Posts Tagged ‘อินโดนีเซีย’

มาลิก อัล ซาลีห์

Written by teeranun on January 24th, 2014. Posted in บทความ

มาลิก อัล ซาลีห์

มาลิก อัล ซาลีห์ (Malik Al Saleh, Malik ul Salih หรือ Malik ul Saleh) มีชื่อเดิมว่า มารา ซีลู (Mara Silu, Merah Silu หรือ Muerah Silu) เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์คนแรกที่ก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นในเกาะสุมาตราที่มีชื่อว่า “สมุทร ปาไซ” (Samudera Pasai) ในปี ค.ศ. 1267 ตามตำนานเล่าว่ามาลิก อัล ซาลีห์ได้ไปพบกับมดที่ตัวใหญ่เท่าแมว และได้จับมดนั้นกิน หลังจากที่มาลิก อัล ซาลีห์ก่อตั้งรัฐขึ้นมา ก็ได้แต่งงานกับบุตรสาวเจ้าเมืองเปอร์ลัก (Perlak) และให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน

ตามบันทึกในหิกายัต ราช-ราชา ปาไซ (พระราชพงศาวดารกษัตริย์แห่งปาไซ ที่สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14) เล่าว่ามาลิก อัล ซาลีห์ ฝันถึงพระมะหะหมัด (ศาสดาของศาสนาอิสลาม) โดยในความฝันนั้น พระมะหะหมัดได้ชักชวนให้มาลิก อัล ซาลีห์ ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม

บันทึกหรือตำนานบางแหล่งได้กล่าวไว้ว่ามาลิก อัล ซาลีห์คือเจ้าชายมาลิกแห่งอาเจห์ที่ล่องเรือมาจากเบรูอาส (กังกา เนการา ที่เชื่อว่าเป็นอาณาจักรในตำนานตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่อ้างถึงในประชุมพงศาวดารของมาเลย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของรัฐเปรักในประเทศมาเลเซีย) และมาตั้งรัฐสุลต่านขึ้น ณ ที่แห่งนี้

ทั้งนี้ ยังคงมีข้อถกเถียงกันในเรื่องลำดับของช่วงเวลา เนื่องจากชาวมุสลิมจากอาหรับได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลการค้าขายในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนกวางตุ้ง รวมถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 อย่างไรก็ตาม หลุมฝังศพของมาลิก อัล ซาลีห์ ถือเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ยืนยันถึงการก่อตั้งรัฐอิสลามในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน : จิตรกรแนวโรแมนติกแห่งชวา

Written by teeranun on January 18th, 2014. Posted in บทความ

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน (Raden Saleh Sjarif Boestaman) ถือเป็นจิตรกรชาวอินโดนีเซียคนแรกๆที่ริเริ่มการวาดภาพตามแบบตะวันตก และเป็นต้นแบบให้กับจิตรกรรมสมัยใหม่ของอินโดนีเซีย ภาพที่เขาวาดนั้นจัดอยู่ในกลุ่มจิตรกรรมแนวโรแมนติกแบบยุโรป ที่นิยมกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยภาพของเขามีลักษณะเด่นคือการใส่ความเป็นรากเหง้าด้านวัฒนธรรมของเขาลงไปในผลงาน

ระเด่น ซาเละห์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1811 ในตระกูลผู้ดีของชวา โดยเขาเป็นผู้มีฝีมือด้านการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จน เอ.เจ.ปาเยน ผู้เป็นอาจารย์ได้ชักชวนให้เขาไปเรียนศิลปะที่เนเธอร์แลนด์ จนในปี ค.ศ. 1829 ระเด่น ซาเละห์ได้ไปเรียนการวาดภาพเหมือนของบุคคล และสร้างผลงานอันโดดเด่นขึ้น จนแกรนด์ ดยุค แห่ง แซค-โคเบิร์ก-โกธา (Grand Duke of Saxe-Coburg-Gotha) ได้อุปถัมภ์การสร้างผลงานของเขา

นอกจากนี้ ระเด่น ซาเละห์ยังได้เรียนรู้การวาดภาพวิวทิวทัศน์ ซึ่งผลงานแนวนี้ได้ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ริชกส์ (Rijks museum) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ในปี ค.ศ. 1852 ระเด่น ซาเละห์ได้เดินทางกลับมายังอินโดนีเซีย โดยเขาได้กลายเป็นผู้ดูแลรักษาศิลปะของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ รวมถึงการวาดภาพเหมือนของบุคคลชั้นสูงในเกาะชวาและภาพวิวทิวทัศน์ในชวา อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตที่บ้านเกิดหลังจากกลับมาจากเนเธอร์แลนด์นั้นไม่ค่อยเป็นที่พอใจของเขานัก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1867 เขาได้แต่งงานกับลูกสาวของสุลต่านแห่งยอกยาการ์ตา และได้พาเธอไปเที่ยวประเทศในยุโรปหลายประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี อย่างไรก็ตาม ภรรยาของเขาเกิดป่วยกะทันหัน จนทั้งคู่ต้องกลับมาที่อินโดนีเซีย

ในปี ค.ศ. 1880 ระเด่น ซาเละห์เกิดอาการป่วยเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตในวันที่ 23 เมษายน ศพของเขาถูกฝังในหมู่บ้านเอมบัง (Kampung Empang) และมีผู้มาร่วมงานศพของเขามากมาย ทั้งที่เป็นคนชั้นสูง และเจ้าหน้าที่ของเนเธอร์แลนด์

อจินไตย : เทพเจ้าสูงสุดแห่งเกาะบาหลี

Written by teeranun on December 9th, 2013. Posted in บทความ

acintya

อจินไตย (Acintya) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถคาดถึงได้ ซึ่งในเกาะบาหลี อจินไตยถือเป็นเทพเจ้าสูงสุด นอกจากคนทั่วไปจะเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่าอจินไตยแล้ว ยังเรียกได้อีกอย่างคือ ตุงกัล (Tunggal) อันหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียว โดยเทพอจินไตยนี้อาจเทียบได้กับพรหมันในหลักศาสนาฮินดู เทพอจินไตยมักจะปรากฏเป็นตัวหนังตัวสำคัญในการเล่นวาหยัง (หนังตะลุงของอินโดนีเซีย)

เทพอจินไตยมักจะถูกอธิบายว่าเป็นเทพแห่งความว่างเปล่า ถือเป็นสัญลักษณ์ของจุดกำเนิดแห่งจักรวาล เทพอจินไตยจะไม่สร้างเป็นรูปเคารพ โดยแสดงออกให้เห็นแต่เพียงบัลลังก์เปล่า ส่วนการแสดงออกอีกรูปแบบหนึ่งคือรูปแบบของเทพที่มีเปลวไฟล้อมรอบทั่วตัว อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสุริยเทพ ส่วนการบูชาเทพอจินไตยนั้นจะไม่บูชากันโดยตรง เว้นแต่เทพอจินไตยจะมาปรากฏต่อหน้าเหล่าสาวก

จนในปี ค.ศ. 1930 เทพอจินไตยได้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หะยัง วิธิ วาสะ (Hyang Widhi Wasa) หมายถึงพระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งโดยมิชชันนารีชาวคริสต์ที่ต้องการอธิบายพระผู้เป็นเจ้าตามหลักศาสนาคริสต์ในเกาะบาหลีหลังจากที่อินโดนีเซียได้รับเอกราช ทั้งนี้ นอกจากมิชชันนารีจะใช้หลักศาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและโปรแตสแตนท์แล้ว ยังอธิบายเทพอจินไตยโดยใช้หลักศาสนาฮินดู อิสลาม และพุทธศาสนาประกอบอีกด้วย

 

 

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

กับข้าว กับปลาของชาวบรูไน

Written by warittha on July 5th, 2013. Posted in บทความ

อาหารของแต่ละชนชาติ สามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต แม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีความคล้ายคลึงในเรื่องของวัตถุดิบหลายอย่าง เนื่องจากมีภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกัน แต่การรังสรรค์นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบเป็นอาหารต่างก็มีความแตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละชนชาตินั้นๆ ในประเทศผู้ร่ำรวยน้ำมันอย่าง บรูไนดารุสซาลาม ที่มีความเคร่งครัดในศาสนาอิสลาม ก็มีวิถีการรับประทานอาหารที่น่าสนใจ แปลกตาและมีเมนูที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของหลายๆ คน ในครั้งนี้เรามาลองทำความรู้จักกับอาหารบรูไนที่เป็นที่นิยมของชาวบรูไน อันได้แก่

อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศบรูไนทำจากแป้งอัมบูลุง (คล้ายๆ แป้งสาคูซึ่งได้จากต้นรุมเบีย) ผสมกับน้ำร้อนแล้วกวนจนเหนียวข้น รับประทานกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเรียกว่า จาจะห์ และซอสที่เรียกว่า เจินจาลู่ ซึ่งทำจากกะปิ การกินอัมบูยัต ต้องใช้แท่งไม่ไผ่ยาวคล้ายตะเกียบเรียกว่า จันดาส ม้วนคีบแป้งเหนียวแล้วจุ่มลงไปในซอส นอกจากแป้งกับซอสแล้ว ยังมีเครื่องเคียงที่รับประทานคู่กัน ได้แก่ ปลาทอด เนื้อทอด และผักสดที่หาได้ในท้องถิ่น การรับประทานอัมบูยัตให้อร่อย ต้องรับประทานตอนแป้งร้อนๆ ตัวแป้งจะค่อนข้างเหลวสามารถกลืนได้โดยไม่

 

 

เกอตูปัต (Ketupat) เป็นข้าวหุงห่อด้วยใบมะพร้าว เป็นวัฒนธรรมการทานอาหารที่แสดงออกถึงความละเอียดประณีต และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำใบมะพร้าวมาล้างให้สะอาด ดึงก้านออกแล้วนำมาสานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท จากนั้นขยายห่อใบมะพร้าวให้มีช่องว่างพอใส่ข้าวสารลงไป แล้วปิดช่องที่ขยายออกให้สนิทเหมือนเดิม จากนั้นจึงนำไปต้มในน้ำเดือดทั้งห่อ เมื่อสุกได้ที่ ด้านในของห่อใบมะพร้าวจะกลายเป็นข้าวสวยที่อัดเป็นก้อน คนบรูไนมักรับประทานข้าวกับสะเต๊ะ หรืออาหารจำพวกแกงกะหรี่ นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกอย่างซึ่งวิธีทำคล้ายคลึงกันคือ ลอนตอง แต่ต่างกันที่ลอนตองจะห่อด้วยใบตอง วัฒนธรรมการหุงข้าวห่อในใบมะพร้าวนี้ นอกจากบรูไนแล้ว ประเทศหมู่เกาะที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็นิยมการหุงข้าวห่อใบมะพร้าวเช่นกัน

 

อูดัง ซัมบัล เซอไร เบอร์ซันตัน (Udang Sambal Serai Bersantan) เป็นพริกแกงกุ้งตะไคร้ใส่กะทิ ลักษณะคล้ายอาหารจำพวกแกงกะหรี่ วิธีทำคือบุบกระเทียมแล้วลงไปเจียวกับหอมหัวใหญ่ ตามด้วยเครื่องแกงกับตะไคร้สับละเอียด จากนั้นใส่กุ้งกุลาดำ พริก เพิ่มรสชาติด้วยเกลือกับน้ำตาล ผัดจนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีชมพู เสร็จแล้ว ราดกะทิ เคี่ยวจนข้น แล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

 

 

 

การเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติอื่นจากอาหารการกินจะมีส่วนช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ได้มากขึ้น และแม้หน้าตาของอาหารบางอย่างของบรุไนจะแปลกแตกต่างไปจากคนในภูมิภาคเดียวกัน แต่ไม่รู้สึกแปลกแยกเนื่องจากความคุ้นชินกับวัตถุดิบที่ใกล้เคียงกัน การเปิดใจยอมรับในความแตกต่างหลากหลายจะช่วยทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคเดียวกันได้มากขึ้น

วิถีชลประทานดั้งเดิม หลักฐานความเจริญทางวัฒนธรรมแห่งอินโดนีเซีย

Written by warittha on July 3rd, 2013. Posted in บทความ

อุทกอารามปุระ อูลัน ดานู บาตูร์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบบาตูร์ บนปากปล่องภูเขาไฟบาตูร์ วัดนี้มีฐานะเป็นศูนย์กลางการจัดการน้ำจากทะเลสาบบาตูร์ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำและตาน้ำทั้งหมดในบาหลีตอนกลาง ส่งไปยังนาข้าวทั้งหมดในระบบสุบักที่รายรอบ

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญของทุกชนชาติในโลก แหล่งอารยธรรมใดที่มีความเจริญรุ่งเรือง ก็มักจะพบหลักฐานการจัดการกับระบบการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียก็พบหลักฐาน
อารยธรรมเก่าแก่ด้านการชลประทานหล่อเลี้ยงคนในพื้นที่ให้มีน้ำใช้เพียงพอต่อการเกษตรและการดำรงชีวิต ซึ่งระบบชลประทานนี้เรียกว่า “ระบบสุบัก” เกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 มีลักษณะเป็นสถาบันทางสังคมและศาสนา เปรียบได้กับ “สหกรณ์ชาวบ้าน” ที่ผนวกศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยีการเกษตร วัฒนธรรม และการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ด้วยกัน โดยกำหนดให้มีพื้นที่ซึ่งมีขอบเขตคล้ายหมู่บ้าน ปกครองโดยคนในพื้นที่ มี “อุทกอาราม” หรือ วัดน้ำ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำ

ระบบสุบัก มีส่วนประกอบสำคัญคือ เครือข่ายทางขนส่งน้ำที่ซับซ้อนและอุโมงค์ที่สร้างโดยการเจาะหินและต่อไม้ไผ่เพื่อส่งน้ำ ซึ่งบางสายมีความยาวกว่ากิโลเมตร ต้องสร้างโดยใช้ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในการนำน้ำขึ้นไปสู่นาขั้นบันไดชั้นบนสุดของเนินเขา ก่อนปล่อยให้ไหลลงสู่นาข้างเบื้องล่าง

 

 

 

รูปแบบนาขั้นบันไดในระบบสุบักบนเกาะบาหลี

หลักการสำคัญที่สุดในระบบสุบักคือ ปรัชญาไตรหิตครณะหรือหลักความสมดุลกลมกลืน 3 ประการ อันเป็นหลักการสร้างความสงบสุขแก่ชีวิตที่รับมาจากศาสนาฮินดูในอินเดีย ประกอบด้วยความสมดุลและความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า มนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติ นอกจากระบบสุบักยังให้ผลยั่งยืนมานานนับพันปีโดยที่เกษตรกรไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการเพิ่มผลผลิตแล้ว ระบบนี้ยังมีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก เห็นได้จากการให้สิทธิ์ออกเสียงสูงสุดแก่เจ้าของนาที่อยู่ต่ำสุด เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของสมาชิก

กะปิ น้ำปลา เครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวอาเซียน

Written by warittha on June 5th, 2013. Posted in บทความ

Petis udang กะปิเคยของอินโดนีเซีย นำมาเป็นน้ำจิ้มกับเต้าหู้ทอด

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าว เป็นอาหารหลักของวัฒนธรรมการบริโภคของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อมีข้าวก็ต้องมีกับข้าวเป็นของคู่กัน เครื่องปรุงรสให้กับข้าวมีรสชาติกลมกล่อมจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแม้เมนูกับข้าวในแต่ละท้องที่ของภูมิภาคนี้จะมีความแตกต่างหลากหลาย แต่เครื่องปรุงรสที่ทุกครัวเรือนจะขาดไม่ได้ นั่นก็คือ กะปิ และน้ำปลา กะปินั้น ในภาษาพม่าเรียก “งาปิ” และพม่าใช้ “งาปิ” ในน้ำพริกนานาชนิดเช่นเดียวกับไทย ในภาษาฟิลิปปินส์เรียกกะปิว่า “บาโกอุง” (Bagoong) และในภาษาอินโดนีเซียน เรียกว่า “ตราสซี” (Trassi) ส่วนน้ำปลาก็ใช้กันอยู่ในวัฒนธรรมสังคมต่างๆ ของเอเชียอาคเนย์ในเวียดนามเรียกน้ำปลาว่า “เนื้อก หม่ำ” (Nuocmam) และในฟิลิปปินส์เรียกว่า “ปาตีส” (Patis) เมื่อมองผ่านอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทในวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์เป็นลำดับชั้นขึ้นลงไปแล้ว จะเห็นว่ามีอาหารหลักและส่วนประกอบอาหารที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมาก่อนตั้งแต่ดั้งเดิม แม้ในศาสนาอิสลามจะห้ามอาหารหมัก แต่ชาวอินโดนีเซียโดยเฉพาะชาวชวาซึ่งรับอิทธิพลศาสนาอิสลามน้อยมาก หรือรับแบบ Syncretism1 ก็ยังมีน้ำปลาเรียกว่า “เปอตีส” (Petis) เหมือนน้ำปลาในฟิลิปปินส์และมีน้ำพริกกะปิเหมือนไทย เรียกว่า “ชามบาล ตราสซี ลาลาบัน” (Sambal Trassi Lalaban) หรืออย่างเช่นฟิลิปปินส์ที่ได้รับอิทธิพลสเปนมาหลายร้อยปีและยังตามมาด้วยอิทธิพลวัฒนธรรมอเมริกัน อาหารฟิลิปปินส์หลายอย่างมีความคล้ายในส่วนประกอบและชื่อไปในทางอาหารสเปน แต่เวลารับประทานอาหารชาวฟิลิปปินส์จะใช้ข้าวเป็นหลัก กับข้าวที่มีอิทธิพลวัฒนธรรมสเปน เช่น สตูว์ (Coldereta) หรือ ไก่ถอดกระดูกใส่ไส้ทอด (Relleno) ใส่บนข้าว แล้วใช้กะปิ บาโกอุงและน้ำปลาปาตีสแต่งรสโรยหน้าอาหารในจานอีกทีหนึ่ง หรือเมื่อย่างปลาแล้ว ชาวฟิลิปปินส์จะเสิร์ฟปลาย่างกับกะปิบาโกอุงให้รับประทานกับข้าว เป็นต้น

หมายเหตุ: Syncretism หมายถึงการรับวัฒนธรรมจากผู้ใดหรือเขตใดก็ตาม รูปลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถูกนำเข้ามาจะต้องมีการผสมปนกับวัฒนธรรมเดิมแล้วเกิดเป็นขึ้นของใหม่ขึ้น เกิดเป็นการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม
อ้างอิง
กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. 2540. สรุปผลการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “วัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ : ความคล้ายคลึงในวิถีชีวิต”. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สยามบุ๊คส์ แอนพับลิเคชั่น.

 

หุ่นละครในอุษาคเนย์

Written by warittha on May 17th, 2013. Posted in บทความ

ชัก – เชิด ให้เกิดเรื่องราว วัฒนธรรมการแสดงหุ่นละคร ในอุษาคเนย์

การแสดงหุ่นละครมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการแสดงหุ่นละคร ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ด้วยรูปแบบ สีสันและสะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันได้แก่

วาหยังกูลิต (Wayang kulit) หมายถึงการแสดงตัวหนังผ่านจอโดยใช้เงา ซึ่งเป็นการแสดงที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย       อินโดนีเซีย บรูไนและสิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า หนังตะลุง วาหยังกุลิตมีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “วาหยัง” (Wayang) สันนิษฐานว่าแปลงจากคำพื้นเมืองของชาวมาเลเซีย คือ คำว่า “บาหยัง” (Bayang) ซึ่งหมายถึงเงา ตัวหนังที่ใช้ทำจาก       หนังควายฉลุลวดลายลงบนตัวหนังและลงสีตกแต่งอย่างสวยงาม เนื้อหาที่ใช้ในการแสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากวาหยังกูลิตแล้ว ยังมีการแสดงในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น “Wayang golek” ซึ่งหมายถึงการแสดงหุ่นไม้ มีเครื่องแต่งกายคล้ายหุ่นหระบอก “wayang klitik” หมายถึงหุ่นทำจากไม้แบนๆ แล้วระบายสี และยังมี “wayang Topeng” ที่ไม่ได้ใช้หุ่นเชิดแต่ใช้คนใส่หน้ากากในการแสดง

โชก เต ปวย (Yok-thei-pwe) เป็นการแสดงหุ่นละครของประเทศพม่า เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอังวะ วัสดุทำจากไม้เนื้อเบา ใบหน้า มือ เท้า จะมีความละเอียดประณีตในการแกะสลัก มีการประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ในการเชิดหุ่นจะใช้สายชักจากด้านบน ผู้ชักหุ่นต้องมี   ทักษะความชำนาญเพื่อให้หุ่นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นพุทธประวัติ นิทานชาดก รามเกียรติ์   โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์นั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากไทยในสมัยอยุธยา

การแสดงหุ่นกระบอกของประเทศเวียดนาม มีความแตกต่างจากหุ่นเชิดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาในการแสดง โดยทำการแสดงเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมเกษตรกรรมบริเวณแม่น้ำแดงในสมัยราชวงศ์ลี้ปี ในปี ค.ศ. 1121 เป็นการแสดงหลังในน้ำบริเวณไร่นาหลังการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันคนเชิดหุ่นจะทำให้หุ่นกระบอกขยับด้วยเชือกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำและใช้ไม่ไผ่ยาวจากหลังเวที มีวงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบการแสดงในร่ม เนื้อหาในการแสดง มักแสดงเรื่องตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ปัจจุบันมีการแสดงเฉพาะที่โรงละครริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

การแสดงหุ่นละครในแต่ละภูมิภาค ผู้แสดงล้วนต้องใช้ความสามารถ ทักษะในการแสดงอย่างสูง และยังต้องใช้ความประณีตในการสร้างหุ้นขึ้นมาแต่ละตัว จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการแสดงหุ่นละครน้อยลง อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทำให้การแสดงหุ่นละครเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น หุ่นที่ไร้คนเชิด ก็เปรียบได้กับมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเพียงตัวหุ่นที่ไร้คนเชิด ที่รอวันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจากผู้สืบทอดรุ่นหลัง

 

อ้างอิง
กอมโดริ คอมปานี. 2554. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในเวียดนาม. แปลโดย อภิศรี นิรุตติปัญญากุล. พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
ปัญญา เทพสิงห์. 2548. ศิลปะเอเชีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.