Posts Tagged ‘แปลภาษาจีน’

วิทยาการของจีน 5

Written by jintana on July 7th, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน 5

ประทัดสีแดงสดเสียงดังชวนน่าตกใจที่เรานิยมใช้ในเทศกาลต่าง ๆ มีที่ไปที่มาตั้งแต่สมัยโบราณ จากหลักฐานที่ค้นพบจุดเริ่มต้นของการประดิษฐ์ดินปืนนั้น ชาวจีนโบราณเชื่อกันว่ามีผีป่าน่ากลัวอาศัยอยู่ในป่าทางตะวันตกชื่อว่า ซันเซา หากผู้ใดที่พบเห็นก็จะป่วยเป็นไข้ วิธีแก้คือต้องนำไม้ไผ่มาตัดเป็นปล้องแล้วโยนเข้ากองไฟ ซันเซาจะกลัวเสียงเปรี้ยงปร้างตกใจหนีไป ในคืนส่งท้ายปีเก่าชาวจีนจึงนิยมจุดประทัดเพื่อขับไล่ผีซันเซานี่เอง หลังจากนั้นจึงมีการนำเอาดินประสิวและกำมะถันมาห่อรวมกันในกระดาษกลายเป็นประทัด เป็นการเริ่มใช้ดินปืน ซึ่งประกอบด้วย ดินประสิว กำมะถัน และผงถ่าน

สมัยราชวงศ์ซ้องมีการประดิษฐ์อาวุธโดยใช้ดินปืน ซึ่งมีหลักฐานจากตำราเล่มหนึ่งที่ได้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ และในปลายราชวงศ์หมิง มีตำรา เทียนกงไคอู้  เขียนขึ้นโดย ซ่งอิ้งซิง ซึ่งได้บรรยายพร้อมภาพประกอบการวิเคราะห์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมีในสมัยนั้น

ปิดท้ายวิทยาการของจีนด้วยศาสตร์การคำนวณเป็นที่ทราบกันดีว่าชาวจีนรู้จักการคำนวณโดยใช้ลูกคิด และตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังขุดค้นพบ อักษรที่จารึกลงบนกระดูกสัตว์ในสมัยราชวงศ์ชาง อีกทั้งมีการเขียนตัวเลข 1 -10 จนถึง ร้อย พัน หมื่น และมากกว่า 20,000 รวมไปถึงการนับตัวเลขที่มีวิวัฒนาการตามลำดับ โดยการใช้เบี้ยและลูกคิดนั่นเอง

วิทยาการของจีน 4

Written by jintana on July 5th, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน 4

ความรู้ความสามารถของประชาชนชาวจีนในอดีตนั้นได้ตกทอดถึงลูกหลานกลายเป็นวิชาความรู้ในด้านต่าง ๆที่อำนวยความสะดวกสบายและให้ประเทศจีนก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองดังเช่นในปัจจุบัน

ความรู้ทางวิศวกรรมโลหะเมื่อ 3,000 ปีตรงกับสมัยราชวงศ์ชาง ชาวจีนเริ่มรู้จักการถลุงสำริด และนำแร่เหล็กมาใช้ นอกจากนี้ได้ปรากฏเทคนิคการถลุงเหล็กกล้าในสมัยชุนชิวอีกทั้งยังมีการชลประทานตูเจียงแย่นที่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม ซึ่งมีชื่อเสียงมากจนถึงปัจจุบัน

การพัฒนาด้านถ่านหินปรากฏขึ้นสมัยราชวงศ์ซ่ง มีการหลอมเหล็กกล้าเพื่อสร้างอาวุธมากมาย และอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจมาก คือ “นกพยนต์” ซึ่งใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยวงเวียนและไม้ฉาก ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้ไผ่สามารถบินได้สามวันสามคืนโดยไม่ตกพื้นเลย ประดิษฐ์ขึ้นโดย “ก๋งชูจื่อ” วิศกรที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

เรือสำเภาเป็นสิ่งที่เรามักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงประเทศจีน แต่ในทางประวัติศาสตร์กลับไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการต่อเรือสำเภาเลย กล่าวคือไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเรือที่ถูกค้นพบมีอายุเท่าไร รวมไปรูปร่าง ลักษณะในแบบที่ต่างกันออกไปว่าพัฒนามาอย่างไร แต่ก็ยังมีตำราชาวจีนเก่าแก่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เล่มหนึ่งเขียนถึงเรือสำเภาว่า มีมาแต่สมัยโบราณในอ่าวเปอร์เซีย และชาวเปอร์เซีย หรือชาวอินเดียเป็นกลุ่มคนที่ใช้เรือเป็นครั้งแรกเพื่อเดินเรือไปยังประเทศจีน แต่ก็ยังมีข้อขัดแย้งอยู่มากเพราะไม่มีการทิ้งหลักฐานใดๆไว้

ความรู้ด้านการต่อเรือของจีนนั้น ชาวยุโรปได้นำไปประยุกต์กับการต่อเรือเหล็กในศตวรรษที่ 19หลายพันปี คือการกั้นเป็นห้องหลาย ๆ ห้อง และสามารถกันน้ำได้ ปัจจุบันเราก็จะได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ใบแขวนชนิดห้อย และพรวนใบที่ถูกใช้กับเรือยอร์ชและเรือใบแข่งขันอีกด้วย

วิทยาการของจีน 3

Written by jintana on July 3rd, 2015. Posted in บทความ

wit3

อีกหนึ่งที่บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมจีนนั่นคือการรักษาพยาบาลที่ผสมผสานระหว่างความรู้ตั้งแต่สมัยโบราณและปัจจุบันได้อย่างลงตัว มีการค้นพบการบันทึกประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ที่ยาวนานที่สุดในสมัยราชวงศ์ฮั่น เรียกได้ว่ามีประสบการณ์และทฤษฎีมากที่สุด รวมไปถึงตำราแพทยศาสตร์ที่สำคัญ  ซึ่งได้บันทึกการรักษาพยาบาล และโรคต่าง ๆมากมายลงกระดูก กระดองเต่า ต่อมาจึงเริ่มมีการวินิจฉัยโรคในสมัยราชวงศ์โจวมีการจ่ายยา และการฝังเข็มด้วย

การแพทย์โบราณของจีนนั้นถือกำเนิดจากบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองของจีนสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่นมีตำราแพทยศาสตร์ชื่อว่า “หวางตี้เน่ยจิง” ซึ่งเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุด และเริ่มมีการใช้ยาสลบชื่อว่า “หมา เฟ่ย ส่าน” ในการแพทย์ศัลยกรรม เพื่อใช้ลดความเจ็บปวดในการผ่าตัดหลังจากนั้นสมัยราชวงศ์ซ่งการฝังเข็มก็มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น เนื่องจากเมื่อยุคราชวงศ์หมิงนั้นการแพทย์ตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลในจีน จึงเริ่มผสมผสานกันระหว่างการแพทย์สมัยโบราณและสมัยใหม่

ศาสตร์การรักษาอันเลื่องชื่อของจีนที่เรียกว่า การฝังเข็ม แรกเริ่มเป็นเพียงการรักษาขั้นพื้นฐานคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาทั้งหมด ต่อมาได้พัฒนาเป็นสาขาวิชา ตามหลักฐานที่ถูกค้นพบกล่าวว่า ส่วนของเข็มนั้นทำมาจากหิน เรียกว่า “เข็มหิน” ซึ่งเกิดในยุคหินใหม่ ห่างจากยุคปัจจุบัน 8,000 – 4,000 ปี และเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆเข้ามาก็ได้มีการหลอมเข็มเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆมากขึ้น

ตำราเกี่ยวกับการฝั่งเข็มได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 799 – 1132 และเข้าไปฝั่งยุโรปในศตวรรษที่ 16 และเมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2492 การฝังเข็มนั้นก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ มีแผนกตามโรงพยาบาล และมีการให้ความสำคัญกับสาขาวิชานี้อย่างมาก จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลกดังเช่นในปัจจุบัน

วิทยาการของจีน 2

Written by jintana on June 5th, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน 2

วิทยาการ คือ ความรู้แขนงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์เราจะนำความรู้ต่าง ๆนั้นมาประยุกต์จนทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยซึ่งความสะดวกสบายแก่เรา อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรืองมากไม่ว่าจะด้านใด หากดูจากประวัติศาสตร์แล้ว นักปราชญ์หรือนักประดิษฐ์ที่อยู่ในแถบอาเซียบ้านเราก็คงหนีไม่พ้นชาวจีน

