Posts Tagged ‘แปลภาษาญี่ปุ่น’

เส้นโซบะนำโชค

Written by jintana on January 1st, 2014. Posted in บทความ

เส้นโซบะนำโชค

โซบะ เป็นอาหารที่เคียงคู่กับคนญี่ปุ่นมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ ทำขึ้นจากแป้งสาลีผสมเมล็ดของต้นโซบะมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจัดอยู่ในธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าธัญพืชทั่วไป มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และโรคเหน็บชา โซบะแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

–           โมริโซบะ (盛り蕎) เป็นโซบะเส้นเปล่า ๆ ทานกับซอสทซึยุ

–           ฮายาชิโซบะ (冷やし蕎麦) หรือโซบะเย็น ทานกับซอสทซึยุเย็น กับเครื่องเคียงที่เป็นของเย็น

–           คาเกะโซบะ (かけ蕎麦) หรือโซบะน้ำ มีหลายชนิดและมีชื่อเรียกต่างกันตามเครื่องที่ใส่ลงไป

การรับประทานโซบะแบบพิเศษนั้น เรียกว่า โทชิโกชิโซบะ(年越しそば)  หรือ โซบะข้ามปี คือการรับประทานโซบะรูปแบบต่าง ๆ ตามแต่ใจชอบของแต่ละคนในคืนข้ามปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่นั่นเอง ความเชื่อมีอยู่ว่าหากรับประทานโซบะไม่ว่าจะรูปแบบไหนนั้น เป็นการขอพรให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อายุยืนยาวเหมือนเส้นโซบะ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นมงคลกับชีวิตอย่างยิ่ง เขาแอบกระซิบมาว่า เส้นโซบะยิ่งยาวเท่าไรยิ่งดี

อีกประการที่สำคัญของการกินโซบะข้ามปี คือ โจยาโนคาเนะ (除夜の鐘) หรือ การตีระฆัง 108ครั้ง ที่จะดังขึ้นในเวลาเที่ยงคืน เป็นความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธว่า เสียงระฆังดังกล่าวจะช่วยเตือนสติ ชำระล้างจิตใจของมนุษย์ให้ใสสะอาด ขับไล่กิเลสและสิ่งชั่วร้ายออกไปจนหมดสิ้น เมื่อได้ยินเสียงระฆังดังก็เป็นสัญญาณว่าให้รับประทานโซบะได้ และอีกความเชื่อที่พลาดไม่ได้คือ ต้องทานโซบะให้หมดเกลี้ยง เพราะถ้าทานไม่หมดพรต่าง ๆ ที่ขอไปจะไม่สำเร็จเลยสักประการเดียว

ความแตกต่างของโออิรันและเกอิชา

Written by jintana on November 26th, 2013. Posted in บทความ


หลังจากที่เราทำความรู้จักกับโออิรันและเกอิชากันดีพอสมควรแล้ว เรามีจุดสังเกตง่าย ๆ สำหรับสองอาชีพนี้มีฝากกันค่ะ ทั้งคู่จะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันไป หากสังเกตง่าย ๆ จากสิ่งต่อไปนี้ ทรงผม กิโมโน โอบิ เกี๊ยะ การเดินและที่อยู่

– ทรงผมของโออิรันนั้นจะอลังการมาก มีการใส่วิกผมและตกแต่งด้วยปิ่นปักผม เครื่องประดับ ริบบิ้น ขมวดปมมากมาย น่าแปลกที่พวกเธอสามารถทรงคอให้ตั้งตรงได้เพราะรวมน้ำหนักแล้วประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งต่างจากเกอิชาพอสมควร

– กิโมโนของโออิรันจะหนาประมาณ 5 ชั้น หรือบางครั้งอาจจะมีลักษณะคล้ายผ้าฟูกด้วยซ้ำ สีสันของกิโมโนก็จะสวยสดงดงาม ลวดลายสะดุดตา เทียบความหรูหราอลังการกับเกอิชาคนละแบบ และกิโมโนของเกอิชานั้นจะมีแขนสั้นเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ บางข้อมูลยังบอกอีกว่าการที่พวกเธอใส่แขนสั้นนั้นก็เพื่ออวดผิวสวย ๆ ที่ไร้การปกปิดจากแป้งขาว ๆ ชวนให้ชายหนุ่มจินตนาการและหลงใหลในความงามของพวกเธอ

– โอบิ คือส่วนหนึ่งของชุดกิโมโน โออิรันนั้นจะผูกโอบิไว้ข้างหน้าเพื่อถอดหรือใส่ได้ง่ายกว่าการผูกไปข้างหลัง(เป็นนัยว่าสะดวกในการรับแขกนั้นเอง) ส่วนเกอิชานั้นจะผูกโอบิไว้ด้านหลังเพราะพวกเธอไม่จำเป็นต้องถอด ๆ ใส่ ๆ ทั้งคืนเหมือนโออิรัน

– เกี๊ยะของโออิรันจะสูงมาก สูงกว่า 2-3 เท่าของเกอิชา สำคัญคือการเปลือยเท้าของโออิรัน ที่แม้กระทั่งในฤดูหนาวพวกเธอก็ยังไม่สวมถุงเท้า(ทาบิ) เป็นความเซ็กซี่เล็ก ๆ ที่ชวนให้แขกจินตนาการถึงใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยแป้งขาวและร่างกายที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดกิโมโนหนา ๆ นั่นเอง

– การเดินของโออิรัน ต่างจากเกอิชาโดยสิ้นเชิง โออิรันจะเดินเป็นเลข 8 ญี่ปุ่น ตามสุภาษิตเชิงลบของชาวญี่ปุ่นว่า คนสวยใน 8 ทิศทาง คือ เป็นหญิงที่เอาใจชายเก่ง

– ที่อยู่ของโออิรันและเกอิชาจะแยกต่อกันอย่างชัดเจน ย่านที่โออิรันพักอาศัยจะอยู่ในแถบโยชิวาระคะ และที่สำคัญพวกเธอไม่สามารถออกจากเขตที่อยู่ย่านนี้ได้ ส่วนย่านของเกอิชาจะเป็นย่านฮานามาชิ

 

 

หญิงผู้ขายศิลปะ

Written by jintana on November 7th, 2013. Posted in บทความ

หญิงผู้ขายศิลปะ

คงจำกันได้ว่าบทความที่แล้วเราพูดถึง โออิรัน หญิงโสเภณีชั้นสูงในสมัยเอโดะมากพอสมควร หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เกอิชาต่างกับโออิรันอย่างไรเพราะขายศิลปะเหมือนกัน อีกทั้งบางข้อมูลยังลงว่าเกอิชาบางประเภทก็ขายร่างกายเหมือนกัน บทความนี้เราจึงขอขยายความของคำว่า เกอิชา กันค่ะ

เกอิชาคือผู้หญิงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น กริยามารยาท นาฏศิลป์ คีตศิลป์ การขับร้อง วาดรูป หรือแม้กระทั่งการเดินที่ดูขัดธรรมชาติ รวมทุกอย่างไว้ในหญิงสาวคนหนึ่งเพื่อสร้างความเริงรมย์ให้กับแขกของพวกเธอ
ตามประวัติศาสตร์แล้ว เกอิชา มีต้นกำเนิดมาจากอาชีพ ซะบุโระขุ หญิงขายแรงงานในศตวรรษที่ 7 ได้ถูกว่าจ้างให้ไปสร้างความบันเทิงแก่แขก และชิระเบียวฉิ หรือกลุ่มผู้หญิงที่ชำนาญในการร้อง รำ เล่นดนตรี เกิดขึ้นช่วงศตวรรษที่ 12-14 ในยุคเฮอัน – ยุคคะมะคุระ

ในสมัยก่อนหญิงสาวที่เป็นเกอิชาส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่ยากจนที่พ่อแม่ขายให้สำนักเกอิชา แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เกอิชาจะมาจากคนแวววงเดียวกัน อิงเส้นสาย หรือความสมัครใจล้วน ๆ เมื่อพวกเธอตัดสินใจที่จะเป็นเกอิชาแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเธอได้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เกอิชาต้องเรียนรู้คือ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ มารยาทตามแบบฉบับญี่ปุ่น และประเพณีที่งดงาม เช่น การจัดดอกไม้ การชงชา เป็นต้น นอกจากจะต้องอดทนเรียนศิลปะต่าง ๆ แล้ว พวกเธอต้องมีจรรยาบรรณของอาชีพเกอิชา คือการรักษาความลับของลูกค้า กล่าวคือ ลูกค้าที่สามารถเรียกตัวเกอิชาไปปรนนิบัติรับใช้ได้ ต้องเป็นเศรษฐี หรือนักการเมือง เมื่อพวกเธอร่วมรับประทานอาหารกับบุคคลเหล่านี้ แน่นอนว่าจะต้องมีการพูดคุยเรื่องธุรกิจ หรือความลับอื่น ๆ การรักษาความลับจึงเป็นสิ่งที่พวกเธอควรพึงปฏิบัติกับลูกค้า

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โสเภณีสมัยเอโดะ

Written by jintana on November 5th, 2013. Posted in บทความ

โสเภณีเอโดะ

ความบันเทิงเริงรมย์ในทุกยุคทุกสมัยต่างกันไปตามความชอบ และถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะถูกพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจุดประสงค์ก็ล้วนเป็นสิ่งเดียวกันคือ การทำให้รื่นรมย์ และผ่อนคลายความเครียด เสน่ห์ที่งดงามของผู้หญิงล้วนดึงดูดชายได้ดี ด้วยเหตุนี้อาจทำให้เกิดอาชีพ โออิรัน และ เกอิชา ความเหมือนบนความแตกต่างของอาชีพนี้ โออิรันหรือโอยรันอาจไม่คุ้นหูเท่าไรนัก พวกเธอจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะบันเทิงเริงรมย์เพราะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี คอยรับแขกด้วยศิลปะและร่างกาย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเต็มใจของพวกเธอด้วยเช่นกัน ซึ่งต่างจากเกอิชาเพราะเกอิชานั้นขายแต่ศิลปะเท่านั้น

อาชีพโออิรัน มีมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ ราวปีค.ศ.1600-1868 โออิรันจะถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นกริยา มารยาท ศิลปะ การับร้อง เล่นดนตรี เพื่อสร้างความบันเทิงเริงรมย์ให้กับแขก ลำดับชั้นของโออิรันจะเริ่มตั้งแต่ ฮาชิ ,ทสึโบเนะ ,เฮยาโมจิ ,ซาชิคิโมจิ ,โคชิ และตำแหน่งสูงสุดของโออิรันคือ ทายู สามารถเลือกแขกได้และยังสามารถได้รับการไถ่ตัวจากเจ้าเมืองเพื่อไปเป็นเมียน้อยอีกด้วย

การฝึกหัดโออิรันมักเริ่มมาจากการที่ถูกส่งตัวให้ไปอยู่ในสำนักโออิรันตั้งแต่อายุประมาณ 5 ขวบ ซึ่งเข้าไปทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้ของโออิรัน เด็กเหล่านี้จะถูกเรียกว่า คามุโระ เมื่อคามุโระอายุประมาณ 9-10 ปี ก็จะมีชื่อเรียกว่า ชินโซ หรือ โออิรันฝึกหัดต่อไป เมื่อชินโซอายุได้ 13-14 ปี จะถูกแม่เล้าจับทำพิธีมิสุอาเงะ เพื่อให้เป็นโออิรันโดยสมบูรณ์ หากชินโซยังไม่ผ่านพิธีมิสุอาเงะ แขกจะไม่สามารถซื้อตัวพวกเธอได้จนกว่าจะผ่านการทำพิธีดังกล่าว

แม้จะขายร่างกายแต่โออิรัน จะแตกต่างกับ ยูโจ เพราะโอยรันจะมีความสามารถทางศิลปะที่สูงมาก การแต่งตัวก็จะต่างกันมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองต่างจาก ยูโจ ซึ่งเป็นแค่โสเภณีทั่วไป พวกเธอมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีและอาชีพของตน โออิรันนั้นไม่ชอบให้ใครมาเรียกและเข้าใจผิดว่าเป็นเกอิชา ซึ่งเกอิชาก็ไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าเป็นโออิรันเช่นกัน บางข้อมูลก็กล่าวกันว่าโออิรันมีศักดิ์เท่ากับยูโจ หากเป็นโสเภณีระดับสูงจะเรียกว่า โอชุโค มีหน้าที่รับใช้ในราชสำนัก

ราวปลายปีค.ศ.1900 ได้มีการออกกฎหมายห้ามขายบริการทางเพศ เรื่องราวกว่าสามร้อยปีของโออิรันต้องถูกปิดฉากลง แต่ปัจจุบันยังมีทายูอยู่ในแถบโตเกียว เพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือศิลปะต่าง ๆ ระบบของโออิรันหลังปี 1768 ตำแหน่งทายูและโคชิจะถูกยุบไปกลายเป็นซันชะแทน ส่วนบางย่านที่ยังมีทายูอยู่ก็จะมีหน้าที่แสดงศิลปะในราชสำนักเท่านั้น

ตุ๊กตาเครื่องราง ดารุมะ

Written by jintana on October 23rd, 2013. Posted in บทความ

ดารุมะ

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของชาวตะวันออกหรือตะวันตก สิ่งที่เราปรารถนาคล้าย ๆ กันนั่นก็คือ ความโชคดี ความโชคดีหรือร้ายเป็นสิ่งที่เรานึกไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ความหวังที่มีอยู่อันน้อยนิดของเราจึงจำเป็นที่จะต้องให้สิ่งอื่นช่วย นั่นก็คือเครื่องรางของขลังนั้นเอง

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเชื่อที่เกี่ยวพันกับนิกายเซนอยู่ไม่น้อย เราจะสังเกตได้จากวัดโบราณหรือสถาปัตยกรรมต่าง ๆ หรือง่ายไปกว่านั้นก็คือตุ๊กตาเครื่องรางที่เป็นรูปสัตว์เช่น แมว นกฮูก ปลา กระต่าย เป็นต้น แต่ตุ๊กตาที่เราจะพูถึงนี้ ไม่ใช่ตุ๊กตารูปร่างสัตว์น้อยน่ารักทั่วไป แต่เป็นเจ้าตุ๊กตาล้มลุก หน้าตาดุดันที่มีชื่อเรียกว่า ดารุมะ

ดารุมะ เป็นตุ๊กตาล้มลุกไม่มีแขนหรือขา ตัวกลม ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง เป็นเครื่องรางนิกายเซน หมายความว่า ความเพียร ความอุสาหะ และความโชคดี คนญี่ปุ่นนิยมนำตุ๊กตาดารุมะให้กันในเทศกาลปีใหม่เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ย้อนกลับไปเมื่อปี 1954 เป็นต้นกำเนิดเทศกาล Daruma Kuyo ซึ่งจัดในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีที่วัดเก่าแก่ของโตเกียวอย่างวัด Nishi-Arai Daishi และวัดDairyu-Ji ที่กิฟุ ชาวญี่ปุ่นและครอบครัวจะมาที่วัดเพื่อขอพร แต่ละครอบครัวจะนำตุ๊กตาตัวเก่ามาเผาและซื้อตุ๊กตาดารุมะตัวใหม่กลับบ้าน

ทุกวันที่ 6 – 7 มกราคมของทุกปีจะมีเทศกาล Daruma Matsuri จัดที่วัด Shorinzan Daruma,Takasaki จังหวัดกุนมะ เทศกาลตุ๊กตาดารุมะซึ่งจะมีตุ๊กตาดารุมะให้เลือกซื้อมากมาย มีการออกร้านต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน ปัจจุบันตุ๊กตาเครื่องรางนี้ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นรูปตัวการ์ตูนหรือเจ้าหญิงน่ารัก ๆ รวมไปถึงแผ่นป้ายต่างเครื่องรางต่าง ๆ ด้วย

หลากสีหลายความหมายกับตุ๊กตาดารุมะ

Written by jintana on October 21st, 2013. Posted in บทความ

ดารุมะหลากสี

ตุ๊กตาแห่งความโชคดีของชาวญี่ปุ่น ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจตามความเชื่อของนิกายเซน ซึ่งหลายคนอาจคุ้นตากับรูปร่างอ้วนกลมล้มลุกหน้าตาดุดันบึ้งตึงตัวสีแดงราวกับโกรธเป็นไฟ แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าดารุมะ มีสีอื่นด้วย

ย้อนกลับไปสมัยเมจิตุ๊กตาดารุมะห้าสีได้ถือกำเนิดขึ้นมามีชื่อเรียกว่า 五色だるま อ่านว่า Goshiki Daruma ซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า ดารุมะห้าสี  ในช่วงยุคแรก ๆ โกะชิคิดารุมะ หรือตุ๊กตาดารุมะห้าสีนี้เริ่มผลิตที่วัด  Darumadera ที่จังหวัด Shizuoka ซึ่งมีสีฟ้า แดง เหลือง ขาว และดำ ซึ่งเป็นสีแทนของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ สัญลักษณ์ทางศาสนาพุทธและปรัชญาโบราณ ตามความเชื่อของคนสมัยนั้น ปัจจุบันดารุมะมีหลายแบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น ลายคิตตี้ เป็นต้น  ส่วนความหมายของแต่ละสีก็มีดังนี้
 
– ตุ๊กตาดารุมะสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความเป็นอยู่ที่ดี ความเจริญรุ่งเรือง และสันติภาพ
– ตุ๊กตาดารุมะสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในหน้าที่การงาน และการสมัครงาน
– ตุ๊กตาดารุมะสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย มั่งคั่ง มากด้วยทรัพย์สินเงินทอง เกียรติและชื่อเสียง
– ตุ๊กตาดารุมะสีม่วง เป็นสัญลักษณ์ของความอายุยืน และสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
-ตุ๊กตาดารุมะสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการเรียน ทางวิชาการ รวมไปถึงความสามัคคีด้วย
– ตุ๊กตาดารุมะสีดำ เป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต่อสู้กับความยากลำบาก และเป็นตัวแทนของ การภาวนาให้พืชพรรณต่าง ๆ อุดมสมบูรณ์
– ตุ๊กตาดารุมะสีทอง เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการแข่งขัน ชัยชนะ และความร่ำรวย
– ตุ๊กตาดารุมะสีเงิน เป็นสัญลักษณ์ของความขยัน มุ่งมั่น อุตสาหะ ส่งเสริมบุคลิกภาพและพัฒนาตนเอง
– ตุ๊กตาดารุมะสีชมพู เป็นสัญลักษณ์ของความรัก การแต่งงาน และความสัมพันธ์ที่ดี
– ตุ๊กตาดารุมะสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพ ความมีชีวิตชีวา และการหายจากอาการเจ็บป่วย
– ตุ๊กตาดารุมะสีส้ม เป็นสัญลักษณ์ของความฝันและความปรารถนา บริษัทห้างร้านที่สืบทอดกันมายาวนาน

พิธีเซงากิ : พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

Written by teeranun on October 13th, 2013. Posted in บทความ

พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

พิธีเซงากิ (施餓鬼) เป็นพิธีทางพุทธศาสนามหายานของญี่ปุ่นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต (gaki : 餓鬼) ที่ทรมานเพราะขาดอาหาร รวมถึงการทำบุญเพื่อให้เปรตกลับสู่นรกภูมิหรือเพื่อให้เปรตอยู่แต่ในดินแดนของตน เป็นพิธีที่ดัดแปลงมาจากเทศกาลเชงเม้งของจีน

การประกอบพิธีเซงากิกระทำได้โดยการนั่งสมาธิ ไปที่วัดแล้วนำข้าวกับน้ำไปวางตามแท่นบูชาที่ห่างจากพระพุทธรูปหรือภาพพระพุทธเจ้า รวมถึงรูปเคารพพระโพธิสัตว์ ต่อมาจุดกำยานและพรมน้ำจากกิ่งสน แล้วเชิญเปรตเพื่อมารับข้าวและน้ำนั้น จากนั้นจึงจุดไฟเผากระดาษที่เขียนชื่อผู้ตาย หรือบาปที่ตนเองเคยกระทำไปแล้วจะไม่ทำอีก เมื่อเผากระดาษเสร็จก็จะสวมมนต์ต่างๆ เช่น บทมหากรุณาธารณี หรือการสวดถึงพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเมื่อประกอบพิธีเสร็จแล้วก็จะนำอาหารที่ใช้ประกอบพิธีมาบริโภค ซึ่งเหล่าพระสงฆ์ญี่ปุ่นจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อการปลงอาบัติอีกด้วย

ตามตำนานได้เล่าถึงการเกิดพิธีเซงากิว่าพระโมคลานะต้องการปลดปล่อยมารดาจากเปรตภูมิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระโมคลานะสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรหรือเดินทางไปนรก ซึ่งเป็นการปลดปล่อยเหล่าเปรตมาสู่โลกมนุษย์ และจะต้องประกอบพิธีเซงากิเพื่อให้เปรตเหล่านั้นกลับสู่ภูมิของตน

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าเปรตตนหนึ่งได้มาบอกพระอานนท์ว่าจะมาปรากฏกายภายใน 3 วัน พระอานนท์จึงทำทานให้แก่ผู้ยากไร้เพื่อที่เปรตจะได้ไม่มาปรากฏกาย

ปัจจุบันพิธีเซงากิเป็นพิธีทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้ตายและเป็นสัญลักษณ์ของการสะเดาะเคราะห์ พิธีนี้สามารถประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ แต่โดยมากชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลโอบง

(お盆) ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้ในวันฮาโลวีน และความสำคัญของพิธีดังกล่าวก็ลดลงไปตามยุคสมัย

 

อาหารชาวไอนุ

Written by teeranun on October 11th, 2013. Posted in บทความ

ชาวไอนุ

ชาวไอนุเป็นชนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณทางเหนือของประเทศ โดยอาศัยอยู่มากบนเกาะ
ฮอกไกโด ชาวไอนุถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากชาวญี่ปุ่นทั่วไปอยู่มาก ในบทความนี้จะนำเสนออาหารของไอนุ

อาหารไอนุมักจะปรุงเนื้อให้สุกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การต้ม ปิ้ง หรือรมควัน ส่วนผสมหลักของอาหารชาวไอนุมักประกอบด้วยธัญพืชและผักประเภทต่างๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ถั่ว ชิเกะเรเบ (พืชให้ผลชนิดหนึ่ง) กระเทียมป่า (ปุกุสะ ในภาษาไอนุ ส่วนภาษญี่ปุ่นเรียกว่า ギョウジャニンニク) ในส่วนของเนื้อสัตว์ ชาวไอนุจะรับบริโภคเนื้อหลายประเภท เช่น เนื้อหมี กวาง จิ้งจอก กระต่าย แมวน้ำ แรคคูน ปลาวาฬ นก รวมถึงน้ำมันที่ได้จากหมี ม้า ปลาวาฬ เนื้อวัว และกวาง

อาหารที่มีชื่อของชาวไอนุ สามารถแบ่งได้ดังนี้

– คิโตกัม (Kitokam) คือไส้กรอกที่ผสมกระเทียมป่า

– มันซิโร ซาโย (Munciro sayo) คือข้าวฟ่างผสมนม หรือข้าวฟ่างกวนกับนมจนเป็นข้าวเปียก

– รุยเบ (Ruibe) คือปลาแซลมอนแช่แข็ง เมื่อเสิร์ฟจะสไลด์บางๆอย่างซาชิมิ เสิร์ฟคู่กับซอสถั่วเหลือง

– โอเฮา หรือ รูร (Ohaw หรือ rur) คือน้ำซุปต้มกระดูกแบบชาวไอนุ แตกต่างจากซุปแบบญี่ปุ่นคือจะไม่ใส่มิโซะหรือซอสถั่วเหลือง มีส่วนผสมหลักคือสาหร่ายเคลป์ พืชต่างๆ เนื้อสัตว์ แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ซุปกวาง ซุปแซลมอน ซุปเนื้อวัว ซุปกระเทียมป่า เป็นต้นซุปโอเฮา

– มูนินิโม (Muninimo) คือแพนเค้กแป้งมันฝรั่งหมัก ซึ่งการหมักแป้งมันฝรั่งนี้ ชาวไอนุจะหมักมันฝรั่งไว้ใต้ดินโดยผ่านกระบวนการทำให้น้ำระเหยออกไป (เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นจัด) เมื่อจะบริโภคก็จะนำแป้งมันฝรั่งนั้นไปล้างน้ำแล้วอบหรือย่าง โดยแป้งมันฝรั่งนี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 20 ปี  ตัวแป้งมีความเหนียวเหมือนแป้งโมจิ

มูนินิโม

– ราตาสเคบ (rataskep) เป็นสตูว์ที่คิดขึ้นโดยชิเกรุ คายาโนะกับเพื่อนๆ

ราตาสเคบ

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่ (ต่อ)

Written by jintana on September 1st, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ ได้ท่องเที่ยวในวังเรียวงุโจอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็พบกับห้อง ๆหนึ่งซึ่งในห้องมีประตูอยู่สี่บาน เมื่อเปิดเข้าไปที่ประตูแรก ทั้งห้องนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น มีต้นซากุระผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม และกลีบดอกยังร่วงลงพื้นสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งอากาศภายในห้องนั้นอบอุ่นกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

ห้องที่ต่อมา เป็นฤดูร้อน เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบท้องฟ้าที่แจ่มใส อากาศสดชื่น มีเสียงนกและแมลงต่าง ๆมากมาย ทั้งลมโชยเอื่อย ๆชวนให้นั่งเล่นยิ่งนัก

ห้องที่สาม เป็นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบกับท้องฟ้ามีดาวระยิบระยับเคียงคู่กับพระจันทร์ในยามค่ำคืน ชวนให้มองสลับกับสีส้มของใบต้นโมมิจิ(เมเปิ้ล) ที่กำลังผลัดใบยิ่งมองก็ยิ่งสบายใจ คลอไปกับเสียงจักจั่นที่แข่งกันร้องราวกับเสียงเพลงจากธรรมชาติ

ห้องสุดท้ายเป็นห้องแห่งฤดูหนาว เมื่อเข้าไปก็พบกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมต้นไม้ พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น อุระชิมะ ทาโร่เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นอยู่ที่วังเรียวงุโจเป็นเวลาสามปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่อาศัยอยู่กับแม่อันเป็นที่รัก ด้วยความกตัญญูเขาขอโอโตฮิเมะขึ้นมาเพื่อดูความเป็นอยู่ของแม่ เมื่อนางรู้นางได้ขอร้องให้อุระชิมะ ทาโร่อยู่ แต่ก็เข้าใจถึงความกตัญญูที่เขามีต่อแม่ จึงได้มอบกล่องหนึ่งให้อุระชิมะนำขึ้นมาด้วยและกำชับว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด อุระชิมะทาโร่ สัญญาว่าจะขี่เต่าตัวเดิมกลับมาพร้อมกล่อง

เมื่อเขาขึ้นมาบนโลกมนุษย์ น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่มีใครรู้ข่าวคราวของแม่เขาเลย ทั้งยังไม่มีใครรู้จักอุระชิมะ ทาโร่อีกด้วย ได้ยินแต่เพียงเรื่องเล่าว่า อุระชิมะ ทาโร่นั้นออกทะเลและหายสาบสูญไปเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ว่าเวลา 3 ปี ในวังเรียวงุโจ เท่ากับบนโลกมนุษย์ 300 ปี เขาเสียใจมาก จึงนั่งพักอยู่ริมทะเลและสงสัยกับกล่องที่โอโตฮิเมะให้มาจึงเผลอเปิดกล่องใบนั้นขึ้น แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขากลายเป็นชายชราทันทีแล้วค่อย ๆเสียชีวิตลงในที่สุด แท้ที่จริงแล้วกล่องใบนั้นคือที่เก็บอายุขัยของเขานั่นเอง.