Posts Tagged ‘ญี่ปุ่น’

หอคอยสูงระฟ้าในเขตมินะโตะ

Written by jintana on June 3rd, 2014. Posted in บทความ

โตเกียวทาวเวอร์

บทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสถาปัตยกรรมอีกที่หนึ่งที่สวยงามและไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้มาเยือนประเทศญี่ปุ่น หอคอยสีแดงขาวที่ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ ในเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างโตเกียว มีชื่อเรียกคุ้นหูว่า โตเกียวทาวเวอร์

โตเกียวทาวเวอร์เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่และสวยงามสูง 332.6 เมตรสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2501เป็นหอคอยที่ไว้ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ เช่น NHK, TBS แบ่งออกเป็นสามส่วน
ส่วนแรกคืออาคารสูง 4 ชั้นใต้หอคอย

ชั้นที่ 1Tokyo Tower Aquariumเป็นส่วนจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ มีปลากว่า 800 สายพันธุ์ ราว50,000ตัว และร้านค้ามากมายภายในชั้นที่1- 2

ชั้นที่ 3 Tokyo Tower Carnivalเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญของโลก และพบกันเทคโนโลยีสามมิติทันสมัยในMysterious Walking Zone

ชั้นที่ 4Tokyo Tower Trick Art Galleryห้องจัดแสดงภาพศิลปะและภาพในระบบสามมิติ และยังมีห้องแนะนำเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย

ส่วนที่2 และ3 เป็นจุดชมวิวทั้งสองส่วน อยู่บนความสูง 150 เมตรและ 250 เมตร ตามลำดับ หอคอยแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่น้อยกว่า 2 ล้าน 5 แสนคนต่อปี โดยเปิดทำการแบบไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา09:00 น. ถึง 20:00น.เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปรอเก้อหน้าหอคอยค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ

Written by jintana on May 20th, 2014. Posted in บทความ

ยูคาตะ

 

 

ชุดลำลองสไตล์โบราณยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นคงจะเป็นชุดอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ยูคาตะ” ชุดสวยสีสันสดใสมีให้เลือกมากมายมีที่มาที่ไป รวมไปถึงการสวมใส่ที่น่าสนใจมาให้เราได้เรียนรู้กัน

เริ่มกันที่ความแตกต่างของกิโมโนกับชุดสีสันตรึงตาที่ถูกเรียกว่า ยูคาตะ ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า หลายคนอาจะสับสนว่าชุดไหนคือ กิโมโน ชุดไหนคือ ยูคาตะ สังเกตไม่ยากค่ะ ยูคาตะนั้นจะไม่มีซับในเหมือนกิโมโน นิยมสวมใส่กับรองเท้าเกี๊ยะ ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมสวมเกี๊ยะกับชุดต่าง ๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงราว ๆ ศตวรรษที่ 1950สังเกตได้จากร้านขายเกี๊ยะซึ่งนิยมมากในอดีต แต่ปัจจุบันหายากมาก เพราะค่านิยมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และด้วยอากาศที่ร้อน ทำให้การสวมใส่ชุดไม่จำเป็นต้องใส่ถุงเท้าเหมือนเวลาใส่ชุดกิโมโน ขาดไม่ได้เลยกับผ้าคาดเอวที่เรียกว่า โอบิ หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นจะใส่ชุดยูคาตะในช่วงหน้าร้อน ซึ่งอดีตนิยมใส่ชุดนี้ออกไปชมดอกไม้ไฟ และเล่นรำวงพื้นบ้านญี่ปุ่นBON ODORI

สีสันสดใสบนลายของชุดยูคาตะ นับว่าเป็นเสน่ห์ของเครื่องแต่งกายนี้ให้โดดเด่นขึ้นมา ลายยอดนิยมที่ชาวญี่ปุ่นนำมาเป็นลายบนชุดลำลองสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เช่น ลายดอกฟูจิลายดอกโชวบุหรือไอริช ลายโชวหรือลายผีเสื้อ ลายดอกโบตั๋น ลายดอกซากุระ เป็นต้น

เรือเฮดะ

Written by teeranun on February 11th, 2014. Posted in บทความ

เรือเฮดะ

เรือเฮดะ (ヘダ号) เป็นเรือใบประเภทหนึ่ง (มีเสากระโดงเรือตั้งแต่ 2 เสาขึ้นไป) ที่สร้างโดยทหารเรือชาวรัสเซียที่มีผู้นำชื่อว่าเยฟฟีมี ปุตยาติน (Yevfumy Putyatin) กับช่างไม้ญี่ปุ่นอีก 300 คนที่เมืองเฮดะ (ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชูในประเทศญี่ปุ่น)

สาเหตุของการสร้างเรือลำนี้ เนื่องจากกองเรือของปุตยาตินถูกสึนามิจนเสียหายในช่วงการเกิดแผ่นดินไหวอันเซ-โตไก (Ansei-Tokai เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1854) และเรือธงชื่อไดอาน่า (Diana) ได้จมลงระหว่างการเดินทางเพื่อเอาเรือไปซ่อมจากเมืองชิโมดะถึงเมืองเฮดะ ซึ่งตามสนธิสัญญาชิโมดะ (Treaty of Shimoda) ระบุไว้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลือชาวรัสเซียให้กลับประเทศได้โดยการต่อเรือแบบตะวันตกให้ ช่างไม้ญี่ปุ่นจึงร่วมมือกับทหารเรือรัสเซียต่อเรือตามแบบตะวันตกขึ้นโดยยึดตามแบบเรือธงไดอาน่า ใช้ระยะเวลาในการต่อ 2 เดือน มีขนาด 24 เมตร มี 2 เสากระโดงเรือ และมีน้ำหนัก 100 ตัน โดยชื่อเรือนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ชาวญี่ปุ่นในเมืองเฮดะ

ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ซื้อเรืออีก 6 ลำที่มีรูปแบบเหมือนกับเรือเฮดะจากรัสเซีย แล้วนำมาพัฒนาจนกลายเป็นเรือรูปแบบใหม่ มีชื่อว่าเรือคิมิซาวางาตะ (君沢形) เรือโตโยชิมางาตะ (豊島形) และเรือนิรายามางาตะ (韮山型) ซึ่งรูปแบบของเรือดังกล่าวยังสามารถพัฒนาจนกลายเป็นเรือกลไฟชุดแรกที่สามารถผลิตได้เองในญี่ปุ่น และเข้าประจำการในกองทัพเรือชื่อว่าเรือชิโยดางาตะ (千代田形)

ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงปลายเอโดะ รัฐบาลบาคุฟุของญี่ปุ่นก็มีการต่อเรือรบขึ้นบ้างแล้ว เช่น เรือโฮโอ (鳳凰丸) จากเมืองอุรางะ,เรืออาซาฮิ (旭日丸) จากแคว้นมิโตะ,เรือโชเฮ (昇平丸) จากแคว้นซะสึมะ และเรือโฮตัน (鳳瑞丸) จากแคว้นซางะ

กีฬาลูกผู้ชายแดนอาทิตย์อุทัย(ต่อ)

Written by jintana on January 13th, 2014. Posted in บทความ

sumo2

กีฬาซูโม่สืบเนื่องมาจากพิธีกรรมทางศาสนาชินโต ทุกครั้งของการแข่งขันหากสังเกตเราก็จะเห็นหลังคาคล้ายศาลเจ้าชินโตแขวนไว้เหนือเวที เวทีการแข่งขันมีวงแหวนที่เรียกว่า Dohyo มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.5 เมตร ซึ่งทำมาจากดินเหนียวผสมทรายและข้าวฟ่าง กลางวงแหวนจะมีเส้นขาว 2 เส้น ไว้สำหรับให้นักซูโม่ทั้งสองเตรียมพร้อมปล้ำ

สมาคมซูโม่ญี่ปุ่นจะมีสมาชิกเรียกว่า Oyakata ซึ่งจะเป็นอดีตซูโม่ที่มีหน้าที่อบรมและฝึกฝนนักกีฬาซูโม่รุ่นใหม่ ปัจจุบันมีค่ายฝึกซูโม่ทั้งหมด 47 แห่ง ซูโม่อาชีพนั้นแบ่งออกเป็น 6 ลำดับ

  1. Makuuchi มีได้ไม่เกิน 42 คน
  2. Juryo มี 28 คน
  3. Makushita มี 120 คน
  4. Sandanme มี 200 คน
  5. Jonidan ประมาณ 185 คน
  6. Jonokuchi ประมาณ 40 คน

นักซูโม่จะต้องได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ลำดับขั้นแรก คือ Jonokuchi จนกระทั่งได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ขั้นที่ 1 และ 2 จะเรียกว่า Sekitori ส่วนต่ำลงมาจะเรียกว่า Rikishi นักซูโม่ทุกคนจะมีฉายาที่ครูฝึกเป็นคนตั้งให้ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชื่อของตัวนักกีฬาเอง ฉายาแบบนี้เรียกว่า Shikona ซึ่งฉายานี้ อาจเปลี่ยนได้แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม

ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาชนิดนี้มีขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเป็นฤดูกาล การแข่งขันซูโม่ระดับชาติ เรียกว่า Grand Sumo Tournament จะจัดขึ้น 6 ครั้งต่อปี หาชมได้ตามเมืองต่าง ๆ ดังนี้  กรุงโตเกียว ช่วงเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน,เมืองโอซาก้า ช่วงเดือนมีนาคม, เมืองนาโงย่า ช่วงเดือนกรกฎาคม และเมืองฟุกูโอกะ ช่วงเดือนพฤศจิกายน

ซูโม่นับได้ว่าเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อ และขนบธรรมเนียมเดิมของชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมการต่อสู้ ความเข้มแข็งของลูกผู้ชาย ปรัชญาทางศาสนา รวมไปถึงความยุตธรรมได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ง่ายต่อการจดจำไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือบุคลิกท่าทางของนักซูโม่เองก็ตาม

กีฬาลูกผู้ชายแดนอาทิตย์อุทัย

Written by jintana on January 11th, 2014. Posted in บทความ

กีฬาลูกผู้ชาย

ซูโม่เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากพิธีบูชาเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่น เพื่อให้มีผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ โดยเชื่ออีกว่าเป็นกีฬาของทวยเทพ ย้อนกลับไปในสมัยเอโดะราวศตวรรษที่ 8 เล่าต่อกันว่า จักรพรรดิญี่ปุ่นได้คัดเลือกนักมวยปล้ำมาต่อสู้กัน เพื่อความบันเทิงในราชสำนัก บางข้อมูลกล่าวว่า ในยุคโชกุนและซามูไร กีฬาซูโม่กีฬาซูโม่ถูกใช้ในวัตถุประสงค์ด้านการทหาร เพื่อวัดความแข็งแกร่งของนักกีฬาในการต่อสู้ และยังถูกโยงกับพิธีกรรมฟ้อนรำทางศาสนาชินโตว่า เป็นการต่อสู้กนระหว่างมนุษย์กะบพระเจ้า ซึ่งนักกีฬาซูโม่ คือ ซามูไร ที่ไม่มีสังกัดนั้นเอง ภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า โรนิน จากนั้นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงในปัจจุบัน

ซูโม่ คือ กีฬามวยปล้ำชนิดหนึ่ง ที่มีการแข่งขันต่อสู้กัน เพื่อให้อีกฝ่ายล้มลง หรือออกจากวงแหวน กติกาคือ ฝ่ายใดที่บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามออกมาอยู่นอกวงแหวน หรือการทำให้อีกฝ่ายมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนุ่งนอกจากเท้าสัมผัสพื้นดินได้ ฝ่ายนั้นถือเป็นผู้ชนะ ผลการแพ้ชนะ อาจเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และการแข่งขันนั้นอาจกินเวลาล่วงเลยหลายนาทีได้เหมือนกัน ยกเว้นบางกรณีที่นักมวยปล้ำทั้งสองล้มลงเกือบพร้อมกัน จะตัดสินให้คนที่ล้มลงพื้นก่อนเป็นผู้ชนะ ส่วนนักมวยปล้ำที่แตะพื้นทีหลัง ไม่มีโอกาสชนะเพราะถือว่าอีกฝ่ายเหนือกว่า การแพ้ในลักษณะนี้เรียกว่า ศพ (Shini – Tai)

ประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวที่มีการฝึกฝนกีฬาซูโม่ให้เป็นอาชีพ และมีประเพณีและวัฒนธรรมในการฝึกฝนสำหรับคนที่เป็นซูโม่ตั้งแต่สมัยโบราณ มีค่ายฝึกซูโม่ที่เรียกว่า “Sumo Training Stables” (Heya) ส่วนใหญ่ชีวิตของนักกีฬาซูโม่นั้นจะอยู่ในขอบเขตประเพณีที่เคร่งครัด ตามประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะป็นอาหารการกินหรือเครื่องแต่งกาย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หญิงผู้ขายศิลปะ (ต่อ)

Written by jintana on November 22nd, 2013. Posted in บทความ

 

เส้นทางมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ก่อนที่จะเป็นเกอิชาต้องผ่านการฝึกฝนที่หนักหนาและบททดสอบมากมาย เริ่มจากการเป็นสาวรับใช้ที่เรียกว่า ชิโกมิซัง นอนหลังตื่นก่อนนายหญิงอย่างนี้ประจำทุกวัน หลังจากนั้นก็จะก้าวเข้าสู่ช่วง มินาราอิซัง คือ ช่วงที่พวกเธอจะได้ฝึกฝนเป็นเกอิชา เริ่มจากการแต่งหน้าทาด้วยแป้งขาวที่เป็นเอกลักษณ์หรือ ชิโรนูริ การใส่กิโมโนยาวคลุมเท้าหรือ โอฮิกิซูริ นอกจากนั้นพวกเธอจะต้องฝึกศิลปะ ได้แก่ กลองชนิดต่าง ๆ ที่มีขนาดต่างกันออกไป พิณสามสาย และการร่ายรำ รวมไปถึงละครโบราณอย่างละครโนะด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ พิธีชงชา การชงชาที่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่รสชาติของชา แต่อยู่ที่ลำดับการชงชาที่เริ่มตั้งแต่การต้อนรับ ปรุงชา ส่งถ้วยชา เป็นการแสดงออกถึงขนบธรรมเนียมอันดีงาม เชื่อกันว่าศิลปะต่าง ๆ เหล่านี้พวกเธอจะต้องได้รับการฝึกตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ จึงจะได้ผลดี

เชื่อว่าหลายคนอาจยังสงสัยว่าสรุปแล้วเกอิชาใช่โสเภณีหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ใช่ค่ะ แต่เธอสามารถนอนกับผู้ชายคนเดียวได้เท่านั้น คือ ดันนะ หรือผู้อุปถัมภ์ค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง ชุดกิโมโนผ้าดีลายสวย ๆ กระเป๋าที่เข้าชุด หรือเครื่องประดับต่าง ๆ ที่ยังต้องเปลี่ยนไปตามฤดูกาลอีก ทำให้เกอิชาแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปถัมภ์ที่สามารถช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ แต่ข้อห้ามก็คือ ห้ามมีสามี ถ้ามีก็ต้องเลิกเป็นเกอิชาอย่างเด็ดขาด เป็นนัยว่าห้ามมีความรักนั่นเอง

ปัจจุบันเกอิชานั้นมีน้อยมาก ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่มีโอชายะ หรือโรงน้ำชา ประมาณเจ็ดร้อยแห่งรวมเกอิชาทั้งหมดราว ๆสามพันนาง ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ตรงข้ามกับปัจจุบันที่เหลือเพียงห้าสิบกว่าคนในเกียวโต และย่านเกอิชาอย่างฮานามาชิก็ขาดแคลนเป็นอย่างมาก หากพบเห็นไมโกะ(เกอิชาฝึกหัด)และเกอิชาเดินอยู่ นับว่าเป็นโชคดีมาก

หญิงผู้ขายศิลปะ

Written by jintana on November 7th, 2013. Posted in บทความ

หญิงผู้ขายศิลปะ

คงจำกันได้ว่าบทความที่แล้วเราพูดถึง โออิรัน หญิงโสเภณีชั้นสูงในสมัยเอโดะมากพอสมควร หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เกอิชาต่างกับโออิรันอย่างไรเพราะขายศิลปะเหมือนกัน อีกทั้งบางข้อมูลยังลงว่าเกอิชาบางประเภทก็ขายร่างกายเหมือนกัน บทความนี้เราจึงขอขยายความของคำว่า เกอิชา กันค่ะ

เกอิชาคือผู้หญิงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น กริยามารยาท นาฏศิลป์ คีตศิลป์ การขับร้อง วาดรูป หรือแม้กระทั่งการเดินที่ดูขัดธรรมชาติ รวมทุกอย่างไว้ในหญิงสาวคนหนึ่งเพื่อสร้างความเริงรมย์ให้กับแขกของพวกเธอ
ตามประวัติศาสตร์แล้ว เกอิชา มีต้นกำเนิดมาจากอาชีพ ซะบุโระขุ หญิงขายแรงงานในศตวรรษที่ 7 ได้ถูกว่าจ้างให้ไปสร้างความบันเทิงแก่แขก และชิระเบียวฉิ หรือกลุ่มผู้หญิงที่ชำนาญในการร้อง รำ เล่นดนตรี เกิดขึ้นช่วงศตวรรษที่ 12-14 ในยุคเฮอัน – ยุคคะมะคุระ

ในสมัยก่อนหญิงสาวที่เป็นเกอิชาส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่ยากจนที่พ่อแม่ขายให้สำนักเกอิชา แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เกอิชาจะมาจากคนแวววงเดียวกัน อิงเส้นสาย หรือความสมัครใจล้วน ๆ เมื่อพวกเธอตัดสินใจที่จะเป็นเกอิชาแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเธอได้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เกอิชาต้องเรียนรู้คือ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ มารยาทตามแบบฉบับญี่ปุ่น และประเพณีที่งดงาม เช่น การจัดดอกไม้ การชงชา เป็นต้น นอกจากจะต้องอดทนเรียนศิลปะต่าง ๆ แล้ว พวกเธอต้องมีจรรยาบรรณของอาชีพเกอิชา คือการรักษาความลับของลูกค้า กล่าวคือ ลูกค้าที่สามารถเรียกตัวเกอิชาไปปรนนิบัติรับใช้ได้ ต้องเป็นเศรษฐี หรือนักการเมือง เมื่อพวกเธอร่วมรับประทานอาหารกับบุคคลเหล่านี้ แน่นอนว่าจะต้องมีการพูดคุยเรื่องธุรกิจ หรือความลับอื่น ๆ การรักษาความลับจึงเป็นสิ่งที่พวกเธอควรพึงปฏิบัติกับลูกค้า

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โสเภณีสมัยเอโดะ

Written by jintana on November 5th, 2013. Posted in บทความ

โสเภณีเอโดะ

ความบันเทิงเริงรมย์ในทุกยุคทุกสมัยต่างกันไปตามความชอบ และถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะถูกพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจุดประสงค์ก็ล้วนเป็นสิ่งเดียวกันคือ การทำให้รื่นรมย์ และผ่อนคลายความเครียด เสน่ห์ที่งดงามของผู้หญิงล้วนดึงดูดชายได้ดี ด้วยเหตุนี้อาจทำให้เกิดอาชีพ โออิรัน และ เกอิชา ความเหมือนบนความแตกต่างของอาชีพนี้ โออิรันหรือโอยรันอาจไม่คุ้นหูเท่าไรนัก พวกเธอจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะบันเทิงเริงรมย์เพราะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี คอยรับแขกด้วยศิลปะและร่างกาย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเต็มใจของพวกเธอด้วยเช่นกัน ซึ่งต่างจากเกอิชาเพราะเกอิชานั้นขายแต่ศิลปะเท่านั้น

อาชีพโออิรัน มีมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ ราวปีค.ศ.1600-1868 โออิรันจะถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นกริยา มารยาท ศิลปะ การับร้อง เล่นดนตรี เพื่อสร้างความบันเทิงเริงรมย์ให้กับแขก ลำดับชั้นของโออิรันจะเริ่มตั้งแต่ ฮาชิ ,ทสึโบเนะ ,เฮยาโมจิ ,ซาชิคิโมจิ ,โคชิ และตำแหน่งสูงสุดของโออิรันคือ ทายู สามารถเลือกแขกได้และยังสามารถได้รับการไถ่ตัวจากเจ้าเมืองเพื่อไปเป็นเมียน้อยอีกด้วย

การฝึกหัดโออิรันมักเริ่มมาจากการที่ถูกส่งตัวให้ไปอยู่ในสำนักโออิรันตั้งแต่อายุประมาณ 5 ขวบ ซึ่งเข้าไปทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้ของโออิรัน เด็กเหล่านี้จะถูกเรียกว่า คามุโระ เมื่อคามุโระอายุประมาณ 9-10 ปี ก็จะมีชื่อเรียกว่า ชินโซ หรือ โออิรันฝึกหัดต่อไป เมื่อชินโซอายุได้ 13-14 ปี จะถูกแม่เล้าจับทำพิธีมิสุอาเงะ เพื่อให้เป็นโออิรันโดยสมบูรณ์ หากชินโซยังไม่ผ่านพิธีมิสุอาเงะ แขกจะไม่สามารถซื้อตัวพวกเธอได้จนกว่าจะผ่านการทำพิธีดังกล่าว

แม้จะขายร่างกายแต่โออิรัน จะแตกต่างกับ ยูโจ เพราะโอยรันจะมีความสามารถทางศิลปะที่สูงมาก การแต่งตัวก็จะต่างกันมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองต่างจาก ยูโจ ซึ่งเป็นแค่โสเภณีทั่วไป พวกเธอมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีและอาชีพของตน โออิรันนั้นไม่ชอบให้ใครมาเรียกและเข้าใจผิดว่าเป็นเกอิชา ซึ่งเกอิชาก็ไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าเป็นโออิรันเช่นกัน บางข้อมูลก็กล่าวกันว่าโออิรันมีศักดิ์เท่ากับยูโจ หากเป็นโสเภณีระดับสูงจะเรียกว่า โอชุโค มีหน้าที่รับใช้ในราชสำนัก

ราวปลายปีค.ศ.1900 ได้มีการออกกฎหมายห้ามขายบริการทางเพศ เรื่องราวกว่าสามร้อยปีของโออิรันต้องถูกปิดฉากลง แต่ปัจจุบันยังมีทายูอยู่ในแถบโตเกียว เพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือศิลปะต่าง ๆ ระบบของโออิรันหลังปี 1768 ตำแหน่งทายูและโคชิจะถูกยุบไปกลายเป็นซันชะแทน ส่วนบางย่านที่ยังมีทายูอยู่ก็จะมีหน้าที่แสดงศิลปะในราชสำนักเท่านั้น

ตุ๊กตาเครื่องราง ดารุมะ

Written by jintana on October 23rd, 2013. Posted in บทความ

ดารุมะ

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อของชาวตะวันออกหรือตะวันตก สิ่งที่เราปรารถนาคล้าย ๆ กันนั่นก็คือ ความโชคดี ความโชคดีหรือร้ายเป็นสิ่งที่เรานึกไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ความหวังที่มีอยู่อันน้อยนิดของเราจึงจำเป็นที่จะต้องให้สิ่งอื่นช่วย นั่นก็คือเครื่องรางของขลังนั้นเอง

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเชื่อที่เกี่ยวพันกับนิกายเซนอยู่ไม่น้อย เราจะสังเกตได้จากวัดโบราณหรือสถาปัตยกรรมต่าง ๆ หรือง่ายไปกว่านั้นก็คือตุ๊กตาเครื่องรางที่เป็นรูปสัตว์เช่น แมว นกฮูก ปลา กระต่าย เป็นต้น แต่ตุ๊กตาที่เราจะพูถึงนี้ ไม่ใช่ตุ๊กตารูปร่างสัตว์น้อยน่ารักทั่วไป แต่เป็นเจ้าตุ๊กตาล้มลุก หน้าตาดุดันที่มีชื่อเรียกว่า ดารุมะ

ดารุมะ เป็นตุ๊กตาล้มลุกไม่มีแขนหรือขา ตัวกลม ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง เป็นเครื่องรางนิกายเซน หมายความว่า ความเพียร ความอุสาหะ และความโชคดี คนญี่ปุ่นนิยมนำตุ๊กตาดารุมะให้กันในเทศกาลปีใหม่เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ย้อนกลับไปเมื่อปี 1954 เป็นต้นกำเนิดเทศกาล Daruma Kuyo ซึ่งจัดในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีที่วัดเก่าแก่ของโตเกียวอย่างวัด Nishi-Arai Daishi และวัดDairyu-Ji ที่กิฟุ ชาวญี่ปุ่นและครอบครัวจะมาที่วัดเพื่อขอพร แต่ละครอบครัวจะนำตุ๊กตาตัวเก่ามาเผาและซื้อตุ๊กตาดารุมะตัวใหม่กลับบ้าน

ทุกวันที่ 6 – 7 มกราคมของทุกปีจะมีเทศกาล Daruma Matsuri จัดที่วัด Shorinzan Daruma,Takasaki จังหวัดกุนมะ เทศกาลตุ๊กตาดารุมะซึ่งจะมีตุ๊กตาดารุมะให้เลือกซื้อมากมาย มีการออกร้านต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน ปัจจุบันตุ๊กตาเครื่องรางนี้ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นรูปตัวการ์ตูนหรือเจ้าหญิงน่ารัก ๆ รวมไปถึงแผ่นป้ายต่างเครื่องรางต่าง ๆ ด้วย

หลากสีหลายความหมายกับตุ๊กตาดารุมะ

Written by jintana on October 21st, 2013. Posted in บทความ

ดารุมะหลากสี

ตุ๊กตาแห่งความโชคดีของชาวญี่ปุ่น ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจตามความเชื่อของนิกายเซน ซึ่งหลายคนอาจคุ้นตากับรูปร่างอ้วนกลมล้มลุกหน้าตาดุดันบึ้งตึงตัวสีแดงราวกับโกรธเป็นไฟ แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าดารุมะ มีสีอื่นด้วย

ย้อนกลับไปสมัยเมจิตุ๊กตาดารุมะห้าสีได้ถือกำเนิดขึ้นมามีชื่อเรียกว่า 五色だるま อ่านว่า Goshiki Daruma ซึ่งแปลได้ตรงตัวว่า ดารุมะห้าสี  ในช่วงยุคแรก ๆ โกะชิคิดารุมะ หรือตุ๊กตาดารุมะห้าสีนี้เริ่มผลิตที่วัด  Darumadera ที่จังหวัด Shizuoka ซึ่งมีสีฟ้า แดง เหลือง ขาว และดำ ซึ่งเป็นสีแทนของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ สัญลักษณ์ทางศาสนาพุทธและปรัชญาโบราณ ตามความเชื่อของคนสมัยนั้น ปัจจุบันดารุมะมีหลายแบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น ลายคิตตี้ เป็นต้น  ส่วนความหมายของแต่ละสีก็มีดังนี้
 
– ตุ๊กตาดารุมะสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความเป็นอยู่ที่ดี ความเจริญรุ่งเรือง และสันติภาพ
– ตุ๊กตาดารุมะสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในหน้าที่การงาน และการสมัครงาน
– ตุ๊กตาดารุมะสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวย มั่งคั่ง มากด้วยทรัพย์สินเงินทอง เกียรติและชื่อเสียง
– ตุ๊กตาดารุมะสีม่วง เป็นสัญลักษณ์ของความอายุยืน และสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
-ตุ๊กตาดารุมะสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการเรียน ทางวิชาการ รวมไปถึงความสามัคคีด้วย
– ตุ๊กตาดารุมะสีดำ เป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต่อสู้กับความยากลำบาก และเป็นตัวแทนของ การภาวนาให้พืชพรรณต่าง ๆ อุดมสมบูรณ์
– ตุ๊กตาดารุมะสีทอง เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการแข่งขัน ชัยชนะ และความร่ำรวย
– ตุ๊กตาดารุมะสีเงิน เป็นสัญลักษณ์ของความขยัน มุ่งมั่น อุตสาหะ ส่งเสริมบุคลิกภาพและพัฒนาตนเอง
– ตุ๊กตาดารุมะสีชมพู เป็นสัญลักษณ์ของความรัก การแต่งงาน และความสัมพันธ์ที่ดี
– ตุ๊กตาดารุมะสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพ ความมีชีวิตชีวา และการหายจากอาการเจ็บป่วย
– ตุ๊กตาดารุมะสีส้ม เป็นสัญลักษณ์ของความฝันและความปรารถนา บริษัทห้างร้านที่สืบทอดกันมายาวนาน