Posts Tagged ‘ภาษาญี่ปุ่น’

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 4

Written by jintana on December 11th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 4

ต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงกับเดือนกันยายน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่วงโอฮิงัน(วันแบ่งฤดู)ฤดูใบไม้ร่วง ชาวญี่ปุ่นจะทำขนมฮางิโนะโมจิ หรือ โอะฮางิ เพื่อรับประทานในช่วงนี้ ส่วนช่วงโอฮิงัน(วันแบ่งฤดู)ฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงดอกโบตั๋นกำลังจะบาน จะทำขนมโบตาโมจิ

เดือนตุลาคมกลางฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอยู่ประมาณ 17 – 18 องศาเซลเซียส เป็นฤดูกาลที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใสโทนส้มแดงของใบไม้ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสีก่อนที่จะร่วงโรยจากต้นเมื่อเปลี่ยนฤดูกาลอีกครั้ง ภูเขาจะถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ที่เปลี่ยนสีเหมือนใครสักคนเอาพรมไปปูไว้ เดือนนี้ชาวญี่ปุ่นจะนิยมทำขนมที่มีเปลือกเป็นรูปดอกเบญจมาศ มีลักษณะเป็นแป้งอบสองแผ่นสอดไส้ถั่วกวน เรียกว่า โมนากะ (คิกุโมนากะ) มาจากคำว่า พระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ  ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีเทศกาลดอกเบญจมาศ ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคม ถึง กลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

บอกลาฤดูกาลแห่งใบไม้แดง ด้วยขนม โอริเบโจโยะเป็นขนมโจโยมันจูสีเขียวนิยมทำขึ้นเพื่อรับประทานกับน้ำชาในช่วงเดือนพฤศจิกายน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โอริเบมันจู  ส่งท้ายบทความนี้ด้วยเดือนธันวาคม และขนมยุกิโมจิ ขนมคินตงสีขาวสะอาด ทำจากมันยามาโตะและเหง้าของต้นลิลลี่เป็นขนมที่ชาวญี่ปุ่นทำเพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเพลิดเพลินกับหิมะ อย่างฤดูหนาวนั่นเอง

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 3

Written by jintana on December 9th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 3

เริ่มต้นฤดูร้อนกันที่เดือนมิถุนายนกับขนมมินัทซึกิ ที่นิยมรับประทานในเทศกาล นาโงชิโนะฮาราเอะ ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ชาวญี่ปุ่นจะขอพรให้สุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยตลอดครึ่งปีที่เหลือ ขนมชนิดนี้จะมีการโรยถั่วแดงไว้บนหน้าขนมสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า สีแดงสามารถปัดเป่าโรคภัยทั้งหลายได้

ฤดูร้อนเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง และมีฝนตกอยู่เรื่อย ๆอากาศจะร้อนมากและมีความชื้นสูง หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า ร้อนนึ่ง นอกจากอาหารดับร้อนอย่าง โซะบะเย็นๆ บะหมี่เย็น เบียร์ แตงโม แล้วนั้นยังมีขนมคุซุซากุระที่นิยมทำขึ้นในเดือนกรกฎาคม ทำจากแป้งคุซุ มีเนื้อใสสอดไส้ด้วยถั่วกวน โดยส่วนใหญ่ขนมญี่ปุ่นในฤดูร้อนจะทำจากแป้งคุซุ

ส่งท้ายฤดูกาลแห่งดอกไม้ไฟด้วยขนมแห้ง มิซุ จะทำขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งทำมาจากน้ำตาลเคี่ยวผสมสี เลียนแบบรูปร่างสายน้ำไหล เรียกว่า อารุเฮโต

ฤดูร้อนเป็นช่วงที่ต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณมีความเขียวชอุ่มชุ่มชื้นด้วยสีเขียวของใบไม้ใบเขียวของ ซากุระ เมเปิ้ล โอ๊ค ตัดกับสีเขียวเข้มของต้นสนและต้นไผ่เป็นบรรยากาศที่ชวนให้คนออกมาร่วมเทศกาลดอกไม้ไฟและชมระบำพื้นเมืองอย่าง Bon Odori ที่เต็มไปด้วยสีสันให้หน้าร้อนดูมีชีวิตชีวาขึ้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 2

Written by jintana on December 7th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ขนมที่เป็นตัวแทนของเดือนกุมภาพันธ์มีชื่อเรียกว่า อุงุยสุโมจิ เป็นขนมกิวฮิที่ผสมแป้งสีเขียวต่อมาเดือนมีนาคมเป็นขนมโมจิที่จะผสมผงของใบอ่อนหญ้าโยโมงิมีชื่อเรียกว่า คุสะโมจิ

เดือนเมษายนเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิที่เราจะได้ชมความงามของดอกซากุระได้อย่างเต็มอิ่ม เนื่องจากความสดใสของดอกไม้ทำให้มีเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆท่ามกลางความงามของธรรมชาติ ขนมในเดือนนี้คือ ซากุระโมจิมีสองชนิดคือ แป้งโดเหมียวยจิ(ข้าวบดแล้วตากแห้ง)ไส้ถั่วกวนแล้วนำไปนึ่ง และไส้ถั่วกวนห่อแป้งข้าวสาลีที่รีดเป็นแผ่นบางแล้วนำไปย่าง ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นนิยมใช้แป้งโดเหมียวจิมากกว่า

ปลายฤดูใบไม้ผลิอย่างเดือนพฤษภาคม ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานขนม โอโตชิบุมิ ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิหรือ ที่มีชื่อเรียกว่า เนริกิริ ปั้นเป็นรูปใบไม้ห่อไส้ข้างใน คล้ายตัวด้วงที่นำใบไม้มาห่อตัวเพื่อวางไข่ ชื่อของขนมชนิดนี้พ้องเสียงกับคำว่า โอโตบุชิ ที่แปลว่าบัตรสนเท่ห์[1]ที่แกล้งทำหล่นไว้เพื่อให้คนอ่าน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นมีระยะเวลา 3 เดือน คือ มี.ค. – พ.ค. ขนมหวานที่นิยมคงไม่พ้นแป้งโมจิเหนียวนุ่มสอดไส้ด้วยถั่วกวนรสหวานลิ้น เข้ากันได้ดีกับการจิบชาร้อนที่ผ่านพิธีการชงชาอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางวิวของดอกซากุระที่กำลังผลิบาน เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเยือนญี่ปุ่นสักครั้ง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

[1]น. จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่นโดยมิได้ลงชื่อหรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน.

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 1

Written by jintana on December 5th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมที่มีรสหวานหอมกลมกล่อม พร้อมรับประทานกับชาเขียว ที่ผ่านกรรมวิธีการชงอันมีเสน่ห์ในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักกับขนมหวานหลากชนิดของชาวญี่ปุ่นกัน

ขนมมีบทบาทที่สำคัญในเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ เรียกได้ว่ามาญี่ปุ่นช่วงไหนก็มีขนมอร่อยให้รับประทานตลอดปี ซึ่งแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ขนมสด และขนมแห้ง

ประเภทของขนมสดมี 5 ประเภท ได้แก่

กิวฮิ จัดเป็นโมจิชั้นเลิศ ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวสีขาวที่นวดผสมกับน้ำ น้ำเชื่อมและน้ำตาล

เนริกิริ เป็นขนมใช้รับประทานในพิธีชงชา ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิ และตกแต่งให้สวยงาม

คินตง เป็นเส้นใช้ตกแต่งรอบถั่วกวนที่ปั้นเป็นก้อน ทำมาจากถั่วกวนแล้วกดลงแป้นพิมพ์เพื่อให้ได้ออกมาเป็นเส้น

โจโยมันจูเป็นซาลาเปาไส้ถั่วกวน ตัวแป้งทำมาจากมันยามาโตะหรือมันทสีกุเนะ

อุยโร ชื่อนี้ได้มาจากยาของจีน มีลักษณะเหนียวนุ่ม ทำมาจากข้าวผสมกับน้ำตาลแล้วนำไปนึ่ง

วัตถุดิบในการทำขนมนั้นต่างกันออกไปตามฤดูกาล ทำให้ในแต่ละเดือนชาวญี่ปุ่นจะมีขนมรับประทานอย่างไม่ซ้ำกัน เหมือนเป็นตัวแทนของทั้งสิบสองเดือน

ในช่วงมกราคมของทุกปี ที่ตรงกับเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานน้ำชากับฮานาบิระโมจิ เป็นโมจิชนิดหนึ่ง ทำมาจากรากโกโบ และถั่วกวนมิโสะ ห่อด้วยแป้งกิวฮิ มีที่มาจากขนมชาววังในสมัยเอโดะที่ถูกเรียกว่า “คิวชูโซนิ” ต่างเพียงวัตถุดิบที่ใช้ปลาอายุแทนรากโกโบ และมิโสะขาวของซุปโซนิแทนถั่วกวนมิโสะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

Written by jintana on December 3rd, 2014. Posted in บทความ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

บทความที่แล้วเราพูดถึงเทพทั้ง 3 องค์ได้แก่ เทพเจ้าไดโกกุเตนเทพเอบิสุและเทพบิชามนเตน  ซึ่งมีความเชื่อในการเคารพบูชาต่างกัน ยังมีเทพอีก 4 องค์ที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเจ็ดวันขึ้นปีใหม่

เทพเบนไซเตน เป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย หรือ เทพเจ้าแห่งเสียงดนตรีจากสายน้ำ วิชาการ ความรู้ รูปจำลองเป็นหญิง ในมือทั้งสองข้างถือพิณบิวะ บางความเชื่อถือเป็นเทพแห่งความสมบูรณ์พูนสุข และมีชื่อเรียกต่างกันออกไป คือ เบนเตน เบนไซเตน หรือ เมียวอนเตน

เทพฟุกุโรจุกุ และเทพจุโรจิน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเทพทั้งสององค์นี้เป็นเทพแห่งการมีอายุยืนยาว จึงมีหนวดเคราสีขาวยาว พร้อมกับถือไม้เท้าที่มียอดขมวดเป็นขด ฟุกุโรจุกุ คือเทพแห่งพรสามประการ ได้แก่ ความรุ่งเรือง ทรัพย์สมบัติ และอายุวัฒนะ มีนกกระสาคอยติดตาม ส่วนจุโรจิน คือ เทพแห่งการมีชีวิตยืนยาว เชื่อกันว่าคือปราชญ์ชาวจีน “เล่าจื้อ” มีกวางคอยติดตาม เชื่อว่าเนื้อกวางเป็นยาอายุวัฒนะ ในมือจะถือพัดหรือลูกท้อซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตยืนยาว

เทพโฮเตโอโช มีตัวตนอยู่จริง เป็นนักบวชนามว่า “ชี่ฉื่อ” ในสมัยราชวงศ์โฮว่เหลียงของประเทศจีน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองให้สามีภรรยาอยู่กันกันอย่างสุขสงบร่มเย็น บ้างเชื่อกันว่าเป็นรูปอวตารของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ รูปจำลองนั้นเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นท้องอ้วนกลม แบกถุงผ้า เป็นที่เคารพบูชาเพราะสามารถเห็นลางร้ายและทำนายอนาคตได้

สังเกตได้ว่าเทพเจ้าความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีที่มาและความหมายในการบูชาไม่ต่างจากชาวจีน หรืออินเดีย หรือแม้กระทั่งคนไทยเชื้อสายจีนในบ้านเรา นั่นบ่งบอกได้ว่ามนุษย์เรานั้นผูกพันกับความเชื่อเหล่านี้มาอย่างทุกยุคสมัยและไร้พรมแดนทางเชื้อชาติอีกด้วย

7 เทพเจ้าแห่งความสุข

Written by jintana on December 1st, 2014. Posted in บทความ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข

ความเชื่อในเทพเจ้าปรากฏอยู่ทุกศาสนา ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความเชื่อและศรัทธาในเทพเจ้า สืบเนื่องด้วยความเชื่อทางศาสนาพุทธ ความเชื่อเก่าแก่ของญี่ปุ่น ความเชื่อของชาวจีน บวกกับตำนานโบราณของอินเดีย ผสานกันเป็นความเชื่อในเทพเจ้าแห่งความสุขทั้ง 7 ที่คนญี่ปุ่นนิยมสักการะใน 7 วันแรกของปีใหม่

เทพเจ้าไดโกกุเตนหรือ เทพมหากาฬ ตามตำนานอินเดียโบราณ เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวจีน ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมตั้งเอาไว้ภายในห้องครัว เทพเจ้าไดโกกุเตนส่วนใหญ่มักแบกถุงเงินไว้บนบ่า มือขวาถือค้อนวิเศษ และยืนอยู่บนกระสอบข้าว และสวมหมวกที่มีชื่อเรียกว่า ไดโกกุซุกิน

เทพเอบิสุ หมายถึง เทพเจ้าของคนต่างถิ่น ถือกำเนิดมาจากตำนานญี่ปุ่นโบราณ เป็นที่เคารพอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวญี่ปุ่นที่ทำการค้าขาย และชาวเรือประมง ชาวประมงมีความเชื่อว่าเป็นเทพที่นำอาหารทะเลมาให้ มือขวาของเทพเอบิสุนั้น จะถือคันเบ็ด มือซ้ายอุ้มปลา รวมไปถึงใบหน้าที่มีรอยยิ้มทั้งหน้าเรียกว่า ใบหน้าของเอบิสุ

เทพบิชามนเตนหรือ จตุเทพทามนเตน ในตำนานโบราณของอินเดีย ภายหลังการก่อตั้งพระพุทธศาสนา เป็นเทพแห่งสงคราม รูปจำลองจะสวมชุดเกราะมือขวาถืออาวุธ มือซ้ายถือเจดีย์

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ

Written by jintana on May 20th, 2014. Posted in บทความ

ยูคาตะ

 

 

ชุดลำลองสไตล์โบราณยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นคงจะเป็นชุดอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ยูคาตะ” ชุดสวยสีสันสดใสมีให้เลือกมากมายมีที่มาที่ไป รวมไปถึงการสวมใส่ที่น่าสนใจมาให้เราได้เรียนรู้กัน

เริ่มกันที่ความแตกต่างของกิโมโนกับชุดสีสันตรึงตาที่ถูกเรียกว่า ยูคาตะ ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า หลายคนอาจะสับสนว่าชุดไหนคือ กิโมโน ชุดไหนคือ ยูคาตะ สังเกตไม่ยากค่ะ ยูคาตะนั้นจะไม่มีซับในเหมือนกิโมโน นิยมสวมใส่กับรองเท้าเกี๊ยะ ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมสวมเกี๊ยะกับชุดต่าง ๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงราว ๆ ศตวรรษที่ 1950สังเกตได้จากร้านขายเกี๊ยะซึ่งนิยมมากในอดีต แต่ปัจจุบันหายากมาก เพราะค่านิยมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และด้วยอากาศที่ร้อน ทำให้การสวมใส่ชุดไม่จำเป็นต้องใส่ถุงเท้าเหมือนเวลาใส่ชุดกิโมโน ขาดไม่ได้เลยกับผ้าคาดเอวที่เรียกว่า โอบิ หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นจะใส่ชุดยูคาตะในช่วงหน้าร้อน ซึ่งอดีตนิยมใส่ชุดนี้ออกไปชมดอกไม้ไฟ และเล่นรำวงพื้นบ้านญี่ปุ่นBON ODORI

สีสันสดใสบนลายของชุดยูคาตะ นับว่าเป็นเสน่ห์ของเครื่องแต่งกายนี้ให้โดดเด่นขึ้นมา ลายยอดนิยมที่ชาวญี่ปุ่นนำมาเป็นลายบนชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เช่น ลายดอกฟูจิลายดอกโชวบุหรือไอริช ลายโชวหรือลายผีเสื้อ ลายดอกโบตั๋น ลายดอกซากุระ เป็นต้น

ตุ๊กตาอะกะเบโกะ

Written by teeranun on April 8th, 2014. Posted in บทความ

ตุ๊กตาอะกะเบโกะ

อะกะเบโกะ (赤べこ) คือตุ๊กตาของเล่นตามแบบประเพณีดั้งเดิมที่นิยมทำขึ้นในเขตไอสุ (会津) ประเทศญี่ปุ่น มีวิธีการทำโดยการนำกระดาษเหลือใช้มาผสมกาวแล้วห่อกับชิ้นไม้ จากนั้นตกแต่ง ระบายสี และเคลือบด้วยแลคเกอร์จนออกมาเป็นรูปวัวสีแดง ทั้งนี้ ส่วนตัวกับส่วนหัวจะเป็นส่วนประกอบคนละส่วน เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวหรือสั่นสะเทือน หัวของวัวก็จะสั่นไปมา

ตำนานของไอสุกล่าวว่าแต่เดิมนั้น อะกะเบโกะเคยเป็นวัวที่มีชีวิตอยู่จริงๆในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นวัวที่ชักลากไม้เพื่อก่อสร้างวัดเอนโซจิ ที่มีภิกษุโทกุอิจิเป็นผู้ดูแลการสร้าง วัวนั้นได้มอบวิญญาณเพื่อแสดงถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า และกลายเป็นหินไป ทั้งนี้ ยังมีตำนานฉบับอื่นกล่าวว่ามีวัวตัวหนึ่งไม่ยอมออกจากวัดเอนโซจิที่สร้างเสร็จแล้ว และกลายเป็นรูปปั้นอยู่ในวัด ตุ๊กตาอะกะเบโกะจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม การสร้างตุ๊กตาอะกะเบโกะเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยกาโม อุจิซาโตะ (蒲生 氏郷) เจ้าผู้ครองแคว้นไอสุในขณะนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดโรคฝีดาษระบาดไปทั่วญี่ปุ่น ชาวไอสุจึงให้เด็กๆพกตุ๊กตาอะกะเบโกะติดตัวเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่ติดโรค (เนื่องจากตุ๊กตาอะกะเบโกะมีสีแดง ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสีแดงคือสีที่ขับไล่โรคร้ายต่างๆได้) ความเชื่อนี้ได้สืบเนื่องจนมาถึงปัจจุบันในฐานะเครื่องรางที่สามารถขับไล่โรคร้าย และยังถือเป็นสัญลักษณ์ของเขตไอสุอีกด้วย

ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำตุ๊กตาอะกะเบโกะมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากเทคนิคและวิธีการทำจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และคนสมัยใหม่ไม่นิยมทำตุ๊กตาอะกะเบโกะเหมือนในอดีต แม้ว่าการทำตุ๊กตานี้ใช้เวลาเพียง 10 วันเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ทำตุ๊กตาอะกะเบโกะรุ่นใหม่ยังสอดแทรกฝีมือและคติความเชื่อใหม่ๆลงไปในงานด้วย

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น 2

Written by jintana on April 7th, 2014. Posted in บทความ

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น

หลายคนอาจะสงสัยว่าการรับประทานซูชิทำไมจึงต้องมีเจ้าครีมหยาบ ๆสีเขียวรสชาติเผ็ดขึ้นจมูก ที่เรียกว่า วาซาบิ จริงอยู่ว่ารสชาติที่จัดจ้านของมันอาจช่วยดับกลิ่นคาวปลาสดที่ให้เป็นหน้าของซูชิ วาซาบินั้นมีสรรพคุณช่วยเจือจางความเป็นพิษและฆ่าเชื้อโรค วิวัฒนาการของอาหารชนิดนี้มีเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นอาหารที่มีเสน่ห์ลงตัวน่าหลงใหลในปัจจุบันจึงทำให้ซูชิมีหลายประเภท บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของซูชิกันค่ะ

นิงิริซูชิ คือ ข้าวปั้นเป็นก้อนที่ด้านบนวางด้วยปลาดิบ หรือหมึก บ้างก็ป้ายวาซาบิลงไปด้วย ซูชิแบบนี้เราเห็นได้ทั่วไปและเป็นที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน
-มากิซูชิ คือ ข้าวและสาหร่ายม้วนเป็นโรล มีวิธีการทำอยู่ 3 แบบ คือ ข้าวอยู่ด้านในสาหร่ายทะเลอยู่ด้านนอก, สาหร่ายทะเลอยู่ด้านในข้าวอยู่ด้านนอก และการม้วนแบบกรวยที่เรียกว่า แคลิฟอร์เนียเทมากิ
-ชิราชิซูชิ คือ ข้าวกล่องที่จัดวางเครื่อง เช่น ปลาดิบ ไข่หวาน หมึก ไข่ปลาและผัก ไว้ด้านบน หรือที่เราคุ้นหูกันว่า ข้าวหน้าปลาดิบนั้นเอง
-โอชิซูชิ คือ ข้าวปั้นอัดเป็นรูปสีเหลี่ยมพอดีคำ แล้ววางหน้าด้วยปลาดิบคล้ายนิงิริซูชิ เป็นซูชิในรูปแบบของคันไซจากเมืองโอซาก้า
-อินะริซูชิ คือ ข้าวและเนื้อที่ถูกอัดลงไปในถุงที่ทำจากเต้าหู้
-สุงะตะซูชิ คือ ซูชิที่วางปลาทั้งตัวลงบนข้าว หั่นเป็นชิ้น จัดเรียงและเสิร์ฟเป็นตัว
-นาเระซูชิ คือ ซูชิในรูปแบบดั้งเดิม อีกชื่อเรียกว่า ฟูมะ ซูชิ วิธีการทำคือการนำปลาที่ขอดเกล็ดออกและล้างไส้เรียบร้อยแล้ว มาอัดเกลือเข้าไปให้เต็มตัว จากนั้นนำไปวางเรียงกันในถังหมักแล้วใส่เกลือลงไปในถังอีกจนเต็ม จากนั้นจะวางทับฝาถังด้วยหินที่หนักมาก ๆ เพื่อเป็นการรีดน้ำออกจากตัวของปลา ทิ้งไว้ประมาณ 6 เดือนถึงจะรับประทานได้ ไม่คอยเป็นที่นิยมเท่าไรเพราะมีกลิ่นที่แรงมาก

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น 1

Written by jintana on April 4th, 2014. Posted in บทความ

ข้าวปั้นสัญชาติญี่ปุ่น

 

หลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับอาหารสัญชาติญี่ปุ่นอย่างข้าวปั้นหน้าต่าง ๆ ที่มีนามว่า “ซูชิ” ซูชิที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปนั้นมีชื่อว่าเต็มว่า “นิงิริซูชิ” คือซูชิที่มีลักษณะเป็นข้าวอันก้อนแล้วใช้เนื้อปลาวางด้านบนเท่านั้น ความจริงแล้วซูชิมีอีกหลายประเภทที่เรายังไม่รู้จักและไม่เป็นที่นิยมในบ้านเรา แต่ก่อนที่เราจะไปความรู้จักกับประเภทของซูชิเรามารู้จักกับประวัติความเป็นมาของเจ้าข้าวปั้นแสนอร่อยกันดีกว่า

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 7 หรือประมาณ 1400 ปีที่แล้ว การถนอมอาหารโดยการหมักเอาไว้นั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่นิยมเอาปลาสดที่จับได้จากแม่น้ำมาหมักหรือดองเพื่อถนอมอาหารให้เก็บได้นานขึ้น  นักประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นได้สืบค้นพบว่า ประเทศญี่ปุ่นรับเอาวัฒนธรรมการบริโภคปลาหมักกับข้าวมาจากประเทศจีน ซึ่งเล่าต่อกันว่า จีนก็รับเอาวัฒนธรรมนี้มาจากประเทศไทยและลาว หรือประเทศแถบริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกที ในเอกสารของจีนโบราณช่วงปลายศตวรรษที่ 2 ยังกล่าวถึงอาหารที่มีหน้าตาคล้ายกับซูชิว่าเป็นปลาเค็มที่ใช้หมักกับข้าว แต่จะรับประทานเฉพาะเนื้อปลาเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันของการหมักปลาเพื่อทำซูชิของชาวญี่ปุ่นหลังศตวรรษที่ 8 เพราะชาวญี่ปุ่นพบว่า ข้าวสามารถใช้หมักปลาแทนเกลือได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันซูชิมีหน้าตาคล้ายกับซูชิในศตวรรษที่ 17 และในยุคเอโดะเรียกได้ว่าเป็นยุคของต้นกำเนิด นิงิริซูชิ  ซึ่งจะนิยมปรุงรสชาติของข้าวปั้นและปลาด้วยน้ำส้มสายชูแทนการหมักเพื่อให้ได้รสเปรี้ยวและถนอมให้ข้าวและปลาอยู่ได้นานขึ้น ในอดีตจะมีร้านค้าซูชิเรียงรายกันมากมายในตอนค่ำทั่วเมืองเอโดะหรือเมืองหลวงโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน แม้ว่าวิธีการทำและจุดประสงค์ของการบริโภคจะต่างออกไปจากในอดีต แต่ซูชิก็ยังคงเสน่ห์เป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลกเช่นเคย