Posts Tagged ‘พม่า’

การแต่งงานของชาวพม่า

Written by teeranun on December 13th, 2013. Posted in บทความ

 

การแต่งงานของชาวพม่าแบบดั้งเดิมนั้น จะมีความเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิต โดยเชื่อกันว่าพระพรหมจะทรงเขียนโชคชะตาความรักบนหน้าผากเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 ขวบ เรียกในภาษาพม่าว่า “นะผูจา” (နဖူးစာ) การแต่งงานแบบพม่า จะจัดโดยมีพิธีสงฆ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยหากมีการนิมนต์พระสงฆ์ให้มาร่วมในพิธีแต่งงาน ก็มักจะให้พระสงฆ์สวดพระปริตรเพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ รวมถึงการให้คู่บ่าวสาวตักบาตรในตอนเช้าก่อนจะเข้าพิธี ซึ่งนอกจากการตักบาตรด้วยอาหารแล้ว คู่บ่าวสาวพม่ายังนิยมตักบาตรด้วยเชือก อันเป็นเคล็ดของความผูกพันในชีวิตคู่ โดยธรรมเนียมของชาวพม่าดั้งเดิมนั้น จะยอมรับการแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อเห็นฝ่ายชายแขวนโสร่งไว้ตามราวผ้าในบ้าน หรือคู่บ่าวสาวรับประทานอาหารในภาชนะเดียวกัน ทั้งนี้ ชาวพม่าไม่นิยมการแต่งงานแบบคลุมถุงชน และงานแต่งงานจะไม่จัดขึ้นในระหว่างช่วงเข้าพรรษา

ถ้าหากต้องการจัดพิธีให้หรูหรา ก็จะมีการเตรียมงานกันเป็นเดือน รวมถึงการหาฤกษ์แต่งตามวิธีทางโหราศาสตร์ และให้พราหมณ์มาเป็นผู้ประกอบพิธีอีกด้วย ซึ่งการเริ่มพิธีนั้น พราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวนั่งบนเบาะ แล้วพราหมณ์จะรินน้ำสังข์เพื่อเป็นการประกาศว่าพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว และให้คู่บ่าวสาวจับมือกัน จากนั้นพันมือคู่บ่าวสาวด้วยผ้าขาว แล้วให้คู่บ่าวสาวจุ่มมือลงในอ่างเงิน โดยศัพท์ในภาษาพม่าเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ลักถัป” (လက်ထပ်) ต่อด้วยการท่องมนตร์ของพราหมณ์ เสร็จแล้วพราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวเอามือออกจากอ่างเงิน แล้วรินน้ำสังข์ลงบนมือของคู่บ่าวสาวก็เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งหลังจากการจัดพิธีแต่งงานแล้ว ก็มักจะมีการเลี้ยงฉลองสมรส โดยให้ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญมาอวยพรคู่บ่าวสาว ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีหน้ามีตาสังคม ส่วนการเลี้ยงฉลองสมรสตามโรงแรม (มักจะเลี้ยงเป็นงานเลี้ยงน้ำชาและไอศกรีม) จะจัดขึ้นในเขตเมืองเป็นส่วนใหญ่

 

ช่างศิลป์ของพม่า

Written by teeranun on December 1st, 2013. Posted in บทความ


ประเทศพม่า ถือเป็นประเทศที่มีศิลปะในรูปแบบต่างๆมากมาย เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่แล้วศิลปะพม่ามักจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ทั้งนี้ ในประเทศพม่าได้แบ่งช่างออกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งมีช่างที่สำคัญอยู่สิบหมู่ เรียกว่า ปันเฉเมียว (ပန်းဆယ်မျိုး )ประกอบด้วย

1. ช่างตีเหล็ก (ပန်းပဲ : ba-be)                  6. ช่างแกะสลักหิน (ပန်းတမော့ : pantamaw)

2. ช่างแกะสลักไม้ (ပန်းပု : ba-bu)           7. ช่างกลึงไม้ (ပန်းပွတ် : panbut)

3. ช่างทอง (ပန်းထိမ် : ba-dein)   8. ช่างจิตรกรรม (ပန်းချီ : bagyi)

4. ช่างปูนปั้น (ပန်းတော့ : pandaw)         9. ช่างลงรักปิดทอง (ပန်းယွန်း : panyun)

5. ช่างอิฐ (ပန်းရန် : pa-yan)                   10. ช่างหล่อโลหะ (ပန်းတဉ်း : badin)

นอกเหนือจากช่างสิบหมู่แล้ว ยังมีช่างฝีมือในกลุ่มอื่นๆอีก เช่น ช่างทอผ้าไหม ช่างปั้นหม้อ ช่างทอพรม ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว ซึ่งช่างเหล่านี้มักจะต้องทำงานร่วมกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนมีงานศิลปะที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์ของประเทศพม่าในที่สุด ตัวอย่างเช่นการสร้างพระธาตุ (ပြာသာဒ် : หลังคาทรงปราสาทของพม่า) ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างช่างแกะสลักไม้ ช่างกลึงไม้ ช่างปูนปั้น ช่างลงรักปิดทอง ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว

ซอคยี : นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งพม่า

Written by teeranun on November 15th, 2013. Posted in บทความ

ซอคยี

ซอคยี (Zawgyi) มีความหมายได้หลายประการ อาจหมายถึงคนทรง นักเล่นแร่แปรธาตุ นักมายากล นักเวทย์มนตร์ ฤษี โยคี หรือผู้วิเศษก็ได้ ซึ่งซอคยีมักจะเล่นไสยศาสตร์ เช่น ฝังเหล็กไหลหรือแร่ธาตุไว้ในร่างกายเพื่อให้มีอิทธิฤทธิ์เหนือคนธรรมดา ได้แก่ การเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน ดำน้ำได้ ซอคยีมักอาศัยอยู่ในป่า มีนิสัยร่าเริง รวมถึงยังชอบสมสู่กับนารีผล เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน ซอคยีมักจะบำเพ็ญตบะจนมีอิทธิฤทธิ์มาก มีอายุยืนผิดมนุษย์ทั่วไป ส่วนหนึ่งได้มาจากการกินสมุนไพรที่ได้จากภูเขาโปปา (ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ผีนัตหม่องทินเดและชเวนาเบอาศัยอยู่) และการปรุงยาสมุนไพรดังกล่าวจำเป็นต้องบริกรรมคาถากำกับ และจะต้องปรุงยาในช่วงเวลาที่เป็นมงคล

เมื่อกินยาวิเศษดังกล่าวแล้ว ซอคยีจะกลายเทพ นุ่งกางเกงและเสื้อคลุมสีแดง มีเครื่องประดับที่เป็นทอง สวมหมวกและรองเท้าสีแดง ถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกลายเป็นเทพนี้ ซอคยีจะทิ้งร่างเดิมของตนที่จะกลายเป็นร่างคล้ายเด็กทารก มีสีทอง และมีกลิ่นหอมดั่งกล้วยหอมทั้งนี้ มีความเชื่อกันว่า หากใครได้ร่างเดิมของซอคยี ก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ แม้จะมีฤทธิ์ไม่มากเท่าซอคยี แต่ก็สามารถแคล้วคลาดจากอาวุธและของมีคมทุกชนิดได้

ในพม่า มักจะปรากฏซอคยีในรูปของการแสดงต่างๆ เช่น การแสดงหุ่นกระบอก หรือระบำซอคยี

รามเกียรติ์ฉบับพม่า

Written by teeranun on November 13th, 2013. Posted in บทความ

รามเกียรติ์ฉบับพม่า

รามเกียรติ์พม่า หรือ พระรามชาดกฉบับพม่า(Yama Zatdaw :ရာမဇာတ်တော်) เป็นเรื่องราวรามเกียรติ์ของพม่าที่เชื่อกันว่าสืบทอดแบบมุขปาฐะมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธา กษัตริย์แห่งพุกาม (ค.ศ. 1015-1078) ทั้งนี้ ได้ปรากฏประติมากรรมพระรามที่เทวสถานนัตหลวง ซึ่งเป็นเทวสถานที่นับถือพระวิษณุในเมืองพุกาม ในวรรณกรรมพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1527 ก็แสดงให้เห็นว่าชาวพม่ารู้จักหนุมานแล้ว

ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลเรื่องรามเกียรติ์จากประเทศไทยเมื่อครั้งที่พระเจ้ามังระมีชัยเหนืออาณาจักรอยุธยาได้เมื่อปี ค.ศ. 1767 จากนั้นพม่าก็แสดงเรื่องรามเกียรติ์ผ่านงานศิลปะแขนงต่างๆ เช่น รามเกียรติ์ฉบับ ค.ศ. 1775 บทร้องพระราม (Yama yakan : ရာမရကန်) บทร้องนางสีดา (Thida yakan : သီတာရကန်) ปี ค.ศ. 1784 การแสดงรามเกียรติ์ (Yama pyazat : ရာမပြဇာတ်) ปี ค.ศ. 1789 และเรื่องราวของพระรามขณะทรงพระเยาว์ (Kalay Yama wuthtu : ကလေးရာမဝတ္ထ)ု ปี ค.ศ. 1800 นอกจากนี้ยังมีเรื่องรามเกียรติ์ฉบับมอญ ปี ค.ศ. 1834 ซึ่งแต่งโดยภิกษุอุตตมะอีกด้วย

ชื่อตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ของพม่า สามารถเทียบได้กับชื่อตัวละครในรามเกียรติ์ของไทยดังนี้

– ราม (ရာမ) คือ พระราม

– มัยสีตา (မယ်သီတာ) คือนางสีดา

– ลักขณะ (လက္ခဏ) คือพระลักษณ์

– หานุมาน (ဟာနုမန်) คือหนุมาน

– ราวณะ หรือ ทสคีริ (ရာ၀ဏ, ဒသဂီရိ) คือทศกัณฐ์

– ภิภิสนะ (ဘိဘိသန) คือพิเภก

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

สักการะพระธาตุอินทร์แขวน สิ่งศักดิ์สิทธ์อันน่าอัศจรรย์ของพม่า

Written by warittha on July 7th, 2013. Posted in บทความ

พระธาตุอินทร์แขวนในภาษาพม่า เรียกว่า “ไจ้ก์ทีโยพยา” คำว่า ไจก์นี้  มักเป็นคำเรียก เจดีย์ ที่อยู่ในแถบพม่าตอนล่างโดยเฉพาะแถบย่างกุ้งและในรัฐมอญ โดยเชื่อว่า การออกเสียง “ไจก์” นี้ เป็นสำเนียงของชาวมอญที่อ่านตามภาษาบาลีสันสกฤต คือ เจติย หรือ ไจตย และมีความหมายว่าพระเจดีย์เช่นเดียวกับคำว่า พยา และ เซดี ที่ชาวพม่านิยมเรียกกันโดยทั่วไป

พระธาตุอินทร์แขวนหรือ ไจ้ก์ทีโยพยา ตั้งอยู่บนภูเขาไจ้ก์ทีโย ซึ่งอยู่ในเขตเมืองไจก์โถ่ ทางตอนบนของรัฐมอญ ห่างจากเมืองหาสาวดีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 65 กิโลเมตร องค์พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ปิดทอง รูปองค์เป็นก้อนศิลา มีความสูงราว 22 ฟุต ตั้งอยู่บนเชิงผาหิน โดยวางแตะหน้าผาอย่างหมิ่นเหม่และเอนออกมาทางหุบเหว จนดูเหมือนก้อนศิลานั้นจะกลิ้งตกลงจากหน้าผา และยังสามารถโยกองค์ก้อนศิลาให้ไหวได้ ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเสด็จโปรดโยมมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พระองค์ได้พบฤาษีสองพี่น้อง ชื่อ ติสสะ และ สีหะ จึงเทศนาสั่งสอน ก่อนจากกันพระฤาษีทั้งสองได้ทูลขอเครื่องอนุสติ พระองค์จึงได้ทรงประทานพระเกศาให้ 5 เส้น พระฤาษีจึงสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุสามเส้นไว้บนเขาสามแห่งชื่อ ซแวกะปี่ง และเกสาละ ซึ่งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง และอีกเจดีย์หนึ่ง คือ ซีงไจ้ก์ ซึ่งอยู่ในรัฐมอญ ส่วนพระเกศาเส้นสุดท้ายนั้น พระฤาษีผู้พี่ได้เก็บไว้บูชาโดยแซมไว้ในมวยผมของตน เมื่อพระฤาษีทั้งสองเดินทางมาบำเพ็ญพตรที่เขาไจ้ก์ทีโย ติสสะฤาษีผู้พี่เกิดป่วยหนัก เมื่อใกล้ละสังขาร จึงได้ขอร้องให้บุตรบุญธรรม คือ เจ้าชาย ติสสธัมมสีหราช ที่มาเฝ้าดูอาการให้ช่วยสร้างพระเจดีย์เพื่อเก็บรักษาพระเกศาธาตุนั้น โดยขอให้หาหินที่มีลักษณะคล้ายศรีษะของตนมาเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ เมื่อพระอินทร์ได้ทราบข่าว พระอินทร์จึงลงมาช่วยหาหินจากใต้ท้องสมุทรมาให้พระฤาษีเลือก จนได้ก้อนหินที่พอใจ พระอินทร์ได้ใช้พระขรรค์เจาะหินเป็นช่องและบรรจุพระเกศาธาตุไว้ภายใน จากนั้นจึงทรงอธิษฐานลอยพระเจดีย์ไว้บนยอดผาบนเขาไจ้ก์ทีโย เค้าเรื่องในตำนานนี้จึงสอดคล้องกับชื่อที่ชาวไทยรู้จักพระเจดีย์ไจ้ก์ทีโย กันในนามพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งความน่าพิศวงในองค์พระเจดีย์ผนวกกับแรงศรัทธาต่อองค์พระธาตุทำให้มีผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้

