Posts Tagged ‘แปลภาษาญี่ปุ่น’

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก 5

Written by jintana on September 16th, 2014. Posted in บทความ

อาคารที่ว่าการมหานครโตเกียว

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือน เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวอันมีเสน่ห์มากมายที่ชวนให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสาย บทความนี้เราจะพาทุกคนไปชมวิวเมืองโตเกียวที่ตึกเมโทรโพลิแทน (The Tokyo Metropolitan Government OfficeComplex  : TMG) หรือ อาคารที่ว่าการมหานครโตเกียว ตั้งอยู่ในเขตชินจูกุ เป็นบริเวณหมู่ตึกสูงในย่านชินจูกุ และ TMG ก็เป็นตึกที่สูงที่สุดในย่านนี้ เป็นที่ทำการของรัฐบาลกรุงโตเกียว หลายคนอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่ากรุงโตเกียวมีส่วนการบริหารที่แยกออกจากส่วนกลาง เพราะฝ่ายบริหารท้องถิ่นต้องการขยายเขตธุรกิจCBD (Central Business District) ซึ่งเป็นเขตธุรกิจใหม่ของมหานครโตเกียวในย่านชินจูกุ

อาคารที่ว่ามหานครโตเกียวนี้เป็นผลงานการออกแบบของ เคนโซ ทังเกะ สถาปนิกผู้มากประสบการณ์ ซึ่งเขาได้ฝากผลงานไว้กับสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งของญี่ปุ่น เช่น สนามกีฬาโอลิมปิกโตเกียว ปี 2505 อาคารอนุสรณ์แห่งเสรีภาพสถานที่ฮิโรชิม่า เป็นต้น ก่อนที่จะจากไปด้วยอายุ 91 ปี (2456 – 2548)  แรงบันดาลใจในการออกแบบตึกแห่งนี้คืออาคารวิหารโกธิคในประเทศเยอรมัน (The Gothic Churches of Germany)

ตึกแห่งนี้ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้าง 3 ส่วน

-อาคารที่ 1 (TMG Building No.1) อาคารหลักสังเกตง่าย ๆคือส่วนยอดของอาคาร มี 2 ยอด เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2531 แล้วเสร็จเมื่อ ปี2534 ความสูงประมาณ 243 เมตร ส่วนยอดจะมีการติดตั้งสัญญาณต่าง ๆสำหรับการติดต่อสื่อสาร ส่วนจุดชมวิวนั้นจะอยู่ที่ชั้น 45 ที่รดับความสูง 202 เมตร

-อาคารที่ 2 (TMG Building No.2) เป็นอาคารทางขวามือของอาคารที่ 1มีจำนวน 34 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น สูงจากพื้นดินประมาณ 163 เมตร

-อาคาร Tokyo Metropolitan Assembly Building ถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางการบริหารของมหานครโตเกียว ตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคารที่ 1มี 7 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 1 ชั้น ความสูงจากพื้นดินประมาณ 41 เมตร

อาคารแห่งนี้เปิดเข้าให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00-23:00 น. ซึ่งนอกจากจุดชมวิวบนชั้น 45 แล้วนั้นก็ยังมีร้านค้า หรือแหล่งช็อปปิ้งเอาใจนักท่องเที่ยวที่ชอบจับจ่ายซื้อข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้าน เรียกได้ว่าที่นี้เป็นสิ่งปลูกสร้างอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว

 

หอคอยสูงระฟ้าในเขตมินะโตะ(ต่อ)

Written by jintana on June 5th, 2014. Posted in บทความ

โตเกียว สกายทรี

ติดค้างกันไว้สำหรับหอคอยสีขาวแดง ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึงส่วนต่าง ๆของหอคอย คราวนี้เราจะมาเก็บรายละเอียดกันค่ะ เริ่มกันที่ความเป็นมาของหอคอยแห่งนี้

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1950 ช่วงหลังสงคราม ประเทศญี่ปุ่นจึงมีความคิดริเริ่มว่า น่าจะมีอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีอิทธิพล และเรืองอำนาจในด้านเศรษฐกิจของโลก จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 2.8 พันล้านเยนให้กับการก่อสร้างโตเกียวทาวเวอร์ จนกระทั่งแล้วเสร็จเมื่อปี 1958 รวมระยะเวลาในการสร้างหอคอยยักษ์แห่งนี้ประมาณ 8 ปี ซึ่งมีความสูงกว่า หอEiffel ถึง 13 เมตร แน่นอนว่าต้องได้รับแรงบันดาลใจมาจากหอคอยที่กรุงปารีส และการก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณโดยบริษัท Takenakaของญี่ปุ่นเอง ที่เน้นความแข็งแรงและเหนียวแน่น และเป็นหนึ่งใน 21 อนุสาวรีย์หอคอยที่ยิ่งใหญ่ของโลก (The World Federation of Great Towers) อีกด้วย

โตเกียวทาวเวอร์ใช้เป็นที่ส่งสัญญาณของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของญี่ปุ่นรวมทั้งหมด 9 สถานีโทรทัศน์ และ 5 สถานีวิทยุ และยังเคยใช้ถ่ายทำละครและหนังของญี่ปุ่นจนเป็นที่รู้จักอีกด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีหอคอยใหม่ที่มีความสูงกว่าโตเกียวทาวเวอร์อย่าง โตเกียว สกายทรี (Tokyo Skytree) ที่เขตซุมิดะกรุงโตเกียว มีความสูงถึง 634 เมตร และมีการเปิดให้เข้าชมไปเมื่อ 22 พ.ค. 2555 แต่ไม่ว่าอย่างไรสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวโตเกียวโตเกียวทาวเวอร์ก็ยังคงเป็นหอคอยอันแสนคลาสสิกอยู่ดี

 

 

 

 

 

หอคอยสูงระฟ้าในเขตมินะโตะ

Written by jintana on June 3rd, 2014. Posted in บทความ

โตเกียวทาวเวอร์

บทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสถาปัตยกรรมอีกที่หนึ่งที่สวยงามและไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้มาเยือนประเทศญี่ปุ่น หอคอยสีแดงขาวที่ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ ในเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว มีชื่อเรียกคุ้นหูว่า โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่และสวยงามสูง 332.6 เมตรสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2501เป็นหอคอยที่ไว้ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ เช่น NHK, TBS แบ่งออกเป็นสามส่วน
ส่วนแรกคืออาคารสูง 4 ชั้นใต้หอคอย

ชั้นที่ 1Tokyo Tower Aquariumเป็นส่วนจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ มีปลากว่า 800 สายพันธุ์ ราว50,000ตัว และร้านค้ามากมายภายในชั้นที่1- 2

ชั้นที่ 3 Tokyo Tower Carnivalเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญของโลก และพบกันเทคโนโลยีสามมิติทันสมัยในMysterious Walking Zone

ชั้นที่ 4Tokyo Tower Trick Art Galleryห้องจัดแสดงภาพศิลปะและภาพในระบบสามมิติ และยังมีห้องแนะนำเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย

ส่วนที่2 และ3 เป็นจุดชมวิวทั้งสองส่วน อยู่บนความสูง 150 เมตรและ 250 เมตร ตามลำดับ หอคอยแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่น้อยกว่า 2 ล้าน 5 แสนคนต่อปี โดยเปิดทำการแบบไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา09:00 น. ถึง 20:00น.เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปรอเก้อหน้าหอคอยค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ

Written by jintana on May 20th, 2014. Posted in บทความ

ยูคาตะ

 

 

ชุดลำลองสไตล์โบราณยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นคงจะเป็นชุดอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ยูคาตะ” ชุดสวยสีสันสดใสมีให้เลือกมากมายมีที่มาที่ไป รวมไปถึงการสวมใส่ที่น่าสนใจมาให้เราได้เรียนรู้กัน

เริ่มกันที่ความแตกต่างของกิโมโนกับชุดสีสันตรึงตาที่ถูกเรียกว่า ยูคาตะ ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า หลายคนอาจะสับสนว่าชุดไหนคือ กิโมโน ชุดไหนคือ ยูคาตะ สังเกตไม่ยากค่ะ ยูคาตะนั้นจะไม่มีซับในเหมือนกิโมโน นิยมสวมใส่กับรองเท้าเกี๊ยะ ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมสวมเกี๊ยะกับชุดต่าง ๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงราว ๆ ศตวรรษที่ 1950สังเกตได้จากร้านขายเกี๊ยะซึ่งนิยมมากในอดีต แต่ปัจจุบันหายากมาก เพราะค่านิยมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และด้วยอากาศที่ร้อน ทำให้การสวมใส่ชุดไม่จำเป็นต้องใส่ถุงเท้าเหมือนเวลาใส่ชุดกิโมโน ขาดไม่ได้เลยกับผ้าคาดเอวที่เรียกว่า โอบิ หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นจะใส่ชุดยูคาตะในช่วงหน้าร้อน ซึ่งอดีตนิยมใส่ชุดนี้ออกไปชมดอกไม้ไฟ และเล่นรำวงพื้นบ้านญี่ปุ่นBON ODORI

สีสันสดใสบนลายของชุดยูคาตะ นับว่าเป็นเสน่ห์ของเครื่องแต่งกายนี้ให้โดดเด่นขึ้นมา ลายยอดนิยมที่ชาวญี่ปุ่นนำมาเป็นลายบนชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เช่น ลายดอกฟูจิลายดอกโชวบุหรือไอริช ลายโชวหรือลายผีเสื้อ ลายดอกโบตั๋น ลายดอกซากุระ เป็นต้น

ตุ๊กตาอะกะเบโกะ

Written by teeranun on April 8th, 2014. Posted in บทความ

ตุ๊กตาอะกะเบโกะ

อะกะเบโกะ (赤べこ) คือตุ๊กตาของเล่นตามแบบประเพณีดั้งเดิมที่นิยมทำขึ้นในเขตไอสุ (会津) ประเทศญี่ปุ่น มีวิธีการทำโดยการนำกระดาษเหลือใช้มาผสมกาวแล้วห่อกับชิ้นไม้ จากนั้นตกแต่ง ระบายสี และเคลือบด้วยแลคเกอร์จนออกมาเป็นรูปวัวสีแดง ทั้งนี้ ส่วนตัวกับส่วนหัวจะเป็นส่วนประกอบคนละส่วน เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวหรือสั่นสะเทือน หัวของวัวก็จะสั่นไปมา

ตำนานของไอสุกล่าวว่าแต่เดิมนั้น อะกะเบโกะเคยเป็นวัวที่มีชีวิตอยู่จริงๆในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นวัวที่ชักลากไม้เพื่อก่อสร้างวัดเอนโซจิ ที่มีภิกษุโทกุอิจิเป็นผู้ดูแลการสร้าง วัวนั้นได้มอบวิญญาณเพื่อแสดงถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า และกลายเป็นหินไป ทั้งนี้ ยังมีตำนานฉบับอื่นกล่าวว่ามีวัวตัวหนึ่งไม่ยอมออกจากวัดเอนโซจิที่สร้างเสร็จแล้ว และกลายเป็นรูปปั้นอยู่ในวัด ตุ๊กตาอะกะเบโกะจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม การสร้างตุ๊กตาอะกะเบโกะเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยกาโม อุจิซาโตะ (蒲生 氏郷) เจ้าผู้ครองแคว้นไอสุในขณะนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดโรคฝีดาษระบาดไปทั่วญี่ปุ่น ชาวไอสุจึงให้เด็กๆพกตุ๊กตาอะกะเบโกะติดตัวเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่ติดโรค (เนื่องจากตุ๊กตาอะกะเบโกะมีสีแดง ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสีแดงคือสีที่ขับไล่โรคร้ายต่างๆได้) ความเชื่อนี้ได้สืบเนื่องจนมาถึงปัจจุบันในฐานะเครื่องรางที่สามารถขับไล่โรคร้าย และยังถือเป็นสัญลักษณ์ของเขตไอสุอีกด้วย

ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำตุ๊กตาอะกะเบโกะมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากเทคนิคและวิธีการทำจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และคนสมัยใหม่ไม่นิยมทำตุ๊กตาอะกะเบโกะเหมือนในอดีต แม้ว่าการทำตุ๊กตานี้ใช้เวลาเพียง 10 วันเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ทำตุ๊กตาอะกะเบโกะรุ่นใหม่ยังสอดแทรกฝีมือและคติความเชื่อใหม่ๆลงไปในงานด้วย

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น 2

Written by jintana on April 7th, 2014. Posted in บทความ

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น

หลายคนอาจะสงสัยว่าการรับประทานซูชิทำไมจึงต้องมีเจ้าครีมหยาบ ๆสีเขียวรสชาติเผ็ดขึ้นจมูก ที่เรียกว่า วาซาบิ จริงอยู่ว่ารสชาติที่จัดจ้านของมันอาจช่วยดับกลิ่นคาวปลาสดที่ให้เป็นหน้าของซูชิ วาซาบินั้นมีสรรพคุณช่วยเจือจางความเป็นพิษและฆ่าเชื้อโรค วิวัฒนาการของอาหารชนิดนี้มีเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นอาหารที่มีเสน่ห์ลงตัวน่าหลงใหลในปัจจุบันจึงทำให้ซูชิมีหลายประเภท บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของซูชิกันค่ะ

นิงิริซูชิ คือ ข้าวปั้นเป็นก้อนที่ด้านบนวางด้วยปลาดิบ หรือหมึก บ้างก็ป้ายวาซาบิลงไปด้วย ซูชิแบบนี้เราเห็นได้ทั่วไปและเป็นที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน
-มากิซูชิ คือ ข้าวและสาหร่ายม้วนเป็นโรล มีวิธีการทำอยู่ 3 แบบ คือ ข้าวอยู่ด้านในสาหร่ายทะเลอยู่ด้านนอก, สาหร่ายทะเลอยู่ด้านในข้าวอยู่ด้านนอก และการม้วนแบบกรวยที่เรียกว่า แคลิฟอร์เนียเทมากิ
-ชิราชิซูชิ คือ ข้าวกล่องที่จัดวางเครื่อง เช่น ปลาดิบ ไข่หวาน หมึก ไข่ปลาและผัก ไว้ด้านบน หรือที่เราคุ้นหูกันว่า ข้าวหน้าปลาดิบนั้นเอง
-โอชิซูชิ คือ ข้าวปั้นอัดเป็นรูปสีเหลี่ยมพอดีคำ แล้ววางหน้าด้วยปลาดิบคล้ายนิงิริซูชิ เป็นซูชิในรูปแบบของคันไซจากเมืองโอซาก้า
-อินะริซูชิ คือ ข้าวและเนื้อที่ถูกอัดลงไปในถุงที่ทำจากเต้าหู้
-สุงะตะซูชิ คือ ซูชิที่วางปลาทั้งตัวลงบนข้าว หั่นเป็นชิ้น จัดเรียงและเสิร์ฟเป็นตัว
-นาเระซูชิ คือ ซูชิในรูปแบบดั้งเดิม อีกชื่อเรียกว่า ฟูมะ ซูชิ วิธีการทำคือการนำปลาที่ขอดเกล็ดออกและล้างไส้เรียบร้อยแล้ว มาอัดเกลือเข้าไปให้เต็มตัว จากนั้นนำไปวางเรียงกันในถังหมักแล้วใส่เกลือลงไปในถังอีกจนเต็ม จากนั้นจะวางทับฝาถังด้วยหินที่หนักมาก ๆ เพื่อเป็นการรีดน้ำออกจากตัวของปลา ทิ้งไว้ประมาณ 6 เดือนถึงจะรับประทานได้ ไม่คอยเป็นที่นิยมเท่าไรเพราะมีกลิ่นที่แรงมาก

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น 1

Written by jintana on April 4th, 2014. Posted in บทความ

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น

 

หลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับอาหารสัญชาติญี่ปุ่นอย่างข้าวปั้นหน้าต่าง ๆ ที่มีนามว่า “ซูชิ” ซูชิที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปนั้นมีชื่อว่าเต็มว่า “นิงิริซูชิ” คือซูชิที่มีลักษณะเป็นข้าวอันก้อนแล้วใช้เนื้อปลาวางด้านบนเท่านั้น ความจริงแล้วซูชิมีอีกหลายประเภทที่เรายังไม่รู้จักและไม่เป็นที่นิยมในบ้านเรา แต่ก่อนที่เราจะไปความรู้จักกับประเภทของซูชิเรามารู้จักกับประวัติความเป็นมาของเจ้าข้าวปั้นแสนอร่อยกันดีกว่า

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 7 หรือประมาณ 1400 ปีที่แล้ว การถนอมอาหารโดยการหมักเอาไว้นั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่นิยมเอาปลาสดที่จับได้จากแม่น้ำมาหมักหรือดองเพื่อถนอมอาหารให้เก็บได้นานขึ้น  นักประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นได้สืบค้นพบว่า ประเทศญี่ปุ่นรับเอาวัฒนธรรมการบริโภคปลาหมักกับข้าวมาจากประเทศจีน ซึ่งเล่าต่อกันว่า จีนก็รับเอาวัฒนธรรมนี้มาจากประเทศไทยและลาว หรือประเทศแถบริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกที ในเอกสารของจีนโบราณช่วงปลายศตวรรษที่ 2 ยังกล่าวถึงอาหารที่มีหน้าตาคล้ายกับซูชิว่าเป็นปลาเค็มที่ใช้หมักกับข้าว แต่จะรับประทานเฉพาะเนื้อปลาเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันของการหมักปลาเพื่อทำซูชิของชาวญี่ปุ่นหลังศตวรรษที่ 8 เพราะชาวญี่ปุ่นพบว่า ข้าวสามารถใช้หมักปลาแทนเกลือได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันซูชิมีหน้าตาคล้ายกับซูชิในศตวรรษที่ 17 และในยุคเอโดะเรียกได้ว่าเป็นยุคของต้นกำเนิด นิงิริซูชิ  ซึ่งจะนิยมปรุงรสชาติของข้าวปั้นและปลาด้วยน้ำส้มสายชูแทนการหมักเพื่อให้ได้รสเปรี้ยวและถนอมให้ข้าวและปลาอยู่ได้นานขึ้น ในอดีตจะมีร้านค้าซูชิเรียงรายกันมากมายในตอนค่ำทั่วเมืองเอโดะหรือเมืองหลวงโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน แม้ว่าวิธีการทำและจุดประสงค์ของการบริโภคจะต่างออกไปจากในอดีต แต่ซูชิก็ยังคงเสน่ห์เป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลกเช่นเคย

 

เรือเฮดะ

Written by teeranun on February 11th, 2014. Posted in บทความ

เรือเฮดะ

เรือเฮดะ (ヘダ号) เป็นเรือใบประเภทหนึ่ง (มีเสากระโดงเรือตั้งแต่ 2 เสาขึ้นไป) ที่สร้างโดยทหารเรือชาวรัสเซียที่มีผู้นำชื่อว่าเยฟฟีมี ปุตยาติน (Yevfumy Putyatin) กับช่างไม้ญี่ปุ่นอีก 300 คนที่เมืองเฮดะ (ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชูในประเทศญี่ปุ่น)

