Posts Tagged ‘แปลภาษาจีน’

เมืองต้องห้ามสีม่วงกลางกรุงปักกิ่ง(ต่อ)

Written by jintana on January 5th, 2014. Posted in บทความ

เมืองต้องห้ามสีม่วง

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว กับพระราชวังต้องห้ามกลางกรุงปักกิ่ง ความใหญ่โตหรูหราอลังการของที่นี้บ่งบอกได้ดีว่าในอดีตนั้นกษัตริย์มีอำนาจมากเพียงใด ไม่เพียงแต่ต้องห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกได้กรายเข้ามา คนในวังก็ยากที่จะออกไปทำอะไรแบบสามัญนอกรั้วพระราชวัง

พระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยสองส่วน คือ วังหน้า และวังใน

วังหน้าคือที่พระราชาจะออกว่าราชการ ประกอบพิธี รับเข้าเฝ้ามีทั้งหมดสามตำหนัก ได้แก่
ตำหนักไถ่เหอเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุด และสำคัญที่สุดของพระราชวังหลวง
ตำหนักจงเหอตั้งอยู่ด้านหลังตำหนักไถ่เหอ ใช้เป็นที่พักก่อนออกว่าราชการแผ่นดิน ใช้จัดพิธีเข้าเฝ้า พิธีแต่ตั้งราชินี และพิธีใหญ่ของวังหลวง
ตำหนักเป่าเหอ ตั้งอยู่ด้านหลังตำหนักจงเหอ แต่มีขนาดใหญ่เท่ากับตำหนักไถ่เหอ ภายในมีบัลลังก์ ส่วนใหญ่จะใช้จัดงานเลี้ยงรับรอง งานพิธีอภิเษกสมรสของฮ่องเต้หรือโอรส รวมไปถึงเป็นที่สอบจอหงวนในรัชสมัยของพระเจ้าเฉียนหลง

วังในเป็นส่วนที่ห้ามผู้ชายเข้ายกเว้นเหล่าขันทีเท่านั้น  เหตุที่ห้ามเพศชายเข้าก็เพราะว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องเสื่อมเสียระหว่างนางสนมหรือนางกำนัลของพระราชา แต่ก็ยังมีเรื่องราวระหว่างขันทีของนางกำนัลหรือนางสนมให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ขันทีส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน หลายคนจึงพยายามทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น บางคนก็โกงเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนมากมาย บางคนก็แอบซื้อบ้านไวข้างนอก และซื้อผู้หญิงและทารกมาเป็นภรรยาและบุตรเพราะตนเองไม่สามารถมีลูกได้ วังในประกอบไปด้วย ตำหนักเฉียนชิงกง ตำหนักเจียวไถ่เตี่ยน ตำหนักคุนหมิงและตำหนักตะวันออกและตะวันตก เป็นสถานที่ที่ฮ่องเต้ ใช้ดำเนินการประจำวันทางการเมือง ตัดสินความ ลงพระนามอนุมัติ เป็นต้น และเป็นที่อยู่อาศัยของฮ่องเต้ พระราชินี พระราชวงศ์ นางสนม นางกำนัล อีกด้วย

เมืองต้องห้ามสีม่วงกลางกรุงปักกิ่ง

Written by jintana on January 3rd, 2014. Posted in บทความ

เมืองต้องห้ามสีม่วง

หลายคนอาจทราบดีเกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวของบัลลังก์มังกรอาถรรพ์ภายในพระราชวังต้องห้ามในประเทศจีน ว่าหากใครไม่มีบารมีพอที่จะครองบัลลังก์ หรือบังอาจนั่งบนบัลลังก์แห่งนี้ คนนั้นก็จะมีชีวิตที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ บทความนี้เราจะพาไปรู้จักพระราชวังแห่งนี้กันค่ะ

พระราชวังต้องห้าม (紫禁城: จื่อจิ้นเฉิง)  ตั้งอยู่กลางใจกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน พระราชวังแห่งนี้มีชื่อเรียกหลากหลายออกไปเช่น เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู, กู้กง ที่แปลว่าพระราชวังเก่า เป็นต้น เหตุที่เรียกว่า พระราชวังต้องห้ามก็เพราะว่าในอดีตห้ามประชาชนเข้า – ออก ภายในพระราชวังเด็ดขาด แม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยังต้องขอเป็นพิเศษ และเช่นกันว่าคนที่อยู่ภายในก็ออกมาภายนอกไม่ได้เช่นกัน เหล่านางสนมกว่า 9,000 นาง และขันทีกว่า 70,00 คนก็ยังต้องอยู่ภายในนั้นไปตลอดชีวิต ส่วนสีเลือดหมูนั้นมาจากสีของตัวอาคารพระราชวังที่เป็นสีเลือดหมูนั่นเองมีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา พระกระยาหารของพระองค์มีมากถึง 148 อย่าง ทั้งยังมีคำสั่งให้ขันทีคัดเลือกเสาะหาชายหนุ่มหน้าตาดีมาให้ถึงในวัง และคนผ่านนอกก็จะไม่มีโอกาสได้พบชายผู้นั้นอีก

พระราชวังต้องห้าม หรือภาษาจีนแปลตรงตัวว่า เมืองต้องห้ามสีม่วง มีพื้นทีครอบคลุมราว 720,000ตร.กม. มีอาคาร 800 หลัง ภายในมีห้องประมาณหนึ่งหมื่นห้อง ใช้เวลาก่อสร้าง 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 – 1963 ถูกใช้เป็นพระราชวังหลวงตั้งแต่กลางสมัยราชวงศ์หมิงถึงราชวงศ์ชิง ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจัตุรัสเทียนอันเหมินนอกจากนี้เมื่อ พ.ศ. 2530 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามเป็นมรดกโลกร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยาง ในชื่อ พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน (ต่อ)

Written by jintana on October 26th, 2013. Posted in บทความ

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เราพูดกันถึงเครื่องรางต่าง ๆ ประกอบด้วย ปี่เซี่ยะ เต่ามังกร และกิเลน เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์เทพตามตำนานที่เล่าต่อกันมา สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางเหมือนกันแต่เราเน้นไปกันที่สิ่งของต่าง ๆ จะประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อย่างแรกไม่ใกล้ไม่ไกลเห็นได้ทั่วไปก็คือ ระฆัง นั่นเอง ตามความเชื่อของทางศาสนาพุทธ ระฆังหมายถึงการตื่นตัว การรู้สัจธรรมที่แท้จริง เชื่อกันว่าระฆังจะนำแต่ข่าวดีมาให้ และยังรู้เท่าทันศัตรูอีกด้วย

น้ำเต้า (หลู หรือ หู) ชาวจีนนิยมแขวนน้ำเต้าไว้หน้าห้องคนชราหรือเด็ก เพื่อเป็นเคล็ดให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ป้องกันไม่ภูตผีมารบกวน เชื่อนกันว่ายังช่วยอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง มีลูกหลานเต็มบ้าน เนื่องจากน้ำเต้าเป็นไม้ผลที่มีเมล็ดมาก เครือยาว ออกลูกมาไม่จบไม่สิ้น เปรียบได้กับหมื่นชั่วคน

หยิน – หยาง (ไท้เก๊กโต๊ว) เป็นสัญลักษณ์มีลักษณะ วงกลมครึ่งขาวครึ่งดำ มีจุดขาวในดำ มีจุดดำในขาว เป็นตัวแทนของหญิงและชาย มักจะถูกใช้เป็นพลังมงคลเสริม และใช้ในการปรับฮวงจุ้ย
– สีดำ คือ หยิน เป็นตัวแทนของผู้หญิง ความมืดดำ โลก ดวงจันทร์ ความอ่อนแอ และความสันโดษ
– สีขาว คือ หยาง เป็นตัวแทนของผู้ชาย ความขาวสว่าง ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ และความเข้มแข็ง

เครื่องรางอย่างสุดท้ายคือ คฑามงคล(ยู่อี่) เป็นตัวแทนของความสมปรารถนา คฑาเป็นรูปแป้น งอ ๆ ซึ่งมาจากตรงส่วนหัวของเห็ดหลินจือเป็นพืชที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ หากทำจากหยกจะถูกเรียกว่า “เง็กยู่อี่”

เง็ก แปลว่า หยก และ ยู่อี่ แปลว่า สมปรารถนา คฑามงคลถูกจัดให้เป็นเครื่องประดับสำหรับจักรพรรดิ ขุนนางชั้นสูง รวมไปถึงพระผู้ใหญ่ซึ่งจะใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น เทพเจ้าฮก (ฮก ลก ซิ่ว) เทพแห่งความสุขยังถือคฑานี้ด้วย ความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความสุขและสมหวังในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง 

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน

Written by jintana on October 25th, 2013. Posted in บทความ

ชาวเอเชียมักมีความเชื่อที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือสัตว์นำโชค  จนกลายเป็นที่มาของเครื่องรางต่าง ๆ ที่นิยมพกติดตัวหรือเป็นของตกแต่งโต๊ะทำงาน บางครั้งอาจมีชิ้นใหญ่เพื่อการตกแต่งบ้านและอาคารก็ได้

บทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางต่าง ๆ ของชาวจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือสัตว์รูปร่างหน้าตาแปลก ๆ มาเริ่มต้นกันที่ ปี่เซียะ / ผี่ชิว หรือเผ่เย่า หลายคนอาจคุ้นหูกันดีกับชื่อนี้ ชาวจีนมีความเชื่อว่าเครื่องรางชนิดนี้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลได้ ทั้งยังร่ำรวยเงินทอง เพราะปี่เซี่ยะไม่มีรูทวารจึงไม่มีเงินไหลออก รูปร่างของสัตว์ชนิดนี้คล้ายกวาง มีเขา มีเขี้ยว ตาโปน ปากกว้าง หางยาว และมีปีกหรืออาจไม่มีก็ได้ ตามตำนานกล่าวว่า ปี่เซี่ยะ เป็นราชบุตรองค์ที่ 9 ของพญามังกรสวรรค์ จัดอยู่ในสัตว์เทพมีชื่อเรียกต่างกันไปตามสถานที่ที่พบเห็น ถ้าเห็นบนสวรรค์จะถูกเรียกว่า เผ่เย่า” หากอยู่บนโลกมนุษย์ก็จะถูกเรียกว่า “ผี่ชิว” และ “พีแคน” เมื่ออยู่ในมหาสมุทร ปี่เซี่ยะนั้นมีพลังแรงมากในเรื่องของการนำโชค ยิ่งถ้าตั้งคู่กับกิเลนจะได้ผลดีมากกว่าเดิม

สัตว์เทพตัวต่อไปได้แก่ เต่ามังกร ตามตำนานกล่าวว่า เต่ามังกรเป็นลูกตัวที่ 9 ของพญามังกรมีรูปร่างเป็นเต่าหัวเป็นมังกร ชาวจีนเชื่อว่าสัตว์เทพตัวนี้เป็นตัวแทนของความมั่นคง แข็งแกร่ง อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ความก้าวหน้าและความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมไปถึงร่ำรวยทรัพย์สินมากมาย เป็นสัตว์เทพที่มีพลังอำนาจสูง และยังเป็นที่ศรัทธาสูงสุดของรางวงศ์ถัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถังได้โปรดให้สร้าง เต่ามังกร ตั้งไว้บริเวณส่วนหน้าของพระราชวังจึงเป็นความเชื่อสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ปิดท้ายด้วย กิเลน หรือฉีหลิน หรือบางครั้งชาวจีนก็เรียกว่า ม้ามังกร เป็นสัตว์เทพในตำนาน มีหัวเป็นมังกร มีตัวเป็นกวาง มีเกล็ดเหมือนปลา มีเขาเป็นยูนิคอร์น มีหางเป็นวัว เป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล เชื่อกันว่าหากกิเลนปรากฏตัวขึ้นที่ไหนก็จะมีแต่ความโชคดี ข่าวดี และหากตั้งกิเลนไว้ที่ใดจะช่วยกรองและขจัดสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่าง ๆ รวมไปถึงนำแต่ข่าวดีและสิ่งดีมาให้

 

มรดกโลกละครงิ้วของจีน

Written by jintana on September 20th, 2013. Posted in บทความ

       

อุปรากรจีน หรือ “งิ้ว” ที่เราคุ้นหูกัน มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.1179 – 1276) งิ้วถือกำเนิดในหลายภาคของจีน งิ้วที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและมีความสมบูรณ์มากที่สุดคือ ละครใต้ หรือ หนันซี่ ช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แถบเมืองเวินโจว จากนั้น งิ้วปักกิ่ง จึงถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ถือว่าเป็นงิ้วที่รวบรวมศิลปะการแสดงงิ้วของทุกภาคเอาไว้รวมกัน มีวิธีการร้องที่ผสมผสานโอเปร่าและการร้องลากเสียง รวมไปถึงการบีบเสียงให้ดูเป็นเอกลักษณ์

งิ้วในประเทศจีนนั้นมีหลากหลายประเภท เช่น  งิ้วเส้าซิง, งิ้วเหอหนัน, งิ้วกวางตุ้งและงิ้วปักกิ่งหรืออุปรากรแห่งบูรพา ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศและโด่งดังระดับโลก แต่เดิมงิ้วมีทั้งหมดประมาณ 300 ชนิด ซึ่งแยกตัวอยู่ตามเมืองต่าง ๆของจีน

งิ้วปักกิ่งนั้นมีประวัติยาวนานถึง 200ปี มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “จิงจวี้” แปลเป็นไทยก็ได้ความว่า “งิ้วปักกิ่ง”  งิ้วปักกิ่งเป็นงิ้วที่สมบรูณ์ที่สุดก็เพราะว่ารวมการขับร้อง การพูด การแสดงลีลา การแสดงศิลปะการต่อสู้ และระบำรำฟ้อนไว้ด้วยกัน  รวมไปถึงยังมีการแบ่งตัวละครอย่างชัดเจน ได้แก่ เซิงหรือเพศชาย  ตั้นหรือเพศหญิง  จิ้งหรือเพศชาย และโฉวหรือมีทั้งเพศชายและเพศหญิง

องค์การยูเนสโก ได้ยกระดับให้งิ้วเป็นมรดกโลก ซึ่งการแสดงงิ้วนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมขนานแท้ของจีนที่มีเสน่ห์ และคุณค่าควรแก่การรักษาไว้

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์ (ต่อ)

Written by jintana on September 5th, 2013. Posted in บทความ

 

ควาฟู่วิ่งตามดวงอาทิตย์จนเริ่มเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทุกที ๆ เขาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากในทิศทางที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สองแสงสว่างไสวสีทองอยู่ตรงหน้าของเขา แสงสีทองชโลมร่างกายของเขา เขารู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่สามารถจะจับดวงอาทิตย์ได้  แต่แล้วเมื่อเขาเอื้อมมือโอบดวงอาทิตย์เขาก็ต้องรู้สึกร้อนยากที่จะทานทน และความร้อนมากตลอดระยะทางที่วิ่งตามเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกกระหายน้ำ เขาจึงวิ่งไปยังแม่น้ำหวงเหอแล้วดื่มน้ำจนแม่น้ำหวงเหอแห้งไม่เหลือเลย เท่านั้นยังไม่พอเขาวิ่งไปยังแม่น้ำเว่ยเหอแล้วดื่มน้ำจนหมดอีกเช่นกัน น้ำจากแม่น้ำทั้งสองนั้นไม่พอดับความกระหายของควาฟู่ได้ เขาจึงคิดว่าหากวิ่งต่อไปทางเหนืออีกก็จะมีทะเลสาบที่มีน้ำเพียงพอ เขาจึงวิ่งต่อไปอีก แต่โชคร้ายที่เขากระหายน้ำจนสิ้นใจระหว่างทาง

ก่อนควาฟู่สิ้นลม เขาได้นึกถึงเผ่าของตน และโยนไม้เท้าออกไป ไม้เท้าตกกลายเป็นป่าท้อหนาทึบ พื้นที่แถบนั้นจึงมีต้นท้อขึ้นตลอดทั้งปีเป็นที่พักพิงและมีผลท้อแก้กระหายของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาในแถบนั้น

ควาฟูไล่พระอาทิตย์นั้นเป็นตำนานของชาวจีนที่สะท้อนให้ชาวจีนระลึกถึงความกล้าหาญของควาฟู่ที่แม้สุดท้ายจะต้องจบชีวิตลง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ ในบางแห่งของจีนนั้นก็ตั้งชื่อภูเขาว่า เขาควาฟู่ เพื่อเป็นการลำรึกถึงควาฟู่อีกด้วย

 

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์

Written by jintana on September 3rd, 2013. Posted in บทความ

 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อยุคดึกดำบรรพ์ ที่ภูเขาสูงเสียดฟ้าทางเหนือนั้นมีกลุ่มมนุษย์ร่างใหญ่ยักษ์พลังช้างสารอาศัยอยู่ตามหุบเขาลึกและป่าดงดิบ มีชื่อเรียกว่า ชนเผ่าควาฟู่ ซึ่งคำว่า ควาฟู่ ก็เป็นชื่อเรียกของผู้นำชนเผ่านั้นเอง ชนเผ่าควาฟู่มีจิตใจดี ขยันขันแข็ง และกล้าหาญ ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับใครรักอิสรเสรี

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่อากาศร้อนมาก แสงอาทิตย์ส่องตรงลงมายังพื้นดิน ร้อนจนแหล่งน้ำเหือดแห้ง ชาวควาฟู่เสียชีวิตลงจำนวนมากด้วยความร้อนที่ระอุ ผู้นำของชนเผ่าเสียใจมาก จึงคิดอยากจะตามไล่จับดวงอาทิตย์เพื่อให้อาทิตย์นั้นทำตามคำสั่งของมนุษย์ เมื่อชนเผ่าควาฟู่ได้ยินที่ผู้นำบอกเช่นนั้นก็ออกมาห้ามปรามว่า อย่าไปเลยเพราะดวงอาทิตย์นั้นร้อนมาก ทั้งยังอยู่ไกลแสนไกล ตามจับอย่างไรก็จับไม่ทันจะเสียแรงเปล่า แต่ควาฟู่นั้นได้ตัดสินใจที่จะไปไล่จับดวงอาทิตย์แล้ว เขาจะทำเพื่อความสงบสุขของชนเผ่า

ควาฟู่ร่ำลาผู้คนในเผ่าของตน และออกเดินทางไล่ตามจับดวงอาทิตย์ เขาเริ่มวิ่งตามดวงอาทิตย์ไปในทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ควาฟู่ออกตัววิ่ง ๆไปเร็วดั่งลม ผ่านแม่น้ำหลายสาย ผ่านภูเขาหลายลูก เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดินของเขากึกก้องไปทั่ว เมื่อเขาเหนื่อยเขาได้นั่งพัก และเททรายออกจากรองเท้าของเขากลายเป็นดินภูเขาขนาดใหญ่ เมื่อหิวเขาหุงข้าวโดยใช้หินสามก้อนเป็นหม้อข้าว หินสามก้อนนั้นก็กลายเป็นภูเขาใหญ่สามลูก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

2 วีรสตรีแห่งเวียดนาม ผู้ต่อต้านการรุกรานจากจีน

Written by warittha on August 19th, 2013. Posted in บทความ

หากสยามมีท้าวเทพกษัตรีย์ และท้าวศรีสุนทร ผู้ปกป้องเมืองถลางจากการรุกรานของพม่าในสงครามเก้าทัพ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เวียดนามก็มีสองวีรสตรีที่กล้าหาญ
ลุกขึ้นมาต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือเวียดนามมาช้านานทั้งด้านการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม จนความกล้าหาญของท่านทั้งสองเป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังในนามของวัด “ฮายบ่าจึง” (Hai Ba Trung)

วัดฮายบ่าจึง ตั้งอยู่ในเขตเมืองฮานอย ห่างจากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ ออกไปราวๆ 2 กิโลเมตร วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1142 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรสตรีของชาวเวียดนาม 2 ท่าน คือ จึงจั๊ก (Trung Trac) และ จึงหญิ (Trung Nhi) นามสกุลของท่านทั้งสองจึงเป็นที่มาของชื่อวัด “ฮายบ่าจึง” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ท่านผู้หญิงสกุลจึงทั้งสอง”

แม้ว่าในช่วงพันปีนับจากปี 111 ก่อนคริสตกาลที่เวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ชาวเวียดนามเองก็ได้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองของจีนหลายครั้ง แต่หนึ่งในวีรกรรมครั้งสำคัญที่ฝังอยู่ในจิตใจของชาวเวียดนามนั่นก็คือ การต่อต้านการปกครองของจีนใน ค.ศ. 40 ที่นำโดยวีรสตรีทั้งสองคือ จึงจั๊ก และ จึงหญิ ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ฮั่น การต่อต้านการปกครองของจีนในครั้งนี้ได้รับชัยชนะและขับไล่พวกจีนออกจากแผ่นดินเวียดนามได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ราชสำนักฮั่น จึงส่งขุนพลนาม หม่าหยวน (Ma Yuan) ซึ่งชาวเวียดนามเรียก ม้าเหวี่ยน (Ma Vien) มาปราบปรามพวกที่ลุกขึ้นต่อต้านจีน โดยมีหลักฐานกล่าวถึงสองพี่น้องตระกูลจึงว่าถูกทหารจีนจับประหารชีวิต บ้างก็กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ยอมถูกจับกุมตัว แต่ตัดสินใจปลิดชีพตนด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร สองพี่น้องตระกูลจึงก็อยู่ในความทรงจำของชาวเวียดนาม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของหญิงชาวเวียดนามที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ปัจจุบัน ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของสองพี่น้องตระกูลจึง พร้อมกองทัพทหารหญิง 12 คน ตั้งอยู่ในห้องบูชาของวัดฮายบ่าจึง นอกจากนั้นยังมีการจัดงานที่วัดฮายบ่าจึงเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรสตรีทั้งสองท่าน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เรื่องราวของท่านทั้งสองยังได้รับการเผยแพร่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเวียดนามมากมายหลายรูปแบบ รวมไปถึงรูปแบบของการ์ตูนสำหรับผู้อ่านในวัยเด็กอีกด้วย

 

ภาพจิตรกรรมแสดงความกล้าหาญของวีรสตรีแห่งเวียดนาม สองพี่น้องตระกูลจึง ที่เข้าต่อสู้กับกองทัพจีน

เปรียบเทียบกับภาพวาดของนักวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบัน

 

แมกไซไซ รางวัลแด่ผู้ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์

Written by warittha on August 17th, 2013. Posted in บทความ

รางวัลแมกไซไซ คือ รางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติแก่นายรามอน แมกไซไซ รามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ แมกไซไซเกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ที่จังหวัดแซมบาเลส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมกองทัพในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งสงครามสงบ สหรัฐอเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส ต่อมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของฝ่ายป้องกันราชอาณาจักรและสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2500

 

 

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ 1 ปี มีการก่อตั้ง “มูลนิธิรางวัลรามอนแมกไซไซ” (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์ของท่านประธานาธิบดีผู้อุทิศตนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนรางวัลแก่ผู้ทำประโยชน์ให้สังคมแบ่งเป็น 6 สาขา ได้แก่ บริการรัฐ-กิจ บริการสาธารณะ ผู้นำชุมชน วารสารศาสตร์ วรรณกรรมและศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยมีการจัดพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมินะลา ประเทศฟิลิปปินส์ และในวันที่ 31 สิงหาคม ปี 2013 จะมีการมอบรางวัลแมกไซไซให้บุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่สังคม โดยรางวัลสำหรับบุคคลได้แก่  นางฮาบิบา ซาราบี แพทย์หญิงชาวอัฟกันอายุ 57 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องในความกล้าหาญของการเป็นผู้นำในการบริหารจังหวัดบัมยัน นางละผ่าย เส่ง รอว์ หญิงชาวพม่าวัย 64 ผู้เป็นแรงบันดาลใจอย่างเงียบๆ และเป็นผู้นำโดยรวมท่ามกลางสภาพความแบ่งแยกทางชาติพันธุ์และการสู้รบที่ยืดเยื้อในพม่า นายเออร์เนสโต โดมิงโก แพทย์ชาวฟิลิปปินส์วัย 76 ปี ซึ่งช่วยรักษาชีวิตทารกหลายล้านคนจากโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ ชนิดบี รางวัลสำหรับองค์กรได้แก่ หน่วยงานอิสระต่อต้านการคอรัปชั่น โคมิซีเปมเบรันตาซันโครัปซี (เคพีเค) ของอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเอาผิดข้าราชการทุจริตถึง 100% และช่วยนำเงินคืนคลังได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์ อีกหน่วยงานคือ ศักตีสมุหะ กลุ่มต่อต้านการค้ามนุษย์จากเนปาล

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว