Posts Tagged ‘ภาษาอังกฤษ’

Articles นั้นสำคัญไฉน

Written by akiautumn on October 20th, 2013. Posted in บทความ

ในภาษาอังกฤษนั้น  Articles: a, an, the นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะ Articles เหล่านี้เป็นตัวบ่งปริมาณของคำนามนั้นๆ

Articles แปลว่า “คำนำหน้านาม” หมายความว่า คำนำหน้าทุกตัวในภาษาอังกฤษเวลาพูดหรือเขียนต้องใช้ Articles นำหน้าทั้งนั้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

Indefinite Article ได้แก่ a, an เป็น Article ที่ใช้นำหน้านามแล้วทำให้นามตัวนั้นมีความหมายทั่วๆไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง และยังมีหลักการใช้ที่แตกต่างกันอีก คือ

a ใช้กับคำนามทั่วไปเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ เช่น a bird, a cat หรือ a dog เป็นต้น

เช่น

A bird is flying.

นกกำลังบิน

an ใช้กับคำนามทั่วไปเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ ได้แก่ a, e, i, o, u เช่น an ant, an elephant หรือ an ice-cream เป็นต้น

เช่น

An elephant is sleeping.

ช้างกำลังนอน

Definite Article ได้แก่ the เป็น Article ที่ใช้นำหน้านามทั้งเอกพจน์และพหูพจน์แล้วทำให้นามตัวนั้นมีความหมายชี้เฉพาะเจาะจง หรือบ่งชัดว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทันที

เช่น

The birds are flying to the sky.

นกเหล่านั้นกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ทั้งนี้ยังมีคำนามบางประเภทที่ไม่สามารถใช้ Article นำหน้าได้ อาทิ

นามที่นับไม่ได้ (Uncountable Noun) ที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีวลี (Phrase) หรืออนุประโยค (Clause) อื่นใด มาขยายเพื่อชี้เฉพาะอยู่ข้างหลัง ไม่ต้องใช้ Article นำหน้า เช่น

I want to drink tea and coffee.

ผมต้องการดื่มน้ำชาและกาแฟ

อาการนาม (Abstract Noun) ที่มีสำเนียงแปลว่า “การหรือความ” ซึ่งกล่าวขึ้นมาลอยๆ ไม่มี Phrase หรือ Clause มาขยายชี้เฉพาะอยู่ข้างหลัง ไม่ต้องใช้ Article นำหน้า เช่น

Honesty is the best policy.

ความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีที่สุด

นามที่เป็นชื่อกีฬา หรือการละเล่นไม่ต้องใช้ Article นำหน้า เช่น

They play football with their friends every day.

พวกเขาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ทุกวัน

เอาล่ะครับทีนี้เพื่อนๆ ก็คงจะเข้าใจในเรื่องของ Article กันมากขึ้นนะครับ^^

เพราะ หรือ เพราะว่า

Written by akiautumn on October 18th, 2013. Posted in บทความ

เมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุทั้งนี้ในภาษาอังกฤษมีคำที่ใช้บอกเหตุยอดฮิตอยู่ 2 ตัว คือ because และ because of ซึ่งมีความหมายว่า “เพราะ” หรือ “เพราะว่า” และในครั้งนี้เราจะมาดูความแตกต่างในการใช้ because และ because of กันว่าแตกต่างกันอย่างไร

Because เป็น คำสันธาน (conjunction) จะต้องตามด้วย ประโยค

เช่น

Because there was an accident, I got to work very late yesterday.

(เพราะว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลยทำให้ฉันมาทำงานสายเมื่อวานนี้)

*จะสังเกตว่า”there was an accident” ถือว่าเป็นประโยค จึงตามหลังคำว่า because

ส่วน

Because of เป็น คำบุพบท (preposition) ต้องตามด้วย คำนาม

เช่น

Because of an accident, I got to work very late yesterday.

(เพราะว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลยทำให้ฉันมาทำงานสายเมื่อวานนี้)

แต่ “an accident” นั้นไม่ใช่ประโยคเป็นเพียงแค่คำนามเท่านั้น จึงตามหลังคำว่า because of

05/11/12

I woke up late this morning because my alarm clock did not go off as usual. Because of my early class, I hurriedly ran straight to the bathroom and down to the kitchen. I grabbed bread and jam for breakfast straight to my car getting in and starting the engine but I did not work because it ran out of fuel. So, I decided getting taxi. However, I got class late because of a terrible traffic jam. I missed pre-test and got scolded. At noon, terribly, I forgot my lunchbox in the fridge so I went to the canteen getting some bread but it was out of stock because of an accident while delivering. I went back class with hunger and felt a bit angry but, luckily, my friend gave me leftover because she could not finish her lunch. When finishing class, it was a heavy rain so I decided getting taxi home. When I got home I went to the kitchen preparing dinner because my boyfriend came this evening.

 

 

ทุกคน บางคน ไม่มีคน ใครก็ได้!!!

Written by akiautumn on September 9th, 2013. Posted in บทความ

ในคอลัมน์นี้จะว่ากันด้วยเรื่องของ someone, somebody, everyone, everybody, no one, nobody, anyone และ anybody กันนะครับ และก็เป็นอีกหนงกลุ่มคำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และคุ้นเคยกันในการใช้ภาษาอังกฤษกันมากที่สุด

 

คำว่า -one หรือ -body นั้นมีความหมายถึง คน

 

someone และ somebody แปลว่า บางคน ใช้ในประโยคบอกเล่าในกรณีเป็นส่วยใหญ่ที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงใคร

I saw someone/somebody sneaking out of the window last night.

ฉันเห็นใครบางคนค่อยๆ ย่องออกมาทางหน้าต่างเมื่อคืนนี้

 

everyone และ everybody แปลว่า ทุกคน ใช้ในประโยคทั้งในบอกเล่า ปฏิเสธ และ คำถามโดยกำลังพูดถึงคนทุกคนโดยที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงใครเป็นรายตัว

Everyone/Everybody gets up and moves!

เอ้า ทุกๆ คนยืนขึ้นแล้วมาสนุกกัน

 

no one และ nobody แปลว่า ไม่มีใคร ใช้ในประโยคบอกเล่าแต่เป็นความหมายเชิงปฎิเสธ โดยไม่ต้องมีคำว่า not ในประโยคอีกแล้ว

No one/Nobody is perfect.

ไม่มีใครที่สมบุรณ์แบบหรอก

 

anyone และ anybody แปลว่า ใครก็ได้ในประโยคบอกเล่าหรือคำถาม และ แปลว่าไม่ซักคนในประโยคปฎิเสธได้อีกด้วย

I don’t trust anyone/anybody

ฉันไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น

Is anyone/anybody here?

มีใครอยู่ที่นี้บ้างมั้ย?

 

*notice

สำหรับตระกูล –one กับ –body นี้ จะเป็นเอกพจน์ล้วนทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกันเวลาแทนด้วยสรรพนามจะต้องแทนด้วยสรรพนาม they ในขณะที่เป็นประธาน them เมื่อทำหน้าที่เป็นกรรม themselves เมื่อเป็นสรรพนามเชิงสะท้อนกลับ และ their กับ theirs เมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

Someone/Somebody says that noone/nobody is perfect. Everyone/Everybody has one little mistake in their life. Theirs must have obstacles to break through and get stronger themselves. If they say perfect is born with them that means they are imperfect at all. Does anyone/anybody agree?

 

ใครบางคนกล่าวไว้ว่าไม่มีผู้ใดที่สมบูรณ์แบบหรอก คนทุกคนจะต้องมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของพวกเขา และฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตของพวกเขาเพื่อยืนหยัดได้ด้วยตัวของตัวเอง ถ้าหากว่าพวกเขาพูดว่าความสมบูรณ์แบบนั้นเกิดมาพร้อมกับพวกเขาหมายความว่าเขานั้นแหละที่มีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด มีใครเห็นด้วยกับบทความนี้บ้างไหม?

 

คาดว่าใครหลายๆ คนคงจะหายข้องใจกับตระตูล –one และ –body กันแล้วนะครับ ดังนั้นต่อไปถ้านำไปใช้ก็อย่าลืมซะล่ะว่าควรจะนำไปใช้อย่างไรให้ถูกต้องนะครับ

ไขข้อข้องใจให้หายสงสัย เปิดในดิกก็ไม่มี

Written by akiautumn on September 4th, 2013. Posted in บทความ

เชือว่าหลายๆ คนที่ดูภาพยนต์ซาวด์เทร็กหรือซีรี่ย์ของต่างชาติต้องเคยได้ยินคำว่า wanna gotta outta กันมาแน่นอน แต่ก็หลายครั้งที่สงสัยว่าเจ้าพวกนี้มันคืออะไร แปลว่าอะไร ใช้ยังไง เพราะเปิดหาในพจนานุกรมก็แล้วก็ไม่ยักจะเจอ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร

gonna หรือ (going to)

หมายถึง “กำลังจะ” ใช้ในประโยคที่บอกถึงเหตุการณ์มีความหมายและการใช้เหมือนกับคำว่า “will” แต่ต่างกันตรงที่ว่า “going to” จะเป็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตที่แน่นอน อาทิ

It seems dark I think it’s gonna (going to) be raining by now for sure

-ท้องฟ้ามืดมากเลย ฉันว่าเดี๋ยวฝนจะต้องตกลงมาห่าใหญ่แน่นอน

gotta หรือ (got to)

หมายถึง “จะต้อง” โดยแท้จริงแล้วคำนี้ย่อมาจาก “have got to” ใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นการทำอะไรต่างๆ และยังมีความหมายเดียวกับ “have to” อาทิ

I gotta send this report by tomorrow.

-ฉันจะต้องส่งรายงานนี้ภายในวันพรุ่งนี้

wanna หรือ (want to)

หมายถึง “ต้องการ หรือ อยาก” ใช้ในกรณีที่เราต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งนี้ wanna จะต้องตามด้วย v. (กริยา) เท่านั้น อาทิ

I wanna have some ice-cream.

-ฉันอยากกินไอศกรีมจัง

lemme หรือ (let me)

สำหรับคำนี้จะมีความหมายประมาณผู้พูดต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งและมักจะตามด้วย v. (กริยา) อาทิ

Lemme do that. I can make it though.

ให้ฉันทำมันเถอะ ฉันมั่นใจว่าฉันทำได้

gimme หรือ (give me)

คำนี้มีความหมายคล้ายคำว่า lemme แต่จะต่างที่ว่า gimme จะตามด้วย n. (คำนาม) เป็นส่วยใหญ่ อาทิ

I’m very busy right now. Gimme a ring later!

-ตอนนี้ฉันยุ่งมากๆ เลย เดี๋ยวเธอค่อยโทรหาฉันใหม่นะ

*Gimme a ring = Call me

outta หรือ (out of)

มีความหมายเดียวกับคำว่า “from” คือ “จาก” อาทิ

Flood is coming! Get outta here!

-น้ำกำลังมาแล้ว รีบออกจากที่นี้เร็ว

kinda หรือ (kind of)

หมายถึง “ค่อนข้าง” สามารถใช้ได้ในหลายๆ รูปแบบประโยค อาทิ

Today is my worst. I got up late then lost my wallet. Kinda outta luck!

-วันนี้เป็นที่แย่มากเลย ตื่นก็สายซ้ำยังทำกระเป๋าตังค์หายอีก ช่างไร้โชคสิ้นดี

I’mma หรือ (I’m going to)

มีความหมายเหมือนกับ “gonna” แต่คำนี้จะเน้นพี่ตัวของผู้พูดว่าจะเป็นคนทำ อาทิ

I’mma talk to him.

-เดี๋ยวฉันจะไปพูดกับเขาเอง

dunno หรือ (don’t know และ doesn’t know)

มีความหมายตรงๆ เลยคือ “ไม่รู้ ไม่ทราบ” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายและเป็นที่คุ้นเคยมากที่สุด อาทิ

I dunno what to do.

-ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี

เอาล่ะครับทีนี้หลายๆ คนคงหายข้องใจกับศัพท์แสลงเหล่านี้มาบ้างไม่มากก็น้อยแล้วล่ะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนี้นเจ้าพวกคำเหล่านี้ก็สามารถดิ้นไปดิ้นมาเรื่อยๆ ครับ ภาษามีการเติบโตตลอดเวลา ดังนั้นอย่าหยุดการเรียนรู้กันนะครับ

 

 

แม้ ถึงแม้ แม้ว่า ถึงแม้ว่า

Written by akiautumn on August 31st, 2013. Posted in บทความ

คาดว่าใครหลายคนก็คงจะสงสัยกันไม่ก่อนกับคำว่า though, although, even though และ even if ซึ่งล้วนแล้วมีความหมายเหมือนกันคือ “แม้ว่า” แต่เอ๊ะ มันต่างกันอย่างไรล่ะ?

สำหรับ though, although และ even though นั้นจะมีความหมายและกันนำไปใช้ที่เหมือนกันซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือใช้แทนกันได้นั้นเอง แต่ก็ยังจุดที่ต่างกันอยู่เล็กน้อยนั้นคือ

though (แม้ว่า) สำหรับเจ้าตัวนี้เราจะเห็นใช้กันบ่อยมากเพราะว่าด้วยรูปลักษ์ที่สั้นๆ พูดง่าย อ่านง่าย เขียนอ่าน นั้นเอง และด้วยความที่เป็นคำที่ใช้กันง่ายจึงทำให้มีความเป็นทางการที่น้อยที่สุดนั้นก็คือเหมือนภาษาพูดนั้นแล

Though I study hard, I almost fail the exam.

แม้ว่าฉันจะตั้งใจเรียน แต่ก็เกือบจะสอบตกแหนะ

I almost fail the exam though I study hard.

ฉันเกือบจะสอบตกแหนะ แม้ว่าฉันจะตั้งใจเรียน

ทั้งนี้หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นประโยคที่ว่า You have to give me your paper test, though ซึ่งในประโยคนี้ though ไม่ได้มีความหมายอันใดแค่ใส่ไว้ให้ดูเก๋ไก๋เท่านั้นเอง

 

although (แม้ว่า) การนำไปใช้นั้นเหมือน though ไม่มีผิดแต่ต่างกันตรงที่ว่าจะมีความเป็นทางกันมากกว่านิดหน่อย

Although we spent our times to practice football, we lost this competition.

แม้ว่าพวกเราจะใช้เวลาฝึกซ้อมฟุตบอลกันอย่างหนัก แต่สุดท้ายเราก็แพ้ในการแข่งขัน

We lost this competition although we spent our times to practice football.

พวกเราแพ้ในการแข่งขัน แม้ว่าเราจะใช้เวลาฝึกซ้อมกันอย่างหนัก

 

even though (แม้ว่า) การนำไปใช้ก็ยังคงคล้ายกับ 2 ตัวแรกเช่นกันแต่จะความเป้นทางการมากที่สุดและนิยมใช้ในงานเขียนทางวิชาการหรืองานวิจัยมาก

Even though the chart shows that this year marketing demand is dramatically decreasing, turnover is still increasing all this year.

แม้ว่าจากแผนภาพจะเห็นว่าความต้องการทางการตลาดในปีนี้ลดลงเป็นอย่างมาก ทว่ายอดขายกับยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยตลอดทั้งปี

Turnover is still increasing all this year even though the chart shows that this year marketing demand is dramatically decreasing.

ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี แม้ว่าแผนภาพจะแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

 

*notice

although กับ even though นั้นจะมีส่วนที่ต่างกัน คือ

although จะเริ่มต้นด้วยดี แต่จะมาเสียเอาตอนท้าย ที่เรียกง่ายๆ ว่า ท่าดีทีเหลว

Although (good point), (bad point). ดังเช่นตัวอย่างที่ว่า

Although we spent our times to practice football, we lost this competition.

แม้ว่าพวกเราจะใช้เวลาฝึกซ้อมฟุตบอลกันอย่างหนัก แต่สุดท้ายเราก็แพ้ในการแข่งขัน

even though จะเริ่มด้วยข้อเสียก่อน แล้วจึงมาดีในภายหลัง หรือก็คือ ต้นร้ายปลายดี

Even though (bad  point), (good point). ดังเช่นตัวอย่างที่ว่า

Even though the chart shows that this year marketing demand is dramatically decreasing, turnover is still increasing all this year.

แม้ว่าจากแผนภาพจะเห็นว่าความต้องการทางการตลาดในปีนี้ลดลงเป็นอย่างมาก ทว่ายอดขายกับยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยตลอดทั้งปี

even if (แม้ว่า) แท้จริงแล้วมีความในเชิงที่ว่า “ต่อให้ (เกิดสถานการณบางอย่าง)” นั้นเอง งงกันล่ะสิ เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า

Even if I have to finish my task before noon, I cannot make it.

แม้ว่าฉันจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนเที่ยงก็ตาม แต่ฉันก็ทำไม่ได้ (ซึ่งบางทีเจ้าตัวอาจจะขี้เกียจ ไม่ได้ใส่ใจ หรือ งานนั้นยากเกินไป ก็เลยคิดว่ายังไงก็ทำไม่เสร็จก่อนเที่ยงอยู่ดี)

I cannot make it even if I have to finish my task before noon.

ฉันคงทำมันไม่ได้แน่ แม้ว่าจะมีกำหนดให้เสร็จก่อนเที่ยง

 

*notice

though, although, even though และ even if นั้นสามารถวางไว้ได้ทั้งหน้าประโยค และ กลางประโยคเพื่อเชื่อม 2 ประโยคเข้าด้วยกัน แต่อย่าลืมนะว่าขึ้นหน้าประโยคอย่าลืมใส่ comma (,) คั่นระหว่าง 2 ประโยคเป็นอันขาดไม่งั้นไม่ได้ใจความนะเออ

มาดริดมีมากกว่าทีมฟุตบอล (ต่อ)

Written by jintana on August 2nd, 2013. Posted in บทความ

ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนี้ที่เราไม่ควรพลาดกันนะคะ แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่ามีอะไรบ้างนั้นเรามารู้จักสนามบินของเมืองนี้กันสักหน่อยดีกว่า สนามบินที่นี่มีชื่อว่า Madrid Barajas International Airport เป็นสนามบินนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป มีการให้บริการจากหลายสายการบิน ทั้งยังเคยได้รับรางวัลทางด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วย การเดินทางจากสนามบินมีบริการ Express Bus Service, Commuter Train, Metro, Night Shuttle และ Taxi

จากสนามบินถึงที่พักเก็บของเรียบร้อยแล้วแน่นอนว่า เป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวในมาดริดที่เป็นที่นิยมมีมากมาย เช่น

–          Royal Palace พระราชวังของกษัตริย์สเปน ที่ถูกยกให้เป็นพระราชวังที่สวยงามที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ ทั้งยังมีสถาปัตยกรรม และเป้นที่รวบรวมศิลปะเอาไว้มากมายตามห้องต่าง ๆ พระราชวังแห่งนี้จะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ แต่ถูกใช้ให้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองแทนนั้นเอง

–          พิพิธภัณฑ์ Prado พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เต็มไปด้วยของสะสมด้านศิลปะในยุคคลาสสิก รวมผลงานจากศิลปินสเปน ดัชต์ อิตาลี และเยอรมัน

–          Reina Sofía National Art Museum รวบรวมศิลปะจากยุคโมเดิร์น ที่เป็นผลงานมาสเตอร์พีชของศิลปินหลายคน เช่น ผลงาน Guernica ของ Pablo Picasso เป็นต้น

–          Puerta de Alcalá Gate เป็นอนุสาวรีย์ในยุค Neo – Classical ตั้งอยู่ในแถบกลางใจเมืองมาดริด

–          Plaza Mayor square แหล่งช็อปปิ้งในเมืองนี้ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เป้นจัตุรัสที่รวบรวมเอาร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้าต่าง ๆ รวมไปถึงกิจกรรมเก๋ ๆ ให้ทุกคนได้สัมผัสกับเมือง ๆนี้ได้อย่างครบรส

เสน่ห์อันน่าหลงใหลที่ไม่ได้อลังการยิ่งใหญ่ของเมืองนี้อาจจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้ไม่ครบรส ทางที่ดีควรหาเวลาไปเยี่ยมเยือนเมืองน่ารัก ๆแห่งนี้กันดีกว่าค่ะ

มาดริดมีมากกว่าทีมฟุตบอล

Written by jintana on July 30th, 2013. Posted in บทความ

มาดริด (Madrid) ถูกจัดให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสเปน เป็นที่รู้กันว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของสเปนและขึ้นชื่อในเรื่องของกีฬาฟุตบอล ซึ่งมีทั้งหมด 4 ทีม ได้แก่ เรอัลมาดริด (Real Madrid) อัตเลตีโกมาดริด (Atlético de Madrid) ราโยบาเยกาโน (Rayo Vallecano) และเคตาเฟ (Getafe Club de Futbol) สำหรับบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นค่ะ ว่านอกจากทีมฟุตบอลแล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจอะไรกันบ้าง

เมืองสีเขียวอันดับสองของโลกคงเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจากกรุงมาดริด ประชากรในเมืองนี้ใช้เวลาอยู่กับสวนสาธารณะโดยเฉลี่ยวันละ 15 นาที และเมืองนี้ยังมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 16 ต่อปี แน่นอนว่าเสน่ห์ชวนหลงใหลของประเทศนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่อลังการตา แต่เป็นมุมสวย ๆของเมืองแห่งนี้ต่างหาก

พื้นที่สีเขียวของเมืองนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น

Parque del Retiro หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด แม้จะเป็นแค่สวนสาธารณะแต่ก็เป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือออกกำลัง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองของมาดริด ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1.4 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ Prado อีกด้วย

Atocha Railway Station เป็นสถานีรถไฟที่มีพันธุ์พืชกว่า 500 สปีชี่ส์ คงไม่ต้องเอ่ยถึงความร่มรื่นของสถานที่แห่งนี้ ที่เป้นมากกว่าสถานีรถไฟ มีบ่อเต่า บ่อปลาให้นักท่องเที่ยวและคนในเมืองได้ดูเพลิน ๆในวันที่อากาศดี ๆ เพราะที่นี้ยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆในพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางเมตรด้วย

Casa de Compo สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ราว ๆ 1,700 เฮกเคอี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง ใช้เป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ สวนสนุก รวมไปถึงที่จัดงานนิทรรศการต่าง ๆด้วย

Lose vs Loose ความคล้ายที่แตกต่าง

Written by akiautumn on May 9th, 2013. Posted in บทความ

ในภาษาอังกฤษนั้นเอง ก็มีอยู่หลายคำทีเดียวที่อาจจะทำให้ใครหลายๆ คน งง สับสน และ มึน ไม่น้อยทีเดียว เพราะว่าคำเหล่านั้นมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน และ การออกเสียงเหมือนๆ กัน แต่ทว่าความหมายนั้นอาจจะไม่เหมือนกันก็เป็นได้ รวมไปถึงหน้าที่ของคำนั้น (Part of Speech) ก็ยังแตกต่างกันไปอีกด้วย เช่น ทำหน้าที่เป็นคำนาม หรือ ทำหน้าที่เป็นคำกริยา

อาทิ

Lose (‘lu:z)             Loose (‘lu:s)

 

มาดูความหมายของแต่ละคำกันก่อนดีกว่า

Lose (ลูซ) เป็น กริยา (verb) หมายความว่า พ่ายแพ้ หรือ สูญหาย

Every time a species dies out, we lose forever a part of our world.

ทุกๆ ครั้งที่สายพันธุ์ต่างๆ สูญสิ้นไป นั้นหมายความว่าเราได้สูญเสียส่วนหนึ่งของโลกเราไปเสียแล้ว

 

*เพิ่มเติม Lose อาจจะเจอในรูปแบบของ Past Tense และ Past Participle นั้นก็คือ

Lost (ลอสท์) เป็นได้ทั้ง

กริยา (verb) หมายความว่า พ่ายแพ้ หรือ สูญหาย

One million people lost their lives in the war.

ผู้คนกว่า 1 ล้านคนเสียชีวิตในสงคราม

และ

คำคุณศัพท์ (adjective) หมายความว่า ที่ถูกทำลาย ที่พ่ายแพ้ ที่สิ้นหวัง ซึ่งสูญเปล่า สบสน และ หลงทาง

Don’t worry, I will find you your lost ring.

อย่ากังวลไปเลย ผมจะหาแหวนวงสำคัญที่คุณทำหายไปเอง

ซึ่งคำว่า Lost นั้นก็จะออกเสียงคล้ายกับคำว่า Loss

Loss  (ลอส) เป็น คำนาม (noun) หมายความว่า หมดสิ้นหนทาง การขาดทุน การสูญเสีย หรือ จำนวนสิ่งของที่เสียหาย

I will compensate you for your loss.

ผมจะจ่ายค่าชดเชยกับความเสียหายเหล่านี้ให้คุณเอง

 

Loose (ลูส) เป็น คำคุณศัพท์ (adjective) หมายความว่า หลวม เป็นอิสระ

This shirt is a little bit loose.

เสื้อตัวนี้มันหลวมนิดๆนะ

 

*เพิ่มเติม ทุกๆ คนจะเห็นว่าคำว่า Lose กับ Loose นั้นออกเสียงคล้ายกันมากต่างกันตรงที่ตัวสะกด “z” กับ “s” เท่านั้นเอง

จากคำที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเหล่านี้นั้น คงจะได้เห็นได้ว่าบางคำนั้นจะออกเสียงคล้ายกันมาก แต่จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในระดับพยัญชนะ และหากเรานำไปใช้อย่างผิดๆ ละก็ จะทำให้ความหมายนั้นๆ เปลี่ยนไปเลยทีเดียว ซึ่งก็อยากให้ทุกๆ คนระวังในการใช้คำภาษาอังกฤษเหล่านี้ให้ดีๆ นะครับ