Posts Tagged ‘ประเทศเกาหลี’

โซลทาวเวอร์ หอคอยแห่งรัก

Written by jintana on July 4th, 2014. Posted in บทความ

โซลทาวเวอร์

สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยคุ้นเคยที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ประเทศเกาหลี คงพลาดไม่ได้กับที่นี่ นัมซาน โซลทาวเวอร์ (남산서울타워) หรือ N โซลทาวเวอร์ (N ย่อมาจาก นัมซาน)ที่บอกว่าหอคอยแห่งรัก ไม่ใช่เพราะสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักของใคร แต่เป็นหอคอยที่คู่รัก มักจะมาคล้องกุญแจบนหอคอย เป็นนัยว่า จะไม่พรากจากกัน และรักกันตลอดไป

หอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขานัมซาน ในกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีทางตอนเหนือของประเทศ
ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและเนินเขา หอคอยสูงจากฐานประมาณ 240 เมตร และประมาณ 480 เมตรจากพื้นดินเป็นจุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืนจะเห็นวิวแสงสียามค่ำคืนได้อย่างสวยงามสำหรับการขึ้นไปชมวิวบนหอคอยนี้มีสองทางให้เลือกค่ะ คือ รถรางไฟฟ้า และเดินขึ้นเขา แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน นอกจากจุดคล้องกุญแจสำหรับคู่รัก เหนือขึ้นไปข้างบนอีกจะมีจุดชมวิว 360 องศา ที่ต้องขึ้นลิฟต์ไปชม แต่ต้องเสียค่าลิฟต์ประมาณ 8,000 วอน ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงมากสำหรับการชมวิวที่สวยงามข้างบน

นอกจากจุดชมวิวแล้ว ด้านล่างของหอคอยยังมี พิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้(Teddy Bear Museum)ที่จำลองชีวิตของชาวเกาหลีในอดีตด้วยตุ๊กตาหมีเท็ดดี้หากใครชื่นชอบในตุ๊กตาหมีไม่ควรพลาดค่ะ สำหรับการเดินทางการเดินทางมาที่โซลทาวเวอร์มี 2 วิธี

วิธีแรกคือขึ้นรถโดยสารประจำทางมี 3 สายค่ะ ลงป้ายนัมซันทาวเวอร์ ราคาประมาณ 850 -950 วอน นั่งได้ตั้งแต่ 08:00 – 24:00น.

วิธีสองคือการขึ้นนัมซานเคเบิลคาร์ เป็นกระเช้าลอยฟ้า แต่วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลาเดินประมาณ 10 -15 นาที จากรถไฟใต้ดินสายสีฟ้า ราคาค่าโดยสารของเคเบิลคาร์ประมาณราคา ผู้ใหญ่ :8,000 วอน
เด็ก:ราคา 5,000 วอน เปิดบริการตั้งแต่ 10:00 – 23:00น.

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน2

Written by jintana on July 2nd, 2014. Posted in บทความ

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน1

อุทยานยงดูซานหรือสวนสาธารณะยงดูซาน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปูซาน เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนกันมาชมนับว่าเป็น 1ใน 3 ของภูเขายอดนิยมในเกาหลี จุดเด่นของที่นี้คงจะเป็นอนุสรณ์ของแม่ทัพอีซุนซินผู้บัญชาการทหารที่ดีที่สุดในสมัยราชวงศ์โชซอน (1392 – 1910) และปูซาน
ทาวเวอร์ที่เป็นจุดชมวิวเมืองปูซานได้อย่างทั่วถึง

ยงดูซาน มาจากลักษณะของภูเขาที่คล้ายหัวมังกรหันหน้าออกไปยังฝั่งทะเล มีความหมายแฝงว่า ป้องกันและกำจัดศัตรูที่มาจากทะเลนั่นเอง จุดเริ่มต้นของการสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นสวยสาธารณะมาจากในช่วงสงครามเกาหลีประชาชนได้อพยพมายังที่แห่งนี้ สร้างบ้านเรือนที่พักอาศัยมากมายและเคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ถึงสองครั้งจนต้นไม้โล่งเตียน จึงมีความคิดจะปลูกต้นไม้ขึ้น

พื้นที่ของอุทยานกว้างราว 69,000 ตารางเมตร มีพืชนานาพรรณกว่า 70 สายพันธุ์ ให้เราได้ชื่นชม นอกจากนี้ยังมีอาคารอนุสรณ์เพื่อลำรึกถึงเหยื่อในสงครามเกาหลี ,ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นในยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ,อนุสาวรีย์ของนักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลในเหตุการณ์ปฏิวัติ 4.19และพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีอีกด้วย

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน1

Written by jintana on June 30th, 2014. Posted in บทความ

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน2

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักอุทยานยงดูซาน (용두산공원) เราไปรู้จักเมืองปูซานกันก่อนดีกว่าค่ะ
ปูซานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้มีภูมิประเทศติดทะเลแวดล้อมไปด้วยหุบเขา เกาะแก่ง ชายหาดและธรรมชาติที่สวยงาม เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโซล อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 450 กิโลเมตร ปูซานมีประชากรราว 3.65 ล้านคน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับในเกาหลีมากมาย และมีชื่อเสียงในด้านการจัดเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ที่จะมีขึ้นทุกปี นอกจากนี้ปูซานยังเคยเป็นเจ้าภาพงานเอเซียนเกมส์และฟุตบอลโลกในปี 2002 อีกด้วย

เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์ตรงติดทะเล เหมาะสำหรับใครที่ชอบบรรยากาศริมชายหาด เดินเล่นรับลมทะเล แต่ต้องไปให้ถูกฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลที่เหมาะสมคือ ใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วง เป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวมากที่สุดเพราะจะได้อากาศอุ่น ๆกับสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เกาะเชจูที่อยู่ทางใต้ของชายฝั่งทะเลปูซาน, หาดแฮอึนแด,น้ำพุร้อนดงเนเป็นน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 55 องศาเซลเซียส, ป้อมปราการสองพันปีคุมจองเป็นป้อมปราการที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเกาหลี, วัดโพโมซาเป็นวัดเก่าแก่ของเกาหลีอยู่บนเชิงเขาด้านตะวันออกของภูเขาคุมจอง เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองปูซาน ลี่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนที่เมืองนี้แล้วคือ ปูซานทาวเวอร์ในตั้งอยู่ในอุทยานยงดูซาน หรือสวนสาธารณะยงดูซาน ที่สามารถชมเมืองปูซานได้อย่างสวยงามที่ให้เป็นอีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนมาเมื่อมาที่เมืองนี้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เกาะความทรงจำแห่งรัก

Written by jintana on May 18th, 2014. Posted in บทความ

เกาะนามิ

เกาะนามิ (남이섬: นามิซอม) ตั้งอยู่ในเมืองชุนซอน ในเขตจังหวัดคังวอน ซึ่งห่างจากกรุงโซลประมาณ 63 กิโลเมตรไปทางตะวันออก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1  ชั่วโมง สถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนชองพยอง ลักษณะภูมประเทศเป็นพื้นที่ราบขนาด 460,000 ตารางเมตร

เกาะแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายพล นามิ ผู้นำชัยชนะจากการปราบกองกำลังกบฏในปีที่ 13 ของกษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์โชซอน บริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยวัยเพียง 26 ปี แต่หลังจากนั้นเมื่อเปลี่ยนรัชกาลกลับถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏจึงได้รับโทษประหารชีวิต พร้อมทั้งมารดาและพวกรวม 25คน เมื่อเปลี่ยนรัชกาลอีกครั้ง ข้อหาดังกล่าวได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ จึงมีการคืนบรรดาศักดิ์ให้ดังเดิม

เกาะแห่งนี้ติดอันดับสถานที่ที่โรแมนติกยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยบรรยากาศของฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เกาะแห่งนี้โด่งดังมาจากซีรีย์ Winter Love Song หรือ Winter Sonata หรือเรื่อง“เพลงรักในสายลมหนาว” นั้นเอง และยังเป็นสถานที่ถ่ายละครเกือบทุกวันอีกด้วย  นอกจากใบไม้ที่เปลี่ยนสีแล้ว จุดชมวิวที่พลาดไม่ได้คือ ทิวสนที่ทอดตัวยาวจนสุดลูกหูลูกตา ทำให้ผู้มาเยือนอดไม่ได้ที่จะเก็บภาพสวยงามไว้เป็นความทรงจำ รวมไปถึงรูปปั้นเท่าขนาดคนจริงของนักแสดงชื่อดังอย่าง เบยองจุน และ  แชงจีอู พระนางจากซีรีย์เพลงรักในสายลมหนาว

นอกจากนั้นยังมีร้านกาแฟ ของที่ระลึก แกลเลอรี่ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ให้เราได้เยี่ยมชมอีกด้วยหลังจากเดินทัวร์เกาะนามิเสร็จ เราสามารถขึ้นแท็กซี่ต่อจากที่ท่าเรือไปเที่ยว Petite France หรือหมู่บ้านเจ้าชายน้อยค่าแท็กซี่ราว 18,000 วอน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

ศาสนาอิสลามในเกาหลี

Written by teeranun on September 19th, 2013. Posted in บทความ

ในเกาหลีใต้ มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนเพียงราวๆ 35,000 คน ซึ่งชาวมุสลิม (ทั้งที่เป็นชาวเกาหลีและชาวต่างชาติที่นับถืออิสลาม) ในเกาหลีมักรวมตัวกันอยู่ในบริเวณมัสยิดที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1976 ในกรุงโซล โดยมัสยิดนี้ได้รับทุนสนับสนุนการสร้างจากกลุ่มเผยแพร่ศาสนาอิสลามแห่งมาเลเซียร่วมกับชาติอิสลามอื่นๆ

ส่วนในเกาหลีเหนือ ไม่พบผู้นับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเกาหลีเหนือเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่สนับสนุนการนับถือศาสนาใดๆในประเทศ

ศาสนาอิสลามเริ่มเป็นที่รู้จักในเกาหลีในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่เข้ามาทำการค้าขายกับราชวงศ์ถังของจีน รวมถึงได้เข้ามาทำการค้าขายกับอาณาจักรซิลลาอีกด้วย

ศาสนาอิสลามได้เริ่มเผยแพร่เข้าสู่สหพันธรัฐซิลลาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย มีบันทึกว่าอิบ คูรดาธเบ (Ibn Khurdadhbeh) นักสำรวจและนักภูมิศาสตร์ชาวเปอร์เซีย ได้ตั้งถิ่นฐานถาวรและยังสร้างหมู่บ้านชาวมุสลิมในเกาหลี เชื่อกันว่ารูปปั้นทวารบาลในสมัยนั้นเป็นฝีมือช่างแกะสลักของชาวเปอร์เซียที่อพยพเข้ามา

จนเข้าสู่สมัยอาณาจักรโครยอในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีมุสลิมหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในเกาหลีอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกมองโกล มีบันทึกว่ามีมัสยิดในเมืองหลวงเกซอง (ปัจจุบันเป็นเมืองในเกาหลีเหนือ) เมื่อเข้าสู่สมัยโชซอน ชาวเกาหลีได้ประยุกต์ปฏิทินของจีนกับอิสลามมาใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามชาวมุสลิมในเกาหลีช่วงเวลานี้ก็ไม่ค่อยได้รับกล่าวถึงอีก

จนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวเกาหลีเริ่มรู้จักกับศาสนาอิสลามอีกครั้งในช่วงสงครามเกาหลี เนื่องจากมีทหารมุสลิมจากตุรกีเข้ามาร่วมรบด้วย ซึ่งนอกจากจะร่วมรบทหารตุรกียังได้เผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่คนเกาหลี จนมีการก่อตั้งสมาคมชาวมุสลิมในเกาหลีขึ้นในปี ค.ศ. 1955 และเติบโตจนกลายเป็นสหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีในปี ค.ศ. 1967

ในปัจจุบัน ได้มีประเทศอิสลามต่างๆที่ให้การสนับสนุนชาวมุสลิมในเกาหลีใต้ เช่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2009 สหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีได้เปิดโรงเรียนประถมอิสลาม Prince Sultan Bin Abdul Aziz ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยทำการสอนหลักศาสนาอิสลามร่วมกับหลักสูตรวิชาการทั่วไปของเกาหลีใต้ ในส่วนของอนาคตมีแผนที่จะเปิดโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย และศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (จบ)

Written by jintana on August 20th, 2013. Posted in บทความ

 

เมื่อการประลองระหว่างชายหนุ่มกับพระราชาเริ่มขึ้น ก็ถึงเวลาของวิเศษของราชามังกรได้แสดงอิทธิฤทธิ์ พระราชานั้นขนกำลังทหารมากมายหลายร้อยนาย เพื่อช่วยกันโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุด ส่วนชายหนุ่มเพียงแค่เปิดน้ำเต้าขึ้น ก็มีชายตัวเล็ก ๆมากมายมาช่วยกันโค่นต้นไม้ ในที่สุดผลการแข่งขันชัยชนะของตกเป็นของชายหนุ่มให้ทุกคนได้ตกตะลึง รวมไปถึงพระราชาด้วย และแน่นอนว่าพระราชาผู้ไม่สัตย์ต่อคำพูดนั้นไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จึงท้าชายหนุ่มประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สองได้เกิด พระราชาท้าประลองแข่งม้ากับชายหนุ่ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องวิ่งข้ามแม่น้ำไปให้ได้ ราชามังกรจึงมอบม้าตัวเล็ก ๆผอม ๆ เหมือนสามารถพับเก็บได้ตลอดเวลา เมื่อถึงวันแข่งขันจริง ม้าของพระราชาวิ่งเร็วมาก แต่ก็สู้มากตัวเล็ก ๆของชายหนุ่มที่วิ่งเร็วราวกับลมกรด นำหน้าม้าของพระราชาไปไกลแสนไกลไม่เห็นฝุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว ผลการแข่งขันคือชายหนุ่มชนะขาดลอย ทำให้พระราชาทรงกริ้วมาก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ผิดคำสัตย์ของประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สามก็ได้เกิด พระราชาท้าแข่งเรือกับชายหนุ่ม เช่นเดิมว่าเรือของพระราชานั้นยิ่งใหญ่ สวยงาม อลังการมาก ขณะที่เรือของชายหนุ่มนั้น เป็นเพียงเรือลำเล็ก ๆแต่มีความพิเศษก็คือเป็นสิ่งที่ราชามังกรนั้นมอบให้เหมือนเดิม และก็เหมือนเดิมอีกครั้งที่ เรือลำเล็กของชายหนุ่มนั้นแล่นเร็วมาก จนนำเรือพระราชาไปได้ไกลเช่นเคย คราวนี้โชคไม่เข้าข้างพระราชาผู้ไม่รักษาสัญญา มีคลื่นใหญ่ยักษ์พัดเรือของพระราชาจมหายไปกับเกลียวคลื่น

ชายหนุ่มนำสมบัติมากมายของพระราชาแจกจ่ายแก่คนยากจน และครองรักกับเจ้าหญิงหอยทากอย่างมีความสุข

 

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (ต่อ)

Written by jintana on August 18th, 2013. Posted in บทความ

 

เย็นวันนั้นเมื่อเขากลับมาจากนา เขาก็ยังคงพบกับข้าวตั้งโต๊ะไว้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่พบกับนาง ได้แต่เพียงคิดว่าหากได้นางมาเป็นภรรยาคงจะวิเศษมาก วันรุ่งเช้าเขาทำทุกอย่างตามปกติ แต่ไม่ได้ออกไปทำงาน เขาแอบอยู่ข้างครัว และรอให้นางออกมา เมื่อหอยทากคลานออกมานางก็ยืดแขนยืดขาและจัดแจงเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยกลายเป็นหญิงสาวผู้งดงาม เขาจึงคว้าแขนของนางเอาไว้แล้วถามว่า “เจ้าเป็นภรรยาของข้าได้ไหม?”  นางเขินอายหน้าแดง และพยักหน้ายิมยอมไม่ขัดขืน ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา

จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระราชาทรงม้าผ่านมาเห็นทั้งคู่จึงตรัสขึ้นว่า “เหตุใดหญิงงามผู้นี้ จึงเป็นเมียของชาวนาสกปรกคนนี้ได้ ข้าจะเอานางมาเป็นชายา” และมีรับสั่งให้ชายหนุ่มเข้าเฝ้าและท้าประลองเพื่อแย่งชิงนาง โดนกติกาก็คือ การโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยพระราชาจะแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่งหากชายหนุ่มชนะ แต่ถ้าแพ้ต้องยกภรรยาของตนให้เป็นชายาของพระราชา

“อย่าได้กังวลไปเลย” เจ้าหญิงหอยทากพูดปลอบใจเมื่อชายหนุ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง  “จงเอาแหวนวงนี้โยนลงไปในทะเล” นางพูดพร้อมกับยื่นแหวนและจดหมายให้ชายหนุ่มแล้วให้เดินทางไปหาพ่อของนาง ซึ่งเป็นราชามังกร จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยความไว้ใจเจ้าหญิงหอยทาก ชายหนุ่มจึงทำตามที่นางบอกทุกประการ   เมื่อเขาโยนแหวนลงทะเลทันใดนั้นทะเลก็แหวกออกกลายเป็นถนนเส้นยาวสุดลูกหูลูกตาไปยังใต้ทะเล เขาจึงเดินไปตามทางเพื่อพบกับราชามังกร  ทันทีที่ราชามังกรได้เห็นแหวน ท่านจึงให้น้ำเต้าแก่ชายหนุ่มกลับมา…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานเกาหลี เรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก

Written by jintana on August 16th, 2013. Posted in บทความ

มีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นเพื่อไถนาปลูกข้าวอย่างนี้เป็นประจำ เขาบ่นกับตัวเองว่า เขาจะทำไปทำไมหนอ ในเมื่อก็ปลูกคนเดียวกินคนเดียวไม่ได้มีใครมากินด้วย

กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขากำลังปลูกข้าวอยู่นั่นเอง เขาเฝ้าพร่ำบ่นเพียงคนเดียวในประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “กินกับฉันไงล่ะ” มีเสียงหญิงสาวสวนกลับประโยคคำถามที่เขาบ่นอยู่ทุกวัน เขาเอะใจว่าเสียงใครแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงว่า หูตนเองคงเพี้ยนไป

เวลาล่วงเลยมามาถึงค่ำของวันเดียวกัน ขณะที่เขาปลูกข้าวอยู่นั้น เขาก็เฝ้าบ่นประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “ฉันจะกินกับท่าน” น้ำเสียงของหญิงสาวไร้ตัวตนผู้นั้นดังขึ้นอีก เขาลองมองไปรอบ ๆตัวก็พบเพียงแต่ความว่างเปล่า

“นั่นใครน่ะ” ชายคนนั้นตะโกนพร้อมกับมองไปรอบ ๆเขาก็ไม่เห็นมีใคร จนคิดว่าเขาหูเพี้ยนไปจริง ๆ

“ข้าขออยู่ด้วยได้ไหม” เสียงหญิงสาวดังขึ้นอีก แต่คราวนี้เขาสังเกตว่ามีเจ้าหอยทากตัวหนึ่งคลานอยู่ตรงเท้าของเขา หอยทากตัวนี้มีเปลือกที่สวยงามสะดุดตามาก ชายหนุ่มจึงเก็บเจ้าหอยทากตัวนี้ใส่กระเป๋าเสื้อกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านชายหนุ่มคนนี้จัดแจงเปลี่ยนอาบน้ำเสื้อผ้า เจ้าหอยทากจึงค่อย ๆคลานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มจึงหยิบขึ้นมาชื่นชมเพราะความสวยงามของเจ้าหอยทาก แล้วนำไปหย่อนไว้ในโอ่งน้ำ

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นมา ก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพราะเต็มไปด้วยอาหารเช้าพร้อมสรรพ เขาสงสัยว่าใครมาทำอาหารให้ก็ได้แต่นึกในใจว่าหากเขามีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว  แล้วกินอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข และบอกกับตัวเองว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครทำอาหารไว้ให้ เช้าวันต่อมาเขาจึงทำท่าทีเอาเครื่องไม้เครื่องมือออกจากบ้านไปทำงานเหมือนเดิม แต่เขาไปแค่ครึ่งทางก็เอาเครื่องมือวางซ่อนไว้แล้วเดินย้อนกลับมาที่บ้านเพื่อจะดูว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เขาเห็นหญิงสาวงดงามนางหนึ่งกำลังจัดแจงทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซมเสื้อผ้าของเขา และเมื่อทำเสร็จนางก็ค่อยกลับไปอยู่ในโอ่งน้ำเหมือนเดิม เขาจึงนึกในใจอีกว่า หากมีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อย เขาจึงหาวิธีที่จะพบกับนางให้ได้…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)