Posts Tagged ‘รับแปลภาษา’

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 3

Written by jintana on March 10th, 2015. Posted in บทความ

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 3

 

ยังเหลือประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเราที่อยู่ห่างออกไปอีกสามประเทศที่เรายังไม่ได้หยิบยกเอาเรื่องราวของดอกไม้ประจำชาติฝากกัน ให้บทความนี้ส่งท้ายประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่เหลือก็แล้วกันค่ะ

เริ่มต้นกันที่ประเทศเวียดนาม อากาศดี สาวสวย สถานที่ท่องเที่ยวงดงาม มีดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำชาติ และเป็นรู้จักกันในนาม “ดอกไม้แห่งรุ่งอรุณ” เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี นอกจากนี้ดอกบัวยังถูกนำไปใช้ในเพลงของเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง

ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศที่เราลืมไม่ได้เลย ดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกพุดแก้วดอกสีขาวกลิ่นหอมและบานส่งกลิ่นในเวลากลางคืน บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน และความเข้มแข็ง มักจะถูกนำไปใช้ในงานพิธีต่าง ๆ และยังปรากฏในตำนา เรื่องเล่าและบทเพลงของชาวฟิลิปปินส์อีกด้วย

ประเทศสุดท้ายคือ ประเทศบรูไน มีดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกซิมปอร์ หรือดอกส้านชะวา มีกลีบเหลืองใหญ่ลักษณะคล้ายร่มเมื่อบานเต็มที่ มีสรรพคุณช่วยในการรักษาบาดแผล พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศบรูไน และยังมีในธนบัตร รวมไปถึงงานศิลปะของบรูไนอีกด้วย

ดอกไม้ประจำชาตินอกจากมีความสวยงามต่างกันออกไปยังบ่งบอกถึงชาติได้อย่างลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งที่สวยงามและอ่อนโยนยังมีความหมายที่เข้มแข็งและสามารถถ่ายทอดความเป็นประเทศนั้นได้อย่างกลมกลืนกับลักษณะของคนในชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์อันน่าจดจำให้คนในชาติหรือแม้ชาวต่างขาติก็ตาม

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 2

Written by jintana on March 8th, 2015. Posted in บทความ

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 2

ถัดมาอีกหน่อยทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์มากมายร่วมกับเราก็คือ ประเทศกัมพูชา สำหรับดอกไม้ประจำประเทศนี้คือ ดอกลำดวน เป็นดอกไม้ที่หาได้ทั่วไปในบ้านเราเช่นกัน สีเหลืองขาวนวล กลีบหนา พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นเย็น ๆ เป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำของดอกไม้ชนิดนี้ เป็นดอกไม้สำหรับหญิงสาว และถูกนำไปใช้ทางพุทธศาสนาอีกด้วย

ลงใต้ไปเที่ยวประเทศมาเลเซีย ดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซียคือ ดอกพู่ระหง หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า บุหงารายอ หน้าตาคล้ายดอกชบา แต่กลีบบางเล็กดอกเล็กกว่า สีสันสดใสสวยงาม เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างให้ดูสูงส่งและสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ในความอดทนและความเป็นปึกแผ่นในชาติ นอกจากนี้ยังถูกใช้ในทางการแพทย์และความงามด้วย

ห่างออกไปอีกนิดถึงประเทศอินโดนีเซีย ดอกไม้ประชาติคือ ดอกกล้วยไม้ราตรี ซึ่งพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบของประเทศ เป็นกล้วยไม้ที่ออกเดือนได้นานที่สุด ซึ่งนานราว 2 – 6 เดือน และจะออกดอกเพียง 2 – 3 ครั้งต่อปีเท่านั้น

ใกล้ ๆ กันและมี ดอกกล้วยไม้เหมือนกันเป็นสัญลักษณ์คือ ประเทศสิงคโปร์ มีกล้วยไม้แวนด้าเป็นดอกไม้ประจำชาติ ถูกจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 มีสีม่วงและออกดอกเบ่งบานอยู่ตลอดปี และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศสิงคโปร์

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน1

Written by jintana on March 6th, 2015. Posted in บทความ

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน1

เมื่อเอ่ยถึงอาเซียนสิ่งที่หลายคนนึกถึงคงจะเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ชุดแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม และอีกหนึ่งสิ่งที่จะพาทุกคนไปรู้จักกันในบทความนี้ก็คือ ดอกไม้ประจำชาติ

ดอกไม้ประจำชาติถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่จะทำให้เราจดจำความเป็นประเทศนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น เริ่มกันที่ประเทศไทยของเราก่อน ดอกไม้ประจำประเทศไทยคือ ดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูณ ที่เราเรียกติดปากกัน ดอกเป็นพวงสีเหลืองเป็นเอกลักษณ์พร้อมทั้งความหมายที่ดี สีเหลืองอร่ามเป็นสีแห่งพุทธศาสนา และความรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังบ่งบอกถึงความปรองดองและสามัคคีของคนในชาติ ออกดอกในช่วงกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม จุดเด่นคือการผลิดอกออกเต็มต้นเป็นสีเหลืองอร่ามแทนสีเขียวของใบ

ประเทศลาว เพื่อนบ้านของเรามีดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกจำปาในภาษาลาว หรือดอกลีลาวดีในภาษาไทย ลักษณะของดอกสีขาวแกมเหลืองอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี พร้อมกลิ่นหอมฟุ้ง หมายถึงความจริงใจและความสุข ชาวลาวนิยมใช้ประดับประดาในงานพิธีต่าง ๆ รวมไปถึงใช้รับแขกบ้านแขกเมืองอีกด้วย

ดอกประดู่ จัดเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศเมียนมาร์ ออกดอกในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่ชาวเมียนมาร์จัดงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ดอกสีเหลืองทองอยู่รวมกันเป็นช่อส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและทนทาน นิยมใช้ในงานพิธีทางพุทธศาสนา

ภาษาเกาหลีแสนสนุก (ระดับต้น)

Written by jintana on March 4th, 2015. Posted in บทความ

ภาษาเกาหลีระดับต้น 4

โครงสร้างประโยคมีความเป็นมากที่ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจในการเรียนภาษา เนื่องจากเป็นสิ่งที่สำคัญในทักษะต่าง ๆของการเรียนภาษานั้น ๆ ลักษณะโครงสร้างประโยคในภาษาเกาหลีที่ผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ตามตำราก็แบ่งอย่างเข้าใจได้ง่ายเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

  1. ประธาน + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 텔레비전이비쌉니다.: โทรทัศน์แพง

  1. ประธาน + กรรม + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 동생은태국어를공부합니다. : น้องเรียนภาษาไทย

  1. ประธาน + หน่วยเสริม + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 아버지는의사가아니다. : พ่อไม่ได้เป็นหมอ

  1. ประธาน + กรรมรอง + กรรมตรง + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 동생은중학교에서태국어를공부합니다. : น้องเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนมัธยม

 

จากด้านบนเราจะสังเกตได้ว่า ประธานหรือหัวเรื่องจะวางต้นประโยค และภาคแสดงจะวางท้ายประโยคเสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องจดจำอย่างยิ่ง นี่คือของโครงสร้างประโยคคร่าว ๆ ในภาษาเกาหลีที่หยิบยกเอามาให้ได้เรียนรู้กัน สำหรับบทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวของ คำกริยา อย่าลืมติดตามกันนะคะ

 

อ้างอิง : ผศ.สิทธินี ธรรมชัย.  (2557).  ไวยากรณ์เกาหลีระดับต้น 초급한국어문법 (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น).

ภาษาเกาหลีแสนสนุก (ระดับต้น)

Written by jintana on March 2nd, 2015. Posted in บทความ

ภาษาเกาหลีระดับต้น

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับพยัญชนะและสระในภาษาเกาหลีกันไปแล้ว ต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกับโครงสร้างประโยค และลักษณะประโยคในภาษาเกาหลีกันค่ะ

การเรียงประโยคของโครงสร้างประโยคในภาษาเกาหลีจะจบท้ายประโยคด้วยกริยา คือ ประธาน + กรรม + กริยา ซึ่งคำกริยาท้ายประโยคนั้นจะผันตามไวยากรณ์ต่าง ๆที่ให้ความหมายและโอกาสในการใช้ที่ต่างกันไป ส่วนประกอบของประโยคที่ไม่ใช่คำกริยานั้นสามารถสลับที่กันได้ เช่น

payok

จากตัวอย่างเราจะสามารถสลับตำแหน่งของกรรมตรง และกรรมรอง ส่วนประธานและกริยาจะอยู่เดิมได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ

อ้างอิง : ผศ.สิทธินี ธรรมชัย.  (2557).  ไวยากรณ์เกาหลีระดับต้น 초급한국어문법 (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น).

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม 2

Written by jintana on February 9th, 2015. Posted in บทความ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม 2

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เมืองหิมะกับอากาศเย็นที่หาได้ไม่ยากในซาเปา จ.หล่าวกาย ประเทศเวียดนาม สำหรับบทความนี้เราจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองซาปา

อย่างที่บอกว่าเมืองซาปานั้นเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่มากเป็นอันดับต้นของเวียดนาม สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆจึงอยู่ในหมู่บ้านของประชาชนในเมืองนี้ หมู่บ้านแรกที่เราจะไปทำความรู้จักกันคือ หมู่บ้านกัตกัต(Cat Cat Village) เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชนเผ่าม้งที่อพยพย้ายถิ่นมาจากประเทศจีน เครื่องแต่งกายจะเป็นโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ส่วนใหญ่จะทำนาขั้ยบันไดจึงทำให้เราสามารถชมทิวทัศน์ของนาขั้นบันได้ได้อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากเมืองซาปาประมาณ 3 กิโลเมตรทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมหมู่บ้านแห่งนี้ได้ไม่ยากนัก

หมู่บ้านต่อไปคือ หมู่บ้านต่าฟาน(Ta Van Village) อยู่ทางตอนใต้ของเมืองซาปาห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีหลายชนเผ่ามาอยู่ด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเผ่า Giay ซึ่งเป็นชนเผ่าที่เยอะที่สุดในประเทศเวียดนาม และด้วยความที่มีชนเผ่าหลายเผ่าอยู่รวมกัน การแต่งกายหรือภาษาก็จะต่างกันออกไป ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมรวมไปถึงวิถีชีวิตที่สามารถอยู่รวมกันได้ จุดสนใจของที่นี้อาจเป็นฉากหลังสวยๆของเทือกเขาฟานสีปันที่ทอดตัวยาวโอบล้อมนาแบบขั้นไดได้สวยงามและลงตัวอย่างมาก

นอกจากหมู่บ้านที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชนเผ่าแล้ว ยังมีน้ำตกซิลเลอร์(Silver Waterfall) และจุดชมวิวตรามตอนพาส (Tram Ton Pass) น้ำตกซิลเลอร์ตั้งอยู่ริมถนนไลโจว มีความสูงประมาณ 100 เมตร ซึ่งไหลเลาะหน้าผาหินลงมา เก็บค่าเข้าชม 3,000 ดอง จุดชมวิวตรามตอมพาส เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในประเทศเวียดนาม มีความสูง 1,900 เมตร สามารถชมทิวทัศน์ของเทือกเขาฟานสีปันได้อย่างสวยงาม สลับกับถนนหนทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวไหลตัดกับหน้าผาลงสู่ที่ราบถึงเมืองไลโจว

เสน่ห์ของเมืองซาปาคงบรรยายลงบทความได้ไม่หมด หากใครอยากสัมผัสอาจจะต้องลองเดินทางไปเยือนเมืองแห่งนี้ด้วยตัวเองค่ะ อย่างที่บอกเอาไว้ว่าค่าใช้จ่ายนั้นไม่ได้แพงเหมือนการไปเที่ยวเมืองหนาวอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น และต่างกันสุดขั้วกับทริปยุโรป สำหรับใครที่เป็นนักเดินทางเมืองซาปาคงเป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ยังไงก็ฝากไปเที่ยวเผื่อด้วยนะคะ

วันเข้าและวันออก

Written by akiautumn on February 8th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครับ ครั้งนี้เราจะมารู้กับ Idiom ทางภาษาอังกฤษที่ว่า ‘day in and day out’ กันครับ อืม….ถ้ามองตามภาพที่เห็นแล้วความหมายของเจ้าสำนวนนี้ต้องไม่พ้นคำว่า ‘วันเข้าและวันออก’ เป็นแน่แท้ แต่มันคืออะไรกันล่ะ ‘วันเข้าและวันออก’ เราลองมาดูประโยคตัวอย่างกันดีกว่าเผื่อว่าจะพอทำให้เราเดาทางกันได้

 

Amelia does nothing but surfs the internet day in and day out.

 

จากประโยคตัวอย่างข้างต้นสามารถเดาทางความหมายของ ‘day in and day out’ กันได้หรือไม่? เราลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลย จากตัวอย่างข้างต้นจะได้ความหมายที่ว่า ‘อมิเลียไม่ทำอะไรเลยเอาแต่เล่นอินเทอร์เน็ตวันเข้าและวันออก’ มาถึงตรงนี้คิดว่าคงมีผู้อ่านหลายท่านที่พอจับทางออกแล้วนะครับ สำหรับเจ้า Idiom ที่ว่า ‘day in and day out’ นี้ มีความหมายเหมือนกับคำว่า every day หรือ for each day หรือ ทุกๆ วันติดต่อกัน ดังนั้นจากประโยคตัวอย่าง

Amelia does nothing but surfs the internet day in and day out.

จะได้ความหมายว่า ‘อมิเลียวันๆ ไม่ทำอะไรเลยเอาแต่เล่นอินเทอร์เน็ต’

 

อย่างไรก็ตามโดยส่วนมาก idiom ที่ว่า ‘day in and day out’ นั้นจะไม่ค่อยนิยมใช้ ‘and’ แต่จะมีรูปที่ว่า ‘day in, day out’ แบบนี้เสียมากกว่า อาทิ Amelia does nothing but surfs the internet, day in, day out.

 

อย่างไรก็ดีคำว่า ‘day out’ นั้นยังมีความในตัวของมันเองอีก คือ day trip หรือ outing หรือ วันหยุดที่ออกไปพักผ่อนนอกบ้าน เช่น My friends and I had a day out at the beach แปลว่า ฉันและเพื่อนๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อนที่ชายหาดกันมาในวันหยุด

 

นอกจาก idiom ที่ว่า ‘day in and day out’ แล้วยังมีอีกตัวหนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกันนั้นคือ ‘year in, year out’ ซึ่งมีความหมายว่า ‘ทุกๆ ปี’ เช่น

Year in, year out, Sasha has been one of the best student in class.

แปลว่า ‘ซาช่ามักจะเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในห้องตลอดทุกๆ ปี

 

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าในภาษาอังกฤษมี Idiom อยู่มากมายซึ่งโดยส่วนมากแล้วก็ไม่ได้มีความหมายตรงตามคำที่เห็น ดังนั้นหมั่นทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่ละเล็กทีละน้อยจะช่วยให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นครับ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม1

Written by jintana on February 7th, 2015. Posted in บทความ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม1

เมื่อเอ่ยถึงฤดูกาลยอดฮิตคงปฏิเสธไม่ได้กับฤดูหนาว และภาพหิมะโปรยที่ติดตาของเราในจินตนาการ กับบรรยายสุดแสน
โรแมนติกกับคนรักท่ามกลางอากาศใต้หิมะอันหนาวเหน็บอย่างที่คนเมืองร้อนไม่คุ้นชิน ซึ่งโดยปกติถ้าไม่ใช่เกาหลีหรือญี่ปุ่นก็ต้องเป็นยุโรปที่ค่าทริปแสนแพงจนบางคนต้องยอมแพ้กับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจนต้องปล่อยให้หิมะและภาพอันแสนโรแมนติกกับคนรักเป็นแค่จินตนาการ แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวเมืองหิมะใกล้ๆ ค่าใช้จ่ายเบาๆ กับเมืองซาปา ประเทศเวียดนาม

เมืองซาปา ตั้งอยู่ในจังหวัดหล่าวกาย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศทางตอนเหนือของเวียดนาม เมืองนี้เมื่อเข้าถึงฤดูหนาวก็จะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพนไม่แพ้เกาหลีหรือญี่ปุ่น ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่จะตรงกับเดือน ตุลาคม – มีนาคม แต่หิมะจะโปรบปรายลงมาในช่วงเดือนมกราคม แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายไม่แพงเพราะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ใครที่สนใจอยากจะสัมผัสหิมะแบบใกล้ชิดโดยไม่ต้องจ่ายแพง ก็รีบเก็บเงินไปเที่ยวเมืองซาเปาได้เลยค่ะ

ตามประวัติศาสตร์แล้วเมืองซาปาแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ตากอากาศของชาวฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมเมื่อปี 2465 โดยมีการสร้างสถานีภูเขาขึ้นมา เนื่องจากเมืองแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา เมืองซาปาตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนจีน มีระยะทางห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 350 กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ดี รวมไปถึงยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในเวียดนาม และมีสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงร้านอาหารแบบตะวันตกและโรงแรมที่พักที่คอยอำนวยความสะดวกมากมาย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ไปกล้วย! ไปถั่ว?

Written by akiautumn on February 6th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความภาษาอังกฤษครั้งนี้ก็ยังพูด Idiom เหมือนเดิมครับ โดยครั้งนี้ Idiom ที่เราจะมาทำความรู้จักคือ ‘Go bananas’ และ ‘Go nuts’ ครับ ถ้ามองตามภาพที่เห็นนี้แน่นอนครับความของทั้ง 2 คำคือ ‘ไปกล้วย’ และ ‘ไปถั่ว’ ตามลำดับอย่างแน่นอน แต่เอ๊ะ!? จะใช่จริงเหรอ? ไปกล้วย กับ ไปถั่ว คืออะไร?

 

ทั้งคำว่า ‘Go bananas’ และ ‘Go nuts’ นั้นมีความหมายเดียวกัน คือ Crazy หรือ Mad นั้นเองครับ หรือก็คือมีความหมายในทำนองที่ว่าเสียสติไปแล้ว ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในด้านดี (ดีใจ) และด้านลบ (สติแตก) ได้อีกด้วย เช่น

I’m going bananas, please leave me alone.

ฉันกำลังจะสติแตกอยู่แล้ว ช่วยไปให้ไกลๆ หู ไกลๆตาหน่อยจะได้มั้ย?

My younger brother is chosen to be the basketball team leader on coming Saturday match, he’s going nuts right now.

-น้องชายของฉันได้รับการเลือกให้เป็นหัวหน้าทีมบาสเกตบอลที่กำลังจะแข่งในวันเสาร์นี้ เขาดีใจจนแทบจะเป็นบ้า

*Go bananas และ Go nuts นั้น ทั้ง banana และ nut จะต้องใส่ ‘s’ทุกครั้ง

 

มาถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมอาการสติแตกหรือดีใจจนแทบคลั่งต้องเกี่ยวกับ กล้วย และ ถั่ว ด้วยนั้น เกิดจากหากเราลองสังเกตเวลาที่ลิงได้กล้วยเป็นหวีๆ ดูสิ จะเห็นพวกมันออกอาการตื่นเต้น วิ่งวุ้น กระโดดโลดเต้น ลุกลี้ลุกล้น แหกปากร้องเสียงดังจ้าละหวั่นอย่างกับคนบ้าเลยในทางเดียวก็ลองนึกถึงอาการของเจ้ากระรอกน้อยเวลาได้ถั่วไปสิ รีบวิ่งปรู๊ดขึ้นต้นไม้ไปอย่างเร็วทีเดียว

ทั้งนี้นอกจาก go bananas กับ go nuts ก็ยังมีคำอื่นๆ อีกที่มีความหมายเหมือนกัน ได้แก่off one’s head, off one’s nut, out of one’s mind และ lose one’s mind เช่น

 

Your mother will lose her mindfor sure if you still act up like this.

-แม่ของเธอจะต้องสติแตกแน่ๆ ถ้าเธอยังคงทำตัวกวนประสาทอยู่แบบนี้

Jenny would go off her nut if she still fails the exam.

-เจนนี่จะต้องเป็นบ้าแน่ๆ ถ้าเธอยังคงสอบตกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

จะเห็น Idiom นั้นมีการใช้โดยการสังเกตจากลักษณะของสิ่งต่างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง ‘ไปกล้วย’ กับ ‘ไปถั่ว’ ด้วย ก็สามารถทำให้เรางงกันเป็นตาแตกได้ดีเลยทีเดียว แล้วทีนี้ล่ะจะเป็นเราซะเองที่จะ ‘ไปกล้วย’ กับ ‘ไปถั่ว’ ดังนั้นเราควรหมั่นศึกษาและทำความคุ้นเคยกับ Idiom อยู่เสมอเพื่อให้เกิดความเคยชินครับ

 

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

Written by jintana on February 5th, 2015. Posted in บทความ

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมอยู่ๆ เราก็เปลี่ยนการเรียกประเทศเพื่อนบ้านของเราจากพม่ากลายมาเป็นเมียนมาร์ คำถามนี้สามารถไขข้อสงสัยได้ไม่ยากค่ะ บทความนี้เราจะไปดูที่มาของชื่อประเทศเมียนมาร์กัน

ก่อนอื่นเราต้องบอกหลายๆคนที่อาจยังไม่รู้ว่า ประเทศพม่าที่เราเรียกกันจนติดปาก มีชื่อเดิมว่า เบอร์มา (Burma) และเมื่อปี พ.ศ. 2532ได้เปลี่ยนเป็น เมียนมาร์(Myanmar) หลังจากการประชุมสหภาพเมียนมาร์ครั้งแรกเมื่อวัน 31 มกราคม 2554 ก็ได้เปลี่ยนชื่อทางการเป็น“สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(จากเดิมThe Union of Myanmar เปลี่ยนเป็น The Republic of the Union of Myanmar)คำว่า เมียนมาร์ มีความหมายตามภาษาท้องถิ่นว่า “เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว” (เมียน แปลว่า รวดเร็ว ,มาร์ แปลว่า เข้มแข็ง)

ในอดีตนั้นประเทศเมียนมาร์ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารพม่า และเคยเป็นเมืองในอาณานิคมของอังกฤษในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2ชื่อ เบอร์มา ก็เป็นอีกผลงานจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า บามาร์เป็นชื่อของชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมาร์ซึ่งคล้ายกับการเรียกว่า พม่า ในบ้านเราก็ถูกสันนิษฐานไปในแนวเดียวว่าเพี้ยนมาจาก เบอร์มา เช่นกัน รัฐบาลทหารพม่าอาจอยากลบร่องรอยของการถูกปกครองโดยอังกฤษ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อประเทศตนเอง นอกจากนั้นเมืองหลวงของประเทศที่เราเคยเรียกกันจนชินปากว่า ย่างกุ้ง (Rangoon)ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ยางโกง (Yangon)อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อเป็น เมียนมาร์ ก็ยังไม่ถูกยอมรับในเวทีโลกเท่าไรนัก เราอาจสังเกตได้จากแผนที่โลกที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวต่างชาติ จะเขียนกำกับไว้ทั้งชื่อเก่าและใหม่ ในบริเวณแผนที่ของประเทศเมียนมาร์ ส่วนชาวไทยเราอีกไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราคงต้องเปลี่ยนนิสัยชินปากของเราแล้วเรียกเพื่อนบ้านตามชื่ออย่างที่พวกเขาต้องการสักที เพราะตอนนี้รัฐบาลเมียนมาร์ก็ก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ถ้าเรามัวแต่ย่ำเท้าอยู่กับที่เขาอาจก้าวกระโดดแซงหน้าเราได้ในอีกไม่นาน