระราชวังอันเลื่องชื่อ หรือจะเป็นตลาดสินค้าของฝากต่าง ๆ มากมาย แต่หากย้อนเวลากลับไปในอดีตช่วงกลางสมัยศตวรรษที่ 19 มีชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จะรับมือได้ ทางการฝรั่งเศสจึงสร้างห้องเย็นเก็บศพ เป็นกระจกใสสามารถมองทะลุเข้าไปได้ ตั้งอยู่กลางเมืองใหญ่อย่างปารีส ทำให้เกิดกิจกรรมที่สุดจะพิสดารคือ การเยี่ยมชมห้องเก็บศพ  การจัดทำห้องกระจกเก็บศพไว้กลางเมืองนี้ เป็นกลอุบายอย่างหนึ่งเพื่อประกาศหาตัวตนของศพนั้น ๆ นั่นเอง และเพื่อการตามหาตัวตนของศพได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็จะมีการแขวนเสื้อผ้าของผู้ตายเอาไว้ที่ตู้ด้านหลัง การเยี่ยมชมห้องเก็บศพได้รับวามนิยมอย่างมาก จนมีการจัดให้อยู่ในโปรแกรมทัวร์ ระบุพิกัดชัดเจนลงในคู่มือท่องเที่ยว ทำให้ห้องเก็บศพสาธารณะนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมถึง 4,000 คนต่อวัน กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งปี 1907 ห้องเก็บศพนี้ก็ถูกปิดลงอย่างเป็นทางการ

และอีกหนึ่งกิจกรรมสุดสยอง และดูโหดร้ายทารุณเกินไปสำหรับคนรักสัตว์ นั่นก็คือ สร้างกองไฟด้วยแมว เป็นพิธีรอบกองไฟใช้แมวแทนถ่านไม้ ฟังแค่นี้ก็น่าสะพรึงมากพออยู่แล้ว แต่การเผาแมวในพิธีรอบกองไฟที่สนุกสนานนี้ไม่ได้ดูสนุกสนานเท่าไรนักสำหรับคนรักแมว ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 18 ผู้คนมากมายในเมืองปารีสจะมารวมตัวกันที่ Place de Greve เพื่อร่วมพิธีรอบกองไฟที่สนุกสนาน มีการร้องรำอย่างรื่นเริง ดื่มสังสรรค์ และที่เป็นจุดเด่นของงานนี้คือ แมวที่ใส่ถุงห้อยเอาไว้ด้านบน ถูกปล่อยลงมาสู่เปลวเพลิงด้านล่างกองใหญ่และร้อนระอุ สมัยนั้นเชื่อกันว่าแมวเป็นสัตว์ไร้วิญญาณ เป็นแม่มดและปีศาจ ซึ่งอาจะตามมาด้วยเหตุผลอื่น ๆ อีกหลายประการ ทำให้พิธีกรรมสุดสยองนี้เป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนจะเก็บเศษเถ้ากระดูกของแมวที่ถูกเผาทั้งเป็นไปเป็นเครื่องรางด้วยเหตุผลต่างกันไป นอกจากนี้ใน Saint Chamond จะมีการวิ่งไล่จับแมวที่ไฟลุกตามท้องถนน หรือ ใน Burgundy และ Lorraine ก็จะเต้นรำรอบเสาไฟที่มีแมวเป็น ๆ ถูกห้อยเอาไว้

หลุมฝังพระศพจักพรรดิอัสเกีย

Written by teeranun on October 5th, 2013. Posted in บทความ

หลุมฝังพระศพจักพรรดิอัสเกีย

หลุมฝังพระศพจักรพรรดิอัสเกีย (อัสเกียโมฮัมหมัดที่ 1) อยู่ในเมืองเกา (Gao) ในประเทศมาลี ซึ่งจักรพรรดิอัสเกียถือเป็นจักรพรรดิที่ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับจักรวรรดิซองไฮ (Songhai Empire) มากที่สุด หลุมฝังพระศพนี้สร้างขึ้นราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนหลุมฝังพระศพนี้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 2004

หลุมฝังพระศพจักรพรรดิอัสเกียสร้างจากดินเหนียวตามรูปแบบศิลปะแอฟริกาตะวันตก สิ่งก่อสร้างบริเวณหลุมฝังพระศพประกอบด้วยปิรามิดหลุมฝังพระศพ และมัสยิด 2 หลัง หลุมฝังพระศพมีความลึก 17 เมตร ถือเป็นสิ่งก่อสร้างของมาลีที่ใหญ่ที่สุดก่อนการล่าอาณานิคม

พื้นที่บริเวณหลุมฝังพระศพได้มีการต่อเติมมัสยิดออกมาอีกในช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 และในปี ค.ศ. 1990 ได้มีการสร้างกำแพงล้อมรอบพื้นที่ รวมถึงมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ตามมาด้วยระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ก่อนปี ค.ศ. 2000 ในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้งานมัสยิดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลด้านวัฒนธรรมมาลีในเมืองเกา รวมถึงการได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับประวัติการก่อสร้าง จักรพพรดิอัสเกียทรงนำวัสดุการก่อสร้าง เช่น ดินเหนียวและไม้กลับมาจากการแสวงบุญที่เมืองเมกกะ (Mecca) โดยใช้คาราวานอูฐถึง 1,000 ตัวในการขนวัสดุทั้งหมด โดยโครงสร้างของหลุมพระศพนี้มีลักษณะเหมือนกับที่อยู่อาศัยซึ่งประกอบด้วยห้องหลายห้องและทางเดินที่เชื่อมแต่ละห้อง อย่างไรก็ตามห้องและทางเชื่อมดังกล่าวก็ถูกปิดตายหลังจากที่จักรพรรดิอัสเกียสิ้นพระชนม์ โดยพระศพของพระองค์เพียงพระองค์เดียวที่ถูกฝังในหลุมพระศพนี้ ส่วนบุคคลในราชวงศ์คนอื่นๆจะถูกฝังไว้ที่สุสานอื่นๆ

อาหารรสเด็ดเมืองหอไอเฟล (ต่อ)

Written by jintana on September 28th, 2013. Posted in บทความ

มาต่อกันที่อาหารของประเทศฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อ อย่างที่สี่เราจะมาทำความรู้จักกับ ปาเต ( pâté) เป็นอาหารประเภทหนึ่งของประเทศในแถบยุโรป โดยมีส่วนประกอบคือ เนื้อ ตับ ผัก และเครื่องเทศ บดผสมกันแล้วแต่ความชอบ นิยมรับประทานคู่กับขนมปัง หรือเป็นไส้ขนมปัง โดยมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามกรรมวิธีการทำ
หากปาเตนำเอามาเป็นไส้พายหรือขนมปังจะถูกเรียกว่า “ปาเตอ็องกรูต” (ฝรั่งเศส: pâté en croûte)

ปาเตที่ถูกอบด้วยแตร์รีนหรือแม่พิมพ์ต่าง ๆจะถูกเรียกว่า “ปาเตอ็องแตร์รีน” (ฝรั่งเศส: pâté en terrine)

ปาเตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ  “ปาเตเดอฟัวกราส์” (ฝรั่งเศส: pâté de foie gras) ซึ่งทำมาจากตับห่านที่ถูกขุนจนอ้วน ซึ่งต่างจาก “ฟัวกราส์อองตีเยร์” (ฝรั่งเศส: foie gras entier) ที่เป็นตับห่านธรรมดา ถูกปรุงให้สุกและนำมาหั่นเป็นชิ้น ไม่ใช่ปาเต

อาหารรสเลิศอย่างต่อไปคือ ฟัวกรา (Foie gras) หรือตับห่านที่เรารู้จักกันดี อาหารจานนี้เป็นอาหารชั้นเลิศของฝรั่งเศส ฟัวกรา แปลความหมายเทียบเคียงว่า Fat liver นั่นก็หมายถึง ตับห่านที่ถูกเลี้ยงจนมีขนาดอ้วนเกินไป จนมีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อตับ

ในปี พ.ศ. 2548 ฟัวกราถูกผลิตขึ้นทั่วโลกราว ๆ 23,000 ตัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศฝรั่งเศสที่ผลิตประมาณร้อยละ 75 ของทั้งหมด หรือราวๆ 18,000 ตัน การบริโภคฟัวกราของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2548 จะอยู่ราว ๆ 19,000 ตัน ประเทศที่ผลิตฟัวกรามากเป็นอันดับสองคือฮังการีและส่งออกให้ประเทศฝรั่งเศสมากที่สุด

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสน่ห์ฝรั่งเศสที่ทุกคนน่าจะรับรู้ได้ถึงความนิยม และหากใครได้ลิ้มรสก็คงสัมผัสได้ว่าเสน่ห์ของอาหารฝรั่งเศสนั้นน่าประทับใจเพียงใด