Posts Tagged ‘ฝรั่งเศส’

นางเอกแห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

Written by jintana on November 28th, 2013. Posted in บทความ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เต็มไปด้วยผลงานทางศิลปะมากมายหลายชิ้นที่ทรงคุณค่า แต่คิดว่าคงมีไม่กี่ชิ้นที่เป็นที่รู้จักกันหลายแพร่หลาย หนึ่งนั้นคือรูปวาดโมนาลิซ่า ที่ถูกวาดขึ้นโดยศิลปินชื่อดังอย่างเลโอนาโด ดาร์วินชี

ข้อถกเถียงมากมายเกิดขึ้นหลังจากที่ถูกโจรกรรมไปเป็นระยะเวลา 2 ปี ว่าภาพที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์นั้นไม่ใช่ของเดิม เพราะมีนักวิจารณ์งานศิลปะกล่าวว่า รอยยิ้มเธอนั้นเปลี่ยนไป ปัจจุบันโมนาลิซ่าถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ไม่มีใครทราบได้ว่า รูปที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เป็นรูปเดิมก่อนถูกโจรกรรมหรือไม่ แต่งานของ
เลโอนาโดชิ้นนี้ยังคงความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวของฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะเธอคือจุดมุ่งหมายของคนที่มาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์แห่งนี้

ตามคำเล่าของ Giorgio Vasari ที่มีชีวิตในช่วง ค.ศ. 1511-1547 เขาเล่าว่า ผู้หญิงที่อยู่ในภาพคือภรรยาของพ่อค้าไหมผู้ร่ารวยผู้มีนามว่า ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งจ้างให้เลโอนาโดวาดภาพนี้ โดยเขาใช้ระยะเวลาสร้างสรรค์งานชิ้นนี้เป็นเวลาร่วม 4  ปีด้วยกัน ซึ่งขัดกับหลักฐานของ อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส ผู้บันทึกปากคำของเลโอนาโด ดาร์วินชี ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี ชื่อ อิสซาเบลลา เดสเต เนื่องจากในศตวรรษที่ 16 นั้นปรากฏภาพเปลือยของหญิงสาวละม้ายคล้ายโมนาลิซ่า ซึ่งน่าจะมาจากหญิงผู้อื้อฉาวคนเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ดาร์วินชีถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งบางรายบอกเล่าว่า โมนาลิซ่า เป็นเด็กชายที่คอยติดตาม
ดาร์วินชี เพียงแต่ภาพนั้นถูกวาดให้เป็นหญิงงามแทนชายงาม หรือบางข้อมูลก็บอกว่า โมนาลิซ่า คือ เลโอนาโด ดาร์วินชี เอง เขาต้องการวาดรูปตัวเองในร่างหญิงเพื่อตอบความต้องการทางเพศที่ผิดแปลกออกไป

ปัจจุบันข้อสันนิษฐานมากมายเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการสรุป เพราะไม่มีหลักฐานใดที่เอียงเอนมีน้ำหนักมากพอ รวมไปถึงการตีความในภาพวาดของนักวิจารณ์งานศิลปะที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปริศนาของรูปนี้ยังคงอยู่พร้อมด้วยรอยยิ้มของหญิงงามที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายมาเป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 500 ปี

เปิดกรุเก็บรูปโมนาลิซ่า

Written by jintana on November 24th, 2013. Posted in บทความ


พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Musée du Louvre) หรือพระราชวังลูฟว์ มีชื่อทางการว่า The Grand Louvre ในอดีตเป็นพระราชวังหลวงที่สวยงามมาก และมีประวัติยาวนานตั้งแต่ราชวงศ์กาเปเซียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเมื่อปี ค.ศ.1793 ภายในเป็นที่จัดแสดงและรวบรวมงานศิลปะมากกว่าสามหมื่นชิ้น หนึ่งในนั้นมีรูปภาพ โมนาลิซ่า ที่ถูกวาดโดยศิลปินชื่อดังอย่าง เลโอนาร์โด ดาวินชี รวมอยู่ด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1793 (ในฐานะพิพิธภัณฑ์) กล่าวคือ สมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ได้สร้างตัวพระราชวังขึ้น ต่อมาก็เป็นส่วนของกำแพง ตามด้วยฝั่งตะวันตกและใต้ ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 กับ พระเจ้าอ็องรีที่ 2 ตามลำดับ

จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์อีกสิ่งหนึ่งนอกจากภาพวาดโมนาลิซ่า ก็คือส่วนพีระมิดที่ตั้งอยู่ด้านหน้า สร้างเพื่อใช้เป็นทางเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ ออกแบบโดย ไอ.เอ็ม.เป หรือ เป้ ยวี่หมิง(貝聿銘 ,贝聿铭)สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ตัวของพีระมิดนั้นทำด้วยกระจกและโลหะ ซึ่งเป็นผลงานของไอ.เอ็ม.เป ที่เต็มไปด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากมายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนเข้าชมมากที่สุดในโลก ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ และการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม รวมไปถึงผลงานศิลปะมากมายเป็นแสนชิ้น ทำให้ที่แห่งนี้ทำรายได้ให้กับประเทศฝรั่งเศสต่อปีได้ไม่น้อยทีเดียว

กิจกรรมสุดแปลกของชาวปารีสในอดีต

Written by jintana on October 29th, 2013. Posted in บทความ


ไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่มากไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามอย่างประเทศฝรั่งเศส ครั้งหนึ่งก็เคยมีกิจกรรมแปลก ๆ ยอดนิยมอย่างที่เราต้องตั้งคำถามว่า ทำเพื่ออะไร?
ทุกครั้งที่เราไปเยือนต่างประเทศเราอาจจะต้องสรรหาโปรแกรมทัวร์เก๋สักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม พระราชวังอันเลื่องชื่อ หรือจะเป็นตลาดสินค้าของฝากต่าง ๆ มากมาย แต่หากย้อนเวลากลับไปในอดีตช่วงกลางสมัยศตวรรษที่ 19 มีชาวฝรั่งเศสเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จะรับมือได้ ทางการฝรั่งเศสจึงสร้างห้องเย็นเก็บศพ เป็นกระจกใสสามารถมองทะลุเข้าไปได้ ตั้งอยู่กลางเมืองใหญ่อย่างปารีส ทำให้เกิดกิจกรรมที่สุดจะพิสดารคือ การเยี่ยมชมห้องเก็บศพ  การจัดทำห้องกระจกเก็บศพไว้กลางเมืองนี้ เป็นกลอุบายอย่างหนึ่งเพื่อประกาศหาตัวตนของศพนั้น ๆ นั่นเอง และเพื่อการตามหาตัวตนของศพได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็จะมีการแขวนเสื้อผ้าของผู้ตายเอาไว้ที่ตู้ด้านหลัง การเยี่ยมชมห้องเก็บศพได้รับวามนิยมอย่างมาก จนมีการจัดให้อยู่ในโปรแกรมทัวร์ ระบุพิกัดชัดเจนลงในคู่มือท่องเที่ยว ทำให้ห้องเก็บศพสาธารณะนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมถึง 4,000 คนต่อวัน กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งปี 1907 ห้องเก็บศพนี้ก็ถูกปิดลงอย่างเป็นทางการ

และอีกหนึ่งกิจกรรมสุดสยอง และดูโหดร้ายทารุณเกินไปสำหรับคนรักสัตว์ นั่นก็คือ สร้างกองไฟด้วยแมว เป็นพิธีรอบกองไฟใช้แมวแทนถ่านไม้ ฟังแค่นี้ก็น่าสะพรึงมากพออยู่แล้ว แต่การเผาแมวในพิธีรอบกองไฟที่สนุกสนานนี้ไม่ได้ดูสนุกสนานเท่าไรนักสำหรับคนรักแมว ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 18 ผู้คนมากมายในเมืองปารีสจะมารวมตัวกันที่ Place de Greve เพื่อร่วมพิธีรอบกองไฟที่สนุกสนาน มีการร้องรำอย่างรื่นเริง ดื่มสังสรรค์ และที่เป็นจุดเด่นของงานนี้คือ แมวที่ใส่ถุงห้อยเอาไว้ด้านบน ถูกปล่อยลงมาสู่เปลวเพลิงด้านล่างกองใหญ่และร้อนระอุ สมัยนั้นเชื่อกันว่าแมวเป็นสัตว์ไร้วิญญาณ เป็นแม่มดและปีศาจ ซึ่งอาจะตามมาด้วยเหตุผลอื่น ๆ อีกหลายประการ ทำให้พิธีกรรมสุดสยองนี้เป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนจะเก็บเศษเถ้ากระดูกของแมวที่ถูกเผาทั้งเป็นไปเป็นเครื่องรางด้วยเหตุผลต่างกันไป นอกจากนี้ใน Saint Chamond จะมีการวิ่งไล่จับแมวที่ไฟลุกตามท้องถนน หรือ ใน Burgundy และ Lorraine ก็จะเต้นรำรอบเสาไฟที่มีแมวเป็น ๆ ถูกห้อยเอาไว้

อาหารรสเด็ดเมืองหอไอเฟล (ต่อ)

Written by jintana on September 28th, 2013. Posted in บทความ

มาต่อกันที่อาหารของประเทศฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อ อย่างที่สี่เราจะมาทำความรู้จักกับ ปาเต ( pâté) เป็นอาหารประเภทหนึ่งของประเทศในแถบยุโรป โดยมีส่วนประกอบคือ เนื้อ ตับ ผัก และเครื่องเทศ บดผสมกันแล้วแต่ความชอบ นิยมรับประทานคู่กับขนมปัง หรือเป็นไส้ขนมปัง โดยมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามกรรมวิธีการทำ
หากปาเตนำเอามาเป็นไส้พายหรือขนมปังจะถูกเรียกว่า “ปาเตอ็องกรูต” (ฝรั่งเศส: pâté en croûte)

ปาเตที่ถูกอบด้วยแตร์รีนหรือแม่พิมพ์ต่าง ๆจะถูกเรียกว่า “ปาเตอ็องแตร์รีน” (ฝรั่งเศส: pâté en terrine)

ปาเตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ  “ปาเตเดอฟัวกราส์” (ฝรั่งเศส: pâté de foie gras) ซึ่งทำมาจากตับห่านที่ถูกขุนจนอ้วน ซึ่งต่างจาก “ฟัวกราส์อองตีเยร์” (ฝรั่งเศส: foie gras entier) ที่เป็นตับห่านธรรมดา ถูกปรุงให้สุกและนำมาหั่นเป็นชิ้น ไม่ใช่ปาเต

อาหารรสเลิศอย่างต่อไปคือ ฟัวกรา (Foie gras) หรือตับห่านที่เรารู้จักกันดี อาหารจานนี้เป็นอาหารชั้นเลิศของฝรั่งเศส ฟัวกรา แปลความหมายเทียบเคียงว่า Fat liver นั่นก็หมายถึง ตับห่านที่ถูกเลี้ยงจนมีขนาดอ้วนเกินไป จนมีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อตับ

ในปี พ.ศ. 2548 ฟัวกราถูกผลิตขึ้นทั่วโลกราว ๆ 23,000 ตัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศฝรั่งเศสที่ผลิตประมาณร้อยละ 75 ของทั้งหมด หรือราวๆ 18,000 ตัน การบริโภคฟัวกราของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2548 จะอยู่ราว ๆ 19,000 ตัน ประเทศที่ผลิตฟัวกรามากเป็นอันดับสองคือฮังการีและส่งออกให้ประเทศฝรั่งเศสมากที่สุด

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสน่ห์ฝรั่งเศสที่ทุกคนน่าจะรับรู้ได้ถึงความนิยม และหากใครได้ลิ้มรสก็คงสัมผัสได้ว่าเสน่ห์ของอาหารฝรั่งเศสนั้นน่าประทับใจเพียงใด

อาหารรสเด็ดเมืองหอไอเฟล (Tour Eiffel)

Written by jintana on September 25th, 2013. Posted in บทความ

ฝรั่งเศสเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวอย่างมาก ด้วยเหตุผลนานาประการที่ทำให้ฝรั่งเศสเป็นเมืองของมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม แฟชั่นที่ทันสมัยอย่างผู้นำตัวยง รวมไปถึงศิลปะการปรุงอาหารอย่างเลิศรสที่ใคร ๆก็ไม่กล้าปฏิเสธถึงรสชาติที่เย้ายวน และหน้าตาของอาหารที่น่ารับประทาน เรียกได้ว่าทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจทุกครั้งที่ลิ้นได้ลิ้มรสสัมผัส เกริ่นกันมาเนินนานขนาดนี้ ต่อมน้ำลายของหลาย ๆ คนอาจเริ่มทำงานแล้ว งั้นเราไปทำความรู้จักกับอาหารฝรั่งเศสกันดีกว่าค่ะ

Crescent  roll แปลเป็นไทยได้ว่า โรลพระจันทร์เสี้ยว มันจากคำว่า croissant ในภาษาฝรั่งเศส อ่านออกเสียงว่า ครัวซอง ซึ่งแปลว่า จันทร์เสี้ยว ขนมอบที่มีลักษณะโค้ง รสสัมผัสกรอบ ๆ นุ่ม ๆ หอมเนยแบบนี้ เป็นอาหารฝรั่งเศสอีกชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี กรรมวิธีการทำนั้นไม่ได้ซับซ้อนเท่าไรนัก ครัวซอง จะต้องใช้แป้งพายชั้น (puff pastry – พัฟ เพสทรี่) ที่ผสมยีสต์ นำมารีดเป็นแผ่น จากนั้นก็วางชั้นของเนยลงไป แล้วรีดซ้ำไปซ้ำมา จากนั้นตัดเป็นสามเหลี่ยม แล้วจึงม้วนจากด้านกว้างไปด้านแหลมและนำไปอบด้วยความร้อนสูงให้แป้งฟู จากนั้นค่อยลดความร้อนเพื่อไม่ให้ไหม้

คีช (quiche) หรือเมดิเตอเรเนียนคีช รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายพาย แต่คีชถูกจัดให้เป็นอาหารคาว ด้วยเหตุเพราะคีชอาจมีส่วนประกอบต่าง ๆเช่น เนื้อสัตว์ ผัก หรือเนยแข็ง เป็นต้น ส่วนประกอบหลักของคีชจะมี ไข่ นม หรือครีม บางครั้งคีชอาจคล้ายพาสตา แต่ก็ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในประเภทเดียวกัน

บาเกต ( baguette) หรือขนมปังฝรั่งเศส ขนมปังเปลือกแข็งเป็นแท่งยาว ๆ คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เนื้อขนมปังด้านในจะเหนียวนุ่ม ชาวฝรั่งเศสนิยมนำมาทานคู่กับ ซุปหรือเนย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

พระราชวังมรดกโลกที่ปารีส

Written by jintana on July 2nd, 2013. Posted in บทความ

หากเอ่ยถึงประเทศฝรั่งเศสคงไม่มีใครไม่รู้จักกรุงปารีส และเมื่อเอ่ยถึงปารีสคนก็คุ้น ๆในพระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ที่เป็นหนึ่งในมรดกโลกอันล้ำค่า พระราชวังแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยห์ที่ 13 พระองค์ทรงโปรดปรานการล่าสัตว์ป่ามาก และเมื่อเสด็จถึงเมืองแวร์ซายก็ทรงพระดำริให้สร้างพระตำหนักไว้ที่นี้เมื่อปี พ.ศ.2167 ช่วงแรกนั้นก็เป็นแค่กระท่อมเล็ก ๆเท่านั้น ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าหลุย์ที่ 14 ก็เริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิม ด้วยเหตุว่าอยากให้มีพระราชวังใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครอง เมื่อปีพ.ศ. 2204 ได้มีการการปรับปรุงพระตำหนักทั้งภายในและภายนอก ใช้เงินไปทั้งสิ้น 500,000,000 ฟรังค์ ใช้คนงาน 30,000 คน และระยะในการสร้างราว ๆ30 ปี แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2231 แต่สุดท้ายเมื่อปีพ.ศ.2332 พระราชวังแห่งนี้ได้ถูกยึดครองโดยประชาชน เนื่องจากพระราชวังแห่งนี้ใช้ภาษีของประชาชนสร้าง ซึ่งเป็นยุคที่ฝรั่งเศสกำลังประสบวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจ มีผลทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเนต (Marie-Antoinette) ถูกจับประหารชีวิตด้วยกิโยติน (เครื่องประหารสมัยโบราณ)

ภายในพระราชวังนั้นทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว และถูกแบ่งเป็นห้อง ๆหลายห้อง เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ เป็นต้น ทั้งทุกห้องยังตกแต่งด้วยศิลปะที่วิจิตรงดงามน่าชื่นชม ในการเดินชมพระราชวังนั้น อนุญาตให้ถ่ายรูปได้เฉพาะบางห้องเท่านั้น

ดินแดนแห่งความฝัน

Written by blogger on June 11th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศฝรั่งเศส เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยเรามาอย่างยาวนาน และ ประเทศฝรั่งเศสเองก็มีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน ทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีศิลปินหรือจิตรกร ดัง ๆ มากมาย เป็นแหล่งความล้ำสมัยในเรื่องของแฟชั่น ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนในอีกด้วย

ชาวฝรั่งเศสนั้นสืบเชื้อสายมาจากพวกโกลในศตวรรษที่ 1จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ชื่อประเทศ Franceมาจากคำว่าแฟรงก์เช่นกัน) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่มีบันทึกว่าเริ่มในศตวรรษที่ 5เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 843 ก็มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี ราชสำนักฝรั่งเศสขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งในยุคนี้ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่อยุโรปเป็นอย่างมากฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1792 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ หลังจากนั้นนโปเลียน โบนาปาร์ตได้ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิและรุกรานประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป เมื่อ นโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สองแต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนได้ยึดประเทศและตั้งจักรวรรดิที่สองอีกครั้ง และ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง ทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิฝรั่งเศสมีพื้นที่ใหญ่มาก โดยช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ถึง 30 ซึ่งมีกว่า 12,898,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศสได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง ปัจจุบันใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี (เรียกยุคสาธารณรัฐที่ห้า) ทศวรรษที่ผ่านมาฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นผู้นำของการรวมตัวตั้งประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

จากประวัติศาสตร์คร่าว ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงที่มาของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในแต่ละยุดนั้นมีรายละเอียดต่างๆ และมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มีช่วงที่รุ่งเรือง มีช่วงที่ตกต่ำ แต่ทั้งหมดก็เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายและบางสิ่งก็ยังดำรงคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของพระราชวังแวร์ซายน์  หรือ พิพิธภัฑ์ลูฟ แหล่งเก็บโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามากมายจากหลายๆแห่งรวมถึง ผลงานภาพเขียนอันลือชื่อของจิตรกรชาวฝรั่งเศสในยุคต่าง ๆ  นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบัน ประเทศฝรั่งเศสได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของวงการแฟชั่น และ ความงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีความน่าคนหาทั้งชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และ ภาษา เป็นเมืองที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากไปสักครั้งในชีวิต

นอกจากเรื่องของแฟชั่นที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ภาษาของประเทศฝรั่งเศสก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องด้วยเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสำเนียงที่ไพเราะ  ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศได้มีการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสในหลักสูตรภาคบังคับและมีทั้งวิฃาหลักและวิชาเลือก จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่เพียงเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น หากคุณได้มีโอกาสเดินทางไปสักครั้งคุณจะพบว่าที่กล่าวว่า “ดินแดนแห่งความฝัน” นั้นไม่เกินความจริงเลย