Posts Tagged ‘ภาษาจีน’

อารยธรรมจีน 5

Written by jintana on April 10th, 2015. Posted in บทความ

อารยธรรมจีน 5

กษัตริย์ชาวมองโกล นามว่า กุบไลข่าน อาจะเป็นที่คุ้นหูกันดี อีกชื่อหนึ่งคือ หงวนสี โจ๊ว ฮ่องเต้ ได้ก่อตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นปกครองจีนในยุคสมัยนี้ชาวมองโกลถูกจัดให้เป็นพลเมืองชั้นหนึ่งของประเทศ และประชาชนทางตอนใต้เป็นชนชั้นต่ำสุดของประเทศ มีการค้าขายระหว่างประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเวนิส ประเทศอิตาลีก็เข้ามาติดต่อค้าขายด้วย เมื่อมีชาวตะวันเข้ามาก็เป็นปกติที่จะส่งผลให้ศาสนาคริสต์มีความเจริญรุ่งเรืองมากตามไปด้วย

ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง สามารถขับไล่ชาวมองโกลได้สำเร็จ และมีปฐมกษัตริย์นามว่า จู ยวนชาง วรรณกรรม สามก๊ก และไซอิ๋ว เกิดขึ้นในยุคนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรม ภาษาที่ใช้ในวรรณกรรมก็เป็นภาษาพูดมากกว่าเขียน นอกจากนี้ยังมีการขุดพบเครื่องเบญจรงค์ที่สวยงามแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง และอีกหนึ่งหลักฐานที่ยิ่งใหญ่ก็คือการสร้างพระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังหลวงปักกิ่ง ที่สวยงามอลังการไม่แพ้ที่ใดในโลก

สุดท้ายของยุคจักรวรรดิคือราชวงศ์ชิง เป็นราชวงศ์ของชาวแมนจู ในสมัยนี้ผู้ชายจึงต้องโกนผมข้างแล้วไว้หางเปียยาว และแต่งกายด้วยเครื่องแบบชาวแมนจู สังคมศักดินาของจีนเริ่มเสื่อมลงสะท้อนได้ชัดจากวรรณกรรมเรื่อง ความฝันในหอแดง และเกิดสงครามฝิ่น ที่จีนรบแพ้อังกฤษจนต้องทำสนธิสัญญานานกิง ปลายยุคสมัยของราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮา เข้ามามีอิทธิพลในการปกครองประเทศอย่างมาก

อารยธรรมจีน 4

Written by jintana on April 8th, 2015. Posted in บทความ

a4

ราชวงศ์ถังเป็นอีกหนึ่งช่วงที่ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน ที่มีนครฉางอานเป้นศูนย์กลางของโลกตะวันออก อันมีความเจริญรุ่งเรืองด้านศาสนาและความเชื่อ ตามข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ จีนได้ส่งภิกษุนามว่า พระเสวียนจาง หรือถังซัมจั๋ง เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฏกที่อินเดีย และยังมีการเล่นดนตรี ได้แก่ ขิมและขลุ่ย ที่มีอิทธิพลมาจากพุทธศาสนา  นอกจากนั้นยังมีการเผยแพร่ศาสนาอื่น เช่น คริสต์ และอิสลาม รวมไปถึงมีการขยายตัวของลัทธิขงจื้อที่มีความเห็นแย้งกับพุทธศาสนา

สมัยราชวงศ์ถังมีกวีเด่น ๆ มากมาย เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ และตู้ฝู้ อีกทั้งยังมีการก่อตั้งราชบัณฑิตสถาน ฮันหลิน หยวน ใช้เป็นศูนย์รวมของนักปราชญ์ กวี และนักดนตรี อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของศิลปะได้เช่นกัน

