Posts Tagged ‘ญี่ปุ่น’

พิธีเซงากิ : พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

Written by teeranun on October 13th, 2013. Posted in บทความ

พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

พิธีเซงากิ (施餓鬼) เป็นพิธีทางพุทธศาสนามหายานของญี่ปุ่นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต (gaki : 餓鬼) ที่ทรมานเพราะขาดอาหาร รวมถึงการทำบุญเพื่อให้เปรตกลับสู่นรกภูมิหรือเพื่อให้เปรตอยู่แต่ในดินแดนของตน เป็นพิธีที่ดัดแปลงมาจากเทศกาลเชงเม้งของจีน

การประกอบพิธีเซงากิกระทำได้โดยการนั่งสมาธิ ไปที่วัดแล้วนำข้าวกับน้ำไปวางตามแท่นบูชาที่ห่างจากพระพุทธรูปหรือภาพพระพุทธเจ้า รวมถึงรูปเคารพพระโพธิสัตว์ ต่อมาจุดกำยานและพรมน้ำจากกิ่งสน แล้วเชิญเปรตเพื่อมารับข้าวและน้ำนั้น จากนั้นจึงจุดไฟเผากระดาษที่เขียนชื่อผู้ตาย หรือบาปที่ตนเองเคยกระทำไปแล้วจะไม่ทำอีก เมื่อเผากระดาษเสร็จก็จะสวมมนต์ต่างๆ เช่น บทมหากรุณาธารณี หรือการสวดถึงพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเมื่อประกอบพิธีเสร็จแล้วก็จะนำอาหารที่ใช้ประกอบพิธีมาบริโภค ซึ่งเหล่าพระสงฆ์ญี่ปุ่นจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อการปลงอาบัติอีกด้วย

ตามตำนานได้เล่าถึงการเกิดพิธีเซงากิว่าพระโมคลานะต้องการปลดปล่อยมารดาจากเปรตภูมิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระโมคลานะสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรหรือเดินทางไปนรก ซึ่งเป็นการปลดปล่อยเหล่าเปรตมาสู่โลกมนุษย์ และจะต้องประกอบพิธีเซงากิเพื่อให้เปรตเหล่านั้นกลับสู่ภูมิของตน

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าเปรตตนหนึ่งได้มาบอกพระอานนท์ว่าจะมาปรากฏกายภายใน 3 วัน พระอานนท์จึงทำทานให้แก่ผู้ยากไร้เพื่อที่เปรตจะได้ไม่มาปรากฏกาย

ปัจจุบันพิธีเซงากิเป็นพิธีทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้ตายและเป็นสัญลักษณ์ของการสะเดาะเคราะห์ พิธีนี้สามารถประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ แต่โดยมากชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลโอบง

(お盆) ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้ในวันฮาโลวีน และความสำคัญของพิธีดังกล่าวก็ลดลงไปตามยุคสมัย

 

อาหารชาวไอนุ

Written by teeranun on October 11th, 2013. Posted in บทความ

ชาวไอนุ

ชาวไอนุเป็นชนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณทางเหนือของประเทศ โดยอาศัยอยู่มากบนเกาะ
ฮอกไกโด ชาวไอนุถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากชาวญี่ปุ่นทั่วไปอยู่มาก ในบทความนี้จะนำเสนออาหารของไอนุ

อาหารไอนุมักจะปรุงเนื้อให้สุกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การต้ม ปิ้ง หรือรมควัน ส่วนผสมหลักของอาหารชาวไอนุมักประกอบด้วยธัญพืชและผักประเภทต่างๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ถั่ว ชิเกะเรเบ (พืชให้ผลชนิดหนึ่ง) กระเทียมป่า (ปุกุสะ ในภาษาไอนุ ส่วนภาษญี่ปุ่นเรียกว่า ギョウジャニンニク) ในส่วนของเนื้อสัตว์ ชาวไอนุจะรับบริโภคเนื้อหลายประเภท เช่น เนื้อหมี กวาง จิ้งจอก กระต่าย แมวน้ำ แรคคูน ปลาวาฬ นก รวมถึงน้ำมันที่ได้จากหมี ม้า ปลาวาฬ เนื้อวัว และกวาง

อาหารที่มีชื่อของชาวไอนุ สามารถแบ่งได้ดังนี้

– คิโตกัม (Kitokam) คือไส้กรอกที่ผสมกระเทียมป่า

– มันซิโร ซาโย (Munciro sayo) คือข้าวฟ่างผสมนม หรือข้าวฟ่างกวนกับนมจนเป็นข้าวเปียก

– รุยเบ (Ruibe) คือปลาแซลมอนแช่แข็ง เมื่อเสิร์ฟจะสไลด์บางๆอย่างซาชิมิ เสิร์ฟคู่กับซอสถั่วเหลือง

– โอเฮา หรือ รูร (Ohaw หรือ rur) คือน้ำซุปต้มกระดูกแบบชาวไอนุ แตกต่างจากซุปแบบญี่ปุ่นคือจะไม่ใส่มิโซะหรือซอสถั่วเหลือง มีส่วนผสมหลักคือสาหร่ายเคลป์ พืชต่างๆ เนื้อสัตว์ แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ซุปกวาง ซุปแซลมอน ซุปเนื้อวัว ซุปกระเทียมป่า เป็นต้นซุปโอเฮา

– มูนินิโม (Muninimo) คือแพนเค้กแป้งมันฝรั่งหมัก ซึ่งการหมักแป้งมันฝรั่งนี้ ชาวไอนุจะหมักมันฝรั่งไว้ใต้ดินโดยผ่านกระบวนการทำให้น้ำระเหยออกไป (เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นจัด) เมื่อจะบริโภคก็จะนำแป้งมันฝรั่งนั้นไปล้างน้ำแล้วอบหรือย่าง โดยแป้งมันฝรั่งนี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 20 ปี  ตัวแป้งมีความเหนียวเหมือนแป้งโมจิ

มูนินิโม

– ราตาสเคบ (rataskep) เป็นสตูว์ที่คิดขึ้นโดยชิเกรุ คายาโนะกับเพื่อนๆ

ราตาสเคบ

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่ (ต่อ)

Written by jintana on September 1st, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ ได้ท่องเที่ยวในวังเรียวงุโจอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็พบกับห้อง ๆหนึ่งซึ่งในห้องมีประตูอยู่สี่บาน เมื่อเปิดเข้าไปที่ประตูแรก ทั้งห้องนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น มีต้นซากุระผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม และกลีบดอกยังร่วงลงพื้นสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งอากาศภายในห้องนั้นอบอุ่นกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

ห้องที่ต่อมา เป็นฤดูร้อน เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบท้องฟ้าที่แจ่มใส อากาศสดชื่น มีเสียงนกและแมลงต่าง ๆมากมาย ทั้งลมโชยเอื่อย ๆชวนให้นั่งเล่นยิ่งนัก

ห้องที่สาม เป็นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบกับท้องฟ้ามีดาวระยิบระยับเคียงคู่กับพระจันทร์ในยามค่ำคืน ชวนให้มองสลับกับสีส้มของใบต้นโมมิจิ(เมเปิ้ล) ที่กำลังผลัดใบยิ่งมองก็ยิ่งสบายใจ คลอไปกับเสียงจักจั่นที่แข่งกันร้องราวกับเสียงเพลงจากธรรมชาติ

ห้องสุดท้ายเป็นห้องแห่งฤดูหนาว เมื่อเข้าไปก็พบกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมต้นไม้ พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น อุระชิมะ ทาโร่เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นอยู่ที่วังเรียวงุโจเป็นเวลาสามปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่อาศัยอยู่กับแม่อันเป็นที่รัก ด้วยความกตัญญูเขาขอโอโตฮิเมะขึ้นมาเพื่อดูความเป็นอยู่ของแม่ เมื่อนางรู้นางได้ขอร้องให้อุระชิมะ ทาโร่อยู่ แต่ก็เข้าใจถึงความกตัญญูที่เขามีต่อแม่ จึงได้มอบกล่องหนึ่งให้อุระชิมะนำขึ้นมาด้วยและกำชับว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด อุระชิมะทาโร่ สัญญาว่าจะขี่เต่าตัวเดิมกลับมาพร้อมกล่อง

เมื่อเขาขึ้นมาบนโลกมนุษย์ น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่มีใครรู้ข่าวคราวของแม่เขาเลย ทั้งยังไม่มีใครรู้จักอุระชิมะ ทาโร่อีกด้วย ได้ยินแต่เพียงเรื่องเล่าว่า อุระชิมะ ทาโร่นั้นออกทะเลและหายสาบสูญไปเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ว่าเวลา 3 ปี ในวังเรียวงุโจ เท่ากับบนโลกมนุษย์ 300 ปี เขาเสียใจมาก จึงนั่งพักอยู่ริมทะเลและสงสัยกับกล่องที่โอโตฮิเมะให้มาจึงเผลอเปิดกล่องใบนั้นขึ้น แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขากลายเป็นชายชราทันทีแล้วค่อย ๆเสียชีวิตลงในที่สุด แท้ที่จริงแล้วกล่องใบนั้นคือที่เก็บอายุขัยของเขานั่นเอง.

 

 

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่

Written by jintana on August 28th, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มจิตใจดี และกตัญญู เขาทำอาชีพประมง อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านริมชายทะเลแห่งหนึ่ง เขาจะออกไปหาปลาเป็นประจำทุกวัน เพื่อหาเงินและอาหารมาเลี้ยงดูแม่ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกไปหาปลาอยู่นั้น บังเอิญได้พบเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูบางอย่างและส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วย ความอยากรู้จึงเข้าไปดูแล้วพบกับเจ้าเต่าตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่ เขาจึงต่อรองกับเด็กเหล่านั้นว่าจะซื้อเต่าด้วยราคาจำนวนหนึ่ง เมื่อเด็ก ๆยอมเขาจึงนำเจ้าเต่าไปปล่อยลงทะเลเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกหาปลาตามปกติ ได้พบกับเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเกาะข้าง ๆเรือของเขาพร้อมกับพูดว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง อุระชิมะ ทาโร่ซัง” เมื่อเขาเห็นก็ต้องตกตะลึง ทำสิ่งใดไม่ถูก แล้วเจ้าเต่าตัวนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเจ้าเต่าน้อยตัวนั้นเอาไว้ และเพื่อเป็นตอบแทนพระคุณ เราจะพาท่านไปท่องเที่ยวที่ วังเรียวงุโจ ซึ่งอยู่ใต้ทะเล มาเถิดท่านอุระชิมะ ทาโร่”

ดั่งต้องมนต์สะกด อุระชิมะ ทาโร่ ตามเจ้าเต่าตัวนั้นไปด้วยความยินยอม และเมื่อเขาลงไปใต้ทะเลแปลกยิ่งนักที่เขาไม่รู้สึกอัดอึดเลย เมื่อถึงใต้ทะเล สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั่นก็คือ วังเรียวงุโจ ที่งดงาม เขาตะลึงในความสวยงาม ที่นี่ทำด้วยทองคำทั้งหมด ส่องแสงประกายระยิบระยับ และเมื่อเข้าไปใกล้อีกก็เห็น โอโตฮิเมะ พร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ อุระชิมะ ยืนตกตะลึงในความงามของโอโตฮิเมะ และความงามของ วังเรียวงุโจ เมื่อเขามองโอโตฮิเมะอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งก็นึกได้ว่าโอโตฮิเมะก็คือเจ้าเต่าตัวที่เขาช่วยชีวิตไว้นั่นเอง นางแปลงกายเป็นเต่าเพื่อจะไปท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์แต่ดันมาเจอเด็กพวกนั้นรังแก และรอดชีวิตมาเพราะอุระชิมะ ทาโร่ช่วยเอาไว้ “อุระชิมะ ทาโร่ ท่านจะอยู่ที่นี้นานแค่ไหนก็ได้ เราอนุญาต” โอโตฮิเมะ กล่าว.

อุระชิมะ ทาโร่ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอิโตฮิเมะและชาววังเรียวงุโจ ในห้องโถงมากมายเต็มไปด้วยอาหารมากมายอย่างดีที่อุระชิมะทาโร่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามีความสุขเกินจะบรรยาย แต่ก็อดนึกถึงแม่ผู้เป็นที่รักไม่ได้ เขาจึงถามแต่ก็ได้คำตอบจากอิโตฮิเมะว่านางได้ส่งคนไปดูแลแม่ของเขาแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลไป

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นามสกุลสุดฮิตของชาวญี่ปุ่น (ต่อ)

Written by jintana on July 26th, 2013. Posted in บทความ

 

มาต่อกันที่อันดับ 5 Watanabe (渡辺) อันนี้น่าจะเป็นที่คุ้นกันดีสำหรับใครที่มีความสนใจด้านภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่น เมื่อเอ่ยถึง Ken Watanabe ผู้กำกับละครและภาพยนตร์ชื่อดัง เขาเคยรับบท Katsumoto Moritsugu ใน The Last Samurai นอกจากนี้ ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Batman Begins และ Memoirs of a Geisha ผลงานมากขนาดนี้จะไม่ให้คุ้นได้อย่างไร

อันดับที่ 4 Tanaka (田中) พบโดยทั่วไปในญี่ปุ่นแต่พบได้น้อยในโอกินาวะ การเขียนด้วยตัวคันจิสามารถใช้ได้หลายตัวที่ออกเสียงว่า Tanaka แต่สองตัวนี้ (田中) จะมีความหมายว่า นาข้าว และ ตรงกลาง คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น Masahiro Tanaka นักเบสบอลชื่อดังของทีม Tohoku Rakuten Golden Eagles เขาเคยเข้าร่วมการแข่งขันระดับโอลิมปิกในปี 2008 อีกคนหนึ่งนั้นก็คือ Masako Tanaka หรือที่รู้จักในนาม Iwasaki Mineko เกอิชาที่มีชื่อเสียงมากจนมีคนนำเรื่องราวของเธอในถ่ายทอดเป้นตัวหนังสือในเรื่อง  “Memoirs of a Geisha”

อันดับที่ 3 Takahashi (高橋) พบมากในทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู(โทโฮขุ) ตัวอย่างชื่อคนดังก็มี Minami Takahashi จากวง AKB48 และ Ai Takahashi จากวง Morning Musume

อันดันที่ 2 Suzuki (鈴木) นามสกุลนี้ ถูกจัดให้เป็นนามสกุลที่มีคนใช้มากเป็นอันดับที่สองคนดังที่เราน่าจะรู้จักก็มี อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Kantaro Suzuki และ Hiroki Suzuki ผู้รับบท Shuichiro Oishi ในซีรี่ย์ The Prince of Tennis

อันดับที่ 1 Satou (佐藤) สามารถเขียนว่า Sato หรือ Satoh ก็ได้ พบมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตัวอย่างคนดังที่มีชื่อนี้ เช่น Nobusuke Kishi (ชื่อเดิม Nobusuke Sato) อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น, Sumire Sato และ Amina Sato สมาชิกวง AKB48 และ Masaki Sato จากวง Morning Musume เป็นต้น

และทั้งหมดนี้คือ 5อันดับนามสกุลยอดฮิตของคนญี่ปุ่น ที่เป็นภาคต่อจากบทความที่แล้ว โดยทั่วไปแล้วนามสกุลของคนญี่ปุ่นสามารถบ่งบอกภูมิลำเนาของเจ้าของนามสกุลได้เป็นอย่างดีว่าเป็นคนจังหวดอะไร เช่น Yamamoto (山本) หมายถึงมาจาก “เชิงเขา” หรือ Ishikawa (石川) ก็หมายถึงว่ามาจาก “แม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิน” เป็นต้น

 

นามสกุลสุดฮิตของชาวญี่ปุ่น

Written by jintana on July 24th, 2013. Posted in บทความ

 

ชื่อของคนญี่ปุ่นนั้นจะมีการเรียงชื่อและนามสกุลเหมือนกับคนจีนและคนเกาหลี ก็คือจะเอานามสกุลขึ้นก่อนชื่อ ส่วนเวลาเรียกก็จะเรียกชื่อแล้วตามด้วยคำว่า ซัง ที่แปลว่า คุณ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงใช้สำหรับบุคคลที่ไม่ใช่คนในครอบครัว การเรียกชื่อโดยเรียกแต่นามสกุลจะเห็นได้ในการเรียกคนในครอบครัว ชื่อของคนญี่ปุ่นอาจจะมากกว่าของคนเกาหลี แต่ก็ไม่พ้อนที่จะมีชื่อสกุลที่ซ้ำกันอยู่ดี ซึ่งก็มีการจัดอันดับไว้เล่น ๆ 10 อันดับ ได้แก่
อันดับที่ 10 Saitou (斉藤/斎藤) นามสกุลนี้เป็นหนึ่งในนามสกุลของคนมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เช่น นักเขียนการ์ตูนชื่อดังอย่าง Saito Chiho ,นักกีฬาเบสบอลผู้มีฝีมืออย่าง Takashi Saito ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับ Arizona Diamondbacks (U.S.)

อันดับที่ 9 Kobayashi (小林) พบมากในแถบคันโต และคันไซ มีความหมายว่า “ป่าเล็กๆ” คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ก็มีนักกินแหลกผู้ทำลายสถิติโลกที่ถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คอย่าง Takeru Kobayashi เป็นต้น

อันดับที่ 8 Yamamoto (山本) พบมากในภาคกลางตอนบนและตอนล่างของเกาะฮอนชู บางส่วนค่อนมาทางตะวันออก ในจังหวัดไซตามะและชิซุโอกะ มีความหมายว่า เชิงเขา ซึ่งก็สัมพันธ์กับภูมิประเทศที่อยู่อาศัยของคนที่ใช้นามสกุลนี้ คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น Yohji Yamamoto ดีไซเนอร์ระดับโลก และ ดารานายแบบชื่อดังอย่าง Yusuke Yamamoto

อันดับที่ 7 Nakamura (中村) พบมากทางตะวันตก ในแถบคันไซ และคิวชู เป็นอีกนามสกุลที่เห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น ดีไซน์เนอร์รองเท้า ผู้ก่อตั้งและดูแลแบรนด์ชื่อดัง VisVim อย่าง Hiroki Nakamura

อันดับที่ 6 Itou (伊藤/伊東) พบมากในจังหวัด Aichi และ Mie และพบได้ทั่วไปทั้งทางเหนือและทางใต้ของเกาะฮอนชู เป็นนามสกุลของดาราสาว Ito Misaki จากภาพยนตร์เรื่อง About Love ในปี 2005, Ju-On “The Grudge” เมื่อปี 2002

พักครึ่งกันไว้เพียงเท่านี้ก่อนดีกว่าค่ะ สำหรับนามสกุลยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น เหลืออีก 5 อันดับเอาไว้ติดตามกันต่อในบทความหน้า ยังมีนามสกุลชาวญี่ปุ่นที่เราคุ้นหูกันอีกมากมาย จะเป็นอะไรบ้างนั้นต้องติดตามค่ะ 

 

 

เกาหลีฟีเวอร์

Written by blogger on June 14th, 2013. Posted in บทความ

ในยุคนี้อะไร ๆ ก็เกาหลี หลาย ๆ คนคงคิดแบบนี้แน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็น ความบันเทิง อย่าง ดนตรี ภาพยนตร์ ต่างก็มีสิ่งเหล่านี้จากประเทศเกาหลีเข้ามาแชร์ตลาดในบ้านเรา อีกทั้ง ยังเรื่องของแฟชั่น ความงาม หรือ สินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย สาเหตุที่ทำให้เกาหลีเริ่มมิอิทธิพลในบ้านเรา คงต้องเริ่มจาก กระแสของภาพยนตร์ซีรีย์ ที่นำมาฉายให้ชมกันตามฟรีทีวี หรือ เคเบิ้ลต่าง ๆ นับจากจุดนี้กระแสนิยมเกาหลีก็มีมาเพิ่มเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ นอกจากเรื่องความบันเทิงแล้ว ที่นิยมกันมากในบ้านเราคงไม่พ้น อาหารเกาหลี และ ภาษาเกาหลี หลังจากที่มีการประกาศว่าจะเปิด อาเซียน + 3 แล้ว ทำให้มีการตื่นตัวในเรื่องของภาษามากขึ้น และ ในโรงเรียนหลาย ๆ แห่งได้บรรจุวิชา ภาษาอาเซียน เข้ามาเพิ่มเติมในหลักสูตรด้วย จึงทำให้มีการเรียนการสอนภาษาของชาติอาเซียนขึ้นมา และ ภาษาเกาหลีก็เป็นภาษาแรก ๆ ที่เริ่มมีการเรียนการสอนกันอย่างจริงจังในโรงเรียนด้วย นอกเหนือ จากภาษาญี่ปุ่นที่มีในหลักสูตรเดิมอยู่แล้ว

จากความนิยมชื่นชอบของกลุ่มวัยรุ่นที่เริ่มจากภาพยนต์ซีรีย์ เพลง หรือ ดาราเกาหลี ทำให้มีธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีมีเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในบ้านเรา และ ความสนใจนี่เอง คือจุดกำเนิดของความอยากรู้ในภาษาเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มธุรกิจใหม่ ตามกระแสของความนิยม เช่น ร้านค้าออนไลน์ ที่นำเข้าสินค้าจากเกาหลี เช่น พวกเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ และ สินค้าต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อเราต้องทำการติดต่อซื้อขายหรือเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจที่จะศึกษาภาษาเกาหลีเพราะนอกจากจะอินเทรนด์แล้ว ยังสามารถไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

ภาษาเกาหลี หลาย ๆ คนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็อาจจะงงกับสำเนียงและตัวอักษร เพราะ ตัวอักษรบางตัว อาจคล้ายกับภาษาจีน หรือ ภาษาญี่ปุ่น ซึ่ง จะว่าไปรากฐานของภาษาเกาหลีนั้น ก็มีภาษาจีนเข้าไปผสมอยู่ด้วยเหมือนกัน และ หลาย ๆ คนอาจพูดได้ในคำ
ง่าย ๆ ที่เป็นประโยคยอดฮิต ที่ฟังมาจากภาพยนตร์ หรือ เพลง เช่น 사랑해요 ออกเสียงว่า “ซารางเฮโย” ที่แปลว่า ฉันรักคุณ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจภาษาเกาหลีอย่างจริงจัง หรือ จะนำมาเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ หรือ ความชอบส่วนตัว และ ต้องการหาความรู้เพิ่มเติม แต่ถ้าหากเราต้องการความถูกต้องแม่นยำในเรื่องของไวย์กรณ์ในการที่เราต้องใช้ภาษาเกาหลีในการทำธุรกิจการค้า สัญญาต่า งๆ เราจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการแปลเพื่อความถูกต้องและข้อมูลไม่ผิดพลาด และ สามารถสื่อในสิ่งเราต้องการและทราบในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอย่างครบถ้วนไม่ผิดเพี้ยน

เราลองมาดูคำต่าง ๆ ในภาษาเกาหลี กัน เช่น คำทักทาย หรือ คำในภาษาเกาหลีแบบง่าย ๆ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี จะได้รู้ว่าหมายถึงอะไร และ จะทักทายกับคนเกาหลีได้อย่างไร เช่น คำว่า “ สวัสดี” ในภาษาเกาหลีจะพูดว่า “อันนยองฮาเซโย หรือ อันนยองฮาชิมนีก๊า” แล้วลงท้ายด้วยชื่อของผู้ที่คุยด้วย การเขียนก็จะเขียนแบบนี้ 안녕하세요….. / 안녕하십니까……. ถ้าเป็นคำว่า ขอบคุณ ก็จะพูดว่า “คัมซาฮัมนีดา” ส่วนการเขียนคือ 감사합니다 หากต้องการขอโทษต้องพูดว่า “ มีอันฮัมนีดา หรือ
ชเวซงฮัมนีดา และการเขียนคือ 미안합니다 / 죄송합니다. ด้วยคำง่าย ๆ ที่มีความหมายดี แค่ไม่กี่คำคงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย เรื่องของภาษาไม่ว่าจะภาษาของประเทศไหน ต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมีความสวยงามทั้งสำเนียงและตัวอักษรหากเราสามารถสื่อสารได้ในหลาย ๆ ภาษาอย่างเชี่ยวชาญรับรองได้ว่าเราพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่อาเซียนอย่างแน่นอน