Posts Tagged ‘ภาษาอินโดนีเซีย’

หิกายัต บันจาร์ : ประวัติศาสตร์เมืองบันจาร์มาซิน

Written by teeranun on April 17th, 2014. Posted in บทความ

หิกายัต บันจาร์

หิกายัต บันจาร์ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าประวัติศาสตร์ลัมบุง มังกุรัต เป็นเอกสารที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเมืองบันจาร์มาซิน ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐกาลิมันตันใต้ ประเทศอินโดนีเซีย โดยเนื้อหากล่าวถึงกษัตริย์ที่เคยปกครองเมืองบันจาร์และเมืองโกตา วารินกินทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะบอร์เนียว

เนื้อหาของหิกายัต บันจาร์สามารถแบ่งได้เป็น 9 บท 4,787 บรรทัด ในบทแรกได้กล่าวถึงการกำเนิดอาณาจักรฮินดูทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะบอร์เนียว ซึ่งมีรายละเอียดที่อธิบายถึงรูปแบบการปกครอง การแบ่งพื้นที่การปกครอง รวมถึงเทศกาลและมารยาทต่างๆที่ใช้กันในราชสำนัก ส่วนเนื้อหาอีก 8 บท จะกล่าวถึงชาติวงศ์ของกษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆดังนี้

– ส่วนที่กล่าวถึงกษัตริย์ราชินีองค์แรก และเชื้อพระวงศ์ที่ก่อตั้งอาณาจักรฮินดู

– ส่วนที่กล่าวถึงกษัตริย์องค์แรกแห่งเนการา ดาหา,เนการา ดายา และเชื้อพระวงศ์

– ส่วนที่กลาวถึงกษัตริย์องค์แรกแห่งบันจาร์มาซิน และเชื้อพระวงศ์

– ส่วนที่กล่าวถึงกษัตริย์องค์แรกแห่งมฤตปุระ และเชื้อพระวงศ์

ในส่วนของการกำหนดอายุเอกสารชิ้นนี้ พบว่าบทสุดท้ายกำหนดอายุได้ไม่เก่ากว่า ค.ศ. 1663 แต่ในส่วนของบทแรกนั้นมีอายุที่เก่ากว่า ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเอกสารชิ้นนี้ถูกแต่งเติมขึ้นในภายหลัง และยังมีหลายสำนวน โดยสำนวนที่เชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สุดถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์และมีการตีพิมพ์หิกายัต บันจาร์ ฉบับแปลเป็นครั้งแรกโดยนักภาษาศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อว่าฮันส์ รัส (Hans Ras) เมื่อปี ค.ศ. 1968

การเต้นกันดรุง

Written by teeranun on April 2nd, 2014. Posted in บทความ

การเต้นกันดรุง

การเต้นกันดรุง (Gandrung) เป็นการแสดงท้องถิ่นของอินโดนีเซีย ที่ปรากฏมากในพื้นที่เกาะบาหลี เกาะลมบก และบางพื้นที่ในเกาะชวา โดยเฉพาะเมืองบันยูวันกิ (Bayuwangi) ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งกันดรุง

การเต้นกันดรุงแบบดั้งเดิมนั้นมีจุดประสงค์เพื่อการบูชาพระศรี (พระลักษมี) ที่เป็นเทพีแห่งข้าวและความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู คำว่ากันดรุงในภาษาชวาหมายถึง “ความรัก” โดยความรักในที่นี้หมายถึงความรักของมนุษย์ที่มีต่อพระศรีที่ประทานข้าวและความอุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์ อย่างไรก็ตาม คติความเชื่อนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปหลังจากที่ศาสนาอิสลามได้แพร่กระจายเข้ามาสู่หมู่เกาะต่างๆในอินโดนีเซีย เป็นการแสดงออกทางสังคมของผู้หญิงสาวโสดที่ใช้หาคนรู้ใจ เพื่อพัฒนาเป็นคู่ครองต่อไป ซึ่งยังคงนิยมกันอยู่ในหมู่บ้านต่างๆในเกาะลมบก ทั้งนี้ การเต้นกันดรุงนิยมใช้ผู้หญิงโสด กระเทย หรือผู้ชายที่ได้รับบทเป็นผู้หญิงเป็นผู้แสดง

การเต้นกันดรุงเริ่มต้นโดยนักแสดงจะการเต้นจากขอบเวทีมายังกลางเวทีตามจังหวะของการตีกาเมลัน จากนั้นนักแสดงจะใช้ผ้าคลุมไหล่ดึงตัวผู้ชมขึ้นมาบนเวทีเพื่อการเต้นด้วยกัน หากเป็นการแสดงเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่ถูกเลือกไปการเต้นด้วยมักจะให้เงินเล็กๆน้อยๆแก่นักแสดง การเต้นกันดรุงถือเป็นการแสดงที่ใช้ระยะเวลานาน นิยมเริ่มแสดงราว 21.00 น. แล้วไปจบการแสดงตอนรุ่งสาง นอกจากการเต้นกันดรุงจะเต้นเพื่อการท่องเที่ยว หรือการเลือกคู่แล้ว ยังเต้นประกอบในพิธีเข้าสุหนัตและพิธีแต่งงานอีกด้วย

การเต้นอื่นๆที่อาจเทียบได้กับการเต้นกันดรุง ได้แก่ การเต้นรองเง็ง การเต้นชัยปงกัน การเต้นบันเต็น และการเต้นโจเก็ด

ในส่วนของเครื่องดนตรี นอกจากจะมีกาเมลันแล้ว ยังนิยมใช้ไวโอลิน 2 ตัว กลองเกนดัง โบนัง (ฆ้องแถว) ฆ้อง และระนาดกัมบัง รวมถึงนักร้องประกอบการเต้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของชายหญิง

มาลิก อัล ซาลีห์

Written by teeranun on January 24th, 2014. Posted in บทความ

มาลิก อัล ซาลีห์

มาลิก อัล ซาลีห์ (Malik Al Saleh, Malik ul Salih หรือ Malik ul Saleh) มีชื่อเดิมว่า มารา ซีลู (Mara Silu, Merah Silu หรือ Muerah Silu) เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์คนแรกที่ก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นในเกาะสุมาตราที่มีชื่อว่า “สมุทร ปาไซ” (Samudera Pasai) ในปี ค.ศ. 1267 ตามตำนานเล่าว่ามาลิก อัล ซาลีห์ได้ไปพบกับมดที่ตัวใหญ่เท่าแมว และได้จับมดนั้นกิน หลังจากที่มาลิก อัล ซาลีห์ก่อตั้งรัฐขึ้นมา ก็ได้แต่งงานกับบุตรสาวเจ้าเมืองเปอร์ลัก (Perlak) และให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน

ตามบันทึกในหิกายัต ราช-ราชา ปาไซ (พระราชพงศาวดารกษัตริย์แห่งปาไซ ที่สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14) เล่าว่ามาลิก อัล ซาลีห์ ฝันถึงพระมะหะหมัด (ศาสดาของศาสนาอิสลาม) โดยในความฝันนั้น พระมะหะหมัดได้ชักชวนให้มาลิก อัล ซาลีห์ ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม

บันทึกหรือตำนานบางแหล่งได้กล่าวไว้ว่ามาลิก อัล ซาลีห์คือเจ้าชายมาลิกแห่งอาเจห์ที่ล่องเรือมาจากเบรูอาส (กังกา เนการา ที่เชื่อว่าเป็นอาณาจักรในตำนานตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่อ้างถึงในประชุมพงศาวดารของมาเลย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของรัฐเปรักในประเทศมาเลเซีย) และมาตั้งรัฐสุลต่านขึ้น ณ ที่แห่งนี้

ทั้งนี้ ยังคงมีข้อถกเถียงกันในเรื่องลำดับของช่วงเวลา เนื่องจากชาวมุสลิมจากอาหรับได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลการค้าขายในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนกวางตุ้ง รวมถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 อย่างไรก็ตาม หลุมฝังศพของมาลิก อัล ซาลีห์ ถือเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ยืนยันถึงการก่อตั้งรัฐอิสลามในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน : จิตรกรแนวโรแมนติกแห่งชวา

Written by teeranun on January 18th, 2014. Posted in บทความ

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน (Raden Saleh Sjarif Boestaman) ถือเป็นจิตรกรชาวอินโดนีเซียคนแรกๆที่ริเริ่มการวาดภาพตามแบบตะวันตก และเป็นต้นแบบให้กับจิตรกรรมสมัยใหม่ของอินโดนีเซีย ภาพที่เขาวาดนั้นจัดอยู่ในกลุ่มจิตรกรรมแนวโรแมนติกแบบยุโรป ที่นิยมกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยภาพของเขามีลักษณะเด่นคือการใส่ความเป็นรากเหง้าด้านวัฒนธรรมของเขาลงไปในผลงาน

ระเด่น ซาเละห์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1811 ในตระกูลผู้ดีของชวา โดยเขาเป็นผู้มีฝีมือด้านการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จน เอ.เจ.ปาเยน ผู้เป็นอาจารย์ได้ชักชวนให้เขาไปเรียนศิลปะที่เนเธอร์แลนด์ จนในปี ค.ศ. 1829 ระเด่น ซาเละห์ได้ไปเรียนการวาดภาพเหมือนของบุคคล และสร้างผลงานอันโดดเด่นขึ้น จนแกรนด์ ดยุค แห่ง แซค-โคเบิร์ก-โกธา (Grand Duke of Saxe-Coburg-Gotha) ได้อุปถัมภ์การสร้างผลงานของเขา

นอกจากนี้ ระเด่น ซาเละห์ยังได้เรียนรู้การวาดภาพวิวทิวทัศน์ ซึ่งผลงานแนวนี้ได้ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ริชกส์ (Rijks museum) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ในปี ค.ศ. 1852 ระเด่น ซาเละห์ได้เดินทางกลับมายังอินโดนีเซีย โดยเขาได้กลายเป็นผู้ดูแลรักษาศิลปะของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ รวมถึงการวาดภาพเหมือนของบุคคลชั้นสูงในเกาะชวาและภาพวิวทิวทัศน์ในชวา อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตที่บ้านเกิดหลังจากกลับมาจากเนเธอร์แลนด์นั้นไม่ค่อยเป็นที่พอใจของเขานัก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1867 เขาได้แต่งงานกับลูกสาวของสุลต่านแห่งยอกยาการ์ตา และได้พาเธอไปเที่ยวประเทศในยุโรปหลายประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี อย่างไรก็ตาม ภรรยาของเขาเกิดป่วยกะทันหัน จนทั้งคู่ต้องกลับมาที่อินโดนีเซีย

ในปี ค.ศ. 1880 ระเด่น ซาเละห์เกิดอาการป่วยเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตในวันที่ 23 เมษายน ศพของเขาถูกฝังในหมู่บ้านเอมบัง (Kampung Empang) และมีผู้มาร่วมงานศพของเขามากมาย ทั้งที่เป็นคนชั้นสูง และเจ้าหน้าที่ของเนเธอร์แลนด์

อจินไตย : เทพเจ้าสูงสุดแห่งเกาะบาหลี

Written by teeranun on December 9th, 2013. Posted in บทความ

acintya

อจินไตย (Acintya) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถคาดถึงได้ ซึ่งในเกาะบาหลี อจินไตยถือเป็นเทพเจ้าสูงสุด นอกจากคนทั่วไปจะเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่าอจินไตยแล้ว ยังเรียกได้อีกอย่างคือ ตุงกัล (Tunggal) อันหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียว โดยเทพอจินไตยนี้อาจเทียบได้กับพรหมันในหลักศาสนาฮินดู เทพอจินไตยมักจะปรากฏเป็นตัวหนังตัวสำคัญในการเล่นวาหยัง (หนังตะลุงของอินโดนีเซีย)

เทพอจินไตยมักจะถูกอธิบายว่าเป็นเทพแห่งความว่างเปล่า ถือเป็นสัญลักษณ์ของจุดกำเนิดแห่งจักรวาล เทพอจินไตยจะไม่สร้างเป็นรูปเคารพ โดยแสดงออกให้เห็นแต่เพียงบัลลังก์เปล่า ส่วนการแสดงออกอีกรูปแบบหนึ่งคือรูปแบบของเทพที่มีเปลวไฟล้อมรอบทั่วตัว อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสุริยเทพ ส่วนการบูชาเทพอจินไตยนั้นจะไม่บูชากันโดยตรง เว้นแต่เทพอจินไตยจะมาปรากฏต่อหน้าเหล่าสาวก

จนในปี ค.ศ. 1930 เทพอจินไตยได้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หะยัง วิธิ วาสะ (Hyang Widhi Wasa) หมายถึงพระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งโดยมิชชันนารีชาวคริสต์ที่ต้องการอธิบายพระผู้เป็นเจ้าตามหลักศาสนาคริสต์ในเกาะบาหลีหลังจากที่อินโดนีเซียได้รับเอกราช ทั้งนี้ นอกจากมิชชันนารีจะใช้หลักศาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและโปรแตสแตนท์แล้ว ยังอธิบายเทพอจินไตยโดยใช้หลักศาสนาฮินดู อิสลาม และพุทธศาสนาประกอบอีกด้วย