Posts Tagged ‘ประเทศญี่ปุ่น’

หอคอยสูงระฟ้าในเขตมินะโตะ(ต่อ)

Written by jintana on June 5th, 2014. Posted in บทความ

โตเกียว สกายทรี

ติดค้างกันไว้สำหรับหอคอยสีขาวแดง ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึงส่วนต่าง ๆของหอคอย คราวนี้เราจะมาเก็บรายละเอียดกันค่ะ เริ่มกันที่ความเป็นมาของหอคอยแห่งนี้

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1950 ช่วงหลังสงคราม ประเทศญี่ปุ่นจึงมีความคิดริเริ่มว่า น่าจะมีอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีอิทธิพล และเรืองอำนาจในด้านเศรษฐกิจของโลก จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 2.8 พันล้านเยนให้กับการก่อสร้างโตเกียวทาวเวอร์ จนกระทั่งแล้วเสร็จเมื่อปี 1958 รวมระยะเวลาในการสร้างหอคอยยักษ์แห่งนี้ประมาณ 8 ปี ซึ่งมีความสูงกว่า หอEiffel ถึง 13 เมตร แน่นอนว่าต้องได้รับแรงบันดาลใจมาจากหอคอยที่กรุงปารีส และการก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณโดยบริษัท Takenakaของญี่ปุ่นเอง ที่เน้นความแข็งแรงและเหนียวแน่น และเป็นหนึ่งใน 21 อนุสาวรีย์หอคอยที่ยิ่งใหญ่ของโลก (The World Federation of Great Towers) อีกด้วย

โตเกียวทาวเวอร์ใช้เป็นที่ส่งสัญญาณของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของญี่ปุ่นรวมทั้งหมด 9 สถานีโทรทัศน์ และ 5 สถานีวิทยุ และยังเคยใช้ถ่ายทำละครและหนังของญี่ปุ่นจนเป็นที่รู้จักอีกด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีหอคอยใหม่ที่มีความสูงกว่าโตเกียวทาวเวอร์อย่าง โตเกียว สกายทรี (Tokyo Skytree) ที่เขตซุมิดะกรุงโตเกียว มีความสูงถึง 634 เมตร และมีการเปิดให้เข้าชมไปเมื่อ 22 พ.ค. 2555 แต่ไม่ว่าอย่างไรสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวโตเกียวโตเกียวทาวเวอร์ก็ยังคงเป็นหอคอยอันแสนคลาสสิกอยู่ดี

 

 

 

 

 

หญิงผู้ขายศิลปะ (ต่อ)

Written by jintana on November 22nd, 2013. Posted in บทความ

 

เส้นทางมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ก่อนที่จะเป็นเกอิชาต้องผ่านการฝึกฝนที่หนักหนาและบททดสอบมากมาย เริ่มจากการเป็นสาวรับใช้ที่เรียกว่า ชิโกมิซัง นอนหลังตื่นก่อนนายหญิงอย่างนี้ประจำทุกวัน หลังจากนั้นก็จะก้าวเข้าสู่ช่วง มินาราอิซัง คือ ช่วงที่พวกเธอจะได้ฝึกฝนเป็นเกอิชา เริ่มจากการแต่งหน้าทาด้วยแป้งขาวที่เป็นเอกลักษณ์หรือ ชิโรนูริ การใส่กิโมโนยาวคลุมเท้าหรือ โอฮิกิซูริ นอกจากนั้นพวกเธอจะต้องฝึกศิลปะ ได้แก่ กลองชนิดต่าง ๆ ที่มีขนาดต่างกันออกไป พิณสามสาย และการร่ายรำ รวมไปถึงละครโบราณอย่างละครโนะด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ พิธีชงชา การชงชาที่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่รสชาติของชา แต่อยู่ที่ลำดับการชงชาที่เริ่มตั้งแต่การต้อนรับ ปรุงชา ส่งถ้วยชา เป็นการแสดงออกถึงขนบธรรมเนียมอันดีงาม เชื่อกันว่าศิลปะต่าง ๆ เหล่านี้พวกเธอจะต้องได้รับการฝึกตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ จึงจะได้ผลดี

เชื่อว่าหลายคนอาจยังสงสัยว่าสรุปแล้วเกอิชาใช่โสเภณีหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ใช่ค่ะ แต่เธอสามารถนอนกับผู้ชายคนเดียวได้เท่านั้น คือ ดันนะ หรือผู้อุปถัมภ์ค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง ชุดกิโมโนผ้าดีลายสวย ๆ กระเป๋าที่เข้าชุด หรือเครื่องประดับต่าง ๆ ที่ยังต้องเปลี่ยนไปตามฤดูกาลอีก ทำให้เกอิชาแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปถัมภ์ที่สามารถช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ แต่ข้อห้ามก็คือ ห้ามมีสามี ถ้ามีก็ต้องเลิกเป็นเกอิชาอย่างเด็ดขาด เป็นนัยว่าห้ามมีความรักนั่นเอง

ปัจจุบันเกอิชานั้นมีน้อยมาก ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่มีโอชายะ หรือโรงน้ำชา ประมาณเจ็ดร้อยแห่งรวมเกอิชาทั้งหมดราว ๆสามพันนาง ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ตรงข้ามกับปัจจุบันที่เหลือเพียงห้าสิบกว่าคนในเกียวโต และย่านเกอิชาอย่างฮานามาชิก็ขาดแคลนเป็นอย่างมาก หากพบเห็นไมโกะ(เกอิชาฝึกหัด)และเกอิชาเดินอยู่ นับว่าเป็นโชคดีมาก

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่ (ต่อ)

Written by jintana on September 1st, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ ได้ท่องเที่ยวในวังเรียวงุโจอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็พบกับห้อง ๆหนึ่งซึ่งในห้องมีประตูอยู่สี่บาน เมื่อเปิดเข้าไปที่ประตูแรก ทั้งห้องนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น มีต้นซากุระผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม และกลีบดอกยังร่วงลงพื้นสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งอากาศภายในห้องนั้นอบอุ่นกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

ห้องที่ต่อมา เป็นฤดูร้อน เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบท้องฟ้าที่แจ่มใส อากาศสดชื่น มีเสียงนกและแมลงต่าง ๆมากมาย ทั้งลมโชยเอื่อย ๆชวนให้นั่งเล่นยิ่งนัก

ห้องที่สาม เป็นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบกับท้องฟ้ามีดาวระยิบระยับเคียงคู่กับพระจันทร์ในยามค่ำคืน ชวนให้มองสลับกับสีส้มของใบต้นโมมิจิ(เมเปิ้ล) ที่กำลังผลัดใบยิ่งมองก็ยิ่งสบายใจ คลอไปกับเสียงจักจั่นที่แข่งกันร้องราวกับเสียงเพลงจากธรรมชาติ

ห้องสุดท้ายเป็นห้องแห่งฤดูหนาว เมื่อเข้าไปก็พบกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมต้นไม้ พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น อุระชิมะ ทาโร่เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นอยู่ที่วังเรียวงุโจเป็นเวลาสามปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่อาศัยอยู่กับแม่อันเป็นที่รัก ด้วยความกตัญญูเขาขอโอโตฮิเมะขึ้นมาเพื่อดูความเป็นอยู่ของแม่ เมื่อนางรู้นางได้ขอร้องให้อุระชิมะ ทาโร่อยู่ แต่ก็เข้าใจถึงความกตัญญูที่เขามีต่อแม่ จึงได้มอบกล่องหนึ่งให้อุระชิมะนำขึ้นมาด้วยและกำชับว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด อุระชิมะทาโร่ สัญญาว่าจะขี่เต่าตัวเดิมกลับมาพร้อมกล่อง

เมื่อเขาขึ้นมาบนโลกมนุษย์ น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่มีใครรู้ข่าวคราวของแม่เขาเลย ทั้งยังไม่มีใครรู้จักอุระชิมะ ทาโร่อีกด้วย ได้ยินแต่เพียงเรื่องเล่าว่า อุระชิมะ ทาโร่นั้นออกทะเลและหายสาบสูญไปเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ว่าเวลา 3 ปี ในวังเรียวงุโจ เท่ากับบนโลกมนุษย์ 300 ปี เขาเสียใจมาก จึงนั่งพักอยู่ริมทะเลและสงสัยกับกล่องที่โอโตฮิเมะให้มาจึงเผลอเปิดกล่องใบนั้นขึ้น แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขากลายเป็นชายชราทันทีแล้วค่อย ๆเสียชีวิตลงในที่สุด แท้ที่จริงแล้วกล่องใบนั้นคือที่เก็บอายุขัยของเขานั่นเอง.

 

 

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่

Written by jintana on August 28th, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มจิตใจดี และกตัญญู เขาทำอาชีพประมง อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านริมชายทะเลแห่งหนึ่ง เขาจะออกไปหาปลาเป็นประจำทุกวัน เพื่อหาเงินและอาหารมาเลี้ยงดูแม่ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกไปหาปลาอยู่นั้น บังเอิญได้พบเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูบางอย่างและส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วย ความอยากรู้จึงเข้าไปดูแล้วพบกับเจ้าเต่าตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่ เขาจึงต่อรองกับเด็กเหล่านั้นว่าจะซื้อเต่าด้วยราคาจำนวนหนึ่ง เมื่อเด็ก ๆยอมเขาจึงนำเจ้าเต่าไปปล่อยลงทะเลเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกหาปลาตามปกติ ได้พบกับเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเกาะข้าง ๆเรือของเขาพร้อมกับพูดว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง อุระชิมะ ทาโร่ซัง” เมื่อเขาเห็นก็ต้องตกตะลึง ทำสิ่งใดไม่ถูก แล้วเจ้าเต่าตัวนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเจ้าเต่าน้อยตัวนั้นเอาไว้ และเพื่อเป็นตอบแทนพระคุณ เราจะพาท่านไปท่องเที่ยวที่ วังเรียวงุโจ ซึ่งอยู่ใต้ทะเล มาเถิดท่านอุระชิมะ ทาโร่”

ดั่งต้องมนต์สะกด อุระชิมะ ทาโร่ ตามเจ้าเต่าตัวนั้นไปด้วยความยินยอม และเมื่อเขาลงไปใต้ทะเลแปลกยิ่งนักที่เขาไม่รู้สึกอัดอึดเลย เมื่อถึงใต้ทะเล สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั่นก็คือ วังเรียวงุโจ ที่งดงาม เขาตะลึงในความสวยงาม ที่นี่ทำด้วยทองคำทั้งหมด ส่องแสงประกายระยิบระยับ และเมื่อเข้าไปใกล้อีกก็เห็น โอโตฮิเมะ พร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ อุระชิมะ ยืนตกตะลึงในความงามของโอโตฮิเมะ และความงามของ วังเรียวงุโจ เมื่อเขามองโอโตฮิเมะอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งก็นึกได้ว่าโอโตฮิเมะก็คือเจ้าเต่าตัวที่เขาช่วยชีวิตไว้นั่นเอง นางแปลงกายเป็นเต่าเพื่อจะไปท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์แต่ดันมาเจอเด็กพวกนั้นรังแก และรอดชีวิตมาเพราะอุระชิมะ ทาโร่ช่วยเอาไว้ “อุระชิมะ ทาโร่ ท่านจะอยู่ที่นี้นานแค่ไหนก็ได้ เราอนุญาต” โอโตฮิเมะ กล่าว.

อุระชิมะ ทาโร่ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอิโตฮิเมะและชาววังเรียวงุโจ ในห้องโถงมากมายเต็มไปด้วยอาหารมากมายอย่างดีที่อุระชิมะทาโร่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามีความสุขเกินจะบรรยาย แต่ก็อดนึกถึงแม่ผู้เป็นที่รักไม่ได้ เขาจึงถามแต่ก็ได้คำตอบจากอิโตฮิเมะว่านางได้ส่งคนไปดูแลแม่ของเขาแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลไป

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)