ราชวงศ์ซ่ง เชื่อว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งที่เราคุ้นชินกันอย่างดี ในสมัยนี้จะเริ่มเดินเรือสำเภา ทำให้เริ่มมีการใช้เข็มทิศเพื่อบอกทิศทางในการเดินทาง และมีวิวัฒนาการในการรักษาโรคเพิ่มขึ้นนั้นก็คือ การฝังเข็ม ที่เราใช้รักษาโรคกันจนถึงปัจจุบัน ด้านความเชื่อทางศาสนา มีการรื้อฟื้อความเชื่อของลัทธิขงจื้อ และเต๋ามากขึ้น  และด้วยความเชื่อที่มีมากมายหลายด้าน ทำให้เกิดประเพณีประหลาดที่เรียกว่า เท้ากลีบบัว หรือประเพรีการรัดเท้าสตรีเนื่องจากเชื่อกันว่า สาวที่มีเท้าเล็กคล้ายกลีบบัวจะได้คู่ครองที่ร่ำรวย เพื่ออนาคตจะได้พบเจอแต่ความสุขสบายหญิงสาวกว่าครึ่งในยุคนั้นจึงถูดมัดเท้าเอาไว้ให้มีขนาดเล็กแหลมขัดกับธรรมชาติ

อารยธรรมจีน 3

Written by jintana on April 6th, 2015. Posted in บทความ

อารยธรรมจีน 4

ยุคประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิมีช่วงเวลายาวนานถึงปลายราชวงศ์ชิงหรือเช็ง ช่วงกลางของยุคจะประกอบไปด้วยราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง แต่ละรัชสมัยก็จะพบหลักฐานต่างกันออกไป

ราชวงศ์ฮั่น สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน นับว่าเป็นยุคทองของการค้าขายของประเทศจีน มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นผ้าไหม เครื่องลายคราม โดยใช้เส้นทางการค้าที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหม” นั่นเอง ด้านความเชื่อและศาสนา คำสอนในลัทธิขงจื้อนั้นได้ถูกนำมาใช้ในการปกครองประเทศ อีกทั้งเริ่มมีการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ หรือการสอบจอหงวน ด้านสังคมและชนชั้นมีลักษณะเปิด ผู้คนสามารถเปลี่ยนชนชั้นได้ ด้านศิลปพัฒนาการ มีการคิดค้นใช้พู่กันจากเปลือกไม้และทำน้ำหมึกจากเขม่าของต้นรัก ด้านวิชาการมีการคำนวณหาอัตราเส้นผ่าศูนย์กลางกับเส้นรอบวงและเริ่มประดิษฐ์ลูกคิดอีกด้วย

ต่อมาถึงยุคแห่งการแตกแยก สมัยราชวงศ์สุย หรือที่เราอาจจะคุ้นหูกันดีว่า สมัยสามก๊ก หลักฐานทางประวัติศาสตรชิ้นใหญ่คือ การขุดแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีให้เชื่อมกันเพื่อประโยชน์ด้านคมนาคม

ต้นสมัยจักรวรรดิจะสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการปกครองและศิลปพัฒนาการต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน อาจเรียกได้ว่าทันสมัยและประยุกต์ความคิดเก่าและใหม่มากขึ้นนั่นเอง

อารยธรรมจีน 2

Written by jintana on April 4th, 2015. Posted in บทความ

อารยธรรมจีน 2

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักอารยะรรมจีนโบราณในยุคก่อนประวัติศาสตร์กันบ้างแล้ว มาถึงคราวของยุคประวัติศาสตร์กันบ้าง อารยธรรมจีนในยุคนี้หากจะแบ่งให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเราอาจจะเอ่ยถึงราชวงศ์ของจีนที่มีอยู่มากมายเพื่อเป็นเส้นแบ่งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แบ่งได้เป็น 4 ช่วง

เริ่มกันที่ราชวงศ์ชางจนถึงสิ้นราชวงศ์โจว เป็นยุคประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ชางเป็นราชวงศ์แรกของจีน มีเมืองอันหยางเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม อีกทั้งยังขุดค้นพบหลักฐานการประดิษฐ์ตัวอักษรบนกระดูกสัตว์ เช่น กระดองเต่า เป็นต้น ศาสนานั้นยังคงเป็นความเชื่อในเทพเจ้าธรรมชาติและบูชาบรรพบุรุษ

ราชวงศ์โจวนั้นถือเป็นยุคทองของปัญญา เนื่องจากลัทธิขงจื๊อ เมิ่งจื๊อ เล่าจื๊อ และจวงจื๊อ ได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ อีกทั้งยังเริ่มมีแนวคิดด้านการปกครองเกิดขึ้น ซึ่งมีการเรียกกษัตริย์ว่า “โอรสแห่งสวรรค์” เชื่อกันว่าเป็นผู้รับมอบ “อาณัติแห่งสวรรค์” หรืออำนาจในการปกครองบ้านเมือง และยังมีการใช้ระบบศักดินาด้วย เมื่อมีความเชื่อในเรื่องลัทธิและศาสนามากขึ้นจึงส่งผลให้เริ่มมีการทำพิธีกรรมเกิดขึ้น เช่น พิธีการฝังศพ เป็นต้น

ยุคประวัติศาตร์สมัยจักรวรรดิ ราชวงศ์ที่ปกครองต่อจากโจว ก็คือ ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน แน่นอนว่าจักรพรรดิยิ่งใหญ่ผู้เลื่องชื่อนามว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ ต้องเป็นที่รู้จักของทุกคน เป็นผู้สร้างกำแพงเมืองจีน และยังเป็นกัษตริย์ที่มีสุสานใหญ่ที่สุด ในยุคนี้เริ่มมีการปกครองที่เข้มงวด เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์มีความชั่วร้าย และกิเลสตัณหา ต้องมีเครื่องมือควบคุมที่เรียกว่า กฎหมาย ตามหลักนิติธรรมหรือฟาเจียของ ซุนจื๊อ มีการยกเลิกระบบศักดินาและปราบปรามลัทธิขงจื๊อ เนื่องจากมีหลักความเชื่อที่ทำให้คนเกียจคร้าน

อารยธรรมจีน 1

Written by jintana on April 2nd, 2015. Posted in บทความ

a1

อย่างที่ทราบกันดีกว่าประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและสามารถเล่าเรื่องราวหลากหลายเรื่องในอดีต ถ่ายทอดให้คนในยุคปัจจุบันได้เรียนรู้กันอย่างเต็มอิ่ม ความสวยงามของอารยธรรมจีนนั้น มีการเอ่ยถึงอยู่ทั่วไปอย่างแพร่หลาย ทำให้บางข้อมูลมีความบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังสับสนระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย เพราะเรื่องราวของประวัติศาสตร์จีนโบราณมักถูกนำมาใช้เป็นฉากของนวนิยายหลายเล่ม จนทำให้หลายคนอาจสับสนว่าเรื่องราวที่ตนเองทราบนั้นเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จีนจริงหรือไม่

เริ่มด้วยยุคก่อนประะวัติศาสตร์ ถูกแบ่งออกเป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ และยุคโลหะ ชื่อยุคเหล่านี้อาจคุ้นหูกันดีสำหรับคนที่ศึกษาในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ซึ่งมีรายละเอียดแบบย่อดังนี้

1.ยุคหินเก่า มีอายุประมาณ 1,700,000 ปี มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ปักกิ่งอายุประมาณ 500,000 ปี ที่ถ้ำโจวโขว่เตี้ยน ใกล้กรุงปักกิ่ง และมนุษย์หยวนโหม่ว ที่มณฑลยูนนาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

2.ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ 10,000 – 6,000 ปี สมัยที่มนุษย์ยังไม่มีการสร้างถิ่นฐานถาวร มีการขุดพบเครื่องใช้ ถ้วยชาม หินสับและหัวธนู

3.ยุคหินใหม่ มีอายุประมาณ 6,000 – 4,000 ปี มนุษย์เริ่มมีการสร้างถิ่นฐานเป็นชุมชน สร้างบ้าน เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า และมีการทำเครื่องใช้ดินเผาและมีการเขียนลวดลายอย่างสวยงาม ในยุคนี้สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มวัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมหยางเชา และวัฒนธรรมหลงชาน

4.ยุคโลหะ มีอายุประมาณ 4,000ปี เป็นยุคที่เริ่มนำเอาโลหะ ได้แก่ ทองแดง และสำริดมาทำเป็นเครื่องใช้ภาชนะต่าง ๆ เช่น กระจกเงา กระถาง เป็นต้น งานส่วนใหญ่นั้นสวยงามและมีขนาดใหญ่พบมากช่วงราชวงศ์ชาง และราชวงศ์โจว

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 1

Written by jintana on October 16th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 1

ที่ผ่านมาเราหยิบยกเทศกาลไหว้พระจันทร์และเทศการกินเจของชาวจีนมาให้ทุกคนได้รู้จักมากยิ่งขึ้น บทความนี้เราเลยหยิบเทศกาลของเพื่อนบ้านเราในอาเซียนมาแนะนำให้รู้จักกัน

เริ่มกันที่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่เหนือจากเราแบบมีแม่น้ำโขงกั้นไว้อยู่ คือ ประเทศลาวนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้ววัฒนธรรมและประเพณีของลาวจะคล้ายคลึงกับไทยมาก เนื่องจากมีเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ในอดีตที่ผ่านมาใกล้เคียงกัน เทศกาลสำคัญของลาวที่เราอาจจะได้ยินกันบ่อย ๆ นั่นคือ วันชาติลาว (Laos Nation Day) วันชาติลาวมีจุดเริ่มต้นจากการประกาศเอกราชต่อประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2495 และเป็นวันสถาปนาชาติลาวเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือเรียกสั้น ๆ ว่าสปป.ลาว และอีกหนึ่งวันสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ งานบุญนมัสการพระธาตุหลวง (That Luang Festival) เป็นอีกงานบุญที่สำคัญของชาวลาว ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ในงานวันนี้ชาวบ้านจะนิยมจัดขบวนแห่ปราสาทผึ้ง ต้นกัลปพฤกษ์ และดอกไม้ธูปเทียนรอบองค์พระธาตุหลวง 3 รอบ ซึ่งในวันดังกล่าวประชาชนจะมารวมตัวกันที่พระธาตุหลวง ในกรุงเวียงจันทร์เพื่อจัดงานนี้

ถัดมาอีกนิดทางตะวันตกของบ้านเราก็จะมีเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมาร์ เรียกได้ว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานเช่นกัน ประเพณีที่เราอาจเคยเห็นตามรายการสารคดีท่องเที่ยวที่มีงานฉลององค์พระมหาเจดีย์ชเวดากอง(Shwedagon Ceremony) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันงานฉลองนี้จะจัดขึ้นช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ชาวพม่าจะมานั่งสวดมนต์รอบเจดีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน และอีกงานหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานอย่างพม่าคือวันวีรชน (Martyr’ Day) ตรงกับวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่ นายพล ออง ซาน (บิดาของนาง ออง ซาน ซูจี) ถูกลอบสังหาร ชาวพม่าจึงยกย่องให้ท่านเป็นวีรบุรุษในการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ ชาวพม่าจึงใช้วันนี้เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของตนเอง

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

ศีลอดของชาวจีน (จบ)

Written by jintana on October 14th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน (จบ)

ปิดท้ายเรื่องราวของเทศกาลกินเจของชาวจีนด้วยประโยชน์ของการกินเจและการกินเจอย่างถูกวิธี แน่นอนว่าการรับประทานผักเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว และยิ่งกว่านั้นการคำนึงผลดีผลเสียของอาหารที่รับประทานเข้าไปก็เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ร่างกายมีความสมดุลผลคือสุขภาพก็จะดีทั้งกายและใจ

ประโยชน์การของรับประทานอาหารเจด้านโภชนาการบางคนอาจยังไม่วางใจเรื่องของโปรตีนที่ร่างกายไม่ได้รับในช่วงรับประทานเจ แต่ความจริงแล้วมีโปรตีน10 ชนิดที่อยู่ในถั่วซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของอาหารเจ ได้แก่ไลซีนกลูตามีน ซิสตีนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วาลีน อิสติดีน ช่วยบำรุงสมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ทรีโอนีนทริปโตเฟน จำเป็นต่อระบบทางเดินอาหาร การย่อยอาหาร และสร้างเม็ดเลือด อาร์จีนีน
ฟีนายอะลานีน  และเมทิโอนีน
จำเป็นในการสร้างอสุจิ สร้างฮอร์โมนไทรอกซีนในต่อมไทรอยด์ และขับของเสียจากตับ ขจัดสารพิษในร่างกาย ตามลำดับ

การกินเจนั้นกระทำได้ 2 แบบคือ การกินเป็นกิจวัตร ครบทั้ง 3มื้อในทุกวัน และ การกินเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจเป็นเวลา 9วัน 9 คืน จะมีชื่อเรียก คือ ชิวอิกชิวยี่ ชิวซา ชิวสี่ ชิวโหงวชิวลัก ชิวฉิกชิวโป๊ย และชิวเก้าผู้ที่กินเจจะต้องทำบุญที่เรียกว่า ซาลักเก้า โดยการนำนำโหงวก้วยหรือซาก้วย ผลไม้ 5 หรือ 3 อย่างมาไหว้ในวัน ชิวซา ชิวลัก ชิวเก้า ซึ่งผลไม้ที่นิยมก็คือ ส้ม(ไต้กิก) แปลว่า โชคดี องุ่น(พู่ท้อ) แปลว่า งอกงาม สับปะรด(อั้งไล้) แปลว่า มีโชค และกล้วย แปลว่า การมีทายาทไว้สืบสกุล                ศีลอดของชาวจีนนั้นไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการอดเนื้อสัตว์ เพื่อไม่เบียดเบียนชีวิตของเพื่อนร่วมโลก การถือศีลเพื่อครองตนให้อยู่ในศีลธรรม เป็นการชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจในช่วงเทศกาลกินเจ หรือบางคนยึดถือกระทำตลอดชีวิตก็เป็นสิริมงคลอย่างมากเช่นกัน

ศีลอดของชาวจีน (ต่อ)

Written by jintana on October 12th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน (ต่อ)

ธงตัวอักษรแดงพื้นเหลือง สีแดงเป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล และสีเหลืองเป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนาส่วนตัวอักษรจีนนั้นออกเสียงว่า ไจ หรือ เจ แปลว่า ของไม่มีคาว ธงเจที่เราเห็นได้ทั่วไปตามเทศกาลกินเจเหมือนเป็นเครื่องหมายเตือนใจพุทธศาสนิกชนที่ถือศีลกินเจนั้น ตั้งตนอยู่ในถือศีลธรรมอันดีงามครบ 9 วัน 9 คืน ตามกำหนด

การรับประทานอาหารในช่วงกินเจนั้นมีข้อห้ามต่าง ๆดังนี้

– งดเนื้อสัตว์ หรือการทำร้ายสัตว์

– งด เนย นม น้ำมันจากสัตว์

– งดอาหารรสจัด เช่น เผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก เป็นต้น

– งดผักที่มีกลิ่นฉุน ที่มีผลกระทบต่ออวัยวะในร่างกายและทำให้ธาตุในร่างกายไม่ปกติตามหลักเวชศาสตร์และเภสัชศาสตร์ โบราณของจีนได้แก่กระเทียม รวมทั้งหัวและต้นกระเทียม มีผลเสียต่อการทำงานของหัวใจ และธาตุไฟในร่างกาย รวมไปถึงคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารเพราะจะทำให้ระคายเคืองได้หัวหอม    หมายถึง ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมใหญ่  มีผลเสียต่อการทำงานของไตและธาตุไฟในร่างกายหลักเกียวเป็นกระเทียมจีนลักษณะคล้ายกระเทียมโทนแต่ยาวกว่า มีผลเสียต่อการทำงานของม้ามและธาตุไฟในร่างกายกุยช่ายมีผลเสียต่อการทำงานของตับและธาตุไฟในร่างกายใบยาสูบ     หมายถึง บุหรี่ ยาเส้น และของเสพติดมึนเมา มีผลเสียต่อการทำงานของปอด และธาตุไฟในร่างกาย

นอกจากนี้การทำทานแก่ผู้ยากไร้ในช่วงเทศกาลกินเจก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมกระทำกัน หากครอบครัวใดที่เคร่งครัดพิธีกรรมนี้มากก็จะจุดตะเกียงไว้เก้าดวง และดูแลไม่ให้ดับตลอดทั้งการกินเจทั้งเก้าวัน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ศีลอดของชาวจีน

Written by jintana on October 10th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน

คงไม่มีใครไม่รู้จักการถือศีลอด ศีลอดที่เรารู้จักกันดีเป็นเทศกาลของชาวมุสลิม เพื่อให้รับรู้ถึงความอดอยากของคนที่ขาดแคลน แต่ศีลอดของชาวจีนนั้น คือการงดเว้นเนื้อสัตว์และของที่เป็นพิษต่อร่างกาย การงดเนื้อสัตว์ก็เหมือนเป็นการละชีวิตไม่เบียดเบียนอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีเรียกว่า เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจ หรือเทศกาลกินเจเดือนเก้า หรือเก้าอ๊วงเจ/กิวอ๊วงเจ ที่จะกระทำกันในทุกวัน  1 ค่ำ เดือน 9 ถึง 9 ค่ำเดือน 9 เป็นระยะเวลา 9 วัน 9 คืน ซึ่งนอกจากการงดเว้นเนื้อสัตว์แล้ว ยังรวมไปถึงการศีล ละเว้นจากโลกียวัตรทั้งหลาย ชาวจีนนั้นจะถือว่าการคือการชำระล้างกายและใจให้สะอาดทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานคำว่า เจ ในภาษาจีนแปลว่า “ อุโบสถ ” กินเจจึงมีความหมายว่า การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เช่นเดียวกับการรักษาศีล 8 แต่การถือศีล8 ของชาวพุทธฝ่ายมหายานนั้นไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนำมาซึ่งการกินเจที่งดเนื้อสัตว์ เรียกว่าการถือศีลกินเจ ในภาษาจีนมีคำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒)แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีล 8” นั่นเองในวันพระคนไทยสมัยก่อนจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ภายในพระอุโบสถ จึงเรียกศีลแปดว่า “ อุโบสถศีล ”

เทศกาลกินเจก็เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีตำนานเล่าขานมายาวนานมากถึง 7 ตำนาน โดยมีความเชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า7พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรือเทพเจ้าทั้งเก้าองค์ หรือดาวนพเคราะห์ทั้งเก้านั้นเอง พิธีกรรมนี้ผู้เข้าร่วมจะต้องปณิธานการกินเจ โดยการงดของคาวด้วยการสมาทานศีล 3 ข้อ ได้แก่

1.เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน

2.เว้นจากการเอาเลือดของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน

3.เว้นจากการเอาเนื้อของสัตว์มาเป็นเนื้อตน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก1

Written by jintana on September 8th, 2014. Posted in บทความ

เซี่ยงไฮ้ เวิร์ด ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์

หลายบทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงหอคอยชื่อดังหลายๆ ที่กันไปบ้างแล้ว ล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องโลกเกือบทุกคนไม่ควรพลาด มาถึงบทความเรายังไม่เหนื่อยกับการตามหาตึกสูงระฟ้ามาให้ทุกคนได้รู้จักกัน คราวนี้จะพาทุกคนไปพบกับความหวิวหวิวของวิวบนยอดตึกที่สูงในแถบเอเชียแปซิฟิกที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากไปเยือน

เริ่มกันที่เซี่ยงไฮ้ เวิร์ด ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์(The Shanghai World Financial Center – SWFC) ตึกแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนออกแบบและลงทุนสร้างโดยรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น แรกเริ่มนั้นตึกนี้ถูกออกแบบให้เป็นทรงกลม แต่รัฐบาลจีนในตอนนั้นไม่พอใจเนื่องจากเหมือนการเอาธงชาติญี่ปุ่นมาวางไว้บนแผ่นดินจีน ตึกจึงถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปร่างลักษณะคล้ายที่เปิดขวด ดูจากชื่อตึกแล้วก็คงทราบกันดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักการเงินของหลายประเทศ และภายในยังประกอบไปด้วยโรงแรม ร้านค้า ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า และจุดชมวิว นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดการประชุม สัมมนา หรือนิทรรศการระดับโลกอีกด้วย

ความสูงของตึกนี้ประมาณ 492 เมตร หรือ 101 ชั้น ใช้เสาเข็ม 2,271 ต้นตอกลึกจากพื้นดินประมาณ 70 เมตร นอกจากนั้นตึกยังถูกออกแบบให้มีลูกตุ้มหนัก 150 ตัน ถ่วงอยู่ทั้งสองข้างบนชั้นที่ 90 เพื่อเพื่อป้องกันการแกว่งตัวและการสั่นสะเทือนของตัวตึกจากแรงกระทำจากลมและช่องรูปสีเหลี่ยมคางหมูเพื่อลดแรงกระทบของลมกับหลังคาตึก จุดชมวิวของที่นี้มี 3 ระดับด้วยกัน ตั้งแต่ชั้นที่ 94 , 97 และ 100 ซึ่งราคาในแต่ละชั้นก็แตกต่างกันออกไปคือ 100, 110 และ 150 หยวน ตามลำดับชั้นความสูง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)