Posts Tagged ‘ภาษาอังกฤษ’

If I Had My Druthers…

Written by akiautumn on August 8th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้มารู้จักคำว่า ‘druthers’ กันครับ คำนี้ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะไม่เคยเห็นเป็นแน่แท้ครับ แล้วมันคืออะไรกันล่ะ? แท้จริงแล้วคำว่า ‘druthers’ นั้นมีความหมายว่า ทางเลือกหรือสิ่งที่อยากได้ ซึ่งเดิมทีคำๆ นี้มีที่มาจากคำว่า ‘d ratherหรือ ที่รู้จักกันดี would rather นั้นเองครับ แต่พอมีการใช้บ่อยขึ้น พูดบ่อยขึ้น ก็ต้องมีการลดรูปกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ จะได้ไม่ต้องพูดบ่อยๆ ดังนั้นคำว่า‘d rather เลยจึงค่อยๆ แผลงเป็น ‘dratherและในท้ายที่สุดก็เป็น druthers นั้นเองครับอาทิ

If I had my druthers, I would rather find much better explanation.

นี่ถ้าฉันมีทางเลือกเสียหน่อย ฉันก็คงจะหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้มากๆ ได้

ซึ่งความอยากสารพัดสารพันที่เกิดขึ้นนั้นในภาษาอังกฤษเราใช้ประโยคที่มีคำว่า ‘d rather do something than do something ใช้พูดใช้เขียนกันโดยย่อมาจากรูปเต็มๆ ว่าwould rather do something than do something ซึ่งเหมือนกับการพูดว่า prefer something to something แต่แตกต่างกันที่การใช้งานเล็กน้อย

I’d rather be beautiful than be smart.

I prefer being beautiful to being smart.

ฉันอยากสวยมากกว่าฉลาด

 

ทั้ง 2 ประโยคนั้นมีความหมายเดียวกันแต่ต่างกันที่การใช้นะครับ จะเห็นว่า ความต่างของ 2 ประโยคนี้อยู่ที่ would rather … than … จะตามด้วยกริยา (verb) ในรูปที่ไม่มีการผันใดๆ ทั้งสิ้น (infinitive form)แต่ทางด้านของprefer … to … นั้นจะตามด้วย คำนาม หรือ กริยาที่เติม -ing (Gerund) เพื่อทำหน้าที่เหมือนคำนามนั่นเองครับ

ทั้งนี้หากต้องการจะบอกว่าไม่มีทางเลือกหรือมันเลี่ยงไม่ได้เราสามารถใช้ว่า ‘If I had my druthers’ หรือ ‘No druthers’ ก็ได้ครับ แต่โดยส่วนมากแล้วในภาษาอังกฤษเองจะนิยมใช้คำว่า ‘No choice’ เสียมากกว่า

*ทั้งนี้คำว่า druthers นั้นจะต้องมี ‘s’เสมอนะครับ

Reference: ครูพี่แนน

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก3

Written by jintana on July 10th, 2014. Posted in บทความ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก3

หน้าปัดนาฬิกาแห่งนี้ถูกออกแบบโดยออกุสตุส ปูจิน (Augustus Pugin)ตัวหน้าปัดทำด้วยโครงเหล็กขนาด 7×7 เมตร และถูกประดับด้วยกระจก 576 ชิ้นอย่างสวยงาม ความยาวของเข็มนาฬิกายาว – สั้น 4.3 เมตร และ 2.7 เมตร ตามลำดับ หน้าปัดประดับด้วยลายทองอย่างวิจิตรงดงาม ส่วนใต้หน้าปัดนั้นมีการสลักเป็นข้อความภาษาละตินว่า DOMINESALVAM FAC REGINAM NOSTRAM VICTORIAM PRIMAMซึ่งแปลว่า “โอ้ พระเจ้าข้า จงประทานความปลอดภัยให้พระนางวิกตอเรีย ด้วยเถิด”

ความเที่ยงตรงของนาฬิกามีชื่อเสียงอย่างมาก ถูกออกแบบโดยเอ็ดมุนด์เบ็กเกตต์ เดนิสัน (EdmundBeckett Denison) และถูกสร้างขึ้นโดยเอ็ดเวิร์ด จอห์น เดนต์ (EdwardJohn Dent)ซึ่งกลไกภายในนั้นถูกสร้างเสร็จก่อนตัวหอถึง 4 ปี จึงทำให้มีเวลาที่จะทดสอบความแม่นยำ เอ็ดมุนด์ เดนิสัน เลือกใช้กลไกแบบอาศัยแรงโน้มถ่วง (gravity escapement)ประกอบด้วยลูกตุ้มและตัวขับลูกตุ้ม(escapement) บรรจุในกล่องกันลมอย่างดีและเก็บอยู่ที่ใต้ห้องนาฬิกา แทนการใช้กลไกแบบลูกตุ้มแกว่งไม่หยุด(deadbeat escapement) ซึ่งสึกหรอง่าย เพราะลูกตุ้มยังแกว่งแม้เฟืองจะล็อกแล้ว

เฟืองของนาฬิกาทั้งหมดตั้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งขอบโต๊ะจะสลักลายทองว่า THIS CLOCK WAS MADE IN THE YEAR OF OUR LORD 1854 BY FREDERICK DENT OF THE STRAND AND THE ROYAL EXCHANGE CLOCKMAKER TO THE QUEEN, FROM THE DESIGNS OF EDMUND BECKETT DENISON Q.C.”(” นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2397 (ค.ศ. 1854) โดยเฟรเดอริกเดนต์ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย โดยการออกแบบของเอ็ดมุนด์เบ็กเกตต์ เดนิสัน”)

 

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก2

Written by jintana on July 8th, 2014. Posted in บทความ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก2

บิ๊กเบน มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า หอเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Tower)ซึ่งเป็นชื่อของหอเซนต์สตีเฟนหอแห่งหนึ่งในพระราชวังที่ถูกใช้เป็นทางเข้าไปอภิปรายในสภา ปัจจุบันหอไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

ปัจจุบันหอนาฬิกาบิ๊กเบนไม่ใช่หอนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะถูกหอนาฬิกาอัลเลน แบร็ดเลย์
(Allen-Bradley Clock Tower) ของรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา แย่งอันดับโลกไปเนื่องจากหน้าปัดอันใหญ่ยักษ์ แต่ความคลาสสิกของระฆังบิ๊กเบนก็เอาชนะด้วยการตีระฆังบอกเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่อันเลน แบร็ดเลย์ไม่มี ทำให้หอนาฬิกาบิ๊กเบนยังคงเป็นหอนาฬิกาที่มีการตีบอกเวลาที่ใหญ่สุดระดับโลก

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับต้นเสียงของหอนาฬิกากลางกรุงลอนดอนแห่งนี้ นั่นก็คือเจ้าระฆังใบยักษ์ที่มีชื่อว่า บิ๊กเบน(Bigben) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า มหาระฆัง (The Great Bell)ทำการหล่อครั้งแรกโดยวอร์เนอร์ออฟคริปเปิลเกต (Warner’s of Cripplegate) เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2399 มีน้ำหนัก 14.5 ตัน

เจ้ามหาระฆังจะตีเป็นโน้ตเสียง ลา ส่วนระฆังอื่น ๆ จะตีเสียงโน้ตซอลสูงฟาสูง มี และที ตามลำดับ ก่อนที่ระฆังใบนี้จะสร้างเสร็จได้ถูกค้อนตีแตกเมื่อตอนแขวนอยู่ในพระราชอุทยานพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ และได้ทำการหล่อใหม่โดยบริษัทระฆังไวต์แชพเพล (Whitechapel Bell Foundry) คราวนี้มีน้ำหนักเพียง 13.76 ตันเท่านั้น และถูกนำไปแขวนที่บริเวณช่องลมของหอนาฬิกาเมื่อปี พ.ศ

Doubt??? (3)

Written by akiautumn on July 7th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

เราได้รู้จักกับคำว่า ‘doubt’ มาสองบทความแล้วครับและในครั้งนี้เราก็ยังคงอยู่กับคำนี้เช่นเดิมครับแต่ก่อนหน้านั้นยังจำกันได้ใช่ไหมครับว่า ‘doubt’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร ถ้าจำไม่ได้ไม่เป็นไรครับเราไปกันดูกัน

Doubt (เดาท) คำนี้นั้นเป็นได้ทั้งนามและกริยา มีความหมายว่า ฉงน สงสัย คลางแคลงใจ หรือ เคลือบแคลงใจ อาทิ

I doubt your good sense.

-ฉันคลางแคลงใจกับการรับรู้อันดีเยี่ยมของคุณจริงๆ

 

ในครั้งนี้เราจะรู้จักกับวลีที่ว่า ‘ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน’ทางเจ้าของภาษาได้มีการนำ ‘doubt’ เข้ามาใช้โดยจะมีความว่า ‘Never doubt of success’ซึ่งถ้าจะแปลตรงๆ จะได้ความว่า ‘ไม่ต้องสงสัยเรื่องความสำเร็จ’หรือก็คือ สำเร็จอย่างแน่นอน นั้นเอง อย่างไรก็ดีเราสามารถใช้ doubt เป็นคำนามก็ได้ จะได้ความว่า ‘Never have doubt of success’

 

คนทั่วไปมักจะใช้ประโยคว่า  It is no doubt that…ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับโดยแท้จริงแล้วถ้าจะบอกว่า ‘ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องอะไร’ เจ้าของภาษาจะใช้คำว่า ‘There is no doubt that…’ ครับ อาทิ

There is no doubt that Martha’s cooking talent is incredible.

-ไม่มีเรื่องสงสัยเลยว่าพรสวรรค์ในการทำอาหารของมาทานั้นน่าเหลื่อเชื่อ

 

และยังมีอยู่อีกหนึ่งประโยคที่อยากจะฝากไว้‘Doubt grows with knowledge’มีความหมายว่า ‘ความสงสัยโตมาด้วยความรู้’ หรือถ้าให้เข้าในสำนวนไทยก็คือ‘ยิ่งรู้มากก็ยิ่งสงสัยมาก’ นั้นเองครับ

 

อย่างไรก็อย่าลืมที่จะหมั่นทบทวนเรื่องราวต่างๆ นะครับ ภาษาเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลาเราเองก็ต้องเคลื่อนตามให้ทันนะครับไม่งั้นอาจจะตกกระแสได้นะเออ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก1

Written by jintana on July 6th, 2014. Posted in บทความ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก1

สำหรับใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมย้อนยุคสไตล์ยุโรป คงพลาดไม่ได้กับพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Palace of Westminster, Houses of Parliament, Westminster Palace) หรือตึกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ สถาปัตยกรรมโดดเด่นและสวยงามที่ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของหอนาฬิกาใหญ่ยักษ์ระดับโลกอย่าง บิ๊กเบน (Bigben) หรือ หอนาฬิกาพระราชวัง

เวสต์มินสเตอร์ (Clock Tower, Palace of Westminster) หรือ หอเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Tower)

หอนาฬิกาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 16 ตุลาคม ค.ศ.1834 หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์เดิม นายชาลล์แบร์รี่ เป็นผู้ออกแบบหอนาฬิกาแห่งนี้ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (victorian gothic) ตัวนาฬิกาสูงจากพื้นดิน 55 เมตร ตัวหอนาฬิกามีความสูง 96.3 เมตร61 เมตรแรก เป็นอาคารสร้างด้วยอิฐ บุด้วยหิน ส่วนยอดจะทำจากเหล็กหล่อ ตั้งอยู่บนฐาน15×15 เมตรหนา 3 เมตร และลึก 7 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 8,667 ตันนาฬิกาเริ่มเดินครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2402

ชื่อหอนาฬิกาบิ๊กเบน แท้จริงแล้วเป็นชื่อเล่นของใบใหญ่ระฆังที่ถูกแขวนไว้บนช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา ระฆังมีทั้งหมด 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง และบิ๊กเบนจะตีบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา น้ำหนักของระฆังบิ๊กเบนนี้ ประมาณ 13,760 กิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตามหอนาฬิกาแห่งนี้ก็ยังคงถูกรู้จักกันในชื่อ บิ๊กเบน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Doubt??? (2)

Written by akiautumn on July 5th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สวัสดีครับสำหรับบทความนี้เราก็ยังอยู่ในเรื่องของ ‘doubt’ ครับ ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำนี้ในรูปแบบอื่นๆ กันครับ แต่ก่อนหน้านั้นยังคงจำกันได้ใช่ไหมครับว่า ‘doubt’ มีความหมายว่าอย่างไร

 

Doubt (เดาท) คำนี้นั้นเป็นได้ทั้งนามและกริยา มีความหมายว่า ฉงน สงสัย คลางแคลงใจ หรือ เคลือบแคลงใจ อาทิ

I doubt your good sense.

-ฉันคลางแคลงใจกับการรับรู้อันดีเยี่ยมของคุณจริงๆ

 

อย่างไรก็ดีเมื่อต้องการร้องขอให้ใครเล่าหรือบอกเรื่องราวที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจให้ฟังเพื่อให้เราพ้นจากความสงสัยจะใช้วลีที่ว่า ‘put (object) out of doubt’ ครับ เช่นในเวลาที่มีการตั้งกลุ่มสนทนากันเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วเราเพิ่งมาถึงและรู้สึกสงสัยว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่ เราสามารถเข้าไปพูดคุยพร้อมพูดว่า “Somebody, please, puts me out of doubt” (ใครก็ได้ช่วยบอกฉันให้หายสงสัยทีว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่)

 

‘clear up all doubts’ เป็นอีกวลีหนึ่งครับ มีความหมายว่า ปัดเป่าข้อสงสัยทั้งหมด หรือ ขจัดข้อสงสัยทั้งหมด ให้ทุกเรื่องที่เราสงสัยนั้นกระจ่างออกมา อาทิ

I went to the bank yesterday and got confused how to fill the deposit slip then the bank clerk helped me clear up all my doubts.

-ฉันไปทำธุรกรรมที่ธนาคารเมื่อวานนี้และรู้สึกสับในการกรอกใบฝากเงินอยู่บ้าง ไม่นานนักเสมียนของธนาคารก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือฉันในการขจัดข้อสงสัยทั้งหมดในหัวของฉัน

 

แล้วถ้ายังสงสัยอยู่ล่ะ? เราจะใช้คำไหนดี? ในกรณีที่เรายังคงสงสัยอยู่นั้นจะใช้วลีที่ว่า ‘be in doubt’ อาทิ

I went to the bank yesterday and got confused how to fill the deposit slip then the bank clerk helped me fill the slip but I am still in doubt.

-ฉันไปทำธุรกรรมที่ธนาคารเมื่อวานนี้และรู้สึกสับในการกรอกใบฝากเงินอยู่บ้าง ไม่นานนักเสมียนของธนาคารก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือฉันในการกรอกข้อมูลต่างแต่ฉันก็ยังคงสงสัยอยู่ดี

 

อย่างที่เห็นข้างต้นครับคำว่า ‘doubt’ นั้นมีวิธีการนำไปใช้ที่มากมายหลากหลายครับ อย่างไรก็ดีหมั่นทบทวนศึกษาการใช้เพิ่มเติมอยู่สม่ำเสมอจะทำให้เราคุ้นชินไปเองครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Doubt???

Written by akiautumn on July 3rd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับสำหรับบทความที่เต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางภาษาอังกฤษ ในครั้งนี้จะเสนอคำว่า ‘doubt’ ครับ ผู้เขียนมั่นใจว่าหลายๆ ท่านรู้จักคำนี้กันเป็นอย่างดีครับ

Doubt (เดาท) คำนี้นั้นเป็นได้ทั้งนามและกริยา มีความหมายว่า ฉงน สงสัย คลางแคลงใจ หรือ เคลือบแคลงใจ อาทิ

I doubt your good sense.

-ฉันคลางแคลงใจกับการรับรู้อันดีเยี่ยมของคุณจริงๆ

*doubt สามารถตามด้วยกรรม (object) ได้เลย

 

แล้วถ้าหากว่าไม่สงสัยเรื่องอะไร เจ้าของภาษาจะใช้คำว่าอะไรล่ะ? โดยทั่วไปแล้วคำว่า ไม่สงสัย หรือ ไม่ต้องสงสัยเลย นั้น จะใช้คำว่า ‘no doubt’ ครับ

No doubt she will come soon.

-ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหล่อนจะมาในอีกไม่ช้า

 

ทั้งนี้ ก็สามารถใช้วลีที่ว่า ‘I have no doubt about…..’ ไก้เช่นกัน อาทิ

I have no doubt about her story.

หรือ

I do not doubt about her story.

-ฉันไม่สงสัยในเรื่องราวของหล่อนเลย

 

ในครั้งนี้เรามารู้จักกับ ‘doubt’ แค่นี้กันก่อนครับแล้วเดี๋ยวในครั้งหน้าเราจะมาเรียนเกี่ยวกับ ‘doubt’ ในแบบอื่นๆ มากขึ้นนะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Ain’t

Written by akiautumn on July 1st, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมาดูประโยคที่เกี่ยวกับการสนทนาในรูปแบบที่มีความหมาย negative (ปฏิเสธ) ที่ซ้อนกันสองความหมายในประโยคเดียวกันครับ เช่น

I ain’t got no money.

Ain’tno other men but you.

 

ถ้าตามหลักไวยากรณ์ทั่วไปแล้ว ain’tเป็นภาษาพูดมาจากคำว่า ‘am not’‘is not’ หรือ ‘are not’ ทั้งนี้ยังเราไปถึง ‘has not’ และ ‘have not’ อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความหมายว่า ไม่เป็น ไม่อยู่ ไม่คือ ไม่มี นั่นเอง

‘She ain’t the first’ มาจาก ‘She is not the first’

-หล่อนไม่ใช่คนแรก

‘You ain’tgonna need it’ มาจาก ‘You aren’t gonna need it’ ซึ่งก็คือ ‘You are not going to need it’

-คุณไม่ต้องการมันหรอก

 

แล้วถ้าเกิดว่าในประโยคนั้นมีคำปฏิเสธด้วยล่ะ เช่นคำว่า ‘no’ เมื่อปฏิเสธ เจอ ปฏิเสธ ตามหลักสากลแล้วมันควรจะหักล้างกันเอง จากลบกลายเป็นบวกใช่ไหม? ถ้าโดยทั่วไปใช่ครับแต่สำหรับคำตอบนี้คือ ไม่ใช่ นะครับ!

ซึ่งภาษาอังกฤษในรูปแบบตัวอย่างข้างต้น negative สองอัน ความหมายยังคงเป็น negative นะครับ แต่ที่ใส่มาสองจุดเพื่อเป็นการเน้นย้ำครับ

‘He ain’t got no money’ มาจาก ‘He got no money’

-เขาไม่มีเงินเลย

‘Ain’tno other men but you’

-ไม่ใช่ใครก็ได้แต่เป็นคุณเท่านั้น

 

ดังนั้น ข้อควรระวัง! ถ้าหากเป็นภาษาเขียนหรือภาษาทางการ ที่มีการใช้คำที่ตัวความหมายเป็นเชิงปฏิเสธในตัวของมันเอง แล้วมาเจอกับ no/not มันจะหักล้างกันเองนะครับ จะทำให้มีความหมายเป็น neutral (เป็นกลาง) หรือ positive (บอกเล่า) รวมถึงกรณีที่มันอยู่กันคนละวลีของประโยค เช่น ‘He was not incompetent’แปลว่า ‘เขาไม่ใช่ว่าไม่มีความสามารถ’ ซึ่งก็คือ เขาอาจจะกลางๆ หรือ มีความสามารถมากก็ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีความสามารถแน่นอนหรือการสื่อความหมายปฏิเสธที่หักล้างปฏิเสธกันเอง อาทิ ‘There isn’t a day when I don’t think about her’ หมายถึง ‘ไม่มีวันไหนเลยที่ฉันไม่คิดถึงเธอ’

 

อย่างไรก็ดีต้องหมั่นทำความเข้าใจอยู่เรื่อยๆ นะครับเพราะภาษาเป็นสิ่งไม่ตายสามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นควรจะศึกษาการนำไปใช้ ข้อยกเว้น หรือ เคล็ดลับต่างๆ อยู่เสมอ ต้องระวังอย่าให้สับสนนะ!

Reference: Longdodict.com

ออกจากรัง

Written by akiautumn on June 10th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้ขอนำเสนอวลีที่ว่า หาเลี้ยงด้วยเอง ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าleave the nest หรือ ออกจากรัง นั้นเอง ซึ่งวลีนี้จะสื่อถึงการออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง เช่น

I don’t know what to do with my son, he’s almost 40 but he won’t leave the nest yet. I am still looking after him.

-ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับลูกชายของฉัน แกอายุจะเข้า 40 แล้ว แต่แกยังไม่ยอมทำอะไรเลย ฉันยังคงต้องดูแลเขาตลอด

I think I would leave the nest as soon as I graduate because I don’t want to be my parents’ burdensome.

-ฉันคิดว่าฉันจะทำงานหาเลี้ยงตัวเองทันทีหลังจากที่ฉันเรียนจบเพื่อว่าจะได้ไม่เป็นภาระให้แก่พ่อแม่ฉัน

 

นอกจากนี้การหาเลี้ยงตัวเองนั้นยังมีอีกวลีหนึ่งก็คือ live on one’s own legs หรือ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันกับ ออกจากรัง เช่น

I have lived on my own legssince I graduated from university.

-ฉันยืนด้วยลำแข้งตัวเองตั้งแต่ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัย

 

ภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เพื่อนต้องเรียนรู้ตลอดเวลาในบางทีคำเพียงคำเดียวอาจจะมีความหมายหลากหลายในทางกลับกันความหมายเพียงความหมายเดียวก็มีคำหลากหลายคำเช่นกัน ดังนั้นก็อย่าหยุดเรียนรู้นะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก, longdodict.com

เป็นเพียงแค่แฟนเท่านั้น

Written by akiautumn on June 8th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินที่คนเราพูดว่าเป็นแค่แฟนเท่านั้นเองยังไม่ได้มีอะไรเกินเลยกว่านั้น ซึ่งก็อยู่กินด้วยกันแต่ก็ยังไม่ได้แต่งงานเป็นสามี-ภรรยากันซึ่งก็จะบอกว่ายังเป็นแฟนกันอยู่ ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าnearly wife หมายถึง เป็นแฟนกัน ที่อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน และไม่คิดว่าจะแต่งงานกันด้วยซ้ำเช่น

Laura and I have lived together for a year but she’s just my nearly-wife.

-ลอร่ากับฉันเราอยู่กันมาร่วมปีแล้ว แต่เธอก็เป็นแค่แฟนฉันเท่านั้นนะ

 

ยอกจากนี้ บางคนก็อาจจะใช้คำว่าlive-in ไปขยายนำหน้าคำนามแทน ซึ่งก็มีความหมายเดียวกับ nearly wife คือ อยู่กินกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็เลิกร้างลากันไป เช่น ‘Laura and I have lived together for a year but she’s just my live-in girlfriend’

 

ทั้งนี้สำหรับเจ้าของภาษานั้นการที่จะเรียกว่า ‘a wife’ หรือ ‘my wife’ นั้น จะต้องแต่งงาน จดทะเบียน อยู่ด้วยกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว ถึงแม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้วก็ตาม ก็จะใช้ ‘ex-wife’ แต่ถ้าแค่อยู่กินกัน ไม่คิดจะแต่งกัน แม้ว่าอาจเลิกรากันไปแล้วก็ตาม จะใช้คำว่า ‘nearly-wife’ หรือ ‘live-in’ เท่านั้น

 

ในภาษาอังกฤษนั้นมีคำมากมายเกิดขึ้นทุกวันๆ อยากให้เพื่อนๆ หมั่นเรียนรู้เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็อย่าลืมความรู้เก่าๆ ด้วยนะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก