Posts Tagged ‘รับแปลภาษา’

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 6

Written by jintana on November 2nd, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 6

หากพูดถึงประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันมากที่สุดในอาเซียนคงเป็นประเทศใดไปไม่ได้นอกจากประเทศบรูไน ด้วยความที่เป็นประเทศที่เล็กทำให้ประชากรมีเพียง 400,000 คนเท่านั้น แต่รายได้เฉลี่ยของประชากรสูงเป็นอันดับสองของกลุ่มประเทศอาเซียนรองจากสิงคโปร์ ทำให้บรูไนเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมา

ประชากรส่วนใหญ่ของบรูไนนับถือศาสนาอิสลาม รองลงมาคือพุทธ คริสต์ ฮินดูและความเชื่อพื้นเมืองต่าง ๆ ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้เทศกาลส่วนใหญ่จึงมีความคล้ายคลึงกับประเทศที่มีชาวมุสลิมซึ่งได้แก่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย เช่น เทศกาลรอมฎอน (Month of Ramadan) หรือการถือศีลอดที่เรารู้จักกันดีซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม เทศกาลอีดิลฟิฏริ (Hari Raya Puasa) การเป็นบริจาคทานเมื่อสิ้นสุดเดือนรอมฎอน(เดือนเก้า) และเริ่มต้นวันแรกของเดือนสิบ เรียกอกอย่างหนึ่งว่า เชาวัล  และวันอีดิลอัฏฮา (Eidu Al-Adha) ตรงกับวันที่ 10 เดือน 12 ตามปฏิทินอิสลาม พิธีกรรมที่สำคัญคือการเชือดสัตว์พลีทานอย่างวัว แพะ และแกะ เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้อื่นเป็นการทำทาน

นอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้วยังมีวันสำคัญอีกสองวันที่เราควรรู้ได้แก่ วันชาติบรูไน (Brunei Nation Day) ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2527 ในอดีตวันนี้เป็นวันสำคัญของประเทศบรูไน เนื่องจากเป็นวันประกาศอิสรภาพจากการอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศอังกฤษมาเป็นเวลา 95 ปี ชาวบรูไนจึงถือเอาวันนี้เป็นวันชาติ และวันเฉลิมพระชมพรรษาสมเด็จพระราชาธิบดี (His Majesty the Sultan’s Birthday) เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสุลต่านองค์ปัจจุบัน(องค์ที่ 29) คือสมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญีฮัสชานัล โบเกียห์มูอิชชัดดิน วัดเดาละห์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบรูไนตรงกับวันที่ 15 ก.ค. ของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเทิดพระเกียรติแด่องค์สุลต่าน

(โปรดติตามตอนต่อไป)

Canและ Could

Written by akiautumn on November 1st, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษครับ ในครั้งนี้เราจะมาดูวิธีใช้ ‘can’ และ ‘could’ กันครับว่าจะสามารถนำไปใช้อย่างไร? จะมีวิธีใช้แตกต่างกันอย่างไร?

อย่างที่ทกๆ คนทราบกันดีว่า ‘can’ และ ‘could’ นั้น มีความหมายว่า สามารถ ซึ่งจะต่างกันคือเป็นรูปปัจจุบัน (can) และ รูปอดีต (could) โดยจะมีวิธีการนำไปใช้ที่เหมือนกัน ดังนี้

จะใช้ ‘can’และ ‘could’ ในเรื่องของความสามารถ (ability) เช่น

Cathy canplay (ability) football very well like a boy does.

-เคธี่สามารถเล่นฟุตบอลได้ยอดเยี่ยมเหมือนเด็กผู้ชาย

Cynthia couldremember(ability)all vocabularies in the text book when she was 10.

-ซินเทียสามารถจดจำคำศัพท์ทั้งหมดในแบบเรียนได้ตอนเธออายุสิบขวบ

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ ในการขออนุญาต (permission) เช่น

Can I walk this way?

-ฉันไปทางนี้ได้ไหม?

CouldI try this shirt on?

-ฉันลองเสื้อตัวนี้ได้ไหม?

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ในการขอร้อง (request) เช่น

Can you spell your name, please?

-คุณช่วยสะกดชื่อคุณหน่อยได้ไหม?

Could you please turn the radio down?

-คุณช่วยเบาเสียงวิทยุลงหน่อยได้ไหม?

*ในการ ขออนุญาต (permission) และ ขอร้อง (request) นั้น จะนิยมใช้ ‘could’ เพราะจะทำให้ดูสุภาพกว่าการใช้ ‘can’ มาก

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ ในการเสนอตัวช่วยเหลือ (offer) เช่น

What can I do for you?

-ฉันจะสามารถช่วยอะไรคุณได้ไหม?

 

ใช้ ‘can’ และ ‘could’ ในการพูดถึงความเป็นไปได้และคาดคะเนในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (possibility and probability)

The road can be dangerous during raining.

-การใช้ถนนจะเป็นอันตรายในขณะฝนตก

*โดยปกติจะนิยมใช้ ‘can’ กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปได้

 

ทั้งนี้ในรูป ประโยคปฏิเสธ และ ประโยคคำถาม เราสามารถใช้ ‘can’ และ ‘could’ ได้เลย

โดยในรูปปฏิเสธจะเติม ‘not’ หลัง ‘can’ และ ‘could’ ได้ทันที เช่น

I cannot make it in time.

หรือ

I can’t make it in time.

-ฉันไม่สามารถทำมันได้ทันเวลา

*cannot ต้องเขียนติดกันเสมอ

และ

ในรูปประโยคคำถามเราสามารถนำ ‘can’ และ ‘could’ มาว่างไว้หน้าประโยคได้เลย เช่น

Could you please do me favor?

-คุณช่วยทำอะไรให้ฉันหน่อยได้ไหม?

สำหรับ Wh-question เราสามารถนำ ‘can’ และ ‘could’ วางไว้หลัง question word ได้เลย เช่น

Whatcan you do for me?

-คุณจะทำอะไรให้ฉันได้บ้าง?

 

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า ‘can’ และ ‘could’ นั้นมีวิธีใช้ที่คล้ายกันจะต่างกันก็เพียงเล็กน้อย แต่สามารถนำไปใช้แทนกันได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในบางกรณีนั้น อาทิ ความเป็นไปได้นั้นจะใช้ ‘can’ เสียมากกว่า อย่างไรก็ดีหมั่นทบทวนวิธีการใช้เหล่านี้รับรองว่าจะเป็นเรื่องง่ายไปเลยทีเดียว

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 5

Written by jintana on October 31st, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 5

ประเทศฟิลิปปินส์1 ใน 10 ประเทศของสมาคมอาเซียนที่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย บทความนี้เราเลยหยิบยกเทศกาลของชาวฟิลิปปินส์มาให้ได้รู้จักกัน เริ่มกันที่เทศกาลชินูล็อก(Sinulog Festival) จัดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม ชาวบ้านจะพากันแต่งกายด้วยสีสันที่สดใสสวยงาม แล้วออกมาเต้นรำตามถนนเพื่อเป็นการรำลึกถึงรูปปั้นของนักบุญซานโต นินอย แห่งเมืองเซบูที่ไม่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ ชาวเมืองจึงนับถือและยกย่องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เป็นอันดับ 4 ของโลก และนิกายโปเตสแตนต์ เป็นอันดับ 13ของโลก รองลงมาคือ ฮินดู พุทธ และอิสลามตามลำดับ  ประเทศนี้จึงมีเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ให้เราได้รู้จักกัน คือ เทศกาลแห่รูปปั้นพระเยซูดำ(Black Nazarene) เป็นการแห่รูปปั้นพระเยซูที่สลักจากไม้ที่ถูกไฟไหม้จนเกิดสีดำ เมื่อครั้งที่นักบวชได้นำรูปปั้นของพระเยซูลงเรือมายังฟิลิปปินส์ ในขบวนแห่จะมีผู้คนให้ความสนใจและศรัทธามากมายนับแสนคน เชื่อกันว่าหากใครได้สัมผัสกับองค์พระเยซูดำนี้ก็จะนำความโชคดี และเป็นสิริมงคลกับตัวเองซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 9 ม.ค. ของทุกปีที่กรุงมะนิลา

เทศกาลสุดท้ายของชาวฟิลิปปินส์ที่เราจะแนะนำกันคือ เทศกาลอาติ อาติหาน(AtiAtihan)เป็นวันที่ชาวบ้านจะทาตัวดำและแต่งกายเหมือนชนเผ่าหนึ่งออกมาเดินแห่ขบวน เพื่อเป็นการรำลึกและเฉลิมฉลองให้กับชนเผ่า “เอตาส” ที่มีหลักฐานว่ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะวิสยาส์เป็นชนเผ่าแรก ชาวเอตาสนั้นมีรูปร่างลักษณะ ผิวเข้ม ผมหยิก คำว่า “อาติ อาติหาน” แปลว่า ทำตัวให้เหมือนชาวเอตาส เทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนมกราคมของทุกปี ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

(โปรดติตามตอนต่อไป)

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 4

Written by jintana on October 22nd, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 4

ด้วยความที่มีความคล้ายคลึงกันทางประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีพิธีกรรมการปฏิบัติหลายอย่างที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน บทความที่แล้วเราเล่าถึงเรื่องราวของเทศกาลในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ สำหรับบทความนี้เราจะลงใต้แล้วเยื้องออกทะเลไปอีกนิด นั่นคือประเทศอินโดนีเซีย

ประเทศอินโดนีเซียประกอบด้วยแผ่นดินที่เป็นเกาะมากมาย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เทศกาลส่วนใหญ่ก็ยังคงเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางศาสนาเช่น เทศกาลอีดิลอัฏฮา (Eidu al-Adha) เทศกาลเดือนรอมฎอน (Month of Ramadan) เทศกาลอีดิลฟิฏริ (Hari Raya Puasa) เทศกาลดังกล่าวก็มีเพื่อนบ้านชาวอาเซียนอีก 2 ประเทศที่จัดเหมือนกันคือ มาเลเซีย และบรูไน

ผู้คนในแถบเกาะบาหลี และชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และพุทธจึงมีเทศกาลที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น กาลุงกัน (Galungan) เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองตามความเชื่อของชาวฮินดู ที่ธรรมะสามารถชนะอธรรมได้ ซึ่งจัดเป็นเวลายาวนานกว่า 10 วันในช่วงเดือนสิงหาคม โดยชาวบ้านจะตกแต่งเสาไม้ไผ่สูงด้วยทางมะพร้าว สานอย่างสวยงาม ตั้งศาลเพียงตา และวางเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ลงมาจากสวรรค์ อีกเทศกาลหนึ่งคือ เทศกาลกาซาดา(Kasada) จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี มีพิธีแห่และโยนเครื่องสักการะลงไปในปล่องภูเขาไฟเพื่อเป็นการบวงสรวง ขอพรจากเทพเจ้าให้มีแต่ความสุขสงบและอุดมสมบูรณ์ โดยจะจัดขึ้นที่ภูเขาไฟโบรโม ทางตะวันออกของเกาะชวา

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 3

Written by jintana on October 20th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 3

ล่องใต้ลงมาจากบ้านเราแวะมาเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านเราที่คุ้นเคยกันมานานอย่าง ประเทศมาเลเซีย ประชาชนชาวมาเลเซียส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติทางศาสนาก็จะมีสิ่งที่คล้ายคลึงกับชาวมุสลิมในภาคใต้ของเราอีกหนึ่งเทศกาลที่เหมือนบ้านเราแต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาก็คือ เทศกาลว่าวนานาชาติ (International Kite Festival) ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ส่วนในบ้านเรานั้นจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมของทุกปีที่จังหวัดสตูล ว่าวที่มีชื่อเสียงของมาเลเซียชื่อว่า วาบูแล ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับว่าววงเดือนของบ้านเรา

นอกจากเทศกาลว่าวแล้ว ในช่วงเดือนมิถุนายนยังมีอีกเทศกาสำคัญคือ กาไว ดายัค (GawaiDayak Festival) เป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวของชนพื้นเมืองในรัฐซาราวัก บนเกาะเบอร์เนียว ซึ่งจะนิยมใส่ชุดประจำเผ่าของตนเพื่อมาร่วมงานบูชาเทพเจ้าแห่งข้าวและเทพแห่งความร่ำรวยด้วยอาหารพื้นเมืองและเหล้าหมักทีทำจากข้าวเรียกว่า ตูอัค และมีงานรื่นเริงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

มาถึงประเทศเล็ก ๆที่มีคุณภาพชีวิตประชากรดีไม่แพ้ประเทศอื่นในโลก ประเทศสิงคโปร์แม้ว่าจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังคงเห็นประเพณีที่สืบทอดกันมาทางเทศกาลต่าง ๆ บทความนี้เราเลยหยิบยกมาแนะนำกันสองเทศกาล คือ เทศกาลแข่งเรือมังกร(Dragon Boat Festival) และเทศกาลพิธีลุยไฟ(Thimithi Festival)   เริ่มกันที่เทศกาลแรกจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี มีการจัดแข่งเรือมังกรที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามในอ่าวมารีน่า และมีบ๊ะจ่างมากมายหลายแบบให้ลองชิม เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความซื่อสัตย์ของขุนนางจีนผู้หนึ่งที่กระโดดน้ำเพื่อประท้วงการทุจริต ชาวบ้านต่างยกย่องจึงโยนบ๊ะจ่างลงน้ำเพื่อไม่ให้ปลามากินศพของขุนนางผู้นั้น

หากมาเที่ยวที่สิงคโปร์ปลายปีช่วงเดือนพฤศจิกายนจะพบกับพิธีกรรมอันเหลือเชื่อของชาวสิงคโปร์ที่งานจัดที่วัดศรีมาเรียมมัน(วัดแขก) บนถนนเชาท์บริดจ์ ตกทอดมาเพราะความเชื่อของชาวทมิฬว่าเป็นการไถ่บาป โดยการเดินบนถ่านไฟร้อน ๆ และเป็นการบูชาพระนางเทราปตีที่ถือกำเนิดจากกองไฟ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 2

Written by jintana on October 18th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 2

ผ่านไปแล้วสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ใกล้ชิดกับบ้านเรามากที่สุด แน่นอนว่าขาดไม่ได้เลยอีกหนึ่งประเทศนั่นคือ ประเทศกัมพูชา เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอาณาเขตพรมแดน ติดกับเราทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีที่นิยมปฏิบัติสืบทอดกันมา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาฬหบูชา และพิธีแรกนาขวัญที่ชาวกัมพูชานั้นกระทำเหมือนบ้านเรา แต่พิธีที่เราจะพูดถึงคือ ประเพณีบอนออมตุก (Bon Om Touk)  หรือเทศกาลน้ำ จะจัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 12 หรือเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลที่ชาวกัมพูชาจะลอยทุ่นประดับดวงไฟให้ไหลลอยไปตามแม่น้ำโขง และจะจัดพิธีการเฉลิมฉลองด้วยการแข่งเรือยาวและการจุดดอกไม้ไฟ นอกจากนั้นยังมีขบวนพาเหรดที่บริเวณโตนเลสาบอีกด้วย เทศกาลนี้จัดเพื่อรำลึกถึงบุญคุณของแม่น้ำโขงและโตนเลสาบ

ขึ้นเหนือไปอีกนิดจนถึงโฮจิมินห์ ซิตี้ หลายคนคงทราบดีว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม ชื่อเดิมคือ ไซง่อน เคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ ปัจจุบันเมืองหลวงของเวียดนามคือ ฮานอย เมื่อกล่าวถึงโฮจิมินห์ หลายคนคงนึกถึงวีรบุรุษผู้ที่ต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาเพื่อรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังเป้นผู้กอบกู้อิสรภาพคืนจากฝรั่งเศส ชาวเวียดนามจึงถือเอาวันคล้ายวันเกิดโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) ซึ่งตรงกับวันที่ 19 พ.ค. ของทุกปีเพื่อรำลึกถึงท่านโดยการนำพวงมาลาไปวางเคารพหน้าสุสาน และอีกวันสำคัญที่ชาวเวียดนามคงไม่อาจลืมเลือนได้นั่นคือ วันปลดแอกกรุงไซ่ง่อน ย้อนกลับไปเมื่อ 30 เมษาบน พ.ศ.2518 โฮจิมินห์ได้เป็นผู้นำกองทัพเวียดนามเหนือและแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ เข้ายึดเมืองไซ่งอนได้สำเร็จ เป็นการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม และเวียมนามก็ได้กลับมารวมกันดังเช่นปัจจุบัน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 1

Written by jintana on October 16th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 1

ที่ผ่านมาเราหยิบยกเทศกาลไหว้พระจันทร์และเทศการกินเจของชาวจีนมาให้ทุกคนได้รู้จักมากยิ่งขึ้น บทความนี้เราเลยหยิบเทศกาลของเพื่อนบ้านเราในอาเซียนมาแนะนำให้รู้จักกัน

เริ่มกันที่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่เหนือจากเราแบบมีแม่น้ำโขงกั้นไว้อยู่ คือ ประเทศลาวนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้ววัฒนธรรมและประเพณีของลาวจะคล้ายคลึงกับไทยมาก เนื่องจากมีเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ในอดีตที่ผ่านมาใกล้เคียงกัน เทศกาลสำคัญของลาวที่เราอาจจะได้ยินกันบ่อย ๆ นั่นคือ วันชาติลาว (Laos Nation Day) วันชาติลาวมีจุดเริ่มต้นจากการประกาศเอกราชต่อประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2495 และเป็นวันสถาปนาชาติลาวเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือเรียกสั้น ๆ ว่าสปป.ลาว และอีกหนึ่งวันสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ งานบุญนมัสการพระธาตุหลวง (That Luang Festival) เป็นอีกงานบุญที่สำคัญของชาวลาว ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ในงานวันนี้ชาวบ้านจะนิยมจัดขบวนแห่ปราสาทผึ้ง ต้นกัลปพฤกษ์ และดอกไม้ธูปเทียนรอบองค์พระธาตุหลวง 3 รอบ ซึ่งในวันดังกล่าวประชาชนจะมารวมตัวกันที่พระธาตุหลวง ในกรุงเวียงจันทร์เพื่อจัดงานนี้

ถัดมาอีกนิดทางตะวันตกของบ้านเราก็จะมีเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมาร์ เรียกได้ว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานเช่นกัน ประเพณีที่เราอาจเคยเห็นตามรายการสารคดีท่องเที่ยวที่มีงานฉลององค์พระมหาเจดีย์ชเวดากอง(Shwedagon Ceremony) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันงานฉลองนี้จะจัดขึ้นช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ชาวพม่าจะมานั่งสวดมนต์รอบเจดีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน และอีกงานหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานอย่างพม่าคือวันวีรชน (Martyr’ Day) ตรงกับวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่ นายพล ออง ซาน (บิดาของนาง ออง ซาน ซูจี) ถูกลอบสังหาร ชาวพม่าจึงยกย่องให้ท่านเป็นวีรบุรุษในการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ ชาวพม่าจึงใช้วันนี้เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของตนเอง

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

ศีลอดของชาวจีน (จบ)

Written by jintana on October 14th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน (จบ)

ปิดท้ายเรื่องราวของเทศกาลกินเจของชาวจีนด้วยประโยชน์ของการกินเจและการกินเจอย่างถูกวิธี แน่นอนว่าการรับประทานผักเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว และยิ่งกว่านั้นการคำนึงผลดีผลเสียของอาหารที่รับประทานเข้าไปก็เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ร่างกายมีความสมดุลผลคือสุขภาพก็จะดีทั้งกายและใจ

ประโยชน์การของรับประทานอาหารเจด้านโภชนาการบางคนอาจยังไม่วางใจเรื่องของโปรตีนที่ร่างกายไม่ได้รับในช่วงรับประทานเจ แต่ความจริงแล้วมีโปรตีน10 ชนิดที่อยู่ในถั่วซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของอาหารเจ ได้แก่ไลซีนกลูตามีน ซิสตีนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วาลีน อิสติดีน ช่วยบำรุงสมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ทรีโอนีนทริปโตเฟน จำเป็นต่อระบบทางเดินอาหาร การย่อยอาหาร และสร้างเม็ดเลือด อาร์จีนีน
ฟีนายอะลานีน  และเมทิโอนีน
จำเป็นในการสร้างอสุจิ สร้างฮอร์โมนไทรอกซีนในต่อมไทรอยด์ และขับของเสียจากตับ ขจัดสารพิษในร่างกาย ตามลำดับ

การกินเจนั้นกระทำได้ 2 แบบคือ การกินเป็นกิจวัตร ครบทั้ง 3มื้อในทุกวัน และ การกินเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจเป็นเวลา 9วัน 9 คืน จะมีชื่อเรียก คือ ชิวอิกชิวยี่ ชิวซา ชิวสี่ ชิวโหงวชิวลัก ชิวฉิกชิวโป๊ย และชิวเก้าผู้ที่กินเจจะต้องทำบุญที่เรียกว่า ซาลักเก้า โดยการนำนำโหงวก้วยหรือซาก้วย ผลไม้ 5 หรือ 3 อย่างมาไหว้ในวัน ชิวซา ชิวลัก ชิวเก้า ซึ่งผลไม้ที่นิยมก็คือ ส้ม(ไต้กิก) แปลว่า โชคดี องุ่น(พู่ท้อ) แปลว่า งอกงาม สับปะรด(อั้งไล้) แปลว่า มีโชค และกล้วย แปลว่า การมีทายาทไว้สืบสกุล                ศีลอดของชาวจีนนั้นไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการอดเนื้อสัตว์ เพื่อไม่เบียดเบียนชีวิตของเพื่อนร่วมโลก การถือศีลเพื่อครองตนให้อยู่ในศีลธรรม เป็นการชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจในช่วงเทศกาลกินเจ หรือบางคนยึดถือกระทำตลอดชีวิตก็เป็นสิริมงคลอย่างมากเช่นกัน

ศีลอดของชาวจีน

Written by jintana on October 10th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน

คงไม่มีใครไม่รู้จักการถือศีลอด ศีลอดที่เรารู้จักกันดีเป็นเทศกาลของชาวมุสลิม เพื่อให้รับรู้ถึงความอดอยากของคนที่ขาดแคลน แต่ศีลอดของชาวจีนนั้น คือการงดเว้นเนื้อสัตว์และของที่เป็นพิษต่อร่างกาย การงดเนื้อสัตว์ก็เหมือนเป็นการละชีวิตไม่เบียดเบียนอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีเรียกว่า เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจ หรือเทศกาลกินเจเดือนเก้า หรือเก้าอ๊วงเจ/กิวอ๊วงเจ ที่จะกระทำกันในทุกวัน  1 ค่ำ เดือน 9 ถึง 9 ค่ำเดือน 9 เป็นระยะเวลา 9 วัน 9 คืน ซึ่งนอกจากการงดเว้นเนื้อสัตว์แล้ว ยังรวมไปถึงการศีล ละเว้นจากโลกียวัตรทั้งหลาย ชาวจีนนั้นจะถือว่าการคือการชำระล้างกายและใจให้สะอาดทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานคำว่า เจ ในภาษาจีนแปลว่า “ อุโบสถ ” กินเจจึงมีความหมายว่า การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เช่นเดียวกับการรักษาศีล 8 แต่การถือศีล8 ของชาวพุทธฝ่ายมหายานนั้นไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนำมาซึ่งการกินเจที่งดเนื้อสัตว์ เรียกว่าการถือศีลกินเจ ในภาษาจีนมีคำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒)แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีล 8” นั่นเองในวันพระคนไทยสมัยก่อนจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ภายในพระอุโบสถ จึงเรียกศีลแปดว่า “ อุโบสถศีล ”

เทศกาลกินเจก็เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีตำนานเล่าขานมายาวนานมากถึง 7 ตำนาน โดยมีความเชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า7พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรือเทพเจ้าทั้งเก้าองค์ หรือดาวนพเคราะห์ทั้งเก้านั้นเอง พิธีกรรมนี้ผู้เข้าร่วมจะต้องปณิธานการกินเจ โดยการงดของคาวด้วยการสมาทานศีล 3 ข้อ ได้แก่

1.เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน

2.เว้นจากการเอาเลือดของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน

3.เว้นจากการเอาเนื้อของสัตว์มาเป็นเนื้อตน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทศกาลของดวงจันทร์ (จบ)

Written by jintana on September 28th, 2014. Posted in บทความ

การไหว้พระจันทร์

มาถึงบทส่งท้ายเรื่องราวของเทศกาลไหว้พระจันทร์ สังเกตได้ว่าเรื่องราวของเทศกาลนี้จะเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าและผู้หญิง อีกทั้งดวงจันทร์เป็นตัวแทนของหยิน ซึ่งตรงกันข้ามกับเพศชายที่เป็นหยาง ในอดีตจึงนิยมให้ผู้หญิงเป็นคนไหว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันนิยมไหว้กันทั้งหญิงและชาย

แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเทศกาลนี้คือ ขนมไหว้พระจันทร์ (Moon Cake) ขนมชนิดนี้แต่ก่อนนิยมทำเฉพาะไส้ธัญพืชมีรสหวาน แต่ความนิยมก็แปรเปลี่ยนตามกาลเวลาทำให้สอดไส้แปลกใหม่ขึ้นมา เช่น หมูหยอง หมูแฮม เป็นต้น ที่มีรสเปรี้ยวหรือเค็มแล้วแต่วัตถุดิบที่ใช้ทำ นอกจากนั้นการไหว้พระจันทร์ก็ยังมีผลไม้และเครื่องสำอางด้วย ชาวจีนบางบ้านนั้นจะทำพิธีกันบนดาดฟ้า ซึ่งจะจัดเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง จัดต้นอ้อยเป็นซุ้มสวยงาม ประกอบไปด้วยธูปเทียน กระดาษเงิน-ทอง เงินตราจีน โคมไฟและของเซ่นไหว้ต่าง ๆ

ขั้นตอนการไหว้พระจันทร์แบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงเช้า จะทำพิธีไหว้เจ้าตามปกติ แต่มีการเพิ่มขนมไหว้พระจันทร์ ขนมโก๋และขนมเปี๊ยะ  ต่อมาจะทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ จัดของเหมือนการไหว้บรรพบุรุษตามปกติ พิเศษขนมสามอย่างเหมือนการไหว้เจ้า และเพิ่มผลไม้ด้วย ขั้นตอนสุดท้ายจะไหว้เจ้าแม่ในตอนค่ำ ของเซ่นไหว้จะประกอบไปด้วย ของคาว อาหารเจ ขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม กระดาษเงิน-ทอง เนี้ยเก็งโป๊ยเซียนตี่เอี๊ยกระดาษเงิน-ทองแบบสวยงามของไหว้พิเศษอื่นๆ และธูป 3 ดอกหรือบางบ้านจะนิยมใช้ธูปดอกใหญ่ดอกเดียว

ไม่การไหว้พระจันทร์จะทำขึ้นเพราะเหตุผลทางประวัติศาสตร์หรือตำนานความเชื่อที่เล่าต่อกันมา แต่เทศกาลนี้ก็สามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่กระทำต่อเนื่องกันแบบรุ่นต่อรุ่นได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์ที่คล้ายว่าจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน เป็นอีกสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะผ่านพ้นไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม