Posts Tagged ‘ประเทศเยอรมัน’

กำแพงแห่งความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ 3

Written by jintana on February 12th, 2014. Posted in บทความ

กำแพงแห่งความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ 3

กำแพงเบอร์ลินล่มสลายพร้อมกับการคืนเสรีภาพของชาวเยอรมัน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1989 นาย Guumlnter Schabowski รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Minister of Propaganda) ของเยอรมนีตะวันออกได้แถลงข่าว ว่าทางการอนุญาตให้ชาวเยอรมันตะวันออกเข้าออกผ่านเขตแดนได้อย่างเสรีอีกครั้ง จากการประกาศทำให้มีชาวตะวันออกแห่กันไปที่กำแพงมากมายจนยากที่จะห้ามไหว จึงจำต้องปล่อยให้ประชาชนมากมายผ่านเขตแดนเข้าไป ชาวตะวันตกต้อนรับชาวตะวันออกอย่างยินดีอีกครั้งราวกับการเฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

การทุบกำแพงลงนั้นมีขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ.1990 โดยคงเหลือกำแพงบางส่วนไว้เป็นอนุสรณ์ แต่ต่อมาไม่นานกำแพงเหล่านั้นก็ถูกทำให้เป็นชิ้นเล็กลงเพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึก และบางส่วนก็ถูกนำไปจัดแสดงในที่ต่าง ๆ เช่น ด้านหน้าของสภายุโรป ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม , พิพิธภัณฑ์นิวเซียม กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอมริกา , พิพิธภัณฑ์จอห์น เอฟ เคนเนดี และพิพิธภัณฑ์โรแนล เรแกน ในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะเป็นรูปแกะสลักที่แสดงถึงการปิดกั้นโลกเยอรมันตะวันออก ที่มีชื่อแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ทุกข์ระทมที่กำแพง” ตั้งอยู่ที่เบอร์ลิน – ชเต็กลิทฺซ์ คาดว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1965

กำแพงเบอร์ลินอาจเป็นสิ่งก่อสร้างอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเหตุผลการทางการเมือง และแบ่งแยกให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า การปกครองในระบอบสังคมนิยมมีข้อเสียอย่างไร การแบ่งประเทศเป็น 4 ส่วนหลังกองทัพนาซีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อาจมีเจตนาไม่ให้เยอรมันกลับมารวมพลังกันได้อีกครั้ง หรือแค่แบ่งแยกระบอบการปกครองเท่านั้น หรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุดประเทศเยอรมันกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน และปกครองตัวเองได้อีกครั้งโดยระบอบประชาธิปไตย หากเปรียบเป็นภาพยนตร์สักเรื่องก็จบอย่างสวยงามทีเดียว

กำแพงแห่งความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ 2

Written by jintana on February 6th, 2014. Posted in บทความ

กำแพงแห่งความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ 2

สหภาพโซเวียตผู้ออกความคิดในการสร้างกำแพงปิดกั้นคนในประเทศแห่งนี้ มองว่าสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงนวัตกรรมของชนชาติ เป็นสัญลักษณ์การต่อต้านระบบทุนนิยม อีกทั้งยังเป็นแนวเขตแดนที่มั่นคง แต่ในมุมมองของโลกเสรีกำแพงเบอร์ลินกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มการปกครอง หรือเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นนั่นเอง

กำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1961 และถูกทำลายลงในปี ค.ศ.1989 รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 28 ปี ตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปีที่ชาวตะวันออกถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกทำให้สภาพสังคมและเศรษฐกิจในโลกเยอรมันตะวันออกนั้นย่ำแย่ คุณภาพชีวิตลดลงเพราะการปกครองแบบสังคมนิยมที่สิ่งที่ประชาชนหามาได้ต้องตกเป็นของรัฐบาล ทำให้ประชาชนโหยหาอิสรภาพเสรีภาพจากโลกเยอรมันตะวันตก จนทำให้มีการหลบหนีกันเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีคนหลบหนีมาได้กว่า 50,000 คน แต่ก็มีคนต้องจบชีวิตลงด้วยเช่นกัน การที่มีคนหลบหนีออกไปทำให้การสร้างกำแพงมีการปรับปรุงใหม่ถึง 4 ครั้งด้วยกัน

ครั้งที่ 1 กำแพงเบอร์ลินเป็นแค่รั้วลวดหนามเท่านั้น เพื่อบ่งบอกเขตแดนเยอรมันที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ป้องกันการอพยพ อีกทั้งยังมีอายุการใช้งานสั้นที่สุด
ครั้งที่ 2 เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนซึ่งสร้างทันทีหลังจากการสร้างกำแพงรั้วลวดหนามเสร็จ มีความแข็งแรงมากขึ้นแต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะกั้นความโหยหาทางอิสรภาพของชาวเยอรมันตะวันออกได้
ครั้งที่ 3 เพิ่มความแข็งแรงและความสูงด้วยรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป
ครั้งสุดท้ายถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1975 เป็นรั้วคอนกรีตสำเร็จรูปมีขนาดกว้าง 1.2 เมตร สูง 3.6 เมตรเรียงกันล้อมรอบกรุงเบอร์ลินตะวันตกเป็นจำนวน 45,000 แผ่น และต่อด้วยท่อคอนกรีตด้านบน ใช้งบประมาณการสร้างไปเป็นจำนวนเงิน 1,650ล้านมาร์ก กำแพงรุ่นนี้ถูกใช้เรื่อยมาจนถึงคราวล่มสลายในปี 1989 และยังถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย

กำแพงแห่งความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ 1

Written by jintana on February 3rd, 2014. Posted in บทความ

กำแพงแห่งความพ่ายแพ้ของฮิตเลอร์ 1

ประเทศเยอรมันเป็นอีกประเทศที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปกครองที่เข้มข้นและน่าสนใจ หลายคนอาจคุ้นหูกันดีกับสงครามเย็นที่แบ่งแยกประเทศที่มีระบอบการปกครองต่างกันอย่าง ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ เยอรมันเป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ของผู้นำอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำให้เยอรมันถูกแบ่งครึ่งเป็นเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออกด้วยกำแพงที่มีความยาวถึง 155 กิโลเมตร หรือที่เราเรียกกันว่า กำแพงเบอร์ลิน

แม้ว่าปัจจุบันกำแพงเบอร์ลินจะถูกทุบทิ้งเหลือแต่เพียงซากปรักหักพังไว้เป็นอนุสรณ์คอยเตือนความจำให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้เห็นกัน แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งที่กำแพงแห่งนี้ยังอยู่ ต่อให้ทุบแบบไม่เหลือซากก็ไม่สามารถทดแทนได้ กำแพงเบอร์ลินอาจเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กองทัพนาซีเยอรมันเมื่อพ่ายแพ้สงครามก็ต้องยอมจำนนให้กองทัพสัมพันธมิตรยึดครองประเทศ ต่อมาประเทศแกนนำสงครามได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียหรือสหภาพโซเวียตในตอนนั้น เข้ามาจัดการปกครองโดยจัดทำสนธิสัญญาเพื่อแบ่งการปกครองประเทศออกเป็น 4 ส่วน

เมื่อมีกำแพงก่อตัวขึ้นระหว่างเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก การข้ามไปมาสองฝั่งนี้ก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีชาวเยอรมันที่หลบหนีจากเยอรมันตะวันออกไปเยอรมันตะวันตก ถูกยิงเสียชีวิตกว่าสองร้อยคน รายที่โด่งดังมากที่สุดคือ นายปีเตอร์ เฟตช์เตอร์ (Peter Fechter) เด็กหนุ่มผู้หลบหนีโดยการปีนกำแพง แล้วถูกยิงและถูกปล่อยให้เลือดไหลจนเสียชีวิตต่อหน้าสื่อตะวันตก เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1962 เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อต้านกำแพงเบอร์ลินอย่างเป็นรูปธรรม

จินตนาการในชีวิตจริงของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 (ต่อ)

Written by jintana on December 8th, 2013. Posted in บทความ

พระเจ้าลุดวิก2

หลังจากครองราชย์ได้ได้ประมาณสามปี ท่านก็ทรงหมั้นกับเจ้าหญิง ดัชเชสโซฟี ชาร์ลอตในบาวาเรีย เพราะความกดดันและสถานการณ์ไม่มั่นคง พระองค์ทรงเลื่อนการแต่งงานออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ประกาศถอนหมั้นและไม่ได้เข้าพิธีเสกสมรสตลอดพระชนมายุ บางข้อมูลกล่าวว่า พระเจ้าลุดวิกนั้นทรงประกาศตัวว่าพระองค์ทรงเป็นพวกนิยมเพศเดียวกัน
ทั้งยังนอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้า และใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับการสร้างปราสาทมากมาย จนถูกลอบปวงพระชนม์ในที่สุด ประมาณปีค.ศ.1869 พระเจ้าลุดวิกทรงบันทึกบรรยายความรู้สึกที่มีเกี่ยวกับความรู้สึกของพระองค์ที่รักเพศเดียวกัน และยังบรรยายถึงความมั่นคงในศาสนาที่ตนเองนับถืออย่างโรมันคาทอลิก แสดงให้เห็นการต่อสู้กับความรู้สึกของตนเองตลอดจนพระชนมายุของพระองค์ แต่บันทึกของพระองค์สูญหายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเหลือก็เพียงส่วนที่เป็นสำเนาไม่กี่ฉบับเท่านั้น

ช่วงที่บาวาเรียทำสงครามกับปรัสเซียในสงครามเจ็ดปี บาราวาเรียก็พ่ายแพ้และต้องยอมทำสนธิสัญญาในปีค.ศ.1867 เพื่อสงบศึกเป็นข้างเดียวกันกับปรัสเซีย ในการต่อสู้สงครามระหว่างฝรั่งเศส – ปรัสเซีย หลังจากนั้นในปีค.ศ.1870
ลุดวิกถูกบังคับให้เขียนจดหมายสนับสนุนการสถาปนาพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซียเป็นจักรพรรดิ หรือ
ไกเซอร์ของจักรวรรดิเยอรมัน เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรเยอรมัน และจุดสิ้นสุดของแคว้นชั้นอิสระอย่างบาวาเรีย
แม้ลุดวิกจะได้เงินตอบแทนการสันบสนุนจำนวนหนึ่งแต่ พระองค์ก็ทรงประท้วงโดยการไม่ไปร่วมพิธีสถาปนาจักรพรรดิเยอรมันที่พระราชวังแวร์ซายส์ในกรุงปารีส

ในปีค.ศ.1886 พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ เนื่องจากผลการวินิจฉัยของแพทย์ 4 คนนั้นมีผลว่าพระองค์ทรงมีจิตไม่ปกติ ป่วยเป็นโรคหวาดระแวงทางจิต บางข้อมูลกล่าวว่า พระองค์ไม่ได้เป็นโรคจิต แต่ถูกทำให้เป็นเครื่องเมืองทางการเมือง อาการป่วยที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากยาคลอโรฟอร์มรักษาอาการปวดพระทนต์ก็เป็นได้ หลังจากถูกปลดพระเจ้าลุดวิกของถูกนำตัวไปปราสาทเบิร์กอย่างลับ ๆ และหลายครั้งที่ทางการพยายามจะจับกุมพระองค์แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นเพียงสองวันลุดวิกก็สิ้นพระชนม์ในทะเลสาบเบิร์กกับด๊อกเตอร์กุดเด็นอย่างเป็นปริศนา

 

จินตนาการในชีวิตจริงของพระเจ้าลุดวิกที่ 2

Written by jintana on December 6th, 2013. Posted in บทความ

King Ludwig 2

พระเจ้าลุกวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย (Ludwig II of Bavaria) หรือ ลุดวิก ฟรีดิช วิลเฮลมที่ 2 แห่งบาเยิร์น เป็นพระโอรสองค์แรกของพระเจ้าแม็กซิมิลเลี่ยนที่ 2 แห่งบาวาเรีย กับ เจ้าหญิงมารีแห่งปรัสเซีย พระองค์มีพระชนมายุอยู่ในช่วงปีค.ศ. 1845 – 1886 เป็นที่รู้จักกันอีกพระนามว่า “พระเจ้าหงส์” หรือ”พระเจ้าเทพนิยาย” ด้วยพระองค์สนพระทัยในการสร้างปราสาทเหนือจินตนาการมากมายและหมดเงินไปมหาศาลกับสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ จนขุนนางต่างพากันเล่าลือว่าท่านมีจิตไม่ปกติแต่ก็ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันแน่นอน ทั้งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังเป็นปริศนาที่ทุกคนมิอาจหาข้อสรุปได้ แม้บางส่วนจะลงความเห็นว่าพระองค์ฆ่าตัวตาย แต่ปริศนารวมไปถึงอุปนิสัยที่แปลกไปจากคนทั่วไปของพระองค์ก็ชวนให้คิดเกี่ยวกับเงื่อนงำการสิ้นพระชนม์ว่าอาจถูกฆาตกรรม

พระเจ้าลุดวิกที่ 2 นั้นทรงครองราชย์ด้วยพระชนมายุเพียง 18 ปี หลังจากที่พระบิดาประชวรเพียงสามวันเท่านั้น ด้วยพระโฉมที่งดงาม ทำให้ชื่อเสียงของพระองค์ดังไกลไปทั่วบาวาเรียและในที่อื่น ๆสิ่งแรกที่พระงองค์ทรงทำเมื่อครองราชย์คือการเรียกตัวคีตกวี ริชาร์ด วากเนอร์ ท่านทรงหลงใหลในงานของกวีคนนี้มาก จนสร้างห้องโถงอยู่ชั้นบนสุดของปราสาทนอยชวานชไตน์เพื่อใช้เป็นห้องที่แสดงโอเปร่า ซึ่งวากเนอร์ก็มีผลงานบทละครโอเปร่าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในเยอรมนี  ต่อมาวากเนอร์ได้ถูกไล่ออกจากเมืองด้วยเหตุใช้เงินฟุ่มเฟือยมากเกินไป เนื่องจากช่วงนั้นพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ท่านทรงอุปถัมภ์วากเนอร์แต่ด้วยนิสัยที่ฟุ้งเฟ้อจึงทำให้เป็นที่ไม่พอใจกับประชาชนทั่วไปเท่าใดนัก

การอุปถัมภ์วากเนอร์ทำให้พระองค์ถูกมองว่าเป็นพวกรักเพศเดียวกัน ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องที่น่าอับอายและยังไม่เปิดกว้างเช่นปัจจุบัน พระเจ้าลุดวิกเติบโตขึ้นมาในภาวะและสิ่งแวดล้อมที่กดดันในสังคมของเจ้านาย ทั้งความห่างเหินของพระองค์กับพระราชบิดา(พระเจ้าแม็กซิมิลเลี่ยนที่ 2) ทำให้สภาพจิตใจและพฤติกรรมของพระองค์ต่างจากเด็กทั่วไป

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

พระเจ้าเทพนิยายแห่งบาวาเรีย (ต่อ)

Written by jintana on December 2nd, 2013. Posted in บทความ


พระเจ้าลุดวิกที่ 2 เป็นคนที่มีจินตนาการสูงมาก สังเกตได้จากปราสาทที่พระองค์ทรงโปรดให้สร้าง ล้วนยิ่งใหญ่และเกินจริงทั้งนั้น พระราชทรัพย์ของพระองค์หมดไปมากมายกับการสร้างปราสาทสวยงามแต่สิ้นเปลืองเหล่านี้ เหล่าขุนนางทรงเห็นว่าท่านไม่สนทางด้านการเมืองการปกครองเลยแม้แต่น้อย พระองค์จึงไม่ค่อยเป็นที่รักของขุนนางเท่าใดนัก ทั้งยังสนพระทัยแต่งานศิลปะของศิลปินต่าง ๆโดยเฉพาะคีตกวีริชาร์ด วากเนอร์ ท่านทรงอุปถัมภ์จนทำให้วากเนอร์ได้มีโอกาสเขียนโอเปร่าชิ้นสำคัญอย่าง แหวนแห่งนิเบลลุงเก็น  จนขุนนางในราชสำนักต่างพากันเล่าลือว่าพระองค์เป็นพวกรักร่วมเพศ

ปราสาทในรัชสมัยของพระองค์นอกจาก พระราชวังมิวนิค ปราสาทนอยชวานชไตน์และวังลินเดอร์ฮอฟ นั้นยังมีอีกสามปราสาทที่ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงามดังนี้

วังแฮเร็นเคียมเซ ตั้งอยู่บนเกาะแฮเร็นกลางทะเลสาบเคียมเซ ถูกออกแบบตามพระราชวังแวร์ซายส์ส่วนใน พระองค์มีความประสงค์จะสร้างให้มีความสวยงามกว่าแวร์ซายส์ แต่ไม่เป็นไปตามประสงค์เนื่องจากกำลังเงินไม่พอ สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในปัจจุบันคือ บันไดทูต เพราะบันไดทูตที่พระราชวังแวร์ซายส์นั้นถูกรื้อทิ้งไปตั้งแต่ปีค.ศ. 1752 แล้ว

ตำหนักเคอนิกอัมชาเค็น ตกแต่งแบบอาหรับ ใช้จัดงานเลี้ยงที่หรูหาอลังการ เล่ากันว่าเมื่อใดที่มีงานเลี้ยงพระองค์จะนั่งมีหญิงนุ่งน้อยห่มน้อยล้อมรอบดั่งสุลต่านตุรกี

ปราสาทฟอลเคนชไตน์ ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่วางแผนจะต่อยอดจากปราสาทเก่าแห่งหนึ่ง ผู้ออกแบบคือคริสเตียน แย้งค์ ถูกออกแบบมาให้มีความเหนือจริงดั่งเทพนิยายมากกว่าปราสาทนอยชวานชไตน์ และที่ตั้งนั้นก็อยู่เหนือนอยชวานชไตน์ขึ้นไปอีก แต่ปราสาทแห่งนี้ก็สร้างไม่เสร็จ

นอกจากปราสาททั้งหกแล้วนั้น ยังมีปราสาทอื่น ๆที่ถูกออกแบบไว้แต่ไม่ดำเนินการสร้างเพราะพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ก่อน ซึ่งการสิ้นพระชนม์ก็ยังเป็นปริศนาแม้ทุกคนได้ลงความเห็นว่า เป็นการฆ่าตัวตายแล้วก็ตาม