Posts Tagged ‘เวียดนาม’

ปราสาทโพกลวงคาราย

Written by teeranun on November 23rd, 2013. Posted in บทความ


ปราสาทโพกลวงคาราย เป็นปราสาทอิฐที่ปรากฏอยู่ในอาณาจักรจามปา (อาณาจักรที่เคยตั้งอยู่แถบเวียดนามตอนใต้) ตามตำนานกล่าวว่าปราสาทนี้สร้างโดยพระเจ้าโพกลวงคาราย ตามบันทึกสมัยพระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1828-1850) ที่ปรากฏตำนานนี้กล่าวว่าเดิมพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเพียงคนเลี้ยงวัว แต่โชคชะตาได้กำหนดให้พระองค์กลายเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น จนอาณาจักรขอมโบราณได้เข้ารุกรานอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ได้ใช้เงื่อนไขแบบสันติวิธีคือ การแข่งกันสร้างเทวสถาน หากใครสร้างสำเร็จก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ ปรากฏว่าฝ่ายพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นผู้ชนะ ทำให้กองทัพขอมต้องยกทัพกลับไป และประชาชนได้ยกฐานะพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเทพที่คอยปกป้องดูแลประชาชนและแผ่นดินจามปา

ในทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 ทรงเป็นผู้บูรณะปราสาทโพกลวงคารายขึ้นใหม่จากซากปราสาทที่เคยมีอยู่เดิม โดยปราสาทโพกลวงคารายจัดอยู่ในศิลปะแบบบิญดิ่ญหรือถาปมาม (ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นสำหรับการบูชาและประกอบพิธีกรรมเนื่องในไศวนิกาย มี 3 หลัง ที่ปราสาทนี้ยังค้นพบภาพสลักนูนสูงพระศิวะที่ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของเวียดนาม รวมถึงการค้นพบมุขลึงค์ (ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะประกอบอยู่)

ปัจจุบันปราสาทหลังยังคงใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่เช่นเดิม

2 วีรสตรีแห่งเวียดนาม ผู้ต่อต้านการรุกรานจากจีน

Written by warittha on August 19th, 2013. Posted in บทความ

หากสยามมีท้าวเทพกษัตรีย์ และท้าวศรีสุนทร ผู้ปกป้องเมืองถลางจากการรุกรานของพม่าในสงครามเก้าทัพ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เวียดนามก็มีสองวีรสตรีที่กล้าหาญ
ลุกขึ้นมาต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือเวียดนามมาช้านานทั้งด้านการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม จนความกล้าหาญของท่านทั้งสองเป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังในนามของวัด “ฮายบ่าจึง” (Hai Ba Trung)

วัดฮายบ่าจึง ตั้งอยู่ในเขตเมืองฮานอย ห่างจากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ ออกไปราวๆ 2 กิโลเมตร วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1142 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรสตรีของชาวเวียดนาม 2 ท่าน คือ จึงจั๊ก (Trung Trac) และ จึงหญิ (Trung Nhi) นามสกุลของท่านทั้งสองจึงเป็นที่มาของชื่อวัด “ฮายบ่าจึง” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ท่านผู้หญิงสกุลจึงทั้งสอง”

แม้ว่าในช่วงพันปีนับจากปี 111 ก่อนคริสตกาลที่เวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ชาวเวียดนามเองก็ได้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองของจีนหลายครั้ง แต่หนึ่งในวีรกรรมครั้งสำคัญที่ฝังอยู่ในจิตใจของชาวเวียดนามนั่นก็คือ การต่อต้านการปกครองของจีนใน ค.ศ. 40 ที่นำโดยวีรสตรีทั้งสองคือ จึงจั๊ก และ จึงหญิ ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ฮั่น การต่อต้านการปกครองของจีนในครั้งนี้ได้รับชัยชนะและขับไล่พวกจีนออกจากแผ่นดินเวียดนามได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ราชสำนักฮั่น จึงส่งขุนพลนาม หม่าหยวน (Ma Yuan) ซึ่งชาวเวียดนามเรียก ม้าเหวี่ยน (Ma Vien) มาปราบปรามพวกที่ลุกขึ้นต่อต้านจีน โดยมีหลักฐานกล่าวถึงสองพี่น้องตระกูลจึงว่าถูกทหารจีนจับประหารชีวิต บ้างก็กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ยอมถูกจับกุมตัว แต่ตัดสินใจปลิดชีพตนด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร สองพี่น้องตระกูลจึงก็อยู่ในความทรงจำของชาวเวียดนาม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของหญิงชาวเวียดนามที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ปัจจุบัน ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของสองพี่น้องตระกูลจึง พร้อมกองทัพทหารหญิง 12 คน ตั้งอยู่ในห้องบูชาของวัดฮายบ่าจึง นอกจากนั้นยังมีการจัดงานที่วัดฮายบ่าจึงเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรสตรีทั้งสองท่าน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เรื่องราวของท่านทั้งสองยังได้รับการเผยแพร่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเวียดนามมากมายหลายรูปแบบ รวมไปถึงรูปแบบของการ์ตูนสำหรับผู้อ่านในวัยเด็กอีกด้วย

 

ภาพจิตรกรรมแสดงความกล้าหาญของวีรสตรีแห่งเวียดนาม สองพี่น้องตระกูลจึง ที่เข้าต่อสู้กับกองทัพจีน

เปรียบเทียบกับภาพวาดของนักวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบัน

 

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว

ปริศนาทุ่งไหหิน อารยธรรมโบราณในอุษาคเนย์

Written by warittha on July 29th, 2013. Posted in บทความ

ก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายไห ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามากว่าพันปี อยู่ในพื้นที่ราบสูงของเมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามเวียดนาม ก้อนหินนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สรรค์สร้าง และสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใด ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่กระจ่างได้

ไหหินเหล่านี้ ถูกค้นพบโดยมาดโดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในทศวรรษ 1930 โดยโกลานีเชื่อว่า ทุ่งไหหินนี้กำเนิดขึ้นจากอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้นช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 300 และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพิธีศพ เนื่องจากมีการค้นพบเถ้ากระดูกมนุษย์ในไหบางลูกและสุสานขนาดใหญ่ที่ตำบลบ้านอ่างบนเขตที่ราบสูงเชียงขวาง ลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม ขนาดของไหหินแต่ละใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงโดยเฉลี่ย 1.5 เมตร ตัววัสดุของไหหินนี้พบว่าสกัดขึ้นจากหินทรายซึ่งหาได้ในท้องถิ่น แต่ก็มีหลายใบที่ปรากฏร่องรอยว่าถูก

ลากขึ้นมาจากที่อื่น มีตำนานเล่าเรื่องราวการกำเนิดขึ้นของทุ่งไหหินว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าของขุนเจือง กษัตริย์ลาวผู้ปลดแอกราษฎรจากประมุขผู้กดขี่โหดร้าย

ทุ่งไหหิน มีหลักๆ 3 กลุ่ม ด้วยกัน คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มทุ่งไหหิน อยู่ห่างจากโพนสวรรค์มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 15 กิโลเมตร มีไหหินอยู่กว่า 250 ใบและมีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มอื่นๆ มาก กลุ่มที่สองคือกลุ่มไหหินภูสลาโต อยู่ถัดจากโพนสวรรค์ลงมาทางใต้ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูกและพบไหหินกระจายกันอยู่ราว 100 ใบ กลุ่มที่สามคือ กลุ่มไหหินลาดค่าย อยู่ถัดลงมาอีก 10 กิโลเมตร ประกอบด้วยไหหินประมาณ 150 ใบ กระจายกันอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ ที่มองลงมาเห็นวิวของเขตที่ราบและท้องทุ่งนาของบ้านเชียงดีบนเนินลูกถัดไปอย่างทั่วถึง

ปัจจุบันรัฐบาลลาวกำลังผลักดันให้องค์การยูเนสโกจดทะเบียน ทุ่งไหหิน (Plain of Jar) ในแขวงเชียงขวางให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากเมืองหลวงพระบาง และปราสาทวัดภู แขวงจำปาสักและยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเวียดนาม เนื่องจากบริเวณแขวงเชียงขวางเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารเพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศซึ่งติดต่อกับ พรมแดนเวียดนามด้วยเส้นทางหมายเลข 7 หรือเส้นทางสายโฮจิมินห์ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเวียดนาม เหนือมายังขบวนการปะเทดลาวหรือลาวฝ่ายซ้าย

พื้นที่ทางอารยธรรมแห่งนี้ ผ่านประวัติศาสตร์อันมากมายทั้งการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอดีต ความรุ่งเรืองของชนชาติไปจนถึงการก่อเกิดสงคราม แต่ทุ่งไหหินก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป อันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมหลักฐานทางอารยธรรมแห่งนี้

ชื่อประเทศเวียดนาม และตำนานการกำเนิดประเทศ

Written by warittha on July 21st, 2013. Posted in บทความ

คำว่า เหวียด (Viêt) เคยใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 11 เพื่อเรียกดินแดนที่อยู่ทางใต้ของจีนบนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแห่งแรกของเหวียดทางชายฝั่งภาคใต้ของจีนก่อนปีคริสต์ศักราช 1042 หรือประมาณ 3 พันปีมาแล้ว เหวียด (Viêt) มาจากคำว่า เยวะ (Yue) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกชนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ชายแดนอาณาจักรฮั่นและสามเหลี่ยมแม่น้ำแดง

ชาวเวียดนามมักจะเปรียบรูปร่างประเทศของตนว่าเหมือนตะกร้าใส่ข้าวสองใบแขวนอยู่ปลายสุดของไม้คาน คือรูปตัว S ที่มีความยาวกว่า 1,200 ไมล์ ทีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 127,241 ตารางไมล์ พื้นที่ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 300 ไมล์และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 45 ไมล์ ตะกร้าใส่ข้าวทั้งสองคือบริเวณแม่น้ำแดงทางภาคเหนือและบริเวณแม่น้ำโขงทางภาคใต้ ไม้คานที่ใช้หาบตะกร้าคือแนวเทือกเขาซึ่งกั้นพรมแดนเวียดนาม-ลาว และเวียดนาม-กัมพูชา ประชากรส่วนใหญ่อยู่กันหนาแน่นตามที่ราบลุ่ม ส่วนบริเวณพื้นที่สูงจะเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

ตำนานการเกิดประเทศเวียดนาม กล่าวว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ หลฺาก ลอง เกวิน (Lac Long Quân) แห่งประเทศ ซิจ กวี๋ (Xích Quy) ซึ่งอยู่ทางภาคกลางของจีนเป็นทายาทเทพเจ้าแห่งทะเล อภิเษกสมรสกับเทพธิดา เอิว เกอ (Âu Co) อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและมีบุตร 100 คน แต่เป็นเพราะทั้งสองมีกำเนิดที่แตกต่างและความไม่มั่นคงของชีวิตบนโลก ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันอยู่โดยแบ่งลูกไปฝ่ายละ 50 คน กษัตริย์พาลูก 50 คน ไปอยู่ในที่ราบและบริเวณฝั่งแม่น้ำ ส่วนเอิว เกอ พาลูก 50 คนไปอยู่ที่ภูเขามีป่าทึบ ดังนั้นจึงมีรัฐเกิดขึ้น 100 รัฐ เมื่อแยกตัวออกจากประเทศซิจ กวี๋

กษัตริย์ได้มอบอำนาจการปกครองให้กับลูกชายคนโตชื่อ หุ่ง เวือง (Hùng Vuong) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ ห่ง บ่าง (Hông Bàng) ประเทศวัน ลาง (Vãn Lang) หมายถึง ประเทศที่มีวัฒนธรรม ก็คือ ปฐมนามของประเทศเวียดนามนั่นเอง

ตามตำนาน ลูกๆ ทั้ง 100 คนนี้มีความสามัคคีรักใคร่กันเป็นอย่างดี อีกทั้งมีความกล้าหาญ ถือว่ารับส่วนนี้มาจากบิดา ในขณะเดียวกันก็รับเอาความสวยงาม ความมีเสน่ห์จากมารดาซึ่งสืบทอดมาให้เห็นในคนเวียดนามปัจจุบันว่า เป็นผู้ที่กล้าหาญ เป็นนักต่อสู้อดทนอย่างยิ่งยวด ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีเสน่ห์ สง่างาม

 

 

เสน่ห์เมืองฮอยอัน หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของเวียดนาม

Written by warittha on June 29th, 2013. Posted in บทความ

ฮอยอันเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตและเป็นศูนย์กลางการค้าของชาวซาหวิ่น (Sa Huynh) ริมฝั่งแม่น้ำทูโบ่น (Thu Bon) ตั้งแต่ 200 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยมาจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 ฮอยอันขยับฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาณาจักรจามปา มีชื่อเรียกว่า ไดเจี๋ยน (Dai Chien) แต่ชาวเวียดนามและชาวต่างชาติต่างเรียกเมืองท่าแห่งนี้ว่า ไฟโฟ (Fai Fo) หรือไฮโป (Hai Po)

ฮอยอันเฟื่องฟูถึงขีดสุดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 เรือสินค้าต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและตะวันตก ต่างมุ่งหน้าเข้ามาจนฮอยอันกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แม่น้ำทูโบ่นเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนโคลนเลนสะสมจนเรือใหญ่เข้ามาจอดเทียบท่าไม่ได้ เมืองดานัง (Da Nang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มาก จึงรับหน้าที่เป็นเมืองท่าแห่งใหม่แทน นับแต่นั้นมา ฮอยอันจึงมีฐานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก ปัจจุบันเมืองฮอยอันอยู่ในเขตจังหวัด กว่างนัม (Quang Nam) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1999

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ในเมืองฮอยอัน คือ สะพานญี่ปุ่น โดยมีการตั้งชื่อสะพานเป็นภาษาเวียดนามว่า หลายเหวี่ยนเกี่ยว (Lai Vien Kieu) ซึ่งมีความหมายว่า สะพานแห่งมิตรไมตรี ก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อเชื่อมย่านอยู่อาศัยของชาวจีนกับญี่ปุ่นที่อยู่คนละฟากฝั่งเข้าด้วยกัน ตัวสะพานเป็นทรงโค้ง หลังคามุงกระเบื้องสีเขียวและเหลืองเป็นคลื่น กลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่ผู้ผ่านไปมามักหยุดสักการะ หัวสะพานฝั่งหนึ่งมีรูปปั้นลิง อีกฝั่งเป็นรูปปั้นสุนัข อันแสดงถึงระยะเวลาในการสร้างสะพานแห่งนี้ตามปีนักษัตร นอกจากนั้นเมืองฮอยอันยังมีกลุ่มอาคารบ้านเรือนชาวประมงสไตล์โคโลเนียลริมแม่น้ำทูโบ่น มีบ้านไม้เก่าแก่ของชุมชนชาวจีนที่ถนนเจิ่นฟูที่เป็นทั้งศูนย์กลางของฮอยอันและศูนย์รวมของชาวจีน บ้านคหบดีตระกูลเติ๋นกี๋ (Tan Ky) ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีน ญี่ปุ่นและเวียดนามเข้าไว้อย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเสน่ห์ของเมืองฮอยอันและยังคงได้รับการทำนุบำรุงรักษาจากชาวเมืองฮอยอัน จนเป็นที่ปรากฏให้ลูกหลานของชาวเวียดนามได้เห็นวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่มีมาแต่เนิ่นนานของตนเอง และเป็นความภาคภูมิใจของชาวเวียดนาม ที่มีมรดกทางสถาปัตยกรรมอันงดงามในเมืองฮอยอันแห่งนี้

 

ภาษาพาเพลินเจริญสัมพันธไมตรี

Written by blogger on June 10th, 2013. Posted in บทความ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน ภาษาเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน และ เป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เช่น การติดต่อทั่ว ๆ ไป การศึกษา การค้าขาย หรือ การติดต่อระดับรัฐบาล ดังนั้น ภาษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคนี้ หากเราได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศ แน่นอนว่าเราย่อมต้องสงสัยและมีความอยากรู้ว่า ประเทศที่เราไปนั้นเขาใช้ภาษาอะไร พูด เขียน อย่างไร หลาย ๆ คน อาจศึกษาข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนการเดินทาง หรือ มีหนังสือคู่มือเกี่ยวกับการเดินทางไปยังประเทศนั้น ๆ ติดมือไปด้วย บางคนอาจใช้เทคโนโลยีประเภทเครื่องแปลภาษาติดตัวไปเพื่อช่วยในการเดินทาง เป็นต้น

และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าในภูมิภาคของเรากำลังจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของ “อาเซียน” และ ยังรวมเอาอีก 3 ประเทศที่เป็นมิตรที่ดีกับเรามารวมด้วย จึงทำให้ความหลากหลายของภาษามีมากยิ่งขึ้น เพราะทุกประเทศมีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งการพูด การเขียน แม้ว่าในบางประเทศอาจมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาษาของแต่ละประเทศนั้น มีความสำคัญเพราะหากเราสามารถสื่อสารภาษาของแต่ละประเทศที่เราไปเที่ยวหรือติดต่ออื่น ๆ ก็สามารถสร้างความประทับใจ หรือ เราเองที่เข้าใจความหมายในสิ่งที่ผู้คนประเทศนั้นต้องการสื่อสารกับเรา

อันทีจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำการศึกษาในภาษาของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ประเทศเรา อาจเริ่มจากคำง่าย ๆ เช่น คำทักทาย อย่างบ้านเราใช้คำว่า “สวัสดี” ประเทศลาว ใช้คำว่า “ซำบายดี” พม่าใช้คำว่า “มิงกะลาบา” และเวียดนามใช้คำว่า “ซิน จ่าว”
ด้วยคำทักทายง่าย ๆ ในภาษาของแต่ละประเทศที่เราได้ไปเที่ยวหรือติดต่อค้าขายกัน ก็สามารถทำให้ผู้ที่เราไปติดต่อนั้นมีความรู้สึกประทับใจ ชื่นชม และ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเราในการที่เราต้องการเป็นมิตรกับเขาด้วย

กล่าวได้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก เป็นเครื่องมือที่เราต้องแสวงหาจากตำราต่างๆ หรือ ไปเรียนรู้จากเจ้าของภาษา เป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาได้จากตัวเราเอง และ ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการที่เราต้องติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย เพราะ ภาษาดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง นอกจากนั้น ภาษาเอง ยังบ่งบอกถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมในแต่ประเทศ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสวยงามในเรื่องตัวอักษร มีความไพเราะของเสียงตัวอักษร มีความมหัศจรรย์ที่สามารถทำให้ผู้คนทั่วโลกติดต่อกันได้ด้วยภาษาเสมือนเป็นพี่น้องกัน

Unseen ที่เวียดนาม

Written by blogger on June 3rd, 2013. Posted in บทความ

        เวียดนาม เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทยเรา มีการติดต่อค้าขายกันในหลายระดับ มีการพัฒนาที่ไล่ตามกันมา หรือ อาจแซงหน้าเราไปแล้วในบางเรื่อง แม้ว่า เวียดนามจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่มีความน่าสนใจให้เราได้ศึกษาหรือ อยากไปท่องเที่ยวดูสักครั้ง เราอาจเคยเห็นประเทศเวียดนามจากสื่อต่าง ๆ เช่น สารคดีท่องเที่ยว ภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำที่นั้น หรือ แม้แต่มิวสิควีดีโอบางเพลงก็มีไปใช้สถานที่ท่องเที่ยวที่เวียดนามถ่ายทำกันก็มี ซึ่ง หลาย ๆ แห่งที่เราเห็นจากสื่อต่าง ๆ มักเป็นสถานที่ที่เราคุ้นชื่อกันอยู่แล้วเช่น อ่าวฮาลองเบย์ หรือ สุสานโฮจิมินท์ หรือ เมืองหลวงอย่างเมือง ฮานอย หลาย ๆ ทัวร์ต่างนิยมไป ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เราอาจไม่คุ้นตา หรือ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย และ หลาย ๆ คนอาจไม่ทราบเลยว่าจะมีอยู่ในเวียดนามด้วย เช่น ทะเลทราย มุยเน่ หรือ ที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในนามทะเลทราย 2 สี ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ทะทรายที่อียิปต์ สามารถไปเที่ยวชมได้ง่ายเดินทางสะดวก

การเดินทางไปทะเลทรายมุ่ยเน่นั้น เราสามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากไทยไปลงสนามบิน Tan Son Nhat International Airport ที่เมืองโฮจิมินห์ จากนั้นเดินทางลงใต้ของเมืองประมาณ 120 กม. จะถึงเมืองวุงเตา แล้วลุยต่อด้วยเส้นทางเรียบชายฝั่งอีกกว่า 180 กม. ก็จะถึงที่หมาย ซึ่ง ที่ทะเลทรายมุ่ยเน่นั้น เริ่มมีนักท่องเที่ยวไปกันมาก เพราะความสวยงามตามธรรมชาติของทะเลทราย และ การเดินทางที่ไม่ยุ่งยากวุ่นวายนัก ทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้ได้สนุกสนานกันอีกด้วย เช่นการเล่นสไลด์เดอร์บนทราย และที่สำคัญ อากาศไม่ร้อนเหมือนทะเลทรายที่ประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจของที่นี่คือ ทะเลทราย 2 สี ผืนแรกมีสีแดง เรียกว่า “ทะเลทรายแดง” (Red Sand-Dunes) และอีกผืนเรียกว่า “ทะเลทรายขาว” (White Sand-Dunes) แต่เดิมนั้น “ทะเลทรายมุยเน่” เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ไม่อะไรเลยนอกจากควาแห้งแล้ง จนเมื่อ 10 ปีก่อนได้มีการค้นพบทะเลทรายแดง จึงทำให้หมู่บ้านนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนเวียดนามและทั่วโลกมากขึ้น รัฐบาลเวียดนามได้สร้างถนนขึ้นเกยกับทะเลทราย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศให้มีมากขึ้น และ 5 ปีหลังจากนั้นก็พบทะเลทรายขาว ทำให้ “ทะเลทรายมุยเน่” เป็นอีกสถานที่เที่ยวของเวียดนามที่น่าสนใจ และ วิวทิวทัศน์ที่สวยงามยามต้องแสงอาทิตย์ หรือ ตอนพระอาทิตย์ตกดินนั้น มีความสวยงามจนไม่อาจละสายตาได้เลยทีเดียว

 

หุ่นละครในอุษาคเนย์

Written by warittha on May 17th, 2013. Posted in บทความ

ชัก – เชิด ให้เกิดเรื่องราว วัฒนธรรมการแสดงหุ่นละคร ในอุษาคเนย์

การแสดงหุ่นละครมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการแสดงหุ่นละคร ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ด้วยรูปแบบ สีสันและสะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันได้แก่

วาหยังกูลิต (Wayang kulit) หมายถึงการแสดงตัวหนังผ่านจอโดยใช้เงา ซึ่งเป็นการแสดงที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย       อินโดนีเซีย บรูไนและสิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า หนังตะลุง วาหยังกุลิตมีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “วาหยัง” (Wayang) สันนิษฐานว่าแปลงจากคำพื้นเมืองของชาวมาเลเซีย คือ คำว่า “บาหยัง” (Bayang) ซึ่งหมายถึงเงา ตัวหนังที่ใช้ทำจาก       หนังควายฉลุลวดลายลงบนตัวหนังและลงสีตกแต่งอย่างสวยงาม เนื้อหาที่ใช้ในการแสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากวาหยังกูลิตแล้ว ยังมีการแสดงในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น “Wayang golek” ซึ่งหมายถึงการแสดงหุ่นไม้ มีเครื่องแต่งกายคล้ายหุ่นหระบอก “wayang klitik” หมายถึงหุ่นทำจากไม้แบนๆ แล้วระบายสี และยังมี “wayang Topeng” ที่ไม่ได้ใช้หุ่นเชิดแต่ใช้คนใส่หน้ากากในการแสดง

โชก เต ปวย (Yok-thei-pwe) เป็นการแสดงหุ่นละครของประเทศพม่า เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอังวะ วัสดุทำจากไม้เนื้อเบา ใบหน้า มือ เท้า จะมีความละเอียดประณีตในการแกะสลัก มีการประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ในการเชิดหุ่นจะใช้สายชักจากด้านบน ผู้ชักหุ่นต้องมี   ทักษะความชำนาญเพื่อให้หุ่นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นพุทธประวัติ นิทานชาดก รามเกียรติ์   โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์นั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากไทยในสมัยอยุธยา

การแสดงหุ่นกระบอกของประเทศเวียดนาม มีความแตกต่างจากหุ่นเชิดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาในการแสดง โดยทำการแสดงเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมเกษตรกรรมบริเวณแม่น้ำแดงในสมัยราชวงศ์ลี้ปี ในปี ค.ศ. 1121 เป็นการแสดงหลังในน้ำบริเวณไร่นาหลังการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันคนเชิดหุ่นจะทำให้หุ่นกระบอกขยับด้วยเชือกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำและใช้ไม่ไผ่ยาวจากหลังเวที มีวงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบการแสดงในร่ม เนื้อหาในการแสดง มักแสดงเรื่องตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ปัจจุบันมีการแสดงเฉพาะที่โรงละครริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

การแสดงหุ่นละครในแต่ละภูมิภาค ผู้แสดงล้วนต้องใช้ความสามารถ ทักษะในการแสดงอย่างสูง และยังต้องใช้ความประณีตในการสร้างหุ้นขึ้นมาแต่ละตัว จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการแสดงหุ่นละครน้อยลง อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทำให้การแสดงหุ่นละครเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น หุ่นที่ไร้คนเชิด ก็เปรียบได้กับมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเพียงตัวหุ่นที่ไร้คนเชิด ที่รอวันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจากผู้สืบทอดรุ่นหลัง

 

อ้างอิง
กอมโดริ คอมปานี. 2554. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในเวียดนาม. แปลโดย อภิศรี นิรุตติปัญญากุล. พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
ปัญญา เทพสิงห์. 2548. ศิลปะเอเชีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.