Posts Tagged ‘รับแปลภาษา’

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 2

Written by jintana on December 7th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ขนมที่เป็นตัวแทนของเดือนกุมภาพันธ์มีชื่อเรียกว่า อุงุยสุโมจิ เป็นขนมกิวฮิที่ผสมแป้งสีเขียวต่อมาเดือนมีนาคมเป็นขนมโมจิที่จะผสมผงของใบอ่อนหญ้าโยโมงิมีชื่อเรียกว่า คุสะโมจิ

เดือนเมษายนเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิที่เราจะได้ชมความงามของดอกซากุระได้อย่างเต็มอิ่ม เนื่องจากความสดใสของดอกไม้ทำให้มีเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆท่ามกลางความงามของธรรมชาติ ขนมในเดือนนี้คือ ซากุระโมจิมีสองชนิดคือ แป้งโดเหมียวยจิ(ข้าวบดแล้วตากแห้ง)ไส้ถั่วกวนแล้วนำไปนึ่ง และไส้ถั่วกวนห่อแป้งข้าวสาลีที่รีดเป็นแผ่นบางแล้วนำไปย่าง ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นนิยมใช้แป้งโดเหมียวจิมากกว่า

ปลายฤดูใบไม้ผลิอย่างเดือนพฤษภาคม ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานขนม โอโตชิบุมิ ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิหรือ ที่มีชื่อเรียกว่า เนริกิริ ปั้นเป็นรูปใบไม้ห่อไส้ข้างใน คล้ายตัวด้วงที่นำใบไม้มาห่อตัวเพื่อวางไข่ ชื่อของขนมชนิดนี้พ้องเสียงกับคำว่า โอโตบุชิ ที่แปลว่าบัตรสนเท่ห์[1]ที่แกล้งทำหล่นไว้เพื่อให้คนอ่าน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นมีระยะเวลา 3 เดือน คือ มี.ค. – พ.ค. ขนมหวานที่นิยมคงไม่พ้นแป้งโมจิเหนียวนุ่มสอดไส้ด้วยถั่วกวนรสหวานลิ้น เข้ากันได้ดีกับการจิบชาร้อนที่ผ่านพิธีการชงชาอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางวิวของดอกซากุระที่กำลังผลิบาน เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเยือนญี่ปุ่นสักครั้ง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

[1]น. จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่นโดยมิได้ลงชื่อหรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน.

ผูกเป็นปม!?

Written by akiautumn on December 6th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกลับมาอีกครั้งครับ และเราก็ยังคงอยู่กับสำนวนเช่นเดิม ในครั้งจะนำเสนอสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ครับ คิดว่าหลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสำนวนนี้มากนัก เรามาดูกันดีกว่าสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไร

 

ก่อนอื่นเรามาดูทีล่ะคำก่อนครับ ‘Tie’ คำๆ นี้หลายๆ คนคุ้นและรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าหมายถึง ผูก ยุ่ง มีธุระ หรือ ทำหน้าที่เป็นคำนาม  (n) คือ เนคไท หรือเชือกเช่น

If you are tied up now, I’ll call you back later on.

-ถ้าตอนนี้คุณไม่สะดวกอยู่ เดี๋ยวฉันจะโทรมาใหม่ทีหลังนะ

I don’t think this shirt goes with that red tie.

-ฉันไม่คิดว่าเสื้อตัวจะเข้ากับเนคไทสีแดง

 

คำต่อมา ‘Knot’ คำนี้หลายคนจะไม่ค่อยคุ้นตามากนัก คำๆ นี้มีความหมายว่า กระจุก ปม หรือ เงื่อนงำเช่น

Check all the loose knots and fasten them tight.

-ตรวจดูปมที่ดูหลวมและจัดการดึงให้แน่นซะ

 

เมื่อรู้ความหมายของทั้ง 2 คำแล้ว เราก็ได้ความหมายของสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ว่า ‘ผูกเป็นปม’ เอ๊ะ…..ใช่หรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ครับ สำนวน ‘Tie the Knot’ นั้น มีความหมายว่า’แต่งงาน’ ครับ ใช่ครับ การแต่งงาน ซึ่งที่เป็นการแต่งงานก็เหมือนกับการผูกคน 2 คนเข้าด้วยกันครับ

You’re sure you want to tie the knot?

-เธอแน่ใจหรือว่าเธออยากจะแต่งงานแล้ว

When are you planning to tie the knot?

-คุณวางแผนที่จะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ?

 

เรื่องสำนวนเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและน่าสับสน วิธีที่จะเรียนรู้ได้เร็วที่สุดคือการเรียนรู้จากการใช้จะดีที่สุด อาทิ จากการดูรายการ ทีวี เพลง นิยาย หรือ สิ่งพิมพ์ ต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีการใช้สำนวน หรือ สำนวนมากมาย อีกทั้งเรายังสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับความสนุกได้อีกด้วย

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 1

Written by jintana on December 5th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมที่มีรสหวานหอมกลมกล่อม พร้อมรับประทานกับชาเขียว ที่ผ่านกรรมวิธีการชงอันมีเสน่ห์ในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักกับขนมหวานหลากชนิดของชาวญี่ปุ่นกัน

ขนมมีบทบาทที่สำคัญในเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ เรียกได้ว่ามาญี่ปุ่นช่วงไหนก็มีขนมอร่อยให้รับประทานตลอดปี ซึ่งแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ขนมสด และขนมแห้ง

ประเภทของขนมสดมี 5 ประเภท ได้แก่

กิวฮิ จัดเป็นโมจิชั้นเลิศ ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวสีขาวที่นวดผสมกับน้ำ น้ำเชื่อมและน้ำตาล

เนริกิริ เป็นขนมใช้รับประทานในพิธีชงชา ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิ และตกแต่งให้สวยงาม

คินตง เป็นเส้นใช้ตกแต่งรอบถั่วกวนที่ปั้นเป็นก้อน ทำมาจากถั่วกวนแล้วกดลงแป้นพิมพ์เพื่อให้ได้ออกมาเป็นเส้น

โจโยมันจูเป็นซาลาเปาไส้ถั่วกวน ตัวแป้งทำมาจากมันยามาโตะหรือมันทสีกุเนะ

อุยโร ชื่อนี้ได้มาจากยาของจีน มีลักษณะเหนียวนุ่ม ทำมาจากข้าวผสมกับน้ำตาลแล้วนำไปนึ่ง

วัตถุดิบในการทำขนมนั้นต่างกันออกไปตามฤดูกาล ทำให้ในแต่ละเดือนชาวญี่ปุ่นจะมีขนมรับประทานอย่างไม่ซ้ำกัน เหมือนเป็นตัวแทนของทั้งสิบสองเดือน

ในช่วงมกราคมของทุกปี ที่ตรงกับเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานน้ำชากับฮานาบิระโมจิ เป็นโมจิชนิดหนึ่ง ทำมาจากรากโกโบ และถั่วกวนมิโสะ ห่อด้วยแป้งกิวฮิ มีที่มาจากขนมชาววังในสมัยเอโดะที่ถูกเรียกว่า “คิวชูโซนิ” ต่างเพียงวัตถุดิบที่ใช้ปลาอายุแทนรากโกโบ และมิโสะขาวของซุปโซนิแทนถั่วกวนมิโสะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ความดีที่ธรรมดา!?

Written by akiautumn on December 4th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกลับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครับ สำหรับครั้งนี้จะมาแนะนำคำว่า ‘The Common Good’ ครับ แล้วคำนี้มีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ? ถ้าเราลองมองโดยแยกทีล่ะคำแล้วจะคำ 2 คำ คือ ‘Common’ และ ‘Good’ ครับ

 

Common (adj) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ที่ธรรมดาสามัญ หรือ ทั่วๆ ไป

Exploringthe way of life could explain why ethnic groups suffer from common diseases.

-การสำรวจวิถีการดำรงชีวิตสามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดชนกลุ่มหนึ่งๆ นั้นถึงได้ทุรนทุรายจากโรคภัยทั่วๆ ไป

 

ทั้งนี้ ‘Common’ นั้น ยังมีความหมายอื่นอีก คือ ที่เป็นส่วนร่วม ที่ร่วมกัน

It is common practice for the towns’ fire department to help another town when there is a fire.

-นี้เป็นการฝึกซ้อมร่วมกันสำหรับหน่วยผจญเพลิงของเมืองต่างๆ เพื่อที่จะสามารถให้การเข้าช่วยเหลือเมืองอื่นๆ ในขณะมีเกิดเพลิงไหม้

 

Good (adj) สำหรับคำนี้หลายๆ คนรู้จักกันเป็นดี หมายถึง ดี เหมาะสม เก่ง เชี่ยวชาญ หรือถ้าเป็นคำนาม (n) ก็จะหมายถึง ความดี

Cathy is a good girl. She always helps her mom in the kitchen.

-เคธี่เป็นเด็กดี เธอจะช่วยคุณแม่เตรียมอาหารอยู่ในครัวอย่างสม่ำเสมอ

 

ทีนี้เรารู้ความหมายของทั้ง ‘Common’ และ ‘Good’ แล้ว แต่เอ…..แล้ว ‘The Common Good’ จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ???

 

The Common Good นั้น ไม่ได้มีความหมายว่า ‘ความดีทั่วๆ ไป’ นะครับแต่จริงแล้วจะมีความหมายว่า ‘สาธารณประโยชน์’ หรือก็คือเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมนั่นเอง

This student’s project is such an action to the common good for the community.

-โครงการของนักเรียนนับว่าเป็นการกระทำที่เป็นสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนยิ่งนัก

 

เห็นมั้ยล่ะครับ คำๆ หนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้เกิดความหมายอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นเราควรจะศึกษาเพิ่มเติมหาความรู้ตลอดเวลาครับ เริ่มจากลองมองออกไปรอบๆ ตัวดูสิครับ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

Written by jintana on December 3rd, 2014. Posted in บทความ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

บทความที่แล้วเราพูดถึงเทพทั้ง 3 องค์ได้แก่ เทพเจ้าไดโกกุเตนเทพเอบิสุและเทพบิชามนเตน  ซึ่งมีความเชื่อในการเคารพบูชาต่างกัน ยังมีเทพอีก 4 องค์ที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเจ็ดวันขึ้นปีใหม่

เทพเบนไซเตน เป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย หรือ เทพเจ้าแห่งเสียงดนตรีจากสายน้ำ วิชาการ ความรู้ รูปจำลองเป็นหญิง ในมือทั้งสองข้างถือพิณบิวะ บางความเชื่อถือเป็นเทพแห่งความสมบูรณ์พูนสุข และมีชื่อเรียกต่างกันออกไป คือ เบนเตน เบนไซเตน หรือ เมียวอนเตน

เทพฟุกุโรจุกุ และเทพจุโรจิน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเทพทั้งสององค์นี้เป็นเทพแห่งการมีอายุยืนยาว จึงมีหนวดเคราสีขาวยาว พร้อมกับถือไม้เท้าที่มียอดขมวดเป็นขด ฟุกุโรจุกุ คือเทพแห่งพรสามประการ ได้แก่ ความรุ่งเรือง ทรัพย์สมบัติ และอายุวัฒนะ มีนกกระสาคอยติดตาม ส่วนจุโรจิน คือ เทพแห่งการมีชีวิตยืนยาว เชื่อกันว่าคือปราชญ์ชาวจีน “เล่าจื้อ” มีกวางคอยติดตาม เชื่อว่าเนื้อกวางเป็นยาอายุวัฒนะ ในมือจะถือพัดหรือลูกท้อซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตยืนยาว

เทพโฮเตโอโช มีตัวตนอยู่จริง เป็นนักบวชนามว่า “ชี่ฉื่อ” ในสมัยราชวงศ์โฮว่เหลียงของประเทศจีน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองให้สามีภรรยาอยู่กันกันอย่างสุขสงบร่มเย็น บ้างเชื่อกันว่าเป็นรูปอวตารของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ รูปจำลองนั้นเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นท้องอ้วนกลม แบกถุงผ้า เป็นที่เคารพบูชาเพราะสามารถเห็นลางร้ายและทำนายอนาคตได้

สังเกตได้ว่าเทพเจ้าความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีที่มาและความหมายในการบูชาไม่ต่างจากชาวจีน หรืออินเดีย หรือแม้กระทั่งคนไทยเชื้อสายจีนในบ้านเรา นั่นบ่งบอกได้ว่ามนุษย์เรานั้นผูกพันกับความเชื่อเหล่านี้มาอย่างทุกยุคสมัยและไร้พรมแดนทางเชื้อชาติอีกด้วย

Fame Has Its Price

Written by akiautumn on December 2nd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมารู้จักกับสำนวนที่ว่า ‘Fame has its price’ ครับ ถ้าดูความหมายอย่างตรงไปตรงมาตามที่เราเข้าใจกันดีว่า

 

Fame (n) หมายถึง ความมีชื่อเสียง

Her good fame was greatly damaged by her own doing.

ความมีชื่อเสียงของเธอถูกทำลายอย่างป่นปี้จากการกระทำของเธอเอง

และ

Price (n) หมายถึง ราคา คุณค่า หรือ ผลตอบแทน

Can you lower the price to ten dollars?

-คุณช่วยลดราคาเหลือซัก 10 ดอลล่าได้ไหม?

 

ดังนั้นสำนวน ‘Fame has its price’ นั้นก็จะมีความหมายว่า‘ความมีชื่อเสียงมีราคาของมัน’ ครับแต่ทว่าผิดถนัดอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ เพราะ สำหรับเจ้าของภาษาในบางทีคำว่า‘Price’นั้น ยังให้ความหมายในเรื่องของ โทษ หรือ การลงโทษอีกด้วยครับอาทิ

She deserves this price what she has done for me.

-เธอสมควรที่จะได้รับโทษแล้วล่ะสำหรับสิ่งที่เธอได้ทำกับฉันไว้

 

ดังนั้น สำนวนที่ว่า ‘Fame has its price’ จึงมีความหมายว่า ‘การมีชื่อเสียงนั้นก็มีโทษอยู่ด้วยเหมือนกัน’ หรือก็คือการมีชื่อเสียงก็เหมือนดาบสองคมนั้นเองครับ

I heard that you are very popular among the teenagers right now but I want to warn you that fame has its price.

-ฉันได้ยินว่าตอนนี้เธอดังมากมนหมู่วัยรุ่นเลยนะแต่ฉันอยากจะบอกเธอไว้เลยนะว่าความมีชื่อเสียงนั้นก็มีโทษอยู่ด้วยเหมือนกัน

 

อย่างไรก็ตามสำนวนในภาษาอังกฤษนั้นมีมากมายและน่าสับสนยิ่งนัก ดังนั้นเราควรศึกษาอยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มพูนความรู้นะครับ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข

Written by jintana on December 1st, 2014. Posted in บทความ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข

ความเชื่อในเทพเจ้าปรากฏอยู่ทุกศาสนา ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความเชื่อและศรัทธาในเทพเจ้า สืบเนื่องด้วยความเชื่อทางศาสนาพุทธ ความเชื่อเก่าแก่ของญี่ปุ่น ความเชื่อของชาวจีน บวกกับตำนานโบราณของอินเดีย ผสานกันเป็นความเชื่อในเทพเจ้าแห่งความสุขทั้ง 7 ที่คนญี่ปุ่นนิยมสักการะใน 7 วันแรกของปีใหม่

เทพเจ้าไดโกกุเตนหรือ เทพมหากาฬ ตามตำนานอินเดียโบราณ เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวจีน ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมตั้งเอาไว้ภายในห้องครัว เทพเจ้าไดโกกุเตนส่วนใหญ่มักแบกถุงเงินไว้บนบ่า มือขวาถือค้อนวิเศษ และยืนอยู่บนกระสอบข้าว และสวมหมวกที่มีชื่อเรียกว่า ไดโกกุซุกิน

เทพเอบิสุ หมายถึง เทพเจ้าของคนต่างถิ่น ถือกำเนิดมาจากตำนานญี่ปุ่นโบราณ เป็นที่เคารพอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวญี่ปุ่นที่ทำการค้าขาย และชาวเรือประมง ชาวประมงมีความเชื่อว่าเป็นเทพที่นำอาหารทะเลมาให้ มือขวาของเทพเอบิสุนั้น จะถือคันเบ็ด มือซ้ายอุ้มปลา รวมไปถึงใบหน้าที่มีรอยยิ้มทั้งหน้าเรียกว่า ใบหน้าของเอบิสุ

เทพบิชามนเตนหรือ จตุเทพทามนเตน ในตำนานโบราณของอินเดีย ภายหลังการก่อตั้งพระพุทธศาสนา เป็นเทพแห่งสงคราม รูปจำลองจะสวมชุดเกราะมือขวาถืออาวุธ มือซ้ายถือเจดีย์

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Staffหรือ Stuff

Written by akiautumn on November 7th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สวัสดีครับทุกๆ ท่านเจอกันอีกแล้วกับบทความภาษาอังกฤษในครั้งนี้เราจะมาดูคำว่า ‘staff’ และ ‘stuff’ กันครับ สองคำนี้เขียนคล้ายกันมากและยังออกเสียงต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้นซึ่งเล่นเอาบางสับสนใช้สลับกันขึ้นมาเลยทีเดียวแต่ทว่าความหมายของทั้งสองคำนี้นั้นไม่ได้คล้ายกันเอาซะเลย

 

Staff (ซทาฟ) คำนี้เป็นได้ทั้ง คำนาม (noun) และ กริยา (verb) ซึ่งก็จะมีความที่แตกต่างกันไปอีกเช่นกันครับ

(n) คณะที่ทำงานร่วมกัน ผู้ที่ทำงานร่วมกัน

Is the staff meeting held on Monday?

-การประชุมของคณะทำงานจะจัดขึ้นวันจันทร์ใช่ไหม?

 

(n) ไม้ค้ำไม้เท้า หรือ คทา

I just made my own wizardry staff from chopsticks for Halloween party tonight.

-ฉันทำคทาพ่อมดด้วยตัวเองจากตะเกียบสำหรับงานเลี้ยงวันฮาโลวีนคืนนี้

 

(v) จัดหาคณะทำงาน

Legal advice centers are staffed by volunteer lawyers.

-ศูนย์ให้คำปรึกษาได้รับการจัดหาคณะทำงานมาจากเหล่าทนายความอาสาสมัคร

 

Stuff (ซทัฟ) คำนี้ก็เป็นได้ทั้ง คำนาม (noun) และ กริยา (verb)เช่นกัน เช่น

(n) สิ่ง หรือ วัตถุ

It’s just the usual stuff.

-มันก็แค่สิ่งของธรรมดา

 

(n) คำพูดหรือการกระทำ

I can’t stand such sweet stuff.

-ฉันไม่อาจทนได้กับคำหวานเหล่านั้น

 

(n) วัตถุดิบ

What stuff is this jacket made of?

-เสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ทำมาจากวัตถุดิบอะไร?

 

(v)ยัดไส้หรือ บรรจุ

Claudia, have you stuffed theturkey yet?

-คลอเดีย เธอจัดการยัดไส้ไก่งวงแล้วหรือยัง?

 

อย่างที่เห็นครับว่าในภาษาอังกฤษมีคำที่ใกล้เคียงกันอยู่มากมายซึ่งอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้ได้ ดังนั้นหมั่นสังเกตว่าคำๆ นั้นมีการสะกดอย่างไร ถ้าเป็นการสนทนาให้จับใจความจากบริบทของการสนทนาก็จะสามารถแยกแยะได้ครับว่ากำลังใช้คำใดอยู่ อย่างไรก็ดีการหมั่นศึกษาคำศัพท์อยู่ตลอดเวลาก็เป็นส่วนช่วยในการเข้าใจคำเหล่านี้ได้เช่นกันครับ

 

Reference: Longdo.dict

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 7

Written by jintana on November 4th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 7

เรื่องราวเทศกาลสำคัญของกลุ่มประเทศในอาเซียนก็เดินทางมาถึงบทสุดท้าย ต้องบอกว่าแต่ละประเทศยังมีเทศกาลอีกมากมายที่เราไม่ได้หยิบยกมาแนะนำให้ได้รู้จักกัน ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทั่วไปทั้งหนังสือและเว็บไซต์ต่าง ๆ

บทความนี้เราจะพูดถึงวันของชาวอาเซียน เป็นวันที่ทุกคนควรทราบเอาไว้เพื่อต้อนรับการก้าวสู่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN)ด้วยเหตุผลของการก่อตั้งสมาคมอาเซียนนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 จึงถือให้ในวันนี้ของทุกปีเป็นวันอาเซียน (ASEAN Day)  แรกเริ่มของการก่อตั้งสมาคมอาเซียนอย่างที่เรารู้จักกันในวันนี้ เดิมเกิดขึ้นจากปฏิญญากรุงเทพ หรือ The Bangkok Declaration ซึ่งมีแค่เพียง 5 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อจากนั้นก็มีประเทศบรูไนดารุสซาลาม(2527) เวียดนาม(2538) ลาว พม่า(2540) และกัมพูชา(2542) เข้าร่วมเป็นสมาชิกตามลำดับ

วันสำคัญอีกวันที่ขาดไม่ได้เลยไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามนั่นคือ วันแม่แห่งชาติ ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนก็มีวันแม่ของตนเองต่างกันออกไป ได้แก่ วันแม่ของอินโดนีเซียตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัน HariIbu , ประเทศเวียดนามนั้นตรงกับวันที่ 8 มี.ค. ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล และอย่างที่ทราบกันดีว่าวันแม่ของประเทศไทยนั้นตรงกับวันที่ 12 ส.ค. ของทุกปี นอกเหนือจากนั้นมีวันแม่ตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเดือน พ.ค. ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาและยังตรงกับวันแม่ในอีกหลายประเทศของโลกอีกด้วย

First and Last

Written by akiautumn on November 3rd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

มาพบกลับบทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกันอีกครั้ง ในครั้งนี้จะนำเสนอวลีที่ว่า ‘First and Last’ ครับ แล้วความหมายของวลีนี้คืออะไรกันล่ะ? ถ้ามองกันทีล่ะตัว First แปลว่า มาก่อน  หรือ อันดับแรก และ Last แปลว่า สุดท้าย ดังนั้น ‘First and Last’ จึงมีความว่า อันดับแรก และ สุดท้าย ใช่ไหมครับ? แท้จริงแล้วไม่ใช่นะครับ วลีที่ว่า ‘First and Last’ นั้นจริงๆ แล้วมีความหมายว่า รวมทั้งหมด ทั้งหมดทั้งสิ้น เช่น

A: Look at that figure! I want it! How much is it?

-ดูที่ตุ๊กตาจำลองนั้นสิ ฉันอยากได้จัง ราคาเท่าไหร่?

B: First and last it all costs20000 Baht.

รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดก็ 20000 บาท

A: It’s too expensive. I can’t afford it

-มันแพงมากเลย ฉันจ่ายไม่ไหว

 

นอกจากนี้ถ้าเจอกับประโยคที่ว่า Jason is a good guy first and last. จะมีความหมายว่าอย่างไร? อย่างที่รู้กันมาแล้วว่าวลีนี้มีความหมายว่า ทั้งหมดทั้งสิ้น ดังนั้นประโยคข้างต้นจึงมีความหมายว่า ‘เจสันเป็นคนดีทั้งหมดทั้งมวล’ ทว่าจริงๆ แล้วผิดครับ เพราะ ‘First and Last’ นั้นนอกจากจะมีความหมายว่า ทั้งหมดทั้งมวล นั้นจะมีความหมายว่า ตลอดกาล ได้เช่นกันครับ ดังนั้นประโยคที่ว่า

Jason is a good guy first and last.

มีความหมายว่า เจสันเป็นคนดีตลอดกาล

 

อย่างไรก็ดีนอกจาก ‘First and Last’ หลายๆ คนอาจจะเจอคำว่า ‘First or Last’ (or แทน and)ครับ ซึ่งวลีนี้จะมีความหมายว่า ไม่ช้าก็เร็ว ครับ เช่น

Sonya will get over from her illness first or last.

-ซอนย่าจะต้องหายป่วยในไม่ช้าก็เร็ว

 

ก่อนจบบทความนี้ก็อยากให้ทุกๆ คนอย่าลืมทบทวนเรื่องที่ผ่านๆ มานะครับเพราะภาษานั้นมีชีวิตเติบโตตลอดเวลามีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตลอดดังนั้นเราควรหมั่นศึกษาเพื่อเพิ่มพูนทักษะของเราเอาไว้ไม่งงเวลาถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้กันครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก