Posts Tagged ‘มาเลเซีย’

การสู้รบที่เกาะปีนัง

Written by teeranun on January 28th, 2014. Posted in บทความ

การสู้รบที่เกาะปีนัง

การสู้รบที่เกาะปีนัง (Battle of Penang) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เวลา 4.30 น.เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1914 ซึ่งการสู้รบครั้งนั้นเป็นการสู้รบกันทางทะเลระหว่างกองทัพเรือของจักรวรรดิเยอรมันแห่งฝ่ายมหาอำนาจกลางกับกองทัพเรือของจักรวรรดิรัสเซียและฝรั่งเศสแห่งฝ่ายสัมพันธมิตรที่ช่องแคบมะละกา ที่ขณะนั้นเป็นพื้นที่ในการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษที่เป็นฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นเดียวกับรัสเซียและฝรั่งเศส โดยช่องแคบมะละกานี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งทางทหารและการค้าของฝ่ายสัมพันธมิตรในเวลานั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกองเรือรบของเยอรมันที่ประจำการอยู่ที่ชิงเต่าของจีน ได้เคลื่อนกำลังพลเพื่อกลับไปเยอรมัน แต่เรือลาตระเวนชื่อว่าเอ็มเด็น (Emden) ภายใต้การควบคุมของเรือโทคาร์ล ฟอน มุลเลอร์ (Karl von Müller) ได้เข้าโจมตีท่าเรือบนเกาะปีนังโดยใช้กลุ่มควันเพื่ออำพรางเรือ ทำให้เรือของเยอรมันดูคล้ายกับเรือยาร์เมาท์ (Yarmouth) ของอังกฤษ และเรือเอ็มเด็นได้จมเรือลาดตระเวนของรัสเซียชื่อว่าเซ็มชุค (Zhemchug) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของบารอน เชอร์คาสซอฟ (Baron Cherkassov) (ขณะนั้นเขาพักอยู่ที่โรงแรมอิสเทิร์น แอนด์ โอเรียนเต็ล ทำให้เขาถูกตัดสินให้จำคุก 3 ปี 6 เดือนข้อหาละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่) และเรือพิฆาตของฝรั่งเศสชื่อว่ามอสเกต์ (Mousquet) ภายใต้การควบคุมของเรือโทเตอร์อวานเน่ (Théroinne) การโจมตีของเยอรมันทำให้ลูกเรือของรัสเซียเสีชีวิต 89 คน บาดเจ็บอีก 143 คน ส่วนลูกเรือของฝรั่งเศสเสียชีวิต 47 คน รวมถึงเรือโทเตอร์อวานเน่ด้วย

หลังจากเหตุการณ์นี้ เรือโทมุลเลอร์ยังทำการจมเรือของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างต่อเนื่องอีก 10 วัน จนได้รับความเสียหายและไปเกยตื้นที่เกาะโคโคสของอังกฤษ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย อยู่ทางใต้ลงมาจากเกาะสุมาตรา)

เกาะเบซาร์

Written by teeranun on January 26th, 2014. Posted in บทความ

เกาะเบซาร์

เกาะเบซาร์ เป็นเกาะที่อยู่ทางทิศตะวันออกของชายฝั่งรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย สามารถเดินทางโดยเรือจากเมืองเมอร์ซิง (Mersing town) ราว 30 นาที จุดสูงสุดของเกาะอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 258 เมตร

เกาะเบซาร์นั้นล้อมรอบด้วยเกาะราวา (Rawa Island) เกาะซีบู (Sibu Island) และเกาะติงกิ (Tinggi Island) ถือเป็นเกาะที่มีความสวยงามมาก เนื่องจากมีหาดทรายละเอียดขาวที่สะอาด และมีน้ำทะเลที่ใสมาก และสัตว์น้ำที่เกาะนี้ก็ยังอุดมสมบูรณ์ โดยรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรื่องการคุ้มครองสัตว์น้ำจำนวน 60 ชนิด ซึ่งกินพื้นที่คิดเป็นระยะห่างจากเกาะออกไปในทะเล 3.7 กิโลเมตร

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลแล้ว เกาะเบซาร์ยังมีป่าเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย เกาะนี้ยังมีชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงอยู่อีกราว 7-8 หมู่บ้าน

เกาะนี้มีตำนานท้องถิ่นที่กล่าวถึงเรื่องชาวประมงคู่หนึ่งที่กลายเป็นเงือก โดยตำนานได้กล่าวไว้ว่าชาวประมงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เกิดอยากกินสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่มากแถบทะเลเมอร์ซิง แต่หลังจากที่กินเข้าไปแล้ว ชาวประมงผู้หญิงคนนั้นก็ได้กลายเป็นนางเงือกและหายไปจากบ้าน ทำให้ชาวประมงผู้ชายที่เป็นสามีเกิดความเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังชาวประมงผู้ชายก็ได้กินสาหร่ายชนิดเดียวกันและกลายเป็นเงือกตามชาวประมงผู้เป็นภรรยา และปัจจุบันชาวบ้านยังมีความเชื่อกันว่าเงือกคู่นี้ยังคงอยู่รอบเกาะ และหากินสาหร่ายที่ทำให้กลายเป็นเงือก

นอกจากนี้ เคยมีเรื่องเล่าว่าแต่เดิมเกาะนี้มีชื่อว่าเกาะบาบีเบซาร์ ซึ่งหมายถึงเกาะที่เต็มไปด้วยหมูป่า โดยสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมเกาะนี้เคยมีหมูป่าอยู่ชุกชุมก่อนที่มนุษย์จะเข้ามาตั้งถิ่นฐาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ไม่เหลือหมูป่าที่เกาะแห่งนี้อีกแล้ว

มัสยิดหมู่บ้านทะเล : มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย

Written by teeranun on December 15th, 2013. Posted in บทความ

 มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดมาเลเซีย

มัสยิดหมู่บ้านทะเล (Kampung Laut Mosque : Kampung หรือ Kampong หมายถึง หมู่บ้าน ส่วน Laut หมายถึง ทะเล ในภาษามลายู) ถือเป็นมัสยิดนิกายซุนนีย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ที่เมืองตุมปัต รัฐกลันตัน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว ค.ศ. 1400 โดยชาวประมงที่เดินทางไปมาระหว่างปัตตานี ชวา และบรูไน มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น กล่าวคือสร้างด้วยเสาหลัก 4 ต้น แล้วใช้ทางมะพร้าวมุงหลังคาตามแบบบ้านพื้นเมืองทั่วไป ซึ่งจากข้อสันนิษฐานนี้ พบว่ามัสยิดแห่งนี้เทียบเคียงอายุได้ใกล้เคียงกับมัสยิดอะกุง เดมัก (Agung Demak Mosque) ในประเทศอินโดนีเซียที่เคยมีสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน และสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1401 อย่างไรก็ตามทั้งสองแห่งนี้ก็ไม่เหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้ว

ในช่วงปี ค.ศ. 1859-1900 ซึ่งถือเป็นช่วงการปกครองของสุลต่านแห่งกลันตัน ได้ใช้มัสยิดแห่งนี้เพื่อการพบปะกันระหว่างสุลต่านกับผู้นำทางศาสนาอิสลาม รวมถึงยังใช้เป็นแหล่งค้าขายสินค้าอีกด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าว มัสยิดแห่งนี้ยังได้รับการซ่อมแซมและต่อเติมให้ใหญ่โตขึ้น เช่น การเพิ่มเสาให้เป็น 20 ต้น การสร้างหลังคา 3 ชั้น การสร้างห้องสวดมนต์ การสร้างห้องใต้หลังคา และการสร้างถังเก็บน้ำที่ทำจากท่อนซุงคุณภาพดี จนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1970 มัสยิดแห่งนี้ตกอยู่ในความดูแลของ เมนเตรี เบซาร์ ดาตุก อัสรี มูดา (Menteri Besar Datuk Asri Muda)

มัสยิดหมู่บ้านทะเลเคยถูกน้ำท่วมใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1926 และครั้งที่สอง เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่สองนี้ทำให้มัสยิดได้รับความเสียหายอย่างมากจากกระแสน้ำที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่สอง มัสยิดแห่งนี้ก็ได้รับการซ่อมแซม และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย

โอรัง อาซัล : คนดั้งเดิมแห่งมาเลเซีย

Written by teeranun on December 6th, 2013. Posted in บทความ

โอรัง อาซัล

โอรัง อาซัล (Orang Asal) มีความหมายในภาษามลายูว่ากลุ่มคนดั้งเดิม ซึ่งกลุ่มคนโอรัง อาซัลนี้ถือเป็นภูมิบุตร (ชาวมาเลเซียแท้ๆก่อนที่ชาวจีนจะอพยพเข้ามา) โดยมากคนมักเข้าใจว่ากลุ่มคนโอรัง อาซัล คือพวกเงาะป่า (โอรังอัสลี : Orang Asli) อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนโอรัง อาซัลอีกมาก และถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย

แม้ว่ากลุ่มคนโอรัง อาซัลจะถือเป็นภูมิบุตรของประเทศมาเลเซีย แต่ก็ถือเป็นกลุ่มคนภูมิบุตรชั้นสอง (รองจากชาวมาเลย์ที่เป็นกลุ่มคนภูมิบุตรส่วนใหญ่ของประเทศ) ซึ่งการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาในการเบียดเบียนที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเดิมของกลุ่มคนโอรัง อาซัล ทั้งนี้การทำกินและการย้ายถิ่นที่อยู่ยังถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกด้วย รัฐบาลมาเลเซียมักแก้ไขโดยการออกบัตรประจำตัวให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ และยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆที่ทำให้กลุ่มคนโอรัง อาซัลเริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากการขยายตัวของวัฒนธรรมกระแสหลัก รวมถึงการหันไปนับถือศาสนาอิสลาม

กลุ่มคนโอรัง อาซัล เป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาในกลุ่มออสโตรนีเชียนหรือออสโตรเอเชียติค ซึ่งกลุ่มภาษาเหล่านี้สามารถแบ่งกลุ่มคนเหล่านี้ได้เป็นกลุ่มนิกริโต เซมัง และชาวมาเลย์ ปัจจุบันกลุ่มภาษาเหล่านี้กำลังจะหายไปเนื่องจากเด็กโอรัง อาซัล เข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งในโรงเรียนของมาเลเซียจะใช้ภาษาอังกฤษกับภาษามาเลย์เป็นหลัก

กลุ่มคนโอรัง อาซัลในแหลมมลายูกับกลุ่มคนโอรัง อาซัลในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์จะมีข้อแตกต่างเล็กน้อย กล่าวคือ กลุ่มคนโอรัง อาซัลในแหลมมลายูมักจะยังชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์หรือการทำประมง ส่วนกลุ่มคนโอรัง อาซัลในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์จะยังชีพด้วยการเพาะปลูก นอกจากนี้กลุ่มคนโอรัง อาซัลในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์ยังมีฝีมือในการทำหน้ากากไม้อีกด้วย

 

ดาตุก เกรามัต : ความเชื่อลูกผสมแห่งคาบสมุทรมลายู

Written by teeranun on November 12th, 2013. Posted in บทความ

 

ดาตุก เกรามัต (Datuk Keramat : ดาตุกหมายถึงปู่ ถ้าในความคุ้นเคยของชาวไทย ก็ใกล้เคียงกับคำว่า ดาโต๊ะ เกรามัตหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) เป็นรูปแบบความเชื่อหนึ่งที่พบได้ในมาเลเซีย สิงคโปร์ จนถึงบริเวณช่องแคบมะละกา เป็นการผสมผสานความเชื่อเรื่องวิญญาณ ลัทธิซูฟีของศาสนาอิสลาม และลัทธิความเชื่อต่างๆของชาวจีน

ตามตำนานท้องถิ่นกล่าวไว้ว่า ดาตุกทุกตนเคยเป็นมนุษย์ที่ผู้คนให้การนับถือมาก่อน ส่วนใหญ่จะมีสถานะทางสังคมสูง เช่น นักรบ ผู้นำ หรือนักพรต เมื่อตายไปแล้ว ก็จะมีผู้มาสักการะจนบุคคลนั้นกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป ดาตุกอาจเทียบได้กับพระภูมิเจ้าที่ของไทยนั่นเอง

ศาลที่สถิตของดาตุกนั้นจะมีขนาดเล็ก มักจะทาด้วยสีแดง และตั้งอยู่ริมทางหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งตั้งไว้ในบ้านแบบศาลพระภูมิของไทย ซึ่งตัวศาลมักจะเป็นศิลปะแบบจีนผสมมาเลเซีย แล้วบรรจุรูปเคารพดาตุกในศาล รวมถึงการประดับรูปจันทร์เสี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ในศาสนาอิสลามไว้ในศาลด้วย

การขอพรจากดาตุกนั้น ส่วนมากก็จะขอแบบเดียวกับคนไทย คือขอให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง หรือขอให้ตนเองโชคดี มั่งมีเงินทอง ปราศจากโรคภัย ฯลฯ ซึ่งของสำหรับเซ่นไหว้ดาตุกก็เหมือนกับของเซ่นไหว้พระภูมิของไทย อาทิ หมาก พลู ยาเส้น ผลไม้ ดอกไม้ ฯลฯ (ไม่ใช้เนื้อหมูในการไหว้) รวมถึงการจุดกำยานเพื่อบูชาดาตุก ซึ่งหากผู้ที่ขอพรได้พรตามที่ขอไว้ ก็มักจะมาแก้บนโดยการสร้างศาลใหม่ให้ใหญ่และสวยงามกว่าเดิม เพื่อที่ว่าดาตุกจะมีพลังเพิ่มขึ้น และให้พรง่ายขึ้น

ดาตุกในความเชื่อของคนที่นับถือนั้น มีอยู่ 9 ตน โดยเรียงลำดับจากดาตุกที่อาวุโสที่สุดไปยังดาตุกที่อายุอ่อนที่สุด ดังนี้

1. ดาตุก ปังลิมา อาลี (ดาตุกอาลี)                                    8. ดาตุก ปังลิมา เมราห์ (ดาตุกแดง)

2. ดาตุก ปังลิมา ฮีตัม (ดาตุกดำ)                                     9. ดาตุก ปังลิมา บงสุ (ดาตุกเยาว์)

3. ดาตุก ปังลิมา ฮารีมัว (ดาตุกเสือ)

4. ดาตุก ปังลิมา ฮีจัว (ดาตุกเขียว)

5. ดาตุก ปังลิมา กุนิง (ดาตุกเหลือง)

6. ดาตุก ปังลิมา ปูตีห์ (ดาตุกขาว)

7. ดาตุก ปังลิมา บิสุ (ดาตุกใบ้)

กับข้าว กับปลาของชาวบรูไน

Written by warittha on July 5th, 2013. Posted in บทความ

อาหารของแต่ละชนชาติ สามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต แม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีความคล้ายคลึงในเรื่องของวัตถุดิบหลายอย่าง เนื่องจากมีภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกัน แต่การรังสรรค์นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบเป็นอาหารต่างก็มีความแตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละชนชาตินั้นๆ ในประเทศผู้ร่ำรวยน้ำมันอย่าง บรูไนดารุสซาลาม ที่มีความเคร่งครัดในศาสนาอิสลาม ก็มีวิถีการรับประทานอาหารที่น่าสนใจ แปลกตาและมีเมนูที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของหลายๆ คน ในครั้งนี้เรามาลองทำความรู้จักกับอาหารบรูไนที่เป็นที่นิยมของชาวบรูไน อันได้แก่

อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศบรูไนทำจากแป้งอัมบูลุง (คล้ายๆ แป้งสาคูซึ่งได้จากต้นรุมเบีย) ผสมกับน้ำร้อนแล้วกวนจนเหนียวข้น รับประทานกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเรียกว่า จาจะห์ และซอสที่เรียกว่า เจินจาลู่ ซึ่งทำจากกะปิ การกินอัมบูยัต ต้องใช้แท่งไม่ไผ่ยาวคล้ายตะเกียบเรียกว่า จันดาส ม้วนคีบแป้งเหนียวแล้วจุ่มลงไปในซอส นอกจากแป้งกับซอสแล้ว ยังมีเครื่องเคียงที่รับประทานคู่กัน ได้แก่ ปลาทอด เนื้อทอด และผักสดที่หาได้ในท้องถิ่น การรับประทานอัมบูยัตให้อร่อย ต้องรับประทานตอนแป้งร้อนๆ ตัวแป้งจะค่อนข้างเหลวสามารถกลืนได้โดยไม่

 

 

เกอตูปัต (Ketupat) เป็นข้าวหุงห่อด้วยใบมะพร้าว เป็นวัฒนธรรมการทานอาหารที่แสดงออกถึงความละเอียดประณีต และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำใบมะพร้าวมาล้างให้สะอาด ดึงก้านออกแล้วนำมาสานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท จากนั้นขยายห่อใบมะพร้าวให้มีช่องว่างพอใส่ข้าวสารลงไป แล้วปิดช่องที่ขยายออกให้สนิทเหมือนเดิม จากนั้นจึงนำไปต้มในน้ำเดือดทั้งห่อ เมื่อสุกได้ที่ ด้านในของห่อใบมะพร้าวจะกลายเป็นข้าวสวยที่อัดเป็นก้อน คนบรูไนมักรับประทานข้าวกับสะเต๊ะ หรืออาหารจำพวกแกงกะหรี่ นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกอย่างซึ่งวิธีทำคล้ายคลึงกันคือ ลอนตอง แต่ต่างกันที่ลอนตองจะห่อด้วยใบตอง วัฒนธรรมการหุงข้าวห่อในใบมะพร้าวนี้ นอกจากบรูไนแล้ว ประเทศหมู่เกาะที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็นิยมการหุงข้าวห่อใบมะพร้าวเช่นกัน

 

อูดัง ซัมบัล เซอไร เบอร์ซันตัน (Udang Sambal Serai Bersantan) เป็นพริกแกงกุ้งตะไคร้ใส่กะทิ ลักษณะคล้ายอาหารจำพวกแกงกะหรี่ วิธีทำคือบุบกระเทียมแล้วลงไปเจียวกับหอมหัวใหญ่ ตามด้วยเครื่องแกงกับตะไคร้สับละเอียด จากนั้นใส่กุ้งกุลาดำ พริก เพิ่มรสชาติด้วยเกลือกับน้ำตาล ผัดจนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีชมพู เสร็จแล้ว ราดกะทิ เคี่ยวจนข้น แล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

 

 

 

การเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติอื่นจากอาหารการกินจะมีส่วนช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ได้มากขึ้น และแม้หน้าตาของอาหารบางอย่างของบรุไนจะแปลกแตกต่างไปจากคนในภูมิภาคเดียวกัน แต่ไม่รู้สึกแปลกแยกเนื่องจากความคุ้นชินกับวัตถุดิบที่ใกล้เคียงกัน การเปิดใจยอมรับในความแตกต่างหลากหลายจะช่วยทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคเดียวกันได้มากขึ้น

หุ่นละครในอุษาคเนย์

Written by warittha on May 17th, 2013. Posted in บทความ

ชัก – เชิด ให้เกิดเรื่องราว วัฒนธรรมการแสดงหุ่นละคร ในอุษาคเนย์

การแสดงหุ่นละครมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการแสดงหุ่นละคร ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ด้วยรูปแบบ สีสันและสะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันได้แก่

วาหยังกูลิต (Wayang kulit) หมายถึงการแสดงตัวหนังผ่านจอโดยใช้เงา ซึ่งเป็นการแสดงที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย       อินโดนีเซีย บรูไนและสิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า หนังตะลุง วาหยังกุลิตมีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “วาหยัง” (Wayang) สันนิษฐานว่าแปลงจากคำพื้นเมืองของชาวมาเลเซีย คือ คำว่า “บาหยัง” (Bayang) ซึ่งหมายถึงเงา ตัวหนังที่ใช้ทำจาก       หนังควายฉลุลวดลายลงบนตัวหนังและลงสีตกแต่งอย่างสวยงาม เนื้อหาที่ใช้ในการแสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากวาหยังกูลิตแล้ว ยังมีการแสดงในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น “Wayang golek” ซึ่งหมายถึงการแสดงหุ่นไม้ มีเครื่องแต่งกายคล้ายหุ่นหระบอก “wayang klitik” หมายถึงหุ่นทำจากไม้แบนๆ แล้วระบายสี และยังมี “wayang Topeng” ที่ไม่ได้ใช้หุ่นเชิดแต่ใช้คนใส่หน้ากากในการแสดง

โชก เต ปวย (Yok-thei-pwe) เป็นการแสดงหุ่นละครของประเทศพม่า เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอังวะ วัสดุทำจากไม้เนื้อเบา ใบหน้า มือ เท้า จะมีความละเอียดประณีตในการแกะสลัก มีการประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ในการเชิดหุ่นจะใช้สายชักจากด้านบน ผู้ชักหุ่นต้องมี   ทักษะความชำนาญเพื่อให้หุ่นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นพุทธประวัติ นิทานชาดก รามเกียรติ์   โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์นั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากไทยในสมัยอยุธยา

การแสดงหุ่นกระบอกของประเทศเวียดนาม มีความแตกต่างจากหุ่นเชิดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาในการแสดง โดยทำการแสดงเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมเกษตรกรรมบริเวณแม่น้ำแดงในสมัยราชวงศ์ลี้ปี ในปี ค.ศ. 1121 เป็นการแสดงหลังในน้ำบริเวณไร่นาหลังการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันคนเชิดหุ่นจะทำให้หุ่นกระบอกขยับด้วยเชือกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำและใช้ไม่ไผ่ยาวจากหลังเวที มีวงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบการแสดงในร่ม เนื้อหาในการแสดง มักแสดงเรื่องตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ปัจจุบันมีการแสดงเฉพาะที่โรงละครริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

การแสดงหุ่นละครในแต่ละภูมิภาค ผู้แสดงล้วนต้องใช้ความสามารถ ทักษะในการแสดงอย่างสูง และยังต้องใช้ความประณีตในการสร้างหุ้นขึ้นมาแต่ละตัว จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการแสดงหุ่นละครน้อยลง อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทำให้การแสดงหุ่นละครเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น หุ่นที่ไร้คนเชิด ก็เปรียบได้กับมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเพียงตัวหุ่นที่ไร้คนเชิด ที่รอวันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจากผู้สืบทอดรุ่นหลัง

 

อ้างอิง
กอมโดริ คอมปานี. 2554. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในเวียดนาม. แปลโดย อภิศรี นิรุตติปัญญากุล. พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
ปัญญา เทพสิงห์. 2548. ศิลปะเอเชีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.