Posts Tagged ‘ภาษาญี่ปุ่น’

เรือเฮดะ

Written by teeranun on February 11th, 2014. Posted in บทความ

เรือเฮดะ

เรือเฮดะ (ヘダ号) เป็นเรือใบประเภทหนึ่ง (มีเสากระโดงเรือตั้งแต่ 2 เสาขึ้นไป) ที่สร้างโดยทหารเรือชาวรัสเซียที่มีผู้นำชื่อว่าเยฟฟีมี ปุตยาติน (Yevfumy Putyatin) กับช่างไม้ญี่ปุ่นอีก 300 คนที่เมืองเฮดะ (ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชูในประเทศญี่ปุ่น)

สาเหตุของการสร้างเรือลำนี้ เนื่องจากกองเรือของปุตยาตินถูกสึนามิจนเสียหายในช่วงการเกิดแผ่นดินไหวอันเซ-โตไก (Ansei-Tokai เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1854) และเรือธงชื่อไดอาน่า (Diana) ได้จมลงระหว่างการเดินทางเพื่อเอาเรือไปซ่อมจากเมืองชิโมดะถึงเมืองเฮดะ ซึ่งตามสนธิสัญญาชิโมดะ (Treaty of Shimoda) ระบุไว้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลือชาวรัสเซียให้กลับประเทศได้โดยการต่อเรือแบบตะวันตกให้ ช่างไม้ญี่ปุ่นจึงร่วมมือกับทหารเรือรัสเซียต่อเรือตามแบบตะวันตกขึ้นโดยยึดตามแบบเรือธงไดอาน่า ใช้ระยะเวลาในการต่อ 2 เดือน มีขนาด 24 เมตร มี 2 เสากระโดงเรือ และมีน้ำหนัก 100 ตัน โดยชื่อเรือนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ชาวญี่ปุ่นในเมืองเฮดะ

ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ซื้อเรืออีก 6 ลำที่มีรูปแบบเหมือนกับเรือเฮดะจากรัสเซีย แล้วนำมาพัฒนาจนกลายเป็นเรือรูปแบบใหม่ มีชื่อว่าเรือคิมิซาวางาตะ (君沢形) เรือโตโยชิมางาตะ (豊島形) และเรือนิรายามางาตะ (韮山型) ซึ่งรูปแบบของเรือดังกล่าวยังสามารถพัฒนาจนกลายเป็นเรือกลไฟชุดแรกที่สามารถผลิตได้เองในญี่ปุ่น และเข้าประจำการในกองทัพเรือชื่อว่าเรือชิโยดางาตะ (千代田形)

ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงปลายเอโดะ รัฐบาลบาคุฟุของญี่ปุ่นก็มีการต่อเรือรบขึ้นบ้างแล้ว เช่น เรือโฮโอ (鳳凰丸) จากเมืองอุรางะ,เรืออาซาฮิ (旭日丸) จากแคว้นมิโตะ,เรือโชเฮ (昇平丸) จากแคว้นซะสึมะ และเรือโฮตัน (鳳瑞丸) จากแคว้นซางะ

กีฬาลูกผู้ชายแดนอาทิตย์อุทัย(ต่อ)

Written by jintana on January 13th, 2014. Posted in บทความ

sumo2

กีฬาซูโม่สืบเนื่องมาจากพิธีกรรมทางศาสนาชินโต ทุกครั้งของการแข่งขันหากสังเกตเราก็จะเห็นหลังคาคล้ายศาลเจ้าชินโตแขวนไว้เหนือเวที เวทีการแข่งขันมีวงแหวนที่เรียกว่า Dohyo มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.5 เมตร ซึ่งทำมาจากดินเหนียวผสมทรายและข้าวฟ่าง กลางวงแหวนจะมีเส้นขาว 2 เส้น ไว้สำหรับให้นักซูโม่ทั้งสองเตรียมพร้อมปล้ำ

สมาคมซูโม่ญี่ปุ่นจะมีสมาชิกเรียกว่า Oyakata ซึ่งจะเป็นอดีตซูโม่ที่มีหน้าที่อบรมและฝึกฝนนักกีฬาซูโม่รุ่นใหม่ ปัจจุบันมีค่ายฝึกซูโม่ทั้งหมด 47 แห่ง ซูโม่อาชีพนั้นแบ่งออกเป็น 6 ลำดับ

  1. Makuuchi มีได้ไม่เกิน 42 คน
  2. Juryo มี 28 คน
  3. Makushita มี 120 คน
  4. Sandanme มี 200 คน
  5. Jonidan ประมาณ 185 คน
  6. Jonokuchi ประมาณ 40 คน

นักซูโม่จะต้องได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ลำดับขั้นแรก คือ Jonokuchi จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ขั้นที่ 1 และ 2 จะเรียกว่า Sekitori ส่วนต่ำลงมาจะเรียกว่า Rikishi นักซูโม่ทุกคนจะมีฉายาที่ครูฝึกเป็นคนตั้งให้ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชื่อของตัวนักกีฬาเอง ฉายาแบบนี้เรียกว่า Shikona ซึ่งฉายานี้ อาจเปลี่ยนได้แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม

ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาชนิดนี้มีขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเป็นฤดูกาล การแข่งขันซูโม่ระดับชาติ เรียกว่า Grand Sumo Tournament จะจัดขึ้น 6 ครั้งต่อปี หาชมได้ตามเมืองต่าง ๆ ดังนี้  กรุงโตเกียว ช่วงเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน,เมืองโอซาก้า ช่วงเดือนมีนาคม, เมืองนาโงย่า ช่วงเดือนกรกฎาคม และเมืองฟุกูโอกะ ช่วงเดือนพฤศจิกายน

ซูโม่นับได้ว่าเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อ และขนบธรรมเนียมเดิมของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมการต่อสู้ ความเข้มแข็งของลูกผู้ชาย ปรัชญาทางศาสนา รวมไปถึงความยุตธรรมได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ง่ายต่อการจดจำไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือบุคลิกท่าทางของนักซูโม่เองก็ตาม

กีฬาลูกผู้ชายแดนอาทิตย์อุทัย

Written by jintana on January 11th, 2014. Posted in บทความ

กีฬาลูกผู้ชาย

ซูโม่เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากพิธีบูชาเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่น เพื่อให้มีผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ โดยเชื่ออีกว่าเป็นกีฬาของทวยเทพ ย้อนกลับไปในสมัยเอโดะราวศตวรรษที่ 8 เล่าต่อกันว่า จักรพรรดิญี่ปุ่นได้คัดเลือกนักมวยปล้ำมาต่อสู้กัน เพื่อความบันเทิงในราชสำนัก บางข้อมูลกล่าวว่า ในยุคโชกุนและซามูไร กีฬาซูโม่กีฬาซูโม่ถูกใช้ในวัตถุประสงค์ด้านการทหาร เพื่อวัดความแข็งแกร่งของนักกีฬาในการต่อสู้ และยังถูกโยงกับพิธีกรรมฟ้อนรำทางศาสนาชินโตว่า เป็นการต่อสู้กนระหว่างมนุษย์กะบพระเจ้า ซึ่งนักกีฬาซูโม่ คือ ซามูไร ที่ไม่มีสังกัดนั้นเอง ภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า โรนิน จากนั้นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงในปัจจุบัน

ซูโม่ คือ กีฬามวยปล้ำชนิดหนึ่ง ที่มีการแข่งขันต่อสู้กัน เพื่อให้อีกฝ่ายล้มลง หรือออกจากวงแหวน กติกาคือ ฝ่ายใดที่บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามออกมาอยู่นอกวงแหวน หรือการทำให้อีกฝ่ายมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนุ่งนอกจากเท้าสัมผัสพื้นดินได้ ฝ่ายนั้นถือเป็นผู้ชนะ ผลการแพ้ชนะ อาจเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และการแข่งขันนั้นอาจกินเวลาล่วงเลยหลายนาทีได้เหมือนกัน ยกเว้นบางกรณีที่นักมวยปล้ำทั้งสองล้มลงเกือบพร้อมกัน จะตัดสินให้คนที่ล้มลงพื้นก่อนเป็นผู้ชนะ ส่วนนักมวยปล้ำที่แตะพื้นทีหลัง ไม่มีโอกาสชนะเพราะถือว่าอีกฝ่ายเหนือกว่า การแพ้ในลักษณะนี้เรียกว่า ศพ (Shini – Tai)

ประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวที่มีการฝึกฝนกีฬาซูโม่ให้เป็นอาชีพ และมีประเพณีและวัฒนธรรมในการฝึกฝนสำหรับคนที่เป็นซูโม่ตั้งแต่สมัยโบราณ มีค่ายฝึกซูโม่ที่เรียกว่า “Sumo Training Stables” (Heya) ส่วนใหญ่ชีวิตของนักกีฬาซูโม่นั้นจะอยู่ในขอบเขตประเพณีที่เคร่งครัด ตามประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะป็นอาหารการกินหรือเครื่องแต่งกาย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เส้นโซบะนำโชค

Written by jintana on January 1st, 2014. Posted in บทความ

เส้นโซบะนำโชค

โซบะ เป็นอาหารที่เคียงคู่กับคนญี่ปุ่นมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ ทำขึ้นจากแป้งสาลีผสมเมล็ดของต้นโซบะมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจัดอยู่ในธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าธัญพืชทั่วไป มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และโรคเหน็บชา โซบะแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

–           โมริโซบะ (盛り蕎) เป็นโซบะเส้นเปล่า ๆ ทานกับซอสทซึยุ

–           ฮายาชิโซบะ (冷やし蕎麦) หรือโซบะเย็น ทานกับซอสทซึยุเย็น กับเครื่องเคียงที่เป็นของเย็น

–           คาเกะโซบะ (かけ蕎麦) หรือโซบะน้ำ มีหลายชนิดและมีชื่อเรียกต่างกันตามเครื่องที่ใส่ลงไป

การรับประทานโซบะแบบพิเศษนั้น เรียกว่า โทชิโกชิโซบะ(年越しそば)  หรือ โซบะข้ามปี คือการรับประทานโซบะรูปแบบต่าง ๆ ตามแต่ใจชอบของแต่ละคนในคืนข้ามปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่นั่นเอง ความเชื่อมีอยู่ว่าหากรับประทานโซบะไม่ว่าจะรูปแบบไหนนั้น เป็นการขอพรให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อายุยืนยาวเหมือนเส้นโซบะ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นมงคลกับชีวิตอย่างยิ่ง เขาแอบกระซิบมาว่า เส้นโซบะยิ่งยาวเท่าไรยิ่งดี

อีกประการที่สำคัญของการกินโซบะข้ามปี คือ โจยาโนคาเนะ (除夜の鐘) หรือ การตีระฆัง 108ครั้ง ที่จะดังขึ้นในเวลาเที่ยงคืน เป็นความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธว่า เสียงระฆังดังกล่าวจะช่วยเตือนสติ ชำระล้างจิตใจของมนุษย์ให้ใสสะอาด ขับไล่กิเลสและสิ่งชั่วร้ายออกไปจนหมดสิ้น เมื่อได้ยินเสียงระฆังดังก็เป็นสัญญาณว่าให้รับประทานโซบะได้ และอีกความเชื่อที่พลาดไม่ได้คือ ต้องทานโซบะให้หมดเกลี้ยง เพราะถ้าทานไม่หมดพรต่าง ๆ ที่ขอไปจะไม่สำเร็จเลยสักประการเดียว

ความแตกต่างของโออิรันและเกอิชา

Written by jintana on November 26th, 2013. Posted in บทความ


หลังจากที่เราทำความรู้จักกับโออิรันและเกอิชากันดีพอสมควรแล้ว เรามีจุดสังเกตง่าย ๆ สำหรับสองอาชีพนี้มีฝากกันค่ะ ทั้งคู่จะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันไป หากสังเกตง่าย ๆ จากสิ่งต่อไปนี้ ทรงผม กิโมโน โอบิ เกี๊ยะ การเดินและที่อยู่

– ทรงผมของโออิรันนั้นจะอลังการมาก มีการใส่วิกผมและตกแต่งด้วยปิ่นปักผม เครื่องประดับ ริบบิ้น ขมวดปมมากมาย น่าแปลกที่พวกเธอสามารถทรงคอให้ตั้งตรงได้เพราะรวมน้ำหนักแล้วประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งต่างจากเกอิชาพอสมควร

– กิโมโนของโออิรันจะหนาประมาณ 5 ชั้น หรือบางครั้งอาจจะมีลักษณะคล้ายผ้าฟูกด้วยซ้ำ สีสันของกิโมโนก็จะสวยสดงดงาม ลวดลายสะดุดตา เทียบความหรูหราอลังการกับเกอิชาคนละแบบ และกิโมโนของเกอิชานั้นจะมีแขนสั้นเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ บางข้อมูลยังบอกอีกว่าการที่พวกเธอใส่แขนสั้นนั้นก็เพื่ออวดผิวสวย ๆ ที่ไร้การปกปิดจากแป้งขาว ๆ ชวนให้ชายหนุ่มจินตนาการและหลงใหลในความงามของพวกเธอ

– โอบิ คือส่วนหนึ่งของชุดกิโมโน โออิรันนั้นจะผูกโอบิไว้ข้างหน้าเพื่อถอดหรือใส่ได้ง่ายกว่าการผูกไปข้างหลัง(เป็นนัยว่าสะดวกในการรับแขกนั้นเอง) ส่วนเกอิชานั้นจะผูกโอบิไว้ด้านหลังเพราะพวกเธอไม่จำเป็นต้องถอด ๆ ใส่ ๆ ทั้งคืนเหมือนโออิรัน

– เกี๊ยะของโออิรันจะสูงมาก สูงกว่า 2-3 เท่าของเกอิชา สำคัญคือการเปลือยเท้าของโออิรัน ที่แม้กระทั่งในฤดูหนาวพวกเธอก็ยังไม่สวมถุงเท้า(ทาบิ) เป็นความเซ็กซี่เล็ก ๆ ที่ชวนให้แขกจินตนาการถึงใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยแป้งขาวและร่างกายที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดกิโมโนหนา ๆ นั่นเอง

– การเดินของโออิรัน ต่างจากเกอิชาโดยสิ้นเชิง โออิรันจะเดินเป็นเลข 8 ญี่ปุ่น ตามสุภาษิตเชิงลบของชาวญี่ปุ่นว่า คนสวยใน 8 ทิศทาง คือ เป็นหญิงที่เอาใจชายเก่ง

– ที่อยู่ของโออิรันและเกอิชาจะแยกต่อกันอย่างชัดเจน ย่านที่โออิรันพักอาศัยจะอยู่ในแถบโยชิวาระคะ และที่สำคัญพวกเธอไม่สามารถออกจากเขตที่อยู่ย่านนี้ได้ ส่วนย่านของเกอิชาจะเป็นย่านฮานามาชิ

 

 

พิธีเซงากิ : พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

Written by teeranun on October 13th, 2013. Posted in บทความ

พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

พิธีเซงากิ (施餓鬼) เป็นพิธีทางพุทธศาสนามหายานของญี่ปุ่นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต (gaki : 餓鬼) ที่ทรมานเพราะขาดอาหาร รวมถึงการทำบุญเพื่อให้เปรตกลับสู่นรกภูมิหรือเพื่อให้เปรตอยู่แต่ในดินแดนของตน เป็นพิธีที่ดัดแปลงมาจากเทศกาลเชงเม้งของจีน

การประกอบพิธีเซงากิกระทำได้โดยการนั่งสมาธิ ไปที่วัดแล้วนำข้าวกับน้ำไปวางตามแท่นบูชาที่ห่างจากพระพุทธรูปหรือภาพพระพุทธเจ้า รวมถึงรูปเคารพพระโพธิสัตว์ ต่อมาจุดกำยานและพรมน้ำจากกิ่งสน แล้วเชิญเปรตเพื่อมารับข้าวและน้ำนั้น จากนั้นจึงจุดไฟเผากระดาษที่เขียนชื่อผู้ตาย หรือบาปที่ตนเองเคยกระทำไปแล้วจะไม่ทำอีก เมื่อเผากระดาษเสร็จก็จะสวมมนต์ต่างๆ เช่น บทมหากรุณาธารณี หรือการสวดถึงพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเมื่อประกอบพิธีเสร็จแล้วก็จะนำอาหารที่ใช้ประกอบพิธีมาบริโภค ซึ่งเหล่าพระสงฆ์ญี่ปุ่นจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อการปลงอาบัติอีกด้วย

ตามตำนานได้เล่าถึงการเกิดพิธีเซงากิว่าพระโมคลานะต้องการปลดปล่อยมารดาจากเปรตภูมิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระโมคลานะสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรหรือเดินทางไปนรก ซึ่งเป็นการปลดปล่อยเหล่าเปรตมาสู่โลกมนุษย์ และจะต้องประกอบพิธีเซงากิเพื่อให้เปรตเหล่านั้นกลับสู่ภูมิของตน

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าเปรตตนหนึ่งได้มาบอกพระอานนท์ว่าจะมาปรากฏกายภายใน 3 วัน พระอานนท์จึงทำทานให้แก่ผู้ยากไร้เพื่อที่เปรตจะได้ไม่มาปรากฏกาย

ปัจจุบันพิธีเซงากิเป็นพิธีทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้ตายและเป็นสัญลักษณ์ของการสะเดาะเคราะห์ พิธีนี้สามารถประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ แต่โดยมากชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลโอบง

(お盆) ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้ในวันฮาโลวีน และความสำคัญของพิธีดังกล่าวก็ลดลงไปตามยุคสมัย

 

อาหารชาวไอนุ

Written by teeranun on October 11th, 2013. Posted in บทความ

ชาวไอนุ

ชาวไอนุเป็นชนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณทางเหนือของประเทศ โดยอาศัยอยู่มากบนเกาะ
ฮอกไกโด ชาวไอนุถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากชาวญี่ปุ่นทั่วไปอยู่มาก ในบทความนี้จะนำเสนออาหารของไอนุ

อาหารไอนุมักจะปรุงเนื้อให้สุกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การต้ม ปิ้ง หรือรมควัน ส่วนผสมหลักของอาหารชาวไอนุมักประกอบด้วยธัญพืชและผักประเภทต่างๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ถั่ว ชิเกะเรเบ (พืชให้ผลชนิดหนึ่ง) กระเทียมป่า (ปุกุสะ ในภาษาไอนุ ส่วนภาษญี่ปุ่นเรียกว่า ギョウジャニンニク) ในส่วนของเนื้อสัตว์ ชาวไอนุจะรับบริโภคเนื้อหลายประเภท เช่น เนื้อหมี กวาง จิ้งจอก กระต่าย แมวน้ำ แรคคูน ปลาวาฬ นก รวมถึงน้ำมันที่ได้จากหมี ม้า ปลาวาฬ เนื้อวัว และกวาง

อาหารที่มีชื่อของชาวไอนุ สามารถแบ่งได้ดังนี้

– คิโตกัม (Kitokam) คือไส้กรอกที่ผสมกระเทียมป่า

– มันซิโร ซาโย (Munciro sayo) คือข้าวฟ่างผสมนม หรือข้าวฟ่างกวนกับนมจนเป็นข้าวเปียก

– รุยเบ (Ruibe) คือปลาแซลมอนแช่แข็ง เมื่อเสิร์ฟจะสไลด์บางๆอย่างซาชิมิ เสิร์ฟคู่กับซอสถั่วเหลือง

– โอเฮา หรือ รูร (Ohaw หรือ rur) คือน้ำซุปต้มกระดูกแบบชาวไอนุ แตกต่างจากซุปแบบญี่ปุ่นคือจะไม่ใส่มิโซะหรือซอสถั่วเหลือง มีส่วนผสมหลักคือสาหร่ายเคลป์ พืชต่างๆ เนื้อสัตว์ แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ซุปกวาง ซุปแซลมอน ซุปเนื้อวัว ซุปกระเทียมป่า เป็นต้นซุปโอเฮา

– มูนินิโม (Muninimo) คือแพนเค้กแป้งมันฝรั่งหมัก ซึ่งการหมักแป้งมันฝรั่งนี้ ชาวไอนุจะหมักมันฝรั่งไว้ใต้ดินโดยผ่านกระบวนการทำให้น้ำระเหยออกไป (เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นจัด) เมื่อจะบริโภคก็จะนำแป้งมันฝรั่งนั้นไปล้างน้ำแล้วอบหรือย่าง โดยแป้งมันฝรั่งนี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 20 ปี  ตัวแป้งมีความเหนียวเหมือนแป้งโมจิ

มูนินิโม

– ราตาสเคบ (rataskep) เป็นสตูว์ที่คิดขึ้นโดยชิเกรุ คายาโนะกับเพื่อนๆ

ราตาสเคบ

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่ (ต่อ)

Written by jintana on September 1st, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ ได้ท่องเที่ยวในวังเรียวงุโจอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็พบกับห้อง ๆหนึ่งซึ่งในห้องมีประตูอยู่สี่บาน เมื่อเปิดเข้าไปที่ประตูแรก ทั้งห้องนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น มีต้นซากุระผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม และกลีบดอกยังร่วงลงพื้นสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งอากาศภายในห้องนั้นอบอุ่นกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

ห้องที่ต่อมา เป็นฤดูร้อน เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบท้องฟ้าที่แจ่มใส อากาศสดชื่น มีเสียงนกและแมลงต่าง ๆมากมาย ทั้งลมโชยเอื่อย ๆชวนให้นั่งเล่นยิ่งนัก

ห้องที่สาม เป็นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบกับท้องฟ้ามีดาวระยิบระยับเคียงคู่กับพระจันทร์ในยามค่ำคืน ชวนให้มองสลับกับสีส้มของใบต้นโมมิจิ(เมเปิ้ล) ที่กำลังผลัดใบยิ่งมองก็ยิ่งสบายใจ คลอไปกับเสียงจักจั่นที่แข่งกันร้องราวกับเสียงเพลงจากธรรมชาติ

ห้องสุดท้ายเป็นห้องแห่งฤดูหนาว เมื่อเข้าไปก็พบกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมต้นไม้ พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น อุระชิมะ ทาโร่เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นอยู่ที่วังเรียวงุโจเป็นเวลาสามปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่อาศัยอยู่กับแม่อันเป็นที่รัก ด้วยความกตัญญูเขาขอโอโตฮิเมะขึ้นมาเพื่อดูความเป็นอยู่ของแม่ เมื่อนางรู้นางได้ขอร้องให้อุระชิมะ ทาโร่อยู่ แต่ก็เข้าใจถึงความกตัญญูที่เขามีต่อแม่ จึงได้มอบกล่องหนึ่งให้อุระชิมะนำขึ้นมาด้วยและกำชับว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด อุระชิมะทาโร่ สัญญาว่าจะขี่เต่าตัวเดิมกลับมาพร้อมกล่อง

เมื่อเขาขึ้นมาบนโลกมนุษย์ น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่มีใครรู้ข่าวคราวของแม่เขาเลย ทั้งยังไม่มีใครรู้จักอุระชิมะ ทาโร่อีกด้วย ได้ยินแต่เพียงเรื่องเล่าว่า อุระชิมะ ทาโร่นั้นออกทะเลและหายสาบสูญไปเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ว่าเวลา 3 ปี ในวังเรียวงุโจ เท่ากับบนโลกมนุษย์ 300 ปี เขาเสียใจมาก จึงนั่งพักอยู่ริมทะเลและสงสัยกับกล่องที่โอโตฮิเมะให้มาจึงเผลอเปิดกล่องใบนั้นขึ้น แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขากลายเป็นชายชราทันทีแล้วค่อย ๆเสียชีวิตลงในที่สุด แท้ที่จริงแล้วกล่องใบนั้นคือที่เก็บอายุขัยของเขานั่นเอง.

 

 

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่

Written by jintana on August 28th, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มจิตใจดี และกตัญญู เขาทำอาชีพประมง อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านริมชายทะเลแห่งหนึ่ง เขาจะออกไปหาปลาเป็นประจำทุกวัน เพื่อหาเงินและอาหารมาเลี้ยงดูแม่ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกไปหาปลาอยู่นั้น บังเอิญได้พบเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูบางอย่างและส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วย ความอยากรู้จึงเข้าไปดูแล้วพบกับเจ้าเต่าตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่ เขาจึงต่อรองกับเด็กเหล่านั้นว่าจะซื้อเต่าด้วยราคาจำนวนหนึ่ง เมื่อเด็ก ๆยอมเขาจึงนำเจ้าเต่าไปปล่อยลงทะเลเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกหาปลาตามปกติ ได้พบกับเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเกาะข้าง ๆเรือของเขาพร้อมกับพูดว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง อุระชิมะ ทาโร่ซัง” เมื่อเขาเห็นก็ต้องตกตะลึง ทำสิ่งใดไม่ถูก แล้วเจ้าเต่าตัวนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเจ้าเต่าน้อยตัวนั้นเอาไว้ และเพื่อเป็นตอบแทนพระคุณ เราจะพาท่านไปท่องเที่ยวที่ วังเรียวงุโจ ซึ่งอยู่ใต้ทะเล มาเถิดท่านอุระชิมะ ทาโร่”

ดั่งต้องมนต์สะกด อุระชิมะ ทาโร่ ตามเจ้าเต่าตัวนั้นไปด้วยความยินยอม และเมื่อเขาลงไปใต้ทะเลแปลกยิ่งนักที่เขาไม่รู้สึกอัดอึดเลย เมื่อถึงใต้ทะเล สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั่นก็คือ วังเรียวงุโจ ที่งดงาม เขาตะลึงในความสวยงาม ที่นี่ทำด้วยทองคำทั้งหมด ส่องแสงประกายระยิบระยับ และเมื่อเข้าไปใกล้อีกก็เห็น โอโตฮิเมะ พร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ อุระชิมะ ยืนตกตะลึงในความงามของโอโตฮิเมะ และความงามของ วังเรียวงุโจ เมื่อเขามองโอโตฮิเมะอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งก็นึกได้ว่าโอโตฮิเมะก็คือเจ้าเต่าตัวที่เขาช่วยชีวิตไว้นั่นเอง นางแปลงกายเป็นเต่าเพื่อจะไปท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์แต่ดันมาเจอเด็กพวกนั้นรังแก และรอดชีวิตมาเพราะอุระชิมะ ทาโร่ช่วยเอาไว้ “อุระชิมะ ทาโร่ ท่านจะอยู่ที่นี้นานแค่ไหนก็ได้ เราอนุญาต” โอโตฮิเมะ กล่าว.

อุระชิมะ ทาโร่ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอิโตฮิเมะและชาววังเรียวงุโจ ในห้องโถงมากมายเต็มไปด้วยอาหารมากมายอย่างดีที่อุระชิมะทาโร่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามีความสุขเกินจะบรรยาย แต่ก็อดนึกถึงแม่ผู้เป็นที่รักไม่ได้ เขาจึงถามแต่ก็ได้คำตอบจากอิโตฮิเมะว่านางได้ส่งคนไปดูแลแม่ของเขาแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลไป

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)