Posts Tagged ‘ภาษาจีน’

9อันดับสถานที่ท่องเที่ยวของแดนมังกร(3)

Written by jintana on May 26th, 2014. Posted in บทความ

กุ้ยหลิน

ภูเขาหิมะมังกรหยก หรือ อวี้หลงเซี่ยซาน ภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ตั้งอยู่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าต่าง ๆ ยอดที่สูงที่สุดของเทือกเขาจากทั้งหมด 12 ยอด สูงจากระดับน้ำทะเล 5,596 เมตรมีชื่อว่า ซานจือโต่วสามารถเที่ยวชมโดยการนั่งกระเช้าไฟฟ้า ขึ้นชมยอดเขาที่ความสูงกว่า 3,356 เมตร เพื่อชมทัศนียภาพบนจุดที่จัดว่าสวยงามที่สุด ด้วยสีขาวของหิมะตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าจึงทำให้สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่า Jade Dragon Snow Mountain หรือ ภูเขาหิมะมังกรหยกนั่นเอง

พระราชวังฤดูร้อน อี้เหอหยวนสถานที่แห่งนี้เล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมากมายอีกแห่งหนึ่งของจีนพระราชวังกึ่งอุทยาน สร้างขึ้นในราชวงศ์จิ๋นหรือประมาณ 800 ปีที่แล้ว มีความสวยงามอยู่ในระดับต้น ๆ ตั้งอยู่ในเขตไห่เตี้ยน ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 15 กิโลเมตรมีเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศเป็นสวนสาธารณะในปี ค.ศ. 1924 และอนุญาตให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมได้

กุ้ยหลิน (桂林, Guilin)เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นสถานที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีนตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองกวางสี ทางตอนใต้ของประเทศจีน คนจีนขนามนามว่า  “เมืองสวรรค์บนพิภพ”หรือ“ซื่อไหว้เถาหยวน” เมืองนี้สวยงามมากจนมีคำกล่าวที่ว่าจิตรกรใดที่ยังไม่เคยมาเมืองกุ้ยหลิน จะไม่สามารถวาดรูปขุนเขาให้สวยงามได้เลย  ส่วนชื่อกุ้ยหลินนั้น มาจาก ในอดีตเมืองนี้มีป่า(หลิน)ต้น “กุ้ยฮวย” หรือ ต้นขี้เหล็กของไทย อยู่เป็นจำนวนมาก ชาวเมืองจึงนิยมนำส่วนใบมาทำเป็น “ชากุ้ยหลิน”

9อันดับสถานที่ท่องเที่ยวของแดนมังกร(2)

Written by jintana on May 24th, 2014. Posted in บทความ

จิ่วจ้ายโกว

พิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้หรือ Shanghai museum of History สถานที่ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะจีนโบราณ จัดแสดงโดยการนำเสนอผ่านวัตถุโบราณ เครื่องใช้ของชาวจีนในสมัยก่อน มีห้องแสดงผลงานศิลปะถึง 11 ห้องและห้องแสดงนิทรรศการอีก 3 ห้อง ด้วยกัน ผลงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับศิลปะโบราณของจีนและชนชาติต่างๆที่อาศัยในจีน เช่น เครื่องทองเหลืองโบราณ เครื่องเซรามิกโบราณเครื่องแต่งบ้านที่ใช้ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง เครื่องหยกโบราณงานแกะสลักโบราณงานเขียนลายมือ งานวาด เหรียญ เป็นต้น

Karst Mountainsภูเขาที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ได้อย่างสวยงามและลงตัว ตั้งอยู่ในเมืองหยางโจว ตั้งอยู่ที่มณฑลกวางซีทางตอนใต้ของจีน นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก ทัศนียภาพอันสวยงามคือ การมองสถานที่แห่งนี้จากหยางโจว เขตเทศบาลชานเมืองกุ้ยหลิน ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลกวางซี

หุบเขาจิ่วจ้ายโกวหรือ อุทยานสระสวรรค์สถานที่สวยงามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน อยู่ห่างจากตัวเมืองเฉิงตูราว 500 กิโลเมตร จัดเป็นเขตพื้นอนุรักษ์ มีทะเลสาบที่น่ามหัศจรรย์เพราะสวยงามเกินคำบรรยาย ยิ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วง สีสีนของใบไม้ที่เปลี่ยนสีสะท้อนลงบนผืนน้ำจะปรากฏเป็นภาพที่ชวนฝัน ในปี พ.ศ.2540 องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้สถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกและเป็น World Biosphere Reserve

 

9อันดับสถานที่ท่องเที่ยวของแดนมังกร(1)

Written by jintana on May 22nd, 2014. Posted in บทความ

The Terracotta Warriors

กำแพงเมืองจีน คงเป็นทราบกันดีว่าสถานที่แห่งนี้ถูกบันทึกไว้ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “กำแพงหมื่นลี้” เพราะมีความยาวถึง 6,350 กิโลเมตร กำแพงแห่งนี้สร้างในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน เริ่มสร้างระหว่างปี พ.ศ. 300-329 (243-252ปีก่อนคริสตกาล)จุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ

พระราชวังต้องห้าม หรือ นครต้องห้าม ในชื่อ The Forbidden  เป็นพระราชวังในสมัยราชวงศ์หมิง – ราชวงศ์ชิงรวม 24 พระองค์ มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 500 ปีตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน ทางตอนเหนือของจัตุรัสเทียนอันเหมิน

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือ The Terracotta Warriors สุสานหุ่นดินเผาของทหารและม้านับหมื่นชิ้น สถานที่แห่งนี้เป็นสุสานของจักรพรรดิ จิ๋นซีฮ่องเต้ ที่มีดำริให้สร้างสุสานที่เป็นมหาสุสานและที่พักผ่อนชั่วนิรันดร์ ทำให้ต้องสร้างสุสานแห่งนี้ขึ้นโดยปั้นหุ่นทหารและม้าตามต้นแบบคนจริง และหลังจากนั้นผู้ที่ถูกเป็นแบบก็ต้องจบชีวิตลงเพื่อเป็นวิญญาณเฝ้าสถานที่แห่งนี้ สิ่งที่น่าแปลกคือยังไม่มีผู้ใดค้นพบพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้เลย

เมืองต้องห้ามสีม่วงกลางกรุงปักกิ่ง(ต่อ)

Written by jintana on January 5th, 2014. Posted in บทความ

เมืองต้องห้ามสีม่วง

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว กับพระราชวังต้องห้ามกลางกรุงปักกิ่ง ความใหญ่โตหรูหราอลังการของที่นี้บ่งบอกได้ดีว่าในอดีตนั้นกษัตริย์มีอำนาจมากเพียงใด ไม่เพียงแต่ต้องห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกได้กรายเข้ามา คนในวังก็ยากที่จะออกไปทำอะไรแบบสามัญนอกรั้วพระราชวัง

พระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยสองส่วน คือ วังหน้า และวังใน

วังหน้าคือที่พระราชาจะออกว่าราชการ ประกอบพิธี รับเข้าเฝ้ามีทั้งหมดสามตำหนัก ได้แก่
ตำหนักไถ่เหอเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุด และสำคัญที่สุดของพระราชวังหลวง
ตำหนักจงเหอตั้งอยู่ด้านหลังตำหนักไถ่เหอ ใช้เป็นที่พักก่อนออกว่าราชการแผ่นดิน ใช้จัดพิธีเข้าเฝ้า พิธีแต่ตั้งราชินี และพิธีใหญ่ของวังหลวง
ตำหนักเป่าเหอ ตั้งอยู่ด้านหลังตำหนักจงเหอ แต่มีขนาดใหญ่เท่ากับตำหนักไถ่เหอ ภายในมีบัลลังก์ ส่วนใหญ่จะใช้จัดงานเลี้ยงรับรอง งานพิธีอภิเษกสมรสของฮ่องเต้หรือโอรส รวมไปถึงเป็นที่สอบจอหงวนในรัชสมัยของพระเจ้าเฉียนหลง

วังในเป็นส่วนที่ห้ามผู้ชายเข้ายกเว้นเหล่าขันทีเท่านั้น  เหตุที่ห้ามเพศชายเข้าก็เพราะว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องเสื่อมเสียระหว่างนางสนมหรือนางกำนัลของพระราชา แต่ก็ยังมีเรื่องราวระหว่างขันทีของนางกำนัลหรือนางสนมให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ขันทีส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน หลายคนจึงพยายามทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น บางคนก็โกงเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนมากมาย บางคนก็แอบซื้อบ้านไวข้างนอก และซื้อผู้หญิงและทารกมาเป็นภรรยาและบุตรเพราะตนเองไม่สามารถมีลูกได้ วังในประกอบไปด้วย ตำหนักเฉียนชิงกง ตำหนักเจียวไถ่เตี่ยน ตำหนักคุนหมิงและตำหนักตะวันออกและตะวันตก เป็นสถานที่ที่ฮ่องเต้ ใช้ดำเนินการประจำวันทางการเมือง ตัดสินความ ลงพระนามอนุมัติ เป็นต้น และเป็นที่อยู่อาศัยของฮ่องเต้ พระราชินี พระราชวงศ์ นางสนม นางกำนัล อีกด้วย

เมืองต้องห้ามสีม่วงกลางกรุงปักกิ่ง

Written by jintana on January 3rd, 2014. Posted in บทความ

เมืองต้องห้ามสีม่วง

หลายคนอาจทราบดีเกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวของบัลลังก์มังกรอาถรรพ์ภายในพระราชวังต้องห้ามในประเทศจีน ว่าหากใครไม่มีบารมีพอที่จะครองบัลลังก์ หรือบังอาจนั่งบนบัลลังก์แห่งนี้ คนนั้นก็จะมีชีวิตที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ บทความนี้เราจะพาไปรู้จักพระราชวังแห่งนี้กันค่ะ

พระราชวังต้องห้าม (紫禁城: จื่อจิ้นเฉิง)  ตั้งอยู่กลางใจกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน พระราชวังแห่งนี้มีชื่อเรียกหลากหลายออกไปเช่น เมืองต้องห้ามสีเลือดหมู, กู้กง ที่แปลว่าพระราชวังเก่า เป็นต้น เหตุที่เรียกว่า พระราชวังต้องห้ามก็เพราะว่าในอดีตห้ามประชาชนเข้า – ออก ภายในพระราชวังเด็ดขาด แม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยังต้องขอเป็นพิเศษ และเช่นกันว่าคนที่อยู่ภายในก็ออกมาภายนอกไม่ได้เช่นกัน เหล่านางสนมกว่า 9,000 นาง และขันทีกว่า 70,00 คนก็ยังต้องอยู่ภายในนั้นไปตลอดชีวิต ส่วนสีเลือดหมูนั้นมาจากสีของตัวอาคารพระราชวังที่เป็นสีเลือดหมูนั่นเองมีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา พระกระยาหารของพระองค์มีมากถึง 148 อย่าง ทั้งยังมีคำสั่งให้ขันทีคัดเลือกเสาะหาชายหนุ่มหน้าตาดีมาให้ถึงในวัง และคนผ่านนอกก็จะไม่มีโอกาสได้พบชายผู้นั้นอีก

พระราชวังต้องห้าม หรือภาษาจีนแปลตรงตัวว่า เมืองต้องห้ามสีม่วง มีพื้นทีครอบคลุมราว 720,000ตร.กม. มีอาคาร 800 หลัง ภายในมีห้องประมาณหนึ่งหมื่นห้อง ใช้เวลาก่อสร้าง 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 – 1963 ถูกใช้เป็นพระราชวังหลวงตั้งแต่กลางสมัยราชวงศ์หมิงถึงราชวงศ์ชิง ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจัตุรัสเทียนอันเหมินนอกจากนี้เมื่อ พ.ศ. 2530 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามเป็นมรดกโลกร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยาง ในชื่อ พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน (ต่อ)

Written by jintana on October 26th, 2013. Posted in บทความ

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เราพูดกันถึงเครื่องรางต่าง ๆ ประกอบด้วย ปี่เซี่ยะ เต่ามังกร และกิเลน เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์เทพตามตำนานที่เล่าต่อกันมา สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางเหมือนกันแต่เราเน้นไปกันที่สิ่งของต่าง ๆ จะประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อย่างแรกไม่ใกล้ไม่ไกลเห็นได้ทั่วไปก็คือ ระฆัง นั่นเอง ตามความเชื่อของทางศาสนาพุทธ ระฆังหมายถึงการตื่นตัว การรู้สัจธรรมที่แท้จริง เชื่อกันว่าระฆังจะนำแต่ข่าวดีมาให้ และยังรู้เท่าทันศัตรูอีกด้วย

น้ำเต้า (หลู หรือ หู) ชาวจีนนิยมแขวนน้ำเต้าไว้หน้าห้องคนชราหรือเด็ก เพื่อเป็นเคล็ดให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ป้องกันไม่ภูตผีมารบกวน เชื่อนกันว่ายังช่วยอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง มีลูกหลานเต็มบ้าน เนื่องจากน้ำเต้าเป็นไม้ผลที่มีเมล็ดมาก เครือยาว ออกลูกมาไม่จบไม่สิ้น เปรียบได้กับหมื่นชั่วคน

หยิน – หยาง (ไท้เก๊กโต๊ว) เป็นสัญลักษณ์มีลักษณะ วงกลมครึ่งขาวครึ่งดำ มีจุดขาวในดำ มีจุดดำในขาว เป็นตัวแทนของหญิงและชาย มักจะถูกใช้เป็นพลังมงคลเสริม และใช้ในการปรับฮวงจุ้ย
– สีดำ คือ หยิน เป็นตัวแทนของผู้หญิง ความมืดดำ โลก ดวงจันทร์ ความอ่อนแอ และความสันโดษ
– สีขาว คือ หยาง เป็นตัวแทนของผู้ชาย ความขาวสว่าง ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ และความเข้มแข็ง

เครื่องรางอย่างสุดท้ายคือ คฑามงคล(ยู่อี่) เป็นตัวแทนของความสมปรารถนา คฑาเป็นรูปแป้น งอ ๆ ซึ่งมาจากตรงส่วนหัวของเห็ดหลินจือเป็นพืชที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ หากทำจากหยกจะถูกเรียกว่า “เง็กยู่อี่”

เง็ก แปลว่า หยก และ ยู่อี่ แปลว่า สมปรารถนา คฑามงคลถูกจัดให้เป็นเครื่องประดับสำหรับจักรพรรดิ ขุนนางชั้นสูง รวมไปถึงพระผู้ใหญ่ซึ่งจะใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น เทพเจ้าฮก (ฮก ลก ซิ่ว) เทพแห่งความสุขยังถือคฑานี้ด้วย ความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความสุขและสมหวังในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง 

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน

Written by jintana on October 25th, 2013. Posted in บทความ

ชาวเอเชียมักมีความเชื่อที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือสัตว์นำโชค  จนกลายเป็นที่มาของเครื่องรางต่าง ๆ ที่นิยมพกติดตัวหรือเป็นของตกแต่งโต๊ะทำงาน บางครั้งอาจมีชิ้นใหญ่เพื่อการตกแต่งบ้านและอาคารก็ได้

บทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางต่าง ๆ ของชาวจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือสัตว์รูปร่างหน้าตาแปลก ๆ มาเริ่มต้นกันที่ ปี่เซียะ / ผี่ชิว หรือเผ่เย่า หลายคนอาจคุ้นหูกันดีกับชื่อนี้ ชาวจีนมีความเชื่อว่าเครื่องรางชนิดนี้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลได้ ทั้งยังร่ำรวยเงินทอง เพราะปี่เซี่ยะไม่มีรูทวารจึงไม่มีเงินไหลออก รูปร่างของสัตว์ชนิดนี้คล้ายกวาง มีเขา มีเขี้ยว ตาโปน ปากกว้าง หางยาว และมีปีกหรืออาจไม่มีก็ได้ ตามตำนานกล่าวว่า ปี่เซี่ยะ เป็นราชบุตรองค์ที่ 9 ของพญามังกรสวรรค์ จัดอยู่ในสัตว์เทพมีชื่อเรียกต่างกันไปตามสถานที่ที่พบเห็น ถ้าเห็นบนสวรรค์จะถูกเรียกว่า เผ่เย่า” หากอยู่บนโลกมนุษย์ก็จะถูกเรียกว่า “ผี่ชิว” และ “พีแคน” เมื่ออยู่ในมหาสมุทร ปี่เซี่ยะนั้นมีพลังแรงมากในเรื่องของการนำโชค ยิ่งถ้าตั้งคู่กับกิเลนจะได้ผลดีมากกว่าเดิม

สัตว์เทพตัวต่อไปได้แก่ เต่ามังกร ตามตำนานกล่าวว่า เต่ามังกรเป็นลูกตัวที่ 9 ของพญามังกรมีรูปร่างเป็นเต่าหัวเป็นมังกร ชาวจีนเชื่อว่าสัตว์เทพตัวนี้เป็นตัวแทนของความมั่นคง แข็งแกร่ง อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ความก้าวหน้าและความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมไปถึงร่ำรวยทรัพย์สินมากมาย เป็นสัตว์เทพที่มีพลังอำนาจสูง และยังเป็นที่ศรัทธาสูงสุดของรางวงศ์ถัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถังได้โปรดให้สร้าง เต่ามังกร ตั้งไว้บริเวณส่วนหน้าของพระราชวังจึงเป็นความเชื่อสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ปิดท้ายด้วย กิเลน หรือฉีหลิน หรือบางครั้งชาวจีนก็เรียกว่า ม้ามังกร เป็นสัตว์เทพในตำนาน มีหัวเป็นมังกร มีตัวเป็นกวาง มีเกล็ดเหมือนปลา มีเขาเป็นยูนิคอร์น มีหางเป็นวัว เป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล เชื่อกันว่าหากกิเลนปรากฏตัวขึ้นที่ไหนก็จะมีแต่ความโชคดี ข่าวดี และหากตั้งกิเลนไว้ที่ใดจะช่วยกรองและขจัดสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่าง ๆ รวมไปถึงนำแต่ข่าวดีและสิ่งดีมาให้

 

มรดกโลกละครงิ้วของจีน

Written by jintana on September 20th, 2013. Posted in บทความ

       

อุปรากรจีน หรือ “งิ้ว” ที่เราคุ้นหูกัน มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.1179 – 1276) งิ้วถือกำเนิดในหลายภาคของจีน งิ้วที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและมีความสมบูรณ์มากที่สุดคือ ละครใต้ หรือ หนันซี่ ช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แถบเมืองเวินโจว จากนั้น งิ้วปักกิ่ง จึงถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ถือว่าเป็นงิ้วที่รวบรวมศิลปะการแสดงงิ้วของทุกภาคเอาไว้รวมกัน มีวิธีการร้องที่ผสมผสานโอเปร่าและการร้องลากเสียง รวมไปถึงการบีบเสียงให้ดูเป็นเอกลักษณ์

งิ้วในประเทศจีนนั้นมีหลากหลายประเภท เช่น  งิ้วเส้าซิง, งิ้วเหอหนัน, งิ้วกวางตุ้งและงิ้วปักกิ่งหรืออุปรากรแห่งบูรพา ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศและโด่งดังระดับโลก แต่เดิมงิ้วมีทั้งหมดประมาณ 300 ชนิด ซึ่งแยกตัวอยู่ตามเมืองต่าง ๆของจีน

งิ้วปักกิ่งนั้นมีประวัติยาวนานถึง 200ปี มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “จิงจวี้” แปลเป็นไทยก็ได้ความว่า “งิ้วปักกิ่ง”  งิ้วปักกิ่งเป็นงิ้วที่สมบรูณ์ที่สุดก็เพราะว่ารวมการขับร้อง การพูด การแสดงลีลา การแสดงศิลปะการต่อสู้ และระบำรำฟ้อนไว้ด้วยกัน  รวมไปถึงยังมีการแบ่งตัวละครอย่างชัดเจน ได้แก่ เซิงหรือเพศชาย  ตั้นหรือเพศหญิง  จิ้งหรือเพศชาย และโฉวหรือมีทั้งเพศชายและเพศหญิง

องค์การยูเนสโก ได้ยกระดับให้งิ้วเป็นมรดกโลก ซึ่งการแสดงงิ้วนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมขนานแท้ของจีนที่มีเสน่ห์ และคุณค่าควรแก่การรักษาไว้

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์ (ต่อ)

Written by jintana on September 5th, 2013. Posted in บทความ

 

ควาฟู่วิ่งตามดวงอาทิตย์จนเริ่มเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทุกที ๆ เขาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากในทิศทางที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สองแสงสว่างไสวสีทองอยู่ตรงหน้าของเขา แสงสีทองชโลมร่างกายของเขา เขารู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่สามารถจะจับดวงอาทิตย์ได้  แต่แล้วเมื่อเขาเอื้อมมือโอบดวงอาทิตย์เขาก็ต้องรู้สึกร้อนยากที่จะทานทน และความร้อนมากตลอดระยะทางที่วิ่งตามเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกกระหายน้ำ เขาจึงวิ่งไปยังแม่น้ำหวงเหอแล้วดื่มน้ำจนแม่น้ำหวงเหอแห้งไม่เหลือเลย เท่านั้นยังไม่พอเขาวิ่งไปยังแม่น้ำเว่ยเหอแล้วดื่มน้ำจนหมดอีกเช่นกัน น้ำจากแม่น้ำทั้งสองนั้นไม่พอดับความกระหายของควาฟู่ได้ เขาจึงคิดว่าหากวิ่งต่อไปทางเหนืออีกก็จะมีทะเลสาบที่มีน้ำเพียงพอ เขาจึงวิ่งต่อไปอีก แต่โชคร้ายที่เขากระหายน้ำจนสิ้นใจระหว่างทาง

ก่อนควาฟู่สิ้นลม เขาได้นึกถึงเผ่าของตน และโยนไม้เท้าออกไป ไม้เท้าตกกลายเป็นป่าท้อหนาทึบ พื้นที่แถบนั้นจึงมีต้นท้อขึ้นตลอดทั้งปีเป็นที่พักพิงและมีผลท้อแก้กระหายของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาในแถบนั้น

ควาฟูไล่พระอาทิตย์นั้นเป็นตำนานของชาวจีนที่สะท้อนให้ชาวจีนระลึกถึงความกล้าหาญของควาฟู่ที่แม้สุดท้ายจะต้องจบชีวิตลง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ ในบางแห่งของจีนนั้นก็ตั้งชื่อภูเขาว่า เขาควาฟู่ เพื่อเป็นการลำรึกถึงควาฟู่อีกด้วย

 

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์

Written by jintana on September 3rd, 2013. Posted in บทความ

 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อยุคดึกดำบรรพ์ ที่ภูเขาสูงเสียดฟ้าทางเหนือนั้นมีกลุ่มมนุษย์ร่างใหญ่ยักษ์พลังช้างสารอาศัยอยู่ตามหุบเขาลึกและป่าดงดิบ มีชื่อเรียกว่า ชนเผ่าควาฟู่ ซึ่งคำว่า ควาฟู่ ก็เป็นชื่อเรียกของผู้นำชนเผ่านั้นเอง ชนเผ่าควาฟู่มีจิตใจดี ขยันขันแข็ง และกล้าหาญ ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับใครรักอิสรเสรี

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่อากาศร้อนมาก แสงอาทิตย์ส่องตรงลงมายังพื้นดิน ร้อนจนแหล่งน้ำเหือดแห้ง ชาวควาฟู่เสียชีวิตลงจำนวนมากด้วยความร้อนที่ระอุ ผู้นำของชนเผ่าเสียใจมาก จึงคิดอยากจะตามไล่จับดวงอาทิตย์เพื่อให้อาทิตย์นั้นทำตามคำสั่งของมนุษย์ เมื่อชนเผ่าควาฟู่ได้ยินที่ผู้นำบอกเช่นนั้นก็ออกมาห้ามปรามว่า อย่าไปเลยเพราะดวงอาทิตย์นั้นร้อนมาก ทั้งยังอยู่ไกลแสนไกล ตามจับอย่างไรก็จับไม่ทันจะเสียแรงเปล่า แต่ควาฟู่นั้นได้ตัดสินใจที่จะไปไล่จับดวงอาทิตย์แล้ว เขาจะทำเพื่อความสงบสุขของชนเผ่า

ควาฟู่ร่ำลาผู้คนในเผ่าของตน และออกเดินทางไล่ตามจับดวงอาทิตย์ เขาเริ่มวิ่งตามดวงอาทิตย์ไปในทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ควาฟู่ออกตัววิ่ง ๆไปเร็วดั่งลม ผ่านแม่น้ำหลายสาย ผ่านภูเขาหลายลูก เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดินของเขากึกก้องไปทั่ว เมื่อเขาเหนื่อยเขาได้นั่งพัก และเททรายออกจากรองเท้าของเขากลายเป็นดินภูเขาขนาดใหญ่ เมื่อหิวเขาหุงข้าวโดยใช้หินสามก้อนเป็นหม้อข้าว หินสามก้อนนั้นก็กลายเป็นภูเขาใหญ่สามลูก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)