Posts Tagged ‘รับแปลภาษาอังกฤษ’

น้องๆ คิดตัง

Written by akiautumn on November 30th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

สวัสดีครับเรายังคงอยู่กับเรื่องการกินเหมือนเดิมนะครับ แต่ในครั้งนี้เรากินกันเสร็จแล้ว เราจะทำอะไรต่อล่ะครับ ก็ต้องจ่ายเงินสิครับ

ที่พบเห็นบ่อยๆ ในบ้านเราเวลาเรียก บริกร หรือ บ๋อย(waiter or waitress) มาคิดค่าอาหารมักจะพูดว่า ‘เช็กบิล’ใช้ทั้ง check และ bill เลยครับ ซึ่งผิดนะครับ เพราะ ทั้งสองคำนั้นมีความหมายเดียวกันคือ บัญชีรายการค่าอาหาร ต่างกันที่ ‘check’ เป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน และ ‘bill’ ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ

ดังนั้นเวลาเราจะเรียกเก็บเงินค่าอาหารใช้คำว่า ‘check, please!’ หรือ ‘bill, please!’ อย่างใดอย่างหนึ่งพอครับ

While having a wonderful meal at the restaurant, Amanda suddenly says “Check, please!”

หรือ

While having a wonderful meal at the restaurant, Amanda suddenly says “Bill, please!”

-ในขณะกำลังรับประทานอาหารแสนวิเศษที่ร้านอาหาร อยู่ๆ อแมนด้าก็โพล่งขึ้นมาว่า “คิดเงินด้วยค่ะ”

และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเวลารับประทานอาหารในต่างประเทศ คือ การให้ทิป ซึ่งเราจะไม่นิยมใช้‘give a tip’ นะครับ แต่จะใช้ว่า ‘leave a tip’ซึ่งเหมือนเป็นการฝากเงินพิเศษที่ไม่ใช่ค่าอาหารให้แก่บริกรชายหญิงครับ

You should leave a tip about 20% or your bill.

-คุณควรจะให้ทิปราวๆ 20% ของค่าอาหาร

ทั้งนี้ร้านอาหารบางแห่งจะไม่มีการให้ทิปแก่บริกรโดยทางร้านจะเขียนไว้ชัดเจนไว้ในเมนูอาหารว่า ‘Service is included.’ ซึ่งหมายความว่า ท่านไม่ต้องจ่ายทิป เพราะทิปรวมอยู่ในบิลค่าอาหารแล้ว

You don’t need to leave a tip, service is included.

-คุณไม่จำเป็นต้องให้ทิปหรอก มันรวมในใบเสร็จหมดแล้ว

ทีนี้เวลาเรียกเก็บเงินค่าอาหารก็อย่าเผลออใช้ผิดอีกนะครับ ไม่งั้นเวลาไปรับประทานอาหารที่ต่างประเทศบริกรอาจจงงได้นะครับว่าเราต้องการอะไร และการให้ทิปถือเป็นมารยาทที่สำคัญนะครับ

รับประทานในต่างแดน

Written by akiautumn on November 23rd, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

สวัสดีครับทุกท่านวันนี้เราจะไปทานอาหารในต่างประเทศกันครับแน่นอนว่าในต่างประเทศมีการแบ่งประเทศของร้านอาหารไว้อยู่ครับ เช่น bistro, canteen, cafeteria , café, diner และ restaurant ซึ่งแต่ละแบบจะมีความแตกต่างกันอยู่ครับ

Bistro หรือ Bistrotมีต้นกำเนิดมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะหมายถึงร้านอาหารเล็กๆ เรียบง่าย ที่เจ้าของร้านมักจะทำการปรุงอาหารเอง โดยจะตกแต่งกันหรูหราในระดับห้องอาหารเลยทีเดียว

I and my friend, Alex, came across an exotic bistro while we were strolling at the park.

-ฉันกับอเล็กเพื่อนรักเดินทอดน่องจนไปเจอกับร้านอาหารแปลกตาในสวนสาธารณะ

Canteen และ Cafeteria สองคำนี้มีความหมายเดียวกันครับ หมายถึง ห้องอาหาร ครับ ที่ใช้ต่างเพราะ Canteen เป็นภาษาอังกฤษแบบอังกฤษและ Cafeteria เป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกันครับในบ้านเรามักจะใช้เรียกโรงอาหารครับ

We decide to have lunch at canteen.

หรือ

We decide to have lunch at cafeteria.

-เราคิดว่าจะทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร

*ทั้งนี้ canteen สามารถแปลว่า กระติกน้ำ ได้นะครับ เช่น There is little water left in the canteen.

Café เราสามารถพบร้านแบบนี้ดาษดื่นตามท้องถนน โดยส่วนมากจะเป็นร้านกาแฟเบเกอรี่ หรือแม้แต่ร้านอาหารทั่วๆ ไป ก็มักจะใช้คำว่า Café ต่อพ่วงท้ายชื่อร้านกันแทบทั้งนั้น ซึ่งคำว่า Café เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่ากาแฟ หรือ Caffé (Coffee) ซึ่งเป็นร้านไว้นั่งชิวดื่มกาแฟ ทานอาหารจานเล็กๆ ของหวานเบาๆ อ่านหนังสือตามที่เห็นทั่วไปนั้นแหล่ะครับ

Is there a cafe where I can have a light meal?

-มีร้านอาหารที่พอจะให้ฉันได้ทานอาหารมื้อเล็กๆ บ้างไหม?

Diner คำนี้หมายถึงร้านอาหารเล็กๆ ราคาย่อมเยา หรือ ผู้มารับประทานอาหารครับ โดยผันมาจากคำว่า ‘dine’ ที่หมายถึง รับประทาน ครับ

My family is going to eat out at diner this evening.

-ครอบครัวของฉันจะไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารกัน

Restaurant หมายถึง ภัตตาคาร หรือ ร้านอาหาร เป็นร้านที่คอยบริการอาหารตามความต้องการของลูกค้า คำว่า ‘restaurant’ เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศส restaurerซึ่งแปลว่า restore ซึ่งหมายถึง ฟื้นฟูกำลัง

I am very fond of the lunch menu of this restaurant.

-ฉันชื่นชอบรายการอาหารเที่ยงที่ร้านนี้มาก

และยังมีร้านค้าเล็กที่เห็นโดยทั่วไปตามท้องถนน ร้านแผงลอย ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘food stall’ ครับ ซึ่งความหมายตรงตัวเลยครับ เป็นร้านขายอาหารตามข้างทางซึ่งจะมีโต๊ะหรือไม่มีก็ได้ครับ

I was very hungry. Luckily, I found the food stall on the way to home.

-ฉันหิวจัง โชคดีจริงฉันเจอร้านแผงลอยตอนเดินกลับบ้าน

ทีนี้เราก็รู้จักกับร้านอาหารต่างๆ ในภาษาอังกฤษกันแล้ว ดังนั้นทุกๆ คนอย่าได้ลืมนะครับว่าแต่ละร้านก็แตกต่างกันเล็กน้อยครับอย่าลืมนำไปใช้กันด้วยนะครับ

ภาษาอังกฤษกับลูกเจี๊ยบ

Written by akiautumn on November 16th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

พบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งครับ จากที่ผ่านๆ มาจะเห็นว่าในภาษาอังกฤษชอบเอาธรรมชาติของสัตว์มาเปรียบกับการกระทำหลายๆ อย่างของคนครับ โดยสร้างเป็น วลี หรือสำนวนไว้มากมายครับ

 

Go to bed with the chickens เข้านอนกับลูกเจี๊ยบ มาถึงตรงนี้งงกันเลยซิครับ ทำไมต้องไปนอนกับลูกเจี๊ยบด้วยนะ วลีนี้มีความหมายว่า เข้านอนแต่หัวค่ำ ครับ เพราะว่าลูกเจี๊ยบนั้นนอนกันเร็วครับ

Alicia: I called you last night but you didn’t reply.

อลิเซีย: ฉันโทรหาเธอเมื่อคืน แต่เธอไม่รับสาย

Emma: I went to bed with the chickens

เอมม่า: ฉันเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำน่ะ

 

เรื่องลูกเจี๊ยบยังไม่หมดนะครับRun around like a chicken with its head cut off วลีนี้ดูน่ากลัวสยดสยองไม่น้อยครับ ถ้าแปลตรงตัว หมายถึง วิ่งวนไปเวียนมาราวกับลูกเจี๊ยบที่ถูกตัดหัว แต่ความหมายจริงคือ วิ่งวนไปเวียนมาอย่างแตกตื่นและไร้จุดหมาย หรือ ตกอยู่ในสภาพที่วุ่นวายสับสน

What happened with you, Tricia? You are running around like a chicken with its head cut off.

-เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ทริเซีย? เธอวิ่งไปวิ่งมาอย่างกับคนบ้า

 

อย่างที่ทราบกันดีว่าภาษาอังกฤษจะมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวดังนั้นในบางสำนวนอาจจะดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่ถ้าเราสามารถเดาได้จากลักษณะท่าทางจากสิ่งที่เกิดก็สามารถคาดคะเนถึงความหมายของสำนวนนั้นๆ ได้ครับ

It’s the same story. กับ It’s the same old story.

Written by akiautumn on November 9th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

สวัสดีครับบทความวันนี้เรามาดูสำนวนกันครับ สำนวนวันนี้หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นบ่อย หรือบางอาจจะเคยผ่านหน้าผ่านตาอยู่บ้าง ‘It’s the same story.’ และ ‘It’s the same old story.’ซึ่งทั้ง 2 สำนวนจะดูคล้ายๆ กัน แต่ก็แตกต่างกันอยู่เล็กน้อยครับ

‘It’s the same story.’ หมายถึง การพูดซ้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในสถานที่อื่น เช่น

The financial crisis causes problems in urban area and it’s the same story in rural area.

-วิกฤตการณ์ด้านการเงินก่อให้เกิดปัญหามากมายในเขตตัวเมืองและก็เป็นปัญหาเดียวที่เกิดขึ้นในเขตชนบทเช่นกัน

‘It’s the same old story.’ดูแล้วคล้ายกับสำนวนก่อนหน้านี้ใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่ต่างคือมีคำว่า ‘old’ เพิ่มเข้ามาครับ โดยความหมายในคราวนี้ก็จะมาในเชิง“แง่ลบ” ด้วยครับ หมายถึง สถานการณ์ไม่ดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเคยเกิดขึ้นซ้ำมาแล้วในอดีต เช่น

It’s the same old story. John still did a bad thing as before.

-แย่เหมือนเดิม จอห์นยังคงทำเรื่องไม่ดีเหมือนที่ผ่านมา

เพิ่มเติมครับยังมีอีกสำนวนที่ว่า ‘It’s a long story.’ ที่ใช้พูดเวลาที่ไม่ต้องการอรรถาธิบายขยายความทั้งหมดทั้งปวงให้ผู่อื่น เอาง่ายๆ ก็หมายถึง ‘เรื่องมันยาว’ ครับ

Amelia: Can you explain clearly what happened to my laptop?

อมีเลีย: เธอช่วยอธิบายให้ชัดเจนเลยนะว่าเกิดอะไรกับน็ตบุ๊คของฉัน?

Amanda: It’s a long story.

อะมานดา: เรื่องมันยาวน่ะ

แต่ถ้าหากต้องการจะพูดในสิ่งที่ทำเป็นใจความสำคัญ และเป็นหัวใจของเรื่องราวจริงๆ โดยไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด คือ ‘to cut a long story’ หรือ ‘to make a long story short’ ครับ

อย่างที่รู้กันครับในภาษาอังกฤษมีสำนวนมากมายที่ทั้งคุ้นและไม่คุ้นครับ ดังนั้นเราต้องไม่ลืมศึกษาเพิ่มและอย่าทิ้งของเก่านะครับ เอาไว้ใช้ดูเท่ๆ ครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

เรื่องโจรๆ

Written by akiautumn on November 2nd, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

กลับมาพบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกแล้วนะครับ ในครั้งนี้เรายังอยู่ในเรื่องของการขโมยครับ ซึ่งจะมาดูกันต่อว่ามีคำอะไรอีกบ้างที่ใช้ในแวดวงการโจรกรรมและจะแตกต่างกันเท่าใด

Burglary คำๆ นี้มีให้เห็นอยู่บ่ยอครั้งครับ ซึ่งมีความหมายว่า การย่องเบา คือการที่หัวขโมยบุกเข้าไปในบ้านหรืออาคารเพื่อชิงทรัพย์ครับ ซึ่งส่วนมากจะไม่ค่อยมีการต่อสู้หรือข่มขู่เท่าไหร่นัก

On arriving home, I discovered the burglary.

-เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันพบว่ามีการงัดเข้าไปในบ้าน

สำหรับคำนี้หากเป็นกริยาจะมีใช้อยู่ 2 คำ คือ ‘burgle’ นิยมใช้ในสหราชอาณาจัก (BrE) และ’burglarize’ นิยมในสหรัฐ (AmE) ครับ

Before they were caught, the thieves had burgled dozens of houses around the city.

Before they were caught, the thieves had burglarized dozens of houses around the city.

Robbery คือ การปล้น ซึ่งการปล้นแบบนี้จะต่างจาก ‘burglary’ อย่างชัดเจน และยังถูกจัดว่าเป็นการก่ออาชญากรรมอีกด้วย จะเห็นใช้บ่อยๆ กับการปล้นธนาคาร เนื่องการ ‘robbery’ เป็นการโจรกรรมที่จะใช้ความรุนแรงและข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความความกลัว หรือคุกคามความปลอดภัยของเหยื่อเหยื่อ

Bank robbery will cost you ten years in prison.

-การปล้นธนาคารจะต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 10 ปี

หากเป็นกริยาจะใช้คำว่า ‘rob’และหากเป็นคนจะใช้คำว่า ‘robber’ ครับ

A gang of three robbed the bank in broad daylight.

The bank robber shouted, “Stay where you are, all of you!”

Larcenyการลักขโมย ซึ่งการคล้ายกับ ‘theft’ และ ‘steal’ ครับ

He was arrested and charged with larceny.

-เขาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์

Embezzlementแปลว่า การฉ้อโกงหรือการยักยอก ซึ่งก็นับว่าเป็นการโจรกรรมชนิดหนึ่งเช่นกันครับ

In addition to this, they prosecuted Henry on a charge of embezzlement.

-เนื่องจากเหตุนี้ พวกเขาดำเนินคดีกับเฮนรี่ในข้อหาฉ้อโกง

Fraud หมายถึง การคดโกง หลอกลวง หรือ ต้มตุ๋น เป็นการโจรกรรมที่มีเห็นอยู่ดาษดื่นซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่มักจะคล้อยตามและเสียทรัพย์แบบจำยอม จนเมื่อมารู้อีกทีก็ไม่อาจตามทรัพย์กลับมาได้เสียแล้ว

The old woman fell an easy prey to the fraud.

-หญิงชราเสียท่าให้ง่ายๆ กับพวกต้มตุ๋นไปเสียแล้ว

มาถึงตอนนี้จะเห็นว่าการขโมยในภาษาอังกฤษนั้นมีใช้อยู่มากมายหลายคำทั้งนี้ต้องคำนึงถึงบทบาทของการขโมยด้วยว่าจะเข้าข่ายกับคำๆ ไหน ดังนั้นอย่าลืมที่จะทบทวนเรื่องเหล่านี้นะครับ

แมวเอ๋ยแมวเหมียว

Written by akiautumn on October 26th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

สวัสดีครับ จำกันได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงเจ้าเหมียวกันไปพอสมควรแล้ว แต่เจ้าเหมียวยังอยากเล่นกับผู้อ่านทุกท่านอยู่ครับ ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาดูสำนวนที่เกี่ยวกับเจ้าเหมียวกันต่อนะครับ

‘curiosity killed the cat’ อย่างที่ทราบกันดีว่าแมวนั้นเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้สงสัย มีความอยากรู้อยากเห็น อยากลองเล่นไปเสียทุกๆ อย่าง จนบางครั้งอาจทำให้เจ้าแมวตกอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ก็ได้ ซึ่งก็เป็นที่มาของสำนวนนี้นั้นเอง โดยความหมายของสำนวนนี้ คือ อยากรู้อยากเห็นมากเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาใส่ตัว

Curiosity killed the cat, you know. Knowing too much the matters you shouldn’t know may trouble you.

-อย่าอยากรู้อยากเห็นให้มากนักเลย บางทีการรู้ในสิ่งที่ไม่ควรจะรู้มากจนเกินไปจะนำภัยมาสู่ตัวนะ

‘let the cat out of the bag’  ปล่อยเจ้าเหมียวออกมานะ สำนวนนี้มีความหมายว่า การบอกอะไรที่สมควรจะเก็บเป็นความลับออกไปซึ่งเหมือนกับการปล่อยเจ้าเหมียวแล้วมันจะวิ่งวุ่นไปทั่วเหมือนความลับที่พอหลุดแล้วจะกระจายอย่างรวดเร็ว

Cindy lets the cat out of the bag when she talks about John to her neighbors.

-ซินดี้โพล่งความลับของจอห์นออกมา ในขณะที่กำลังคุยกับเหล่าเพื่อนบ้าน

‘not enough room to swing a cat’ ที่ไม่มากพอให้เจ้าเหมียวดิ้นไปมา หรือพูดง่ายๆ ในภาษาบ้านเราคือ ที่เท่าแมวดิ้นตายครับ ซึ่งหมายถึง มีพื้นที่ไม่มาก

This room is so small. There is not enough room to swing a cat.

-ห้องนี้เล็กมาก เล็กอย่างกับให้แมวดิ้นตาย

‘raining cats and dogs’ ฝนตกเป็นหมาแมว เอ๊ะคืออะไร? ฝนตกเป็นหมาแมวนั้นเป็นสำนวนที่ว่าฝนตกหนักมากๆ

I guess there was a storm somewhere nearby. It had been raining cats and dogs all day.

-ฉันคิดว่าต้องมีพายุเข้าใกล้ๆที่นี่แน่ๆ ฝนตกหนักมากๆตลอดทั้งวันเลย

เห็นไหมล่ะครับว่าเจ้าเหมียวนั้นมีบทบาทในสำนวนมากขนาดไหน นั้นเพราะเจ้าเหมียวเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่กับเรามานานจนผู้คนเข้าใจถึงนิสัยและพฤติกรรมจนทำให้เกิดสำนวนต่างๆ มากนานเหล่านี้

Reference: ecc.ac.th

น้องเหมียวในสำนวน

Written by akiautumn on October 19th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

พบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครับ ผู้อ่านยังจำได้ไหมครับว่าเราเคยพูดถึงสำนวนที่มีเจ้าแมวเหมียวเงี้ยวหง่าวกันแล้ว และในครั้งนี้เราก็จะมาเล่นกับน้องเหมียวกันต่อดีกว่า

‘cat burglar’ หรือ แมวหัวขโมย คือหัวขโมยที่ปีนกำแพงเข้าไปในบ้านหรืออาคาร ครับ

A cat burglar entered my room while I take a shower and stole my mobile phone.

-หัวขโมยปีนเข้ามาในห้องนอนของฉันในขณะที่ฉันอาบน้ำอยู่และขโมยโทรศัพท์มือถือฉันไป

‘cat gets (someone) tongue’ คือการที่เจ้าเหมียวเอาลิ้นเราไป หรือ พูดไม่ออกเนื่องจากเขินอาย

The cat got Andy’s tongue. He could not say anything to Amelia.

-แอนดี้เขินมากจนพูดไม่ออก เขาไม่อาจเอ่ยคำใดๆ ได้เลยต่อหน้าอมิเลีย

‘a cat in gloves catches no mice’ ถอดความหมายได้ว่า แมวใส่ถุงมือไม่อาจจับหนูได้ หรือ จะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการถ้าคุณระมัดระวังและสุภาพจนเกินไป

A cat in gloves catches no mice, Gina,I think you better go for him right now.

ถ้าเธอมัวแต่สุภาพเกินไปแบบนี้นะ เธอจะพลาดโอกาสดีๆ ไปนะจีน่า ฉันว่าเธอรุกเข้าไปหาเขาเลยดีกว่า

‘a cat nap’ หรือแมวงีบ ใชแล้วครับแมวงีบ โดยปกติจะเห็นเจ้าเหมียวหลับตลอดเวลาแต่มันจะหลับแป๊บๆ แล้วก็ตื่นครับ ดังนั้นวลีนี้จะมีความหมายว่างีบหลับสั้นๆตอนกลางวันครับ

I had a cat nap an hour ago. I must finish house chores before evening.

ฉันงีบไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ฉันต้องรีบทำความสะอาดบ้านก่อนจะเย็นซะแล้ว

‘a cat on a hot tin roof’  เจ้าแมวบนหลังคาร้อน วลีนี้อาจดูน่าฉงนเจ้าเหมียวบนหลังคาไม่พอต้องร้อนด้วยนะ แต่จริงๆ แล้ววลีนี้มีความหมายว่า กิริยาร่าเริงสดใส

I jumped up and down like a cat on a hot tin roof after receiving a good new.

-ฉันกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความร่างเริงหลังจากที่ได้รับข่าวดี

‘a copycat’ คำนี้หลายๆ คนคงเคยคุ้นหน้าคุ้นตาไม่ใช่น้อยเลยครับ หมายถึง คนที่ชอบลอกเลียนคนอื่นๆ

John is a copycat. He always copies other works.

-จอห์นเป็นคนที่ชอบเลียนแบบ เขาชอบเลียนแบบผลงานของคนอื่นๆ

เจ้าเหมียวนอกจากจะน่ารักแล้วยังมาช่วยเราในการเรียนกันด้วยนะ พร้อมสำนวนที่เพื่อนๆ อาจจะเคยเห็นหรือไม่เคยเห็น อย่างไรซะก็อย่าได้ลืมเจ้าแมวเหมียวซะล่ะ

Reference: ecc.ac.th

ฉก ชิง วิ่ง ราว

Written by akiautumn on October 12th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน อย่างที่ทราบกันดีในภาษาอังกฤษนั้นมีคำหมายมากที่ใช้สื่อความหมายเดียว ซึ่งก็ทำให้เราปวดหัวในการอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทว่าผู้อ่านรู้ไหมครับว่าแต่ละคำที่แตกต่างกันนั้นจะนำไปใช้ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างแตกต่างกัน

ในครั้งนี้เราจะมาดูคำที่เกี่ยวกับการ ‘ขโมย’ ครับ ฟังดูไม่ดีเลยใช่มั้ยครับ แต่การขโมยนั้นนั้นมีหลากหลายวิธีการและหลายขั้นตอนซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปจึงมีคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการขโมยมากมาย

Steal หมายถึง ขโมย คำที่เห็นคุ้นหน้าคุ้นตากันบ่อยครับ ซึ่งการขโมยนี้ใช้ได้ครอบคลุมมากครับ เพียงหยิบอะไรที่ไม่ใช่ของตนเองก็คือการ ‘steal’ แล้วครับ

It is wrong to steal money.

-ขโมยเงินเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยนะ

Thief หรือ หัวขโมย สำหรับคำนี้คงเป็นที่คุ้นตากันอย่างมากครับ หลายๆ คนเห็นคำๆ นี้มาตั้งแต่เด็ก ซึ่ง ‘thief’ นั้นเป็นหัวขโมยที่จะเงียบแบบฉกฉวยไปเลยไม่แสดงอาการท่าทางหรืออย่างอื่นใดให้เหยื่อได้รู้เลยครับ

How did the thief manage to avoid being caught?

-หัวขโมยหลบหนีการจับกุมได้อย่างไร?

Theft หรือ Thieveryถ้า thief คือหัวขโมยแล้ว คำนี้ก็คือ การขโมย ซึ่งวิธีการขโมยกันก็เป็นอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ คือลักทรัพย์โดยที่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไม่รู้ตัวเลย รู้อีกทีของหายไปแล้ว

This man was charged with theft.

-ชายคนนั้นถูกจับข้อหาลักทรัพย์

Pickpocketing การขโมยแบบนี้จะเห็นได้บ่อยตามย่านศูนย์การค้าที่มีคนพลุกพล่าน โดยจะเป็นการล้วงกระเป๋าจากเหยื่อครับ ซึ่งโจรล้วงกว่าเป๋าจะใช้ว่า ‘pickpocket’ครับ

I caught a pickpocket dead to rights when he stole my money.

-ฉันจับโจรล้วงกระเป๋าได้คาหนังคาเขาในขณะที่กำลังขโมยเงินของฉัน

Mugger การปล้นแบบนี้ค่อนข้างจะโผงผางครับ คือการขู่กรรโชกทรัพย์ที่เหยื่อจะถูกทำร้ายทางวาจาเพื่อให้เกิดความกลัวและจำใจยินยอมมอบทรัพย์สินให้ครับ

A mugger armed with a knife had to flee empty handed after his victim fought.

-โจรกรรโชกทรัพย์พร้อมมีดต้องวิ่งหนีมือเปล่าหลังจากต่อสู้กับเหยื่อของเขา

Shopliftingเป็นการขโมยหรือโจรกรรมภายในร้านค้า สำหรับผู้กระทำจะใช้คำว่า ‘shoplifter’

Jonny was accused of shoplifting in the department store.

-จอนนี่ถูกตั้งข้อหาขโมยของในร้านค้าภายในห้างสรรพสินค้า

 

Looting คือ การฉกชิงทรัพย์ อารมณ์ประมาณว่ามีของชิ้นหนึ่งที่เป็นของเราแล้วอยู่ ก็มีใครไม่รู้มาฉกไปนั้นเอง คิดว่าคอเกมออนไลน์คงรู้จักคำนี้ดีครับ หรือจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดความโกลาหลหรือช่วงสงครามที่ต่างคนก็พากันอพยพหลบหนีทิ้งไว้แต่สินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งการที่มีคนเข้าไปหยิบของเหล่านั้นก็นับว่าเป็นการ ‘looting’ ด้วยเช่นกันครับ

There were reports of widespread looting as hooligans stampeded through the city center.

-มีการรายงานว่าเกิดการชิงทรัพย์จำนวนมากในขณะที่พวกจิ๊กโก๋ก่อความวุ่นวายบรเวณใจกลางเมือง

 

เอาล่ะครับเรารู้ถึงคำศัพท์ในเรื่องของการขโมยหรือโจรกรรมมากันส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ เดี๋ยวเราจะมาดูกันต่อนะครับในครั้งหน้านะครับ

ปฏิเสธนอกจาก ‘No’ (2)

Written by akiautumn on September 23rd, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

มาแล้วครับจากบทความก่อนหน้านี้ เรามาดูกันต่อดีกว่าครับสำหรับการปฏิเสธนอกจากคำว่า ‘No’ เพรียวๆ

 

‘In another life’ คำนี้ค่อนข้างเหมือนประชดเลยครับ หมายถึง รอชาติหน้าดีกว่า

Susie: Mona, can I try your car? I just got driving license.

ซูซี่: โมนา ให้ฉันลองขับรถเธอหน่อยสิ ฉันเพิ่งได้ใบขับขี่มา

Mona: In another life, Susie.

โมนา: รอชาติหน้าเถอะย่ะ ซูซี่

 

‘I’m slammed’หมายถึง ตอนนี้ฉันคือกำลังถูกทับทมไปด้วยงานที่ต้องทำ ก็เลยต้องปฏิเสธไปครับ

Anne: Could you help me check the shopping list?

แอน: เธอช่วยฉันดูรายการของที่จะซื้อหน่อยได้มั้ย?

Bonny: I’m so sorry, but I’m slammed.

โบนนี่: ต้องขอโทษจริงๆตอนนี้แบบว่าฉันกำลังถูกทับไปด้วยงาน

 

‘In a season of NO’ วลีนี้ค่อนข้างกวนทีเดียวครับ หมายถึง อยู่ในฤดูกาลของการปฏิเสธ เอาง่ายๆ ก็คือจะปฏิเสธไปทุกๆ อย่าง ครับ

Melisa: Can you buy me lunch today?

เมลิซ่า: เธอช่วยซื้อข้าวเที่ยงให้ฉันหน่อยได้มั้ยวันนี้?

Gina: I’m in a season of NO right now. Sorry!

จีน่า: ตอนนี้เราอยู่ในฤดูกาลของการปฏิเสธอะแก เสียใจด้วยนะ

 

‘Heck no’คำว่า Heck นั้นเป็นคำอุทานแสดงความไม่พอใจรำคาญ ดังนั้นเลยจะออกแนว เป็นคำปฏิเสธ แบบรำคาญๆ ไปอ่ะครับ

Lisa: Do you know where John is? I’ve called him since morning. Will you go find him with me?

ลิซ่า: เธอรู้มั้ยว่าจอห์นอยู่ที่ไหน? ฉันโทรหาเขาตั้งแต่เช้าล่ะ เธอจะออกไปตามหาเขากับฉันมั้ย?

Amy: Heck no! I’m really busy right now.

เอมี่: บ้าเหรอ ฉันกำลังยุ่งมากอยู่นะ

 

‘I cry, but decline’ วลีนี้ค่อนข้างกวนนิดๆ ครับ หมายถึง ฉันเสียใจนะ อยากทำนะ แต่ก็ปฏิเสธ อารมณ์ร้องไห้หนักมาก

Example:

Maria: Do you want to help me bake a cake?

มาเรีย: เธอจะช่วยฉันอบเค้กมั้ย?

Elle: I cry but decline.

แอล: ร้องไห้หนักมาก แต่คงไม่อ่ะ

 

ทีนี้เราก็ได้รู้จักการบอกปฏิเสธนอกจากคำว่า ‘No’ กันมาพอสมควรแล้ว หวังว่าพอจบตรงนี้คงไม่ลืมบทความก่อนหน้านี้นะครับ ยังไงก็ลองนำไปใช้ดูล่ะครับ

 

Reference: TalkAmerican, mslinglingofficial

ปฏิเสธนอกจาก ‘No’

Written by akiautumn on September 16th, 2015. Posted in บทความ

996748_196193990583316_1003966049_n

แน่นอนว่าเวลาที่หลายๆ คนต้องการจะบอกกล่าวการปฏิเสธต้องนึกถึงคำว่า ‘No’ ขึ้นมาทันที แต่รู้ไหมว่านอกจากคำว่า ‘No’ ก็ยังมีวลีอีกจำนวนหนึ่งที่นำใช้ครับ

 

‘No way, Jose’หมายถึง ไม่มีทาง วลีนี้หลายๆ คนต้องสงสัยแน่ว่า ‘Jose’คือใคร?มีไว้ทำไม?โดยจริงๆ แล้วคำนี้เป็นชื่อทางภาษาสเปนที่อ่านว่า ‘โฮเซ’และเหตุผลที่นำมาใช้คือเสียงไปคล้องจองกับคำว่า ‘No way’ นั้นเอง

Danny: Can I have laptop for tonight?

แดนนี่: ฉันขอยืมแล็ปท็อปหน่อยได้มั้ยคืนนี้?

Ben: No way, Jose! I know you’re gonna use it for playing game.

เบน: ไม่มีทาง ฉันรู้นายจะเอามันไปเล่นเกม

 

‘Nah’คำนี้เป็นแสลงที่เราพบเห็นบ่อยครั้ง ซึ่งอ่านว่า ‘แน’แปลว่า ไม่

Mom: Do you want me to cook carrots for dinner?

แม่: ลูกจะให้แม่ทำกับข้าวจากแครอทมั้ยจ้ะ คืนนี้?

Son: Nah. I don’t like carrot.

ลูกชาย: ไม่อ่ะ ผมไม่ชอบแครอท

 

‘Have a No on days policy’ หมายถึง มีกฎการปฏิเสธในวันต่างๆ โดยประโยคนี้เราจะใช้วันไหนก็ในหนึ่งสัปดาห์ จันทร์ถึงอาทิตย์ครับ

Amelia: Will you help me do the research?

อมิเลีย: เธอช่วยฉันทำวิจัยหน่อยได้ไหม?

Betty: It’s a Wednesday. I have a ‘No’ on Wednesday policy.

เบตตี้: วันนี้เป็นวันพุธอะค่ะ ฉันมีกฎ ปฏิเสธในวันพุธค่ะ

วลีนี้ดูแล้วแปลกดีนะครับ

 

‘N to the O’ หรือก็คือ N กับ O หมายถึง ไม่ มาแบบแปลกอีกแล้วครับโดยจะเป็นการปฏิเสธโดยการสะกดคำว่า ‘No’ แบบเน้นๆ คล้ายเวลาเราพูดว่า ‘เอ็น สระโอ โน’ ครับ

Henry: Mom, will you buy me IPhone 6?

เฮนรี่: แม่ครับ จะซื้ออโฟน6 ให้ผมใช่ไหมครับ?

Mom: N to the O!

แม่: เอ็น สระโอ โน เลยจ๊ะ

 

‘Negative’คำที่หลายๆ คนคุ้นเคยเป็นแฝดต่างขั้วของ Positive ครับ ความหมายจริงๆคือ ติดลบ แต่ถ้าเป็นสแลงจะหมายถึง ไม่

Jerry: Hey, dude, do you want to go to the cinema with me?

เจอรี่: เฮ้พวก นายจะไปดูหนังกับฉันมั้ย?

Alex: Negative.

อเล็กซ์: ไม่อ่ะ

 

สำหรับการปฏิเสธยังไม่หมดแค่นี้ครับ ซึ่งเราจะมาดูการต่อในบทความต่อไปว่าจะมีคำหรือวลีอะไรให้เรามาฉงนกันบ้าง อย่างไรก็ดีผู้อ่านทุกท่านก็ลองนำคำเหล่านี้ไปใช้ให้ดูเก๋ๆ นะครับ

 

Reference: TalkAmerican, mslinglingofficial