สาเหตุของการสร้างเรือลำนี้ เนื่องจากกองเรือของปุตยาตินถูกสึนามิจนเสียหายในช่วงการเกิดแผ่นดินไหวอันเซ-โตไก (Ansei-Tokai เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1854) และเรือธงชื่อไดอาน่า (Diana) ได้จมลงระหว่างการเดินทางเพื่อเอาเรือไปซ่อมจากเมืองชิโมดะถึงเมืองเฮดะ ซึ่งตามสนธิสัญญาชิโมดะ (Treaty of Shimoda) ระบุไว้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลือชาวรัสเซียให้กลับประเทศได้โดยการต่อเรือแบบตะวันตกให้ ช่างไม้ญี่ปุ่นจึงร่วมมือกับทหารเรือรัสเซียต่อเรือตามแบบตะวันตกขึ้นโดยยึดตามแบบเรือธงไดอาน่า ใช้ระยะเวลาในการต่อ 2 เดือน มีขนาด 24 เมตร มี 2 เสากระโดงเรือ และมีน้ำหนัก 100 ตัน โดยชื่อเรือนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ชาวญี่ปุ่นในเมืองเฮดะ

ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ซื้อเรืออีก 6 ลำที่มีรูปแบบเหมือนกับเรือเฮดะจากรัสเซีย แล้วนำมาพัฒนาจนกลายเป็นเรือรูปแบบใหม่ มีชื่อว่าเรือคิมิซาวางาตะ (君沢形) เรือโตโยชิมางาตะ (豊島形) และเรือนิรายามางาตะ (韮山型) ซึ่งรูปแบบของเรือดังกล่าวยังสามารถพัฒนาจนกลายเป็นเรือกลไฟชุดแรกที่สามารถผลิตได้เองในญี่ปุ่น และเข้าประจำการในกองทัพเรือชื่อว่าเรือชิโยดางาตะ (千代田形)

ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงปลายเอโดะ รัฐบาลบาคุฟุของญี่ปุ่นก็มีการต่อเรือรบขึ้นบ้างแล้ว เช่น เรือโฮโอ (鳳凰丸) จากเมืองอุรางะ,เรืออาซาฮิ (旭日丸) จากแคว้นมิโตะ,เรือโชเฮ (昇平丸) จากแคว้นซะสึมะ และเรือโฮตัน (鳳瑞丸) จากแคว้นซางะ

กีฬาลูกผู้ชายแดนอาทิตย์อุทัย(ต่อ)

Written by jintana on January 13th, 2014. Posted in บทความ

sumo2

กีฬาซูโม่สืบเนื่องมาจากพิธีกรรมทางศาสนาชินโต ทุกครั้งของการแข่งขันหากสังเกตเราก็จะเห็นหลังคาคล้ายศาลเจ้าชินโตแขวนไว้เหนือเวที เวทีการแข่งขันมีวงแหวนที่เรียกว่า Dohyo มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.5 เมตร ซึ่งทำมาจากดินเหนียวผสมทรายและข้าวฟ่าง กลางวงแหวนจะมีเส้นขาว 2 เส้น ไว้สำหรับให้นักซูโม่ทั้งสองเตรียมพร้อมปล้ำ

สมาคมซูโม่ญี่ปุ่นจะมีสมาชิกเรียกว่า Oyakata ซึ่งจะเป็นอดีตซูโม่ที่มีหน้าที่อบรมและฝึกฝนนักกีฬาซูโม่รุ่นใหม่ ปัจจุบันมีค่ายฝึกซูโม่ทั้งหมด 47 แห่ง ซูโม่อาชีพนั้นแบ่งออกเป็น 6 ลำดับ

  1. Makuuchi มีได้ไม่เกิน 42 คน
  2. Juryo มี 28 คน
  3. Makushita มี 120 คน
  4. Sandanme มี 200 คน
  5. Jonidan ประมาณ 185 คน
  6. Jonokuchi ประมาณ 40 คน

นักซูโม่จะต้องได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ลำดับขั้นแรก คือ Jonokuchi จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ขั้นที่ 1 และ 2 จะเรียกว่า Sekitori ส่วนต่ำลงมาจะเรียกว่า Rikishi นักซูโม่ทุกคนจะมีฉายาที่ครูฝึกเป็นคนตั้งให้ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชื่อของตัวนักกีฬาเอง ฉายาแบบนี้เรียกว่า Shikona ซึ่งฉายานี้ อาจเปลี่ยนได้แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม

ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาชนิดนี้มีขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเป็นฤดูกาล การแข่งขันซูโม่ระดับชาติ เรียกว่า Grand Sumo Tournament จะจัดขึ้น 6 ครั้งต่อปี หาชมได้ตามเมืองต่าง ๆ ดังนี้  กรุงโตเกียว ช่วงเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน,เมืองโอซาก้า ช่วงเดือนมีนาคม, เมืองนาโงย่า ช่วงเดือนกรกฎาคม และเมืองฟุกูโอกะ ช่วงเดือนพฤศจิกายน

ซูโม่นับได้ว่าเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อ และขนบธรรมเนียมเดิมของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมการต่อสู้ ความเข้มแข็งของลูกผู้ชาย ปรัชญาทางศาสนา รวมไปถึงความยุตธรรมได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ง่ายต่อการจดจำไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือบุคลิกท่าทางของนักซูโม่เองก็ตาม

กีฬาลูกผู้ชายแดนอาทิตย์อุทัย

Written by jintana on January 11th, 2014. Posted in บทความ

กีฬาลูกผู้ชาย

ซูโม่เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากพิธีบูชาเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่น เพื่อให้มีผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ โดยเชื่ออีกว่าเป็นกีฬาของทวยเทพ ย้อนกลับไปในสมัยเอโดะราวศตวรรษที่ 8 เล่าต่อกันว่า จักรพรรดิญี่ปุ่นได้คัดเลือกนักมวยปล้ำมาต่อสู้กัน เพื่อความบันเทิงในราชสำนัก บางข้อมูลกล่าวว่า ในยุคโชกุนและซามูไร กีฬาซูโม่กีฬาซูโม่ถูกใช้ในวัตถุประสงค์ด้านการทหาร เพื่อวัดความแข็งแกร่งของนักกีฬาในการต่อสู้ และยังถูกโยงกับพิธีกรรมฟ้อนรำทางศาสนาชินโตว่า เป็นการต่อสู้กนระหว่างมนุษย์กะบพระเจ้า ซึ่งนักกีฬาซูโม่ คือ ซามูไร ที่ไม่มีสังกัดนั้นเอง ภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า โรนิน จากนั้นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงในปัจจุบัน

ซูโม่ คือ กีฬามวยปล้ำชนิดหนึ่ง ที่มีการแข่งขันต่อสู้กัน เพื่อให้อีกฝ่ายล้มลง หรือออกจากวงแหวน กติกาคือ ฝ่ายใดที่บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามออกมาอยู่นอกวงแหวน หรือการทำให้อีกฝ่ายมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนุ่งนอกจากเท้าสัมผัสพื้นดินได้ ฝ่ายนั้นถือเป็นผู้ชนะ ผลการแพ้ชนะ อาจเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และการแข่งขันนั้นอาจกินเวลาล่วงเลยหลายนาทีได้เหมือนกัน ยกเว้นบางกรณีที่นักมวยปล้ำทั้งสองล้มลงเกือบพร้อมกัน จะตัดสินให้คนที่ล้มลงพื้นก่อนเป็นผู้ชนะ ส่วนนักมวยปล้ำที่แตะพื้นทีหลัง ไม่มีโอกาสชนะเพราะถือว่าอีกฝ่ายเหนือกว่า การแพ้ในลักษณะนี้เรียกว่า ศพ (Shini – Tai)

ประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวที่มีการฝึกฝนกีฬาซูโม่ให้เป็นอาชีพ และมีประเพณีและวัฒนธรรมในการฝึกฝนสำหรับคนที่เป็นซูโม่ตั้งแต่สมัยโบราณ มีค่ายฝึกซูโม่ที่เรียกว่า “Sumo Training Stables” (Heya) ส่วนใหญ่ชีวิตของนักกีฬาซูโม่นั้นจะอยู่ในขอบเขตประเพณีที่เคร่งครัด ตามประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะป็นอาหารการกินหรือเครื่องแต่งกาย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)