Posts Tagged ‘ภาษาพม่า’

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

Written by jintana on February 5th, 2015. Posted in บทความ

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมอยู่ๆ เราก็เปลี่ยนการเรียกประเทศเพื่อนบ้านของเราจากพม่ากลายมาเป็นเมียนมาร์ คำถามนี้สามารถไขข้อสงสัยได้ไม่ยากค่ะ บทความนี้เราจะไปดูที่มาของชื่อประเทศเมียนมาร์กัน

ก่อนอื่นเราต้องบอกหลายๆคนที่อาจยังไม่รู้ว่า ประเทศพม่าที่เราเรียกกันจนติดปาก มีชื่อเดิมว่า เบอร์มา (Burma) และเมื่อปี พ.ศ. 2532ได้เปลี่ยนเป็น เมียนมาร์(Myanmar) หลังจากการประชุมสหภาพเมียนมาร์ครั้งแรกเมื่อวัน 31 มกราคม 2554 ก็ได้เปลี่ยนชื่อทางการเป็น“สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(จากเดิมThe Union of Myanmar เปลี่ยนเป็น The Republic of the Union of Myanmar)คำว่า เมียนมาร์ มีความหมายตามภาษาท้องถิ่นว่า “เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว” (เมียน แปลว่า รวดเร็ว ,มาร์ แปลว่า เข้มแข็ง)

ในอดีตนั้นประเทศเมียนมาร์ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารพม่า และเคยเป็นเมืองในอาณานิคมของอังกฤษในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2ชื่อ เบอร์มา ก็เป็นอีกผลงานจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า บามาร์เป็นชื่อของชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมาร์ซึ่งคล้ายกับการเรียกว่า พม่า ในบ้านเราก็ถูกสันนิษฐานไปในแนวเดียวว่าเพี้ยนมาจาก เบอร์มา เช่นกัน รัฐบาลทหารพม่าอาจอยากลบร่องรอยของการถูกปกครองโดยอังกฤษ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อประเทศตนเอง นอกจากนั้นเมืองหลวงของประเทศที่เราเคยเรียกกันจนชินปากว่า ย่างกุ้ง (Rangoon)ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ยางโกง (Yangon)อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อเป็น เมียนมาร์ ก็ยังไม่ถูกยอมรับในเวทีโลกเท่าไรนัก เราอาจสังเกตได้จากแผนที่โลกที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวต่างชาติ จะเขียนกำกับไว้ทั้งชื่อเก่าและใหม่ ในบริเวณแผนที่ของประเทศเมียนมาร์ ส่วนชาวไทยเราอีกไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราคงต้องเปลี่ยนนิสัยชินปากของเราแล้วเรียกเพื่อนบ้านตามชื่ออย่างที่พวกเขาต้องการสักที เพราะตอนนี้รัฐบาลเมียนมาร์ก็ก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ถ้าเรามัวแต่ย่ำเท้าอยู่กับที่เขาอาจก้าวกระโดดแซงหน้าเราได้ในอีกไม่นาน

ตลาดบุเรงนอง

Written by teeranun on April 5th, 2014. Posted in บทความ

ตลาดบุเรงนอง

ตลาดบุเรงนอง (Bayinnaung Market) เป็นตลาดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ถือเป็นตลาดค้าขายสินค้าการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1990 มีร้านค้าต่างๆมากมายบนพื้นที่ 220 ตารางเมตร ที่ตลาดแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ที่สามารถซื้อขายถั่วได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งในปี ค.ศ. 2007 พม่าสามารถส่งออกถั่วได้ถึง 1.34 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถั่วที่พม่าส่งออกมากที่สุดคือถั่วดำ นอกจากนี้ ตลาดบุเรงนองยังมีสินค้าประเภทปลาตากแห้งและกุ้ง รวมถึงสินค้าในท้องถิ่นประเภทอื่นๆอีกด้วย

พม่ายังมีแผนการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่ตลาดแห่งนี้ โดยให้ตลาดบุเรงนองเป็นฐานตลาดเพื่อเชื่อมต่อกับตลาดอื่นๆ และเพื่อเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าทางการเกษตรของพม่า และเพื่อเป็นการรองรับการก่อตั้งอาเซียน โดยในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ตลาดบุเรงนองเป็นตลาดเดียวที่สามารถกำหนดราคาของถั่วในประเทศ ส่วนสินค้าประเภทอื่น เช่น น้ำมันพืช หอม กระเทียม มันฝรั่ง พริก ฯลฯ ยังไม่มีการกำหนดราคาจากตลาดแห่งนี้ได้

จนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 ทางสมาคมผู้ค้าธัญพืชแห่งพม่าได้เรียกร้องให้ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าขายทั้งในและต่างประเทศของพม่าอีกด้วย

การแต่งงานของชาวพม่า

Written by teeranun on December 13th, 2013. Posted in บทความ

 

การแต่งงานของชาวพม่าแบบดั้งเดิมนั้น จะมีความเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิต โดยเชื่อกันว่าพระพรหมจะทรงเขียนโชคชะตาความรักบนหน้าผากเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 ขวบ เรียกในภาษาพม่าว่า “นะผูจา” (နဖူးစာ) การแต่งงานแบบพม่า จะจัดโดยมีพิธีสงฆ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยหากมีการนิมนต์พระสงฆ์ให้มาร่วมในพิธีแต่งงาน ก็มักจะให้พระสงฆ์สวดพระปริตรเพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ รวมถึงการให้คู่บ่าวสาวตักบาตรในตอนเช้าก่อนจะเข้าพิธี ซึ่งนอกจากการตักบาตรด้วยอาหารแล้ว คู่บ่าวสาวพม่ายังนิยมตักบาตรด้วยเชือก อันเป็นเคล็ดของความผูกพันในชีวิตคู่ โดยธรรมเนียมของชาวพม่าดั้งเดิมนั้น จะยอมรับการแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อเห็นฝ่ายชายแขวนโสร่งไว้ตามราวผ้าในบ้าน หรือคู่บ่าวสาวรับประทานอาหารในภาชนะเดียวกัน ทั้งนี้ ชาวพม่าไม่นิยมการแต่งงานแบบคลุมถุงชน และงานแต่งงานจะไม่จัดขึ้นในระหว่างช่วงเข้าพรรษา

ถ้าหากต้องการจัดพิธีให้หรูหรา ก็จะมีการเตรียมงานกันเป็นเดือน รวมถึงการหาฤกษ์แต่งตามวิธีทางโหราศาสตร์ และให้พราหมณ์มาเป็นผู้ประกอบพิธีอีกด้วย ซึ่งการเริ่มพิธีนั้น พราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวนั่งบนเบาะ แล้วพราหมณ์จะรินน้ำสังข์เพื่อเป็นการประกาศว่าพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว และให้คู่บ่าวสาวจับมือกัน จากนั้นพันมือคู่บ่าวสาวด้วยผ้าขาว แล้วให้คู่บ่าวสาวจุ่มมือลงในอ่างเงิน โดยศัพท์ในภาษาพม่าเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ลักถัป” (လက်ထပ်) ต่อด้วยการท่องมนตร์ของพราหมณ์ เสร็จแล้วพราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวเอามือออกจากอ่างเงิน แล้วรินน้ำสังข์ลงบนมือของคู่บ่าวสาวก็เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งหลังจากการจัดพิธีแต่งงานแล้ว ก็มักจะมีการเลี้ยงฉลองสมรส โดยให้ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญมาอวยพรคู่บ่าวสาว ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีหน้ามีตาสังคม ส่วนการเลี้ยงฉลองสมรสตามโรงแรม (มักจะเลี้ยงเป็นงานเลี้ยงน้ำชาและไอศกรีม) จะจัดขึ้นในเขตเมืองเป็นส่วนใหญ่

 

ช่างศิลป์ของพม่า

Written by teeranun on December 1st, 2013. Posted in บทความ


ประเทศพม่า ถือเป็นประเทศที่มีศิลปะในรูปแบบต่างๆมากมาย เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่แล้วศิลปะพม่ามักจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ทั้งนี้ ในประเทศพม่าได้แบ่งช่างออกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งมีช่างที่สำคัญอยู่สิบหมู่ เรียกว่า ปันเฉเมียว (ပန်းဆယ်မျိုး )ประกอบด้วย

1. ช่างตีเหล็ก (ပန်းပဲ : ba-be)                  6. ช่างแกะสลักหิน (ပန်းတမော့ : pantamaw)

2. ช่างแกะสลักไม้ (ပန်းပု : ba-bu)           7. ช่างกลึงไม้ (ပန်းပွတ် : panbut)

3. ช่างทอง (ပန်းထိမ် : ba-dein)   8. ช่างจิตรกรรม (ပန်းချီ : bagyi)

4. ช่างปูนปั้น (ပန်းတော့ : pandaw)         9. ช่างลงรักปิดทอง (ပန်းယွန်း : panyun)

5. ช่างอิฐ (ပန်းရန် : pa-yan)                   10. ช่างหล่อโลหะ (ပန်းတဉ်း : badin)

นอกเหนือจากช่างสิบหมู่แล้ว ยังมีช่างฝีมือในกลุ่มอื่นๆอีก เช่น ช่างทอผ้าไหม ช่างปั้นหม้อ ช่างทอพรม ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว ซึ่งช่างเหล่านี้มักจะต้องทำงานร่วมกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนมีงานศิลปะที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์ของประเทศพม่าในที่สุด ตัวอย่างเช่นการสร้างพระธาตุ (ပြာသာဒ် : หลังคาทรงปราสาทของพม่า) ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างช่างแกะสลักไม้ ช่างกลึงไม้ ช่างปูนปั้น ช่างลงรักปิดทอง ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่

Written by teeranun on November 27th, 2013. Posted in บทความ

 

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่ ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองยะไข่ ประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 หน้าพิพิธภัณฑ์มีประติมากรรมคชสีห์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำยะไข่ ชื่อในภาษาพม่าเรียกว่าพยาละ (Byala)

ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงผังเมืองโบราณ รวมถึงโบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนต่างๆ เช่น

– เหรียญเงิน หรือเครื่องเคลือบในสมัยเวสาลี (ราว ค.ศ. 327-818) และสมัยเมียวอู (Mrauk U) (ค.ศ. 1430-1784)

– ประติมากรรมหินในสมัยเวสาลี และสมัยเลเมียว (Lay Myo) (ค.ศ. 818-1430)

– จารึกบนวัสดุต่างๆ เช่น ทองแดง ดินเผา ใบลาน ฯลฯ ในสมัยเมียวอู นอกจากนี้ยังจัดแสดงจารึกของพระเจ้าอานันทะ โดยจารลงบนหินทราย ใช้ตัวอักษรทางอินเดียเหนือ ภาษาสันสกฤต มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าอานันทะ กำหนดอายุจารึกได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8

ยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ เช่น พิณ ระนาด ขลุ่ย ฯลฯ เถาปิ่นโตลงรัก ภาชนะดินเผาเนื้อกระเบื้อง ประติมากรรมในพุทธศาสนา และกล้องยาสูบที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี กำหนดอายุอยู่ในสมัยเมียวอู

ในส่วนอื่นๆของพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในยะไข่ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรม เช่น การคลอดบุตร การแต่งงาน การละเล่นต่างๆ เป็นต้น และการจัดแสดง
ศาสนสถานจำลองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในยะไข่อีกด้วย

กำเนิดชนชาติมอญ ชนชาติที่หายไปจากแผ่นดินอุษาคเนย์

Written by warittha on August 30th, 2013. Posted in บทความ

 

รามัญหรือมอญเป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่งในเอเชีย และเคยมีอิทธิพลอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิรวดีและเจ้าพระยามาเป็นเวลาช้านาน ตามหลักฐานจากพงศาวดาร กล่าวว่า พวกรามัญหรือพวกมอญได้อพยพมาจากอาณาเขตจีน แล้วมาสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ในบริเวณแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง และแม่น้ำคง โดยตั้งเมืองสะเทิมเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของชาวมอญ ในครั้งนั้นมีเจ้าแคว้นเตลิงคณะ (Talingana) ซึ่งอยู่แถวเหนือเมืองมัทราส ในประเทศอินเดีย ได้มาตีเมืองสะเทิมได้ ทำให้ชาวอินเดียจากแคว้นเตลิงคณะเข้ามาตั้งรกรากและแต่งงานกับพวกมอญ จนเกิดคำเรียกชื่อชาวมอญที่แต่งงานกับชาวอินเดียว่า “เตลง” หรือ “ตะเลง” นอกจากนั้นยังมีคำเรียกชาวมอญว่า “รามัญ” ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในจารึกของชาวมอญว่า “รามัญประเทศ” ต่อมาชาวมอญได้ตั้งเมือง หงสาวดี ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งที่สอง โดยมีเรื่องเล่าในพงศาวดารว่า ในกาลครั้งหนึ่งเจ้าเมืองสมละกับเจ้าวิมละพี่น้อง ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้ากรุงสะเทิม ถูกขับไล่จากเมืองสะเทิมแล่นเรือร่อนเร่ขึ้นไปข้างเหนือ ในอ่าวนั้นไปถึงเกาะหงสาวดี มีพวกชาวอินเดียไปตั้งค้าขายอยู่บ้างแต่ไม่มาก เจ้าสมละกับเจ้าวิมละสองพี่น้องจึงรวบรวมพวกมอญในท้องถิ่นได้กำลังแล้วชิงเอาเกาะนั้นจากพวกชาวอินเดีย ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้น และมีราชวงศ์สืบครองอาณาจักรมอญมาอีกหลายชั่วสมัย จนเมื่อถึงสมัยที่พม่ามีอำนาจเหนืออาณาจักรพุกาม พระเจ้าอนุรุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าพระเจ้าอโนรธามังช่อ ยกกองทัพลงมาตีเมืองหงสาวดี และเมืองสะเทิมกับเมืองมอญ จนในที่สุดเมืองทั้งหลายของชนชาติมอญได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 1600-1830

อาณาจักรมอญ ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของพม่า มาจนถึงปี พ.ศ. 1830 เมื่อ”มองโกล”ยกทัพมาตีพม่า ชนชาติมอญ ก็ได้รับเอกราชอีกครั้งหนึ่งโดย มะกะโท หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว หรือวาเรรุ ราชบุตรเขยของ”พ่อขุนรามคำแหง” ได้กอบกู้เอกราช  และสถาปนาราชวงค์ชาน-ตะเลง สถาปนา”อาณาจักรมอญอิสระ” มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ เมาะตะมะ เป็นเมืองหลวงของมอญจนถึงปี พ.ศ. 1912 ก็ย้ายกลับไป
หงสาวดีตามเดิม ถึงในสมัย “พระเจ้าราชาธิราช” นั้น “หงสาวดี” ก็กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โต ทางแถบ “อ่าวเบงกอล” มีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่ง

อาณาจักรมอญเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ คือ ระหว่าง พ.ศ.2015-2035 หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2094 หงสาวดีก็ตกเป็นเมืองขึ้นแก่อาณาจักรพม่าอีกครั้ง โดยการนำทัพของพระเจ้า”ตะเบงชะเวตี้” ซึ่งในช่วงนี้เองที่ราชวงศ์ตองอูของพม่าขึ้นปกครองหงสาวดี จนถึงปี พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธิเกศ ก็กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จ ทั้งยังยกทัพไปตีเมืองอังวะอีกด้วย ในพ.ศ.2290 พระยาทะละ ได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธิเกศ ได้ทำการขยายอาณาเขตต่อไป ทำให้อาณาจักรพม่าสลายตัวลง แต่ชัยชนะของมอญ
ก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ในปี พ.ศ.2300 พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญ จนต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจพม่า และนับตั้งแต่นั้นมา มอญ ก็ไม่มีโอกาสที่จะกู้เอกราชคืนมาได้อีกเลย จนกระทั่งทุกวันนี้.

แม้ว่าปัจจุบันชนชาติมอญจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพม่าไปแล้ว แต่ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวมอญก็ยังไม่สูญสิ้นไป ยังคงฝังรากและกลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพม่าและยังมีคนที่สืบเชื้อสายมอญกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ของอุษาคเนย์ ทั้งในไทยและพม่า

เอกลักษณ์ความงามตามแบบฉบับของสาวๆชาวพม่า

Written by warittha on August 10th, 2013. Posted in บทความ

สาวๆ ชาวพม่า เป็นผู้ที่มีความงามที่ไม่เป็นรองใครในอุษาคเนย์ และเอกลักษณ์อันโดดเด่นในเรื่องของความงามนั้นคือ         

ผิวงามตามแบบฉบับสาวชาวพม่า- การมีผิวพรรณที่งดงาม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา เป็นที่ร่ำลือว่า หญิงสาวชาวพม่า เป็นผู้ที่มีผิวพรรณที่งดงาม ดังสำนวนไทยที่กล่าวว่า “ผิวพม่า นัยต์ตาแขก” และเคล็ดลับนั้นก็คือ ตะนาคา ตะนาคาเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีเปลือกผิวขรุขระ ใบเป็นช่อ เนื้อไม้ตะนาคาส่วนที่เป็นเปลือกและผิวเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็น มีสีออกเหลืองนวล วิธีใช้ต้องเอาตะนาคาที่ตัดเป็นท่อน ขนาดหนึ่งคืบหรือครึ่งฟุต นำมาฝนบนแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเพียงเล็กน้อย ผงตะนาคาจะต้องละลายเป็นแป้งน้ำเสียก่อน จึงจะนำมาทาให้ติดผิวได้ ปัจจุบัน ตะนาคาได้พัฒนาจากขายเป็นท่อนมาป่นเป็นผงด้วยเครื่องจักรทันสมัย แล้วบรรจุซองหรือขวดจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ตะนาคาจะช่วยให้ผิวเกลี้ยงเกลา ดูเนียนและนุ่มนวล ช่วยรักษาผิวหน้า ขจัดสิวและฝ้าและกันเปลวแดด หากใช้ทาหลังอาบน้ำจะทำให้เนื้อตัวเย็นสบาย

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความนิยมในการไว้ผมยาวของสาวชาวพม่าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง          

ผมยาวดำขลับดุจแมลงภู่-  หญิงสาวชาวพม่า ให้ความสำคัญต่อเรือนผม เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความงามอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับผิวพรรณ และเรือนผมที่จัดว่าสวยจะปล่อยยาวจนถึงน่องหรือข้อเท้า แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีความนิยมตัดผมสั้นกันบ้างแล้ว แต่ผู้หญิงพม่าจำนวนไม่น้อยยังมีความเห็นว่าผู้หญิงที่ไว้ผมยาวจะดูมีความสมหญิงมากกว่าผมสั้น และสำหรับผู้หญิงที่มีอาชีพครูนั้น ส่วนมากจะนิยมไว้ผมยาวและมุ่นมวยผมจนดูเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของครูพม่า ส่วนการสระผมนั้นสาวพม่านิยมใช้สมุนไพรที่เรียกว่า ตะหย่อ-กี่งมูน เป็นเปลือกไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เกิดฟอง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมันมะพร้าวในการบำรุงดูแลเส้นผม เพื่อให้ผมเป็นมัน มีกลิ่นหอมและจัดทรงง่าย

ความงามตามขนบและวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ล้วนมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ กำลังจะถูกกลืนหายไปกับกระแสสมัยใหม่ที่รุกคืบเข้ามา ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนทัศนคติความงามจากขนบเดิมๆ  เป็นเรื่องที่เชย ล้าสมัย เมื่อใดที่คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าการรักษาวัฒนธรรมเดิมเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อนั้นการจะคงไว้ซึ่งรากของวัฒนธรรมนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

 

 

ปยู ชนชาติผู้สร้างรากฐานทางสถาปัตยกรรมของพม่า

Written by warittha on May 14th, 2013. Posted in บทความ

สหภาพพม่า เป็นประเทศทางฝั่งทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชนกลุ่มน้อยอันหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในต้นกำเนิดของชนชาติชาวพม่านั้นก็คือ ชนชาติ พะยู หรือ ปยู

ชาวปยู (เรียกแบบจีนว่า เปียว P-iao ปรากฏอยู่ในเอกสารจีน) เป็นชนชาติที่มีหลักฐานว่าอาศัยอยู่ในประเทศพม่ามาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 10 ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพลงมาจากเทือกเขาทิเบต มีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กับชาวพม่า แต่มีนักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน และยังพบหลักฐานว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ชาวปยูบางส่วนได้อพยพไปอาศัยอยู่รวมตัวกับชาวพม่าแถบที่ราบรอบๆ เมืองพุกาม มีหลักฐานว่า ชาวปยูตั้งชุมชนเป็นบ้านเมืองและอาณาจักรที่มีกษัตริย์ปกครอง เช่นที่เมืองโบราณศรีเกษตร อาณาจักรนี้ได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวทางวัฒนธรรมอินเดีย ที่แผ่ลงมายังตอนกลางและตะวันตกของแหลมอินโดจีน โดยสันนิษฐานว่า ชื่อ เมืองศรีเกษตร อาจได้มาจากชื่อเมืองโบราณในอินเดีย คือเมืองปุรี ในแคว้นโอริสสา เมืองศรีเกษตรปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแปร นอกจากนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังพบหลักฐานการก่อตั้งชุมชนของชาวปยูในเมืองเบคถาโนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกามประมาณ 100 กิโลเมตร และเมืองฮาลิน อยู่ทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่จะเสื่อมไปเนื่องจากถูกกลุ่มคนไตจากน่านเจ้ายกกองทัพลงมาตีและกวาดต้อนผู้คนชาวปยูไปอยู่ที่เมืองจาตุง ตอนใต้ของจีนบริเวณเมืองคุณหมิงปัจจุบัน

หลักฐานทางสถาปัตยกรรมของชาวปยูซึ่งเชื่อว่าเป็นรากฐานของงานสถาปัตยกรรมของชนชาติพม่า พบที่เมืองศรีเกษตร ได้แก่ เจดีย์ขนาดใหญ่แบบก่อตัน เป็นเจดีย์ทรงระฆังชื่อว่าเจดีย์บอบอจี (Bawbaw Gyi) และเจดีย์ปะยาจีย์ (Pya Gi) ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา อันได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์ธรรมยันสิกะ และเจดีย์วิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างจากอิฐ ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างเจดีย์ก่อตันและอาคาร (วิหาร) ที่เข้าไปใช้สอยพื้นที่ภายในในการประกอบพิธีกรรมได้ เจดีย์วิหารที่สำคัญ ได้แก่ วิหารเบเบจี (Bebe Gyi)และวิหารเลเมียทนา (Limyethna) อาคารลักษณะนี้เชื่อว่าพัฒนาไปเป็นเจดีย์วิหารที่มีขนาดใหญ่ในสมัยพุกามต่อมา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานงานประติมากรรมที่ทำจากหินสลัก ประติมากรรมดินเผาซึ่งพบว่าเป็นดินชนิดเดียวกับอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและเจดีย์ ประติมากรรมสำริด โดยมีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ประติมากรรมสำริดกลุ่มนักดนตรีและนักเต้นรำ โดยที่ท่ารำนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดียอย่างใกล้ชิด

จากหลักฐานที่พบ จึงนับได้ว่าชนชาติปยู เป็นชนชาติที่มีความสำคัญในการวางรากฐานงานสถาปัตยกรรมให้กับผู้คนยุคหลังของพม่าเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียนำมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของตนอย่างเหมาะสม

อ้างอิง

ภภพพล จันทร์วัฒนกุล. 2554. ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ยอร์ช เซเดซ์. 2525. ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน. แปลโดย ปัญญา บริสุทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ข้อมูลภาพ

รูปที่ 1  แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของชาวปยู

รูปที่ 2 แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร เทียบกับแผนที่ในปัจจุบัน

รูปที่ 3 มหาธรรมเจดีย์ บอบอจี ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองศรีเกษตร ซึ่งอยู่ในเขตเมืองแปรของพม่า ในปัจจุบัน ลักษณะของเจดีย์สร้างด้วยอิฐ มีฐานกลมรองรับ มีความสูงถึง 42 เมตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา

รูปที่ 4 มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์แบบก่อตันในสมัยพุกาม จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบที่ปรับมาจากเจเดีย์ในสมัยปยู

รูปที่ 5 (ซ้าย) วิหารเบเบจี (Bebe Gyi) และ (ขวา) วิหารเลเมียทนา (Limyethna) วิหารสมัยปยู พบในอาณาจักรศรีเกษตร ต้นแบบของเจดีย์วิหารสมัยพุกามและยุคหลังๆ

รูปที่ 6 วิหาร อานันทเจดีย์

รูปที่ 7 ระฆังสัมฤทธิ์ ค้นพบใกล้เจดีย์ปยะมะ เมืองศรีเกษตร ศ.ปยุ (พม่าตอนต้น)