Posts Tagged ‘จีน’

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน (ต่อ)

Written by jintana on October 26th, 2013. Posted in บทความ

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เราพูดกันถึงเครื่องรางต่าง ๆ ประกอบด้วย ปี่เซี่ยะ เต่ามังกร และกิเลน เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์เทพตามตำนานที่เล่าต่อกันมา สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางเหมือนกันแต่เราเน้นไปกันที่สิ่งของต่าง ๆ จะประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อย่างแรกไม่ใกล้ไม่ไกลเห็นได้ทั่วไปก็คือ ระฆัง นั่นเอง ตามความเชื่อของทางศาสนาพุทธ ระฆังหมายถึงการตื่นตัว การรู้สัจธรรมที่แท้จริง เชื่อกันว่าระฆังจะนำแต่ข่าวดีมาให้ และยังรู้เท่าทันศัตรูอีกด้วย

น้ำเต้า (หลู หรือ หู) ชาวจีนนิยมแขวนน้ำเต้าไว้หน้าห้องคนชราหรือเด็ก เพื่อเป็นเคล็ดให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ป้องกันไม่ภูตผีมารบกวน เชื่อนกันว่ายังช่วยอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง มีลูกหลานเต็มบ้าน เนื่องจากน้ำเต้าเป็นไม้ผลที่มีเมล็ดมาก เครือยาว ออกลูกมาไม่จบไม่สิ้น เปรียบได้กับหมื่นชั่วคน

หยิน – หยาง (ไท้เก๊กโต๊ว) เป็นสัญลักษณ์มีลักษณะ วงกลมครึ่งขาวครึ่งดำ มีจุดขาวในดำ มีจุดดำในขาว เป็นตัวแทนของหญิงและชาย มักจะถูกใช้เป็นพลังมงคลเสริม และใช้ในการปรับฮวงจุ้ย
– สีดำ คือ หยิน เป็นตัวแทนของผู้หญิง ความมืดดำ โลก ดวงจันทร์ ความอ่อนแอ และความสันโดษ
– สีขาว คือ หยาง เป็นตัวแทนของผู้ชาย ความขาวสว่าง ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ และความเข้มแข็ง

เครื่องรางอย่างสุดท้ายคือ คฑามงคล(ยู่อี่) เป็นตัวแทนของความสมปรารถนา คฑาเป็นรูปแป้น งอ ๆ ซึ่งมาจากตรงส่วนหัวของเห็ดหลินจือเป็นพืชที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ หากทำจากหยกจะถูกเรียกว่า “เง็กยู่อี่”

เง็ก แปลว่า หยก และ ยู่อี่ แปลว่า สมปรารถนา คฑามงคลถูกจัดให้เป็นเครื่องประดับสำหรับจักรพรรดิ ขุนนางชั้นสูง รวมไปถึงพระผู้ใหญ่ซึ่งจะใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ นอกจากนั้น เทพเจ้าฮก (ฮก ลก ซิ่ว) เทพแห่งความสุขยังถือคฑานี้ด้วย ความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความสุขและสมหวังในเรื่องต่าง ๆ นั่นเอง 

เครื่องรางมงคลตามความเชื่อของจีน

Written by jintana on October 25th, 2013. Posted in บทความ

ชาวเอเชียมักมีความเชื่อที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือสัตว์นำโชค  จนกลายเป็นที่มาของเครื่องรางต่าง ๆ ที่นิยมพกติดตัวหรือเป็นของตกแต่งโต๊ะทำงาน บางครั้งอาจมีชิ้นใหญ่เพื่อการตกแต่งบ้านและอาคารก็ได้

บทความนี้เราจะพูดถึงเครื่องรางต่าง ๆ ของชาวจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือสัตว์รูปร่างหน้าตาแปลก ๆ มาเริ่มต้นกันที่ ปี่เซียะ / ผี่ชิว หรือเผ่เย่า หลายคนอาจคุ้นหูกันดีกับชื่อนี้ ชาวจีนมีความเชื่อว่าเครื่องรางชนิดนี้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลได้ ทั้งยังร่ำรวยเงินทอง เพราะปี่เซี่ยะไม่มีรูทวารจึงไม่มีเงินไหลออก รูปร่างของสัตว์ชนิดนี้คล้ายกวาง มีเขา มีเขี้ยว ตาโปน ปากกว้าง หางยาว และมีปีกหรืออาจไม่มีก็ได้ ตามตำนานกล่าวว่า ปี่เซี่ยะ เป็นราชบุตรองค์ที่ 9 ของพญามังกรสวรรค์ จัดอยู่ในสัตว์เทพมีชื่อเรียกต่างกันไปตามสถานที่ที่พบเห็น ถ้าเห็นบนสวรรค์จะถูกเรียกว่า เผ่เย่า” หากอยู่บนโลกมนุษย์ก็จะถูกเรียกว่า “ผี่ชิว” และ “พีแคน” เมื่ออยู่ในมหาสมุทร ปี่เซี่ยะนั้นมีพลังแรงมากในเรื่องของการนำโชค ยิ่งถ้าตั้งคู่กับกิเลนจะได้ผลดีมากกว่าเดิม