 

ภาษาพาเพลินเจริญสัมพันธไมตรี

Written by blogger on June 10th, 2013. Posted in บทความ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน ภาษาเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน และ เป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เช่น การติดต่อทั่ว ๆ ไป การศึกษา การค้าขาย หรือ การติดต่อระดับรัฐบาล ดังนั้น ภาษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคนี้ หากเราได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศ แน่นอนว่าเราย่อมต้องสงสัยและมีความอยากรู้ว่า ประเทศที่เราไปนั้นเขาใช้ภาษาอะไร พูด เขียน อย่างไร หลาย ๆ คน อาจศึกษาข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนการเดินทาง หรือ มีหนังสือคู่มือเกี่ยวกับการเดินทางไปยังประเทศนั้น ๆ ติดมือไปด้วย บางคนอาจใช้เทคโนโลยีประเภทเครื่องแปลภาษาติดตัวไปเพื่อช่วยในการเดินทาง เป็นต้น

และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าในภูมิภาคของเรากำลังจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของ “อาเซียน” และ ยังรวมเอาอีก 3 ประเทศที่เป็นมิตรที่ดีกับเรามารวมด้วย จึงทำให้ความหลากหลายของภาษามีมากยิ่งขึ้น เพราะทุกประเทศมีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งการพูด การเขียน แม้ว่าในบางประเทศอาจมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาษาของแต่ละประเทศนั้น มีความสำคัญเพราะหากเราสามารถสื่อสารภาษาของแต่ละประเทศที่เราไปเที่ยวหรือติดต่ออื่น ๆ ก็สามารถสร้างความประทับใจ หรือ เราเองที่เข้าใจความหมายในสิ่งที่ผู้คนประเทศนั้นต้องการสื่อสารกับเรา

อันทีจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำการศึกษาในภาษาของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ประเทศเรา อาจเริ่มจากคำง่าย ๆ เช่น คำทักทาย อย่างบ้านเราใช้คำว่า “สวัสดี” ประเทศลาว ใช้คำว่า “ซำบายดี” พม่าใช้คำว่า “มิงกะลาบา” และเวียดนามใช้คำว่า “ซิน จ่าว”
ด้วยคำทักทายง่าย ๆ ในภาษาของแต่ละประเทศที่เราได้ไปเที่ยวหรือติดต่อค้าขายกัน ก็สามารถทำให้ผู้ที่เราไปติดต่อนั้นมีความรู้สึกประทับใจ ชื่นชม และ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเราในการที่เราต้องการเป็นมิตรกับเขาด้วย

กล่าวได้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก เป็นเครื่องมือที่เราต้องแสวงหาจากตำราต่างๆ หรือ ไปเรียนรู้จากเจ้าของภาษา เป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาได้จากตัวเราเอง และ ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการที่เราต้องติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย เพราะ ภาษาดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง นอกจากนั้น ภาษาเอง ยังบ่งบอกถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมในแต่ประเทศ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสวยงามในเรื่องตัวอักษร มีความไพเราะของเสียงตัวอักษร มีความมหัศจรรย์ที่สามารถทำให้ผู้คนทั่วโลกติดต่อกันได้ด้วยภาษาเสมือนเป็นพี่น้องกัน

นัต ความเชื่อทางจิตวิญญาณของชาวพม่า

Written by warittha on June 6th, 2013. Posted in บทความ

ภาพวาดมิงมหาคีรินัต เป็นนัตหลวง 1 ใน 36 ตน มีกำเนิดในแถบตะกองในเขตพม่าตอนเหนือ

มิงมหาคีรินัตมีวงศ์นัตทั้งหมด 7 ตน ได้แก่ ภรรยา 1 ตน น้องสาว 2 ตน ลูกชาย 2 ตนและหลานสาว 1 ตน

 

ประเทศพม่าได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศานาและพุทธเจดีย์ พุทธศาสนิกชนชาวพม่าต่างให้ความเคารพในพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญและเป็นที่พึ่งแห่งกุศล แต่ภายใต้ร่มเงาแห่งพุทธศาสนานั้น สังคมพม่ายังคงแฝงกลิ่นอายความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาผีเป็นมูลเดิมอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรียกกันว่า “นัต” นัต นั้น ปราชญ์ชาวพม่าเชื่อว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า “นาถ” ในภาษาบาลี หมายถึงผู้เป็นที่พึ่ง ตามตำราว่าด้วยนัตของพม่ามักจัดแบ่งนัตออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นัตพุทธ นัตใน และนัตนอก กล่าวคือ นัตพุทธ คือนัต 37 ตน ที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์พุทธศานา นัตใน หมายถึง นัต 37 ตนที่ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตกำแพงพระเจดีย์ชเวดากอง ณ เมืองพุกาม มีทั้งนัตที่ปรากฏชื่อในศาสนาฮินดู 15 ตน เช่น ท้าวจตุมหาราชหรือนัตประจำทิศทั้ง 4 และนัตท้องถิ่นอีก 22 ตน นัตนอก คือนัตที่กำหนดให้อยู่นอกกำแพงพระเจดีย์ชเวดากอง สถิตย์อยู่เฉพาะในศาล มี 37 ตน โดยความเชื่อของชาวพม่า ให้พระอินทร์ซึ่งเป็นเทวราชอยู่ในกลุ่มของนัตนอก ส่วนอีก 36 ตน เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายร้ายและเป็นที่นับถือของชาวพม่าทั่วไปและมีหลากหลายชนชั้น บทบาทของนัตในความเชื่อของพม่าดั้งเดิมมีความสำคัญถึงระดับร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองพุกามในยุคแรกๆ จนได้รับความสำคัญเป็นถึงมิ่งเมือง สันนิษฐานว่าในช่วงยุคของพระเจ้าอโนรธา การรับพระพุทธศาสนาจากภายนอกได้ทำให้นัตในคติความเชื่อพื้นถิ่นถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงนัตที่คอยพิทักษ์รักษาพุทธศาสนา อาทิ อารักษ์พระเจดีย์ แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านก็มิได้ละความเชื่อเรื่องนัตลง ยังคงมีการเซ่นไว้นัตกันภายในบ้าน มีการอัญเชิญนัตประทับทรงในพิธีบวงสรวงนัต ร่างทรงนัตจึงยังคงมีบทบาทสืบทอดมาแทบไม่ขาดสาย ส่วนชาวพม่าที่ไม่พึ่งนัตนั้น แม้อาจจะปฏิเสธพิธีกรรมเซ่นสรวงนัต แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธอำนาจนัตอย่างสิ้นเชิง สังคมพม่าจึงเป็นสังคมพุทธที่แฝงอยู่ด้วยความเชื่อเรื่องนัตระคนกัน

 

อ้างอิง
สุเนตร ชุตินธรานนท์. 2555. พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทรรศนะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

 

หุ่นละครในอุษาคเนย์

Written by warittha on May 17th, 2013. Posted in บทความ

ชัก – เชิด ให้เกิดเรื่องราว วัฒนธรรมการแสดงหุ่นละคร ในอุษาคเนย์

การแสดงหุ่นละครมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการแสดงหุ่นละคร ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ด้วยรูปแบบ สีสันและสะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันได้แก่

วาหยังกูลิต (Wayang kulit) หมายถึงการแสดงตัวหนังผ่านจอโดยใช้เงา ซึ่งเป็นการแสดงที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย       อินโดนีเซีย บรูไนและสิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า หนังตะลุง วาหยังกุลิตมีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “วาหยัง” (Wayang) สันนิษฐานว่าแปลงจากคำพื้นเมืองของชาวมาเลเซีย คือ คำว่า “บาหยัง” (Bayang) ซึ่งหมายถึงเงา ตัวหนังที่ใช้ทำจาก       หนังควายฉลุลวดลายลงบนตัวหนังและลงสีตกแต่งอย่างสวยงาม เนื้อหาที่ใช้ในการแสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากวาหยังกูลิตแล้ว ยังมีการแสดงในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น “Wayang golek” ซึ่งหมายถึงการแสดงหุ่นไม้ มีเครื่องแต่งกายคล้ายหุ่นหระบอก “wayang klitik” หมายถึงหุ่นทำจากไม้แบนๆ แล้วระบายสี และยังมี “wayang Topeng” ที่ไม่ได้ใช้หุ่นเชิดแต่ใช้คนใส่หน้ากากในการแสดง

โชก เต ปวย (Yok-thei-pwe) เป็นการแสดงหุ่นละครของประเทศพม่า เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอังวะ วัสดุทำจากไม้เนื้อเบา ใบหน้า มือ เท้า จะมีความละเอียดประณีตในการแกะสลัก มีการประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ในการเชิดหุ่นจะใช้สายชักจากด้านบน ผู้ชักหุ่นต้องมี   ทักษะความชำนาญเพื่อให้หุ่นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นพุทธประวัติ นิทานชาดก รามเกียรติ์   โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์นั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากไทยในสมัยอยุธยา

การแสดงหุ่นกระบอกของประเทศเวียดนาม มีความแตกต่างจากหุ่นเชิดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาในการแสดง โดยทำการแสดงเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมเกษตรกรรมบริเวณแม่น้ำแดงในสมัยราชวงศ์ลี้ปี ในปี ค.ศ. 1121 เป็นการแสดงหลังในน้ำบริเวณไร่นาหลังการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันคนเชิดหุ่นจะทำให้หุ่นกระบอกขยับด้วยเชือกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำและใช้ไม่ไผ่ยาวจากหลังเวที มีวงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบการแสดงในร่ม เนื้อหาในการแสดง มักแสดงเรื่องตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ปัจจุบันมีการแสดงเฉพาะที่โรงละครริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

การแสดงหุ่นละครในแต่ละภูมิภาค ผู้แสดงล้วนต้องใช้ความสามารถ ทักษะในการแสดงอย่างสูง และยังต้องใช้ความประณีตในการสร้างหุ้นขึ้นมาแต่ละตัว จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการแสดงหุ่นละครน้อยลง อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทำให้การแสดงหุ่นละครเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น หุ่นที่ไร้คนเชิด ก็เปรียบได้กับมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเพียงตัวหุ่นที่ไร้คนเชิด ที่รอวันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจากผู้สืบทอดรุ่นหลัง

 

อ้างอิง
กอมโดริ คอมปานี. 2554. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในเวียดนาม. แปลโดย อภิศรี นิรุตติปัญญากุล. พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
ปัญญา เทพสิงห์. 2548. ศิลปะเอเชีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปยู ชนชาติผู้สร้างรากฐานทางสถาปัตยกรรมของพม่า

Written by warittha on May 14th, 2013. Posted in บทความ

สหภาพพม่า เป็นประเทศทางฝั่งทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชนกลุ่มน้อยอันหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในต้นกำเนิดของชนชาติชาวพม่านั้นก็คือ ชนชาติ พะยู หรือ ปยู

ชาวปยู (เรียกแบบจีนว่า เปียว P-iao ปรากฏอยู่ในเอกสารจีน) เป็นชนชาติที่มีหลักฐานว่าอาศัยอยู่ในประเทศพม่ามาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 10 ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพลงมาจากเทือกเขาทิเบต มีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กับชาวพม่า แต่มีนักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน และยังพบหลักฐานว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ชาวปยูบางส่วนได้อพยพไปอาศัยอยู่รวมตัวกับชาวพม่าแถบที่ราบรอบๆ เมืองพุกาม มีหลักฐานว่า ชาวปยูตั้งชุมชนเป็นบ้านเมืองและอาณาจักรที่มีกษัตริย์ปกครอง เช่นที่เมืองโบราณศรีเกษตร อาณาจักรนี้ได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวทางวัฒนธรรมอินเดีย ที่แผ่ลงมายังตอนกลางและตะวันตกของแหลมอินโดจีน โดยสันนิษฐานว่า ชื่อ เมืองศรีเกษตร อาจได้มาจากชื่อเมืองโบราณในอินเดีย คือเมืองปุรี ในแคว้นโอริสสา เมืองศรีเกษตรปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแปร นอกจากนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังพบหลักฐานการก่อตั้งชุมชนของชาวปยูในเมืองเบคถาโนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกามประมาณ 100 กิโลเมตร และเมืองฮาลิน อยู่ทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่จะเสื่อมไปเนื่องจากถูกกลุ่มคนไตจากน่านเจ้ายกกองทัพลงมาตีและกวาดต้อนผู้คนชาวปยูไปอยู่ที่เมืองจาตุง ตอนใต้ของจีนบริเวณเมืองคุณหมิงปัจจุบัน

หลักฐานทางสถาปัตยกรรมของชาวปยูซึ่งเชื่อว่าเป็นรากฐานของงานสถาปัตยกรรมของชนชาติพม่า พบที่เมืองศรีเกษตร ได้แก่ เจดีย์ขนาดใหญ่แบบก่อตัน เป็นเจดีย์ทรงระฆังชื่อว่าเจดีย์บอบอจี (Bawbaw Gyi) และเจดีย์ปะยาจีย์ (Pya Gi) ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา อันได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์ธรรมยันสิกะ และเจดีย์วิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างจากอิฐ ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างเจดีย์ก่อตันและอาคาร (วิหาร) ที่เข้าไปใช้สอยพื้นที่ภายในในการประกอบพิธีกรรมได้ เจดีย์วิหารที่สำคัญ ได้แก่ วิหารเบเบจี (Bebe Gyi)และวิหารเลเมียทนา (Limyethna) อาคารลักษณะนี้เชื่อว่าพัฒนาไปเป็นเจดีย์วิหารที่มีขนาดใหญ่ในสมัยพุกามต่อมา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานงานประติมากรรมที่ทำจากหินสลัก ประติมากรรมดินเผาซึ่งพบว่าเป็นดินชนิดเดียวกับอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและเจดีย์ ประติมากรรมสำริด โดยมีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ประติมากรรมสำริดกลุ่มนักดนตรีและนักเต้นรำ โดยที่ท่ารำนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดียอย่างใกล้ชิด

จากหลักฐานที่พบ จึงนับได้ว่าชนชาติปยู เป็นชนชาติที่มีความสำคัญในการวางรากฐานงานสถาปัตยกรรมให้กับผู้คนยุคหลังของพม่าเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียนำมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของตนอย่างเหมาะสม

อ้างอิง

ภภพพล จันทร์วัฒนกุล. 2554. ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ยอร์ช เซเดซ์. 2525. ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน. แปลโดย ปัญญา บริสุทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ข้อมูลภาพ

รูปที่ 1  แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของชาวปยู

รูปที่ 2 แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร เทียบกับแผนที่ในปัจจุบัน

รูปที่ 3 มหาธรรมเจดีย์ บอบอจี ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองศรีเกษตร ซึ่งอยู่ในเขตเมืองแปรของพม่า ในปัจจุบัน ลักษณะของเจดีย์สร้างด้วยอิฐ มีฐานกลมรองรับ มีความสูงถึง 42 เมตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา

รูปที่ 4 มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์แบบก่อตันในสมัยพุกาม จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบที่ปรับมาจากเจเดีย์ในสมัยปยู

รูปที่ 5 (ซ้าย) วิหารเบเบจี (Bebe Gyi) และ (ขวา) วิหารเลเมียทนา (Limyethna) วิหารสมัยปยู พบในอาณาจักรศรีเกษตร ต้นแบบของเจดีย์วิหารสมัยพุกามและยุคหลังๆ

รูปที่ 6 วิหาร อานันทเจดีย์

รูปที่ 7 ระฆังสัมฤทธิ์ ค้นพบใกล้เจดีย์ปยะมะ เมืองศรีเกษตร ศ.ปยุ (พม่าตอนต้น)