บทความที่แล้วเรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราววิวัฒนาการของอักษรจีน แน่นอนว่าเมื่อมีตัวอักษรก็ต้องมีการเขียนและการพิมพ์ตามมา ชาวจีนจึงมีการคิดค้นกระดาษและการพิมพ์ขึ้นมา วิทยาการด้านกระดาษและการพิมพ์

ช่วงแรกที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรชาวจีนได้เขียนอักษรลงบนไม้ไผ่ แต่เพราะด้วยความไม่สะดวกต่อมาจึงมีการทดลองเขียนลงบนผ้าไหม ในช่วงราชวงศ์ฉิน และฮั่น แต่ผ้าไหมนั้นราคาแพงมาก “ใช่หลุน” นักประดิษฐ์กระดาษที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรางวงศ์ฮั่น ได้คิดค้นกรรมวิธีทำกระดาษจากเปลือกและเศษผ้า เป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเหอตี้มาก ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้ใช้กระดาษที่มีชื่อว่า “ใช่หลุน”

เมื่อมีการเขียนตัวอักษรเกิดขึ้นแน่นอนว่ามนุษย์ย่อมสรรหาความสะดวกสบายที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม เทคนิคที่ทั่วโลกให้การยอมรับนั่นคือการพิมพ์ของจีน สุดยอดสิ่งประดิษฐ์การพิมพ์มีต้นกำเนิดในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ.1041 – 1048) แต่การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ย่อมมีข้อถกเถียงเพราะ มีการขุดพบบันทึกอู่โกว้จินกังจิงที่เกาหลีใต้ในปี 1968 แต่เมื่อเทียบอายุงานพิมพ์นั้นของประเทศจีนกลับมีอายุที่เก่าแก่กว่าหลายปี จึงได้รับการยอมรับมากกว่า

วิทยาการของจีน 1

Written by jintana on June 3rd, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน

ประเทศจีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเจริญทางด้านวิชาความรู้สาขาต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นผู้นำสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้นักประดิษฐ์หลายคนนำไปต่อยอดจนกลายเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน และความเจริญรุ่งเรืองอีกด้านหนึ่งของจีนที่เด่นชัดนั้นคือ อักษรจีน

อักษรจีนมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ เมื่อประมาณ 5,000ปี มีการค้นพบหลักฐานเป็นรูปของอักษรภาพที่แกะสลักเป็นวงกลม พระจันทร์ ภูเขา บนเครื่องปั้นดินเผา ที่เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ส่วนหลักฐานช่วงยุคต้นศิลปะการเขียนของจีนจะเป็นลักษณะการจารึกอักษรบนกระดูกสัตว์อายุประมาณ 3,000 ปี

การเรียงลำดับวิวัฒนาการของอักษรจีนยุคแรก ๆ ในราชวงศ์ชางถึงราชวงศ์โจว จะมีลักษณะเด่นคือ เส้นและชัดเจนมาก เนื่องจากมาจากการหลอมของโลหะ ไม่ใช่การแกะสลักดังเช่นช่วงแรกของยุคประวัติศาสตร์ อักษรยุคนี้เรียกว่า อักษรโลหะ หรือ จินเหวิน จากนั้นก็มีการใช้ตัวอักษรนี้เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ฉิน และได้มีการปฏิรูปตัวอักษรจีนครั้งใหญ่จากการรวบรวมแผ่นดินจีนของจิ๋นซีฮ่องเต้ในปี ค.ศ.221 เพื่อให้ประเทศจีนใช้รูปแบบอักษรเดียวกันเรียกว่า อักษรจ้วนเล็ก

เมื่อเกิดอักษรจ้วนเล็กขึ้นก็มีอักษรลี่ซูใช้ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งอักษรลี่ซูนั้นเกิดจากการพัฒนาของอักษรจ้วนเล็กจึงทำให้อักษรจีนกลายเป็นอักษรสัญลักษณ์ ไม่ใช่อักษรภาพเหมือนยุคแรก นอกจากนั้นก็มีการพัฒนาด้านการเขียนอักษรมาเรื่อยเป็นอักษรข่ายซู ซึ่งเป็นอักษรที่เกิดภายใต้กรอบสี่เหลี่ยมที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน จากนั้นการเขียนอักษรถูกย่อลง โดยการนำลายเส้นที่มีอยู่แต่เดิม มาย่อให้เหลือเพียงขีดเดียวซึ่งฉีกรูปแบบภายใต้กรอบสีเหลี่ยมออกไปเรียกว่า อักษรเฉ่าซู สุดท้ายคืออักษรสิงซู เป็นการเขียนอักษรจีนแบบตวัดอย่างสวยงาม เหมือนเป็นการผสมระหว่าง ข่ายซู และเฉ่าซูเข้าด้วยกัน เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ทางตะวันออก

ความลงตัวของศิลปะกับอารยธรรมจีน 2

Written by jintana on June 1st, 2015. Posted in บทความ

sin 2

ศิลปะของอารยธรรมจีนต่อจากคราวที่แล้วยังเหลืออีก 2 ประเภท ที่เรายังไม่ได้หยิบยกออกมาเล่นสู่กันฟัง คือ ด้านสถาปัตยกรรม และด้านวรรณกรรม

เริ่มต้นกันด้วยงานด้านสิ่งก่อสร้าง หรือที่เราเรียกว่า สถาปัตยกรรม ที่โดดเด่นกว่าใครก็คือ กำแพงเมืองจีนที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน เพื่อป้องกันการรุกรานของชาวมองโกล นอกจากนี้ เมืองปักกิ่ง ที่สร้างโดยกุบไลข่าน สมัยราชวงศ์หงวน ซึ่งเมืองแห่งนี้ได้รับการยกย่องในการวางผังเมือง

สิ่งก่อสร้างอีกมากมาย เช่น พระราชวังปักกิ่ง (ราชวงศ์เหมิง) พระราชวงฤดูร้อน (ราชวงศ์ซ่ง) โดยรับสั่งของพระนางซูสีไทเฮาที่มีการผสมผสานระหว่างจีนโบราณและยุโรป อุโมงค์ใต้ดิน (ราชวงศ์ฮั่น)  เป็นต้น

ด้านวรรณกรรม งานด้านวรรณกรรมนั้นส่วนใหญ่จะสอดแทรกเรื่องราวทงประวัติศาสตร์ลงไปด้วย เช่น สามก๊ก ถูกสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในคริสต์ศวรรษที่ 14 ซึ่งช่วงนั้นเกิดความแตกแยกในจีนตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศฉันถึงราชวงศ์ฮั่น

ช่วงคริสต์ศวรรษที่ 16-17 วรรณกรรมที่มีชื่อสียงคือ จินผิฝเหมย หรือดอบัวทอง เกี่ยวกับสังคมและชีวิตครอบครัวที่มากด้วยเงินทองและอำนาจด้วยวิธีการทำชั่วและขัดกับศีลธรรมสุดท้ายแล้วต้องได้รับกรรม

วรรณกรรมเรื่อง หลงโหลวเมิ่ง หรือความฝันในหอแดง สุดยอดวรรณกรรมในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งสะท้อนให้เห็นสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อมก่อนที่จะเข้าสู่ยุคใหม่

ความลงตัวของศิลปะกับอารยธรรมจีน 1

Written by jintana on May 30th, 2015. Posted in บทความ

sin1

ศิลปกรรมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตได้อย่างดี บางบทความกล่าวไว้ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองของยุคนั้น ๆ เช่นกันกับเรื่องราวของอารยธรรมจีน ศิลปกรรมของจีนแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ได้แก่ ด้านจิตรกรรม ด้านประติมากรรม ด้านสถาปัตยกรรม และด้านวรรณกรรม

ด้านจิตรกรรม หรือที่เรารู้จักกันดีคือ ศิลปะภาพเขียนและการเขียนอักษรจารึกต่าง ๆ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้พบการจารึกไว้บนกระดูกเสี่ยงทายซึ่งตัวอักษรจีนนั้นมีลักษณะคล้ายรูปภาพ ความรุ่งเรืองทางด้านงานจิตรกรรมของจีนโดดเด่นอย่างมากในสมัยราชวงศ์ฮั่นและซ่ง งานที่ได้รับความนิยมในสมัยราชวงศ์ฮั่นคือ การเขียนภาพบนผ้าไหม ซึ่งจะถูกวาดเกี่ยวกับเรื่องเล่าในตำราของขงจื้อ พระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ ส่วนในสมัยราชวงศ์ซ่งนั้นมักจะวาดภาพเป็นภาพมนุษย์กับธรรมชาติ ทิวทัศน์ ดอกไม้อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับบทกวีนิพนธ์ด้วย

ด้านประติมากรรม หรืองานปั้นต่าง ๆ ย้อนกลับไปสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่ทำจากดินสีแดง มีลวดลายเป็นรูปเรขาคณิต และภาชนะสำริดที่มีลักษณะเป็นหม้อ 3 ขา ซึ่งในสมัยราชวงศ์ถังได้พัฒนามาเป็นเครื่องเคลือบดินเผา 3 สี คือ เหลือง น้ำเงิน เขียว และสีเขียวไข่กา พัฒนาการของเครื่องเคลือบนั้นก้าวไกลจนกลายเป็นสินค้าส่งออกในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นเครื่องลายครามและลายสีแดง ต่อเนื่องมาจนสมัยราชวงศ์ชิง จะนิยมสีสันที่สดใส เช่นชมพู เขียว แดง เป็นต้น

ต่อมาสมัยปลายราชวงศ์โจวถึงราชวงศ์ฉินมีการปั้นหุ่นดินเผาเป็นรูปทหารซึ่งมีการแสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้า ขนาดเท่าคนจริง ในสุสานของจักรพพรรดิจิ๋นซีที่เมืองซีอาน นอกจากนั้นชาวจีนยังมีความเชื่อเกี่ยวกับหยก จึงมีการสร้างประติมากรรมจากหยกขึ้นในสมัยราชวงศ์ชาง ชาวจีนเชื่อว่าหยกทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ความสงบสุข ความรอบรู้ และความกล้าหาญ

อารยธรรมจีน 5

Written by jintana on April 10th, 2015. Posted in บทความ

อารยธรรมจีน 5

กษัตริย์ชาวมองโกล นามว่า กุบไลข่าน อาจะเป็นที่คุ้นหูกันดี อีกชื่อหนึ่งคือ หงวนสี โจ๊ว ฮ่องเต้ ได้ก่อตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นปกครองจีนในยุคสมัยนี้ชาวมองโกลถูกจัดให้เป็นพลเมืองชั้นหนึ่งของประเทศ และประชาชนทางตอนใต้เป็นชนชั้นต่ำสุดของประเทศ มีการค้าขายระหว่างประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเวนิส ประเทศอิตาลีก็เข้ามาติดต่อค้าขายด้วย เมื่อมีชาวตะวันเข้ามาก็เป็นปกติที่จะส่งผลให้ศาสนาคริสต์มีความเจริญรุ่งเรืองมากตามไปด้วย

ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง สามารถขับไล่ชาวมองโกลได้สำเร็จ และมีปฐมกษัตริย์นามว่า จู ยวนชาง วรรณกรรม สามก๊ก และไซอิ๋ว เกิดขึ้นในยุคนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรม ภาษาที่ใช้ในวรรณกรรมก็เป็นภาษาพูดมากกว่าเขียน นอกจากนี้ยังมีการขุดพบเครื่องเบญจรงค์ที่สวยงามแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง และอีกหนึ่งหลักฐานที่ยิ่งใหญ่ก็คือการสร้างพระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังหลวงปักกิ่ง ที่สวยงามอลังการไม่แพ้ที่ใดในโลก

สุดท้ายของยุคจักรวรรดิคือราชวงศ์ชิง เป็นราชวงศ์ของชาวแมนจู ในสมัยนี้ผู้ชายจึงต้องโกนผมข้างแล้วไว้หางเปียยาว และแต่งกายด้วยเครื่องแบบชาวแมนจู สังคมศักดินาของจีนเริ่มเสื่อมลงสะท้อนได้ชัดจากวรรณกรรมเรื่อง ความฝันในหอแดง และเกิดสงครามฝิ่น ที่จีนรบแพ้อังกฤษจนต้องทำสนธิสัญญานานกิง ปลายยุคสมัยของราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮา เข้ามามีอิทธิพลในการปกครองประเทศอย่างมาก

อารยธรรมจีน 4

Written by jintana on April 8th, 2015. Posted in บทความ

a4

ราชวงศ์ถังเป็นอีกหนึ่งช่วงที่ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน ที่มีนครฉางอานเป้นศูนย์กลางของโลกตะวันออก อันมีความเจริญรุ่งเรืองด้านศาสนาและความเชื่อ ตามข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ จีนได้ส่งภิกษุนามว่า พระเสวียนจาง หรือถังซัมจั๋ง เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฏกที่อินเดีย และยังมีการเล่นดนตรี ได้แก่ ขิมและขลุ่ย ที่มีอิทธิพลมาจากพุทธศาสนา  นอกจากนั้นยังมีการเผยแพร่ศาสนาอื่น เช่น คริสต์ และอิสลาม รวมไปถึงมีการขยายตัวของลัทธิขงจื้อที่มีความเห็นแย้งกับพุทธศาสนา

สมัยราชวงศ์ถังมีกวีเด่น ๆ มากมาย เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ และตู้ฝู้ อีกทั้งยังมีการก่อตั้งราชบัณฑิตสถาน ฮันหลิน หยวน ใช้เป็นศูนย์รวมของนักปราชญ์ กวี และนักดนตรี อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของศิลปะได้เช่นกัน

ราชวงศ์ซ่ง เชื่อว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งที่เราคุ้นชินกันอย่างดี ในสมัยนี้จะเริ่มเดินเรือสำเภา ทำให้เริ่มมีการใช้เข็มทิศเพื่อบอกทิศทางในการเดินทาง และมีวิวัฒนาการในการรักษาโรคเพิ่มขึ้นนั้นก็คือ การฝังเข็ม ที่เราใช้รักษาโรคกันจนถึงปัจจุบัน ด้านความเชื่อทางศาสนา มีการรื้อฟื้อความเชื่อของลัทธิขงจื้อ และเต๋ามากขึ้น  และด้วยความเชื่อที่มีมากมายหลายด้าน ทำให้เกิดประเพณีประหลาดที่เรียกว่า เท้ากลีบบัว หรือประเพรีการรัดเท้าสตรีเนื่องจากเชื่อกันว่า สาวที่มีเท้าเล็กคล้ายกลีบบัวจะได้คู่ครองที่ร่ำรวย เพื่ออนาคตจะได้พบเจอแต่ความสุขสบายหญิงสาวกว่าครึ่งในยุคนั้นจึงถูดมัดเท้าเอาไว้ให้มีขนาดเล็กแหลมขัดกับธรรมชาติ

อารยธรรมจีน 3

Written by jintana on April 6th, 2015. Posted in บทความ

อารยธรรมจีน 4

ยุคประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิมีช่วงเวลายาวนานถึงปลายราชวงศ์ชิงหรือเช็ง ช่วงกลางของยุคจะประกอบไปด้วยราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง แต่ละรัชสมัยก็จะพบหลักฐานต่างกันออกไป

ราชวงศ์ฮั่น สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน นับว่าเป็นยุคทองของการค้าขายของประเทศจีน มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นผ้าไหม เครื่องลายคราม โดยใช้เส้นทางการค้าที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหม” นั่นเอง ด้านความเชื่อและศาสนา คำสอนในลัทธิขงจื้อนั้นได้ถูกนำมาใช้ในการปกครองประเทศ อีกทั้งเริ่มมีการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ หรือการสอบจอหงวน ด้านสังคมและชนชั้นมีลักษณะเปิด ผู้คนสามารถเปลี่ยนชนชั้นได้ ด้านศิลปพัฒนาการ มีการคิดค้นใช้พู่กันจากเปลือกไม้และทำน้ำหมึกจากเขม่าของต้นรัก ด้านวิชาการมีการคำนวณหาอัตราเส้นผ่าศูนย์กลางกับเส้นรอบวงและเริ่มประดิษฐ์ลูกคิดอีกด้วย

ต่อมาถึงยุคแห่งการแตกแยก สมัยราชวงศ์สุย หรือที่เราอาจจะคุ้นหูกันดีว่า สมัยสามก๊ก หลักฐานทางประวัติศาสตรชิ้นใหญ่คือ การขุดแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีให้เชื่อมกันเพื่อประโยชน์ด้านคมนาคม

ต้นสมัยจักรวรรดิจะสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการปกครองและศิลปพัฒนาการต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน อาจเรียกได้ว่าทันสมัยและประยุกต์ความคิดเก่าและใหม่มากขึ้นนั่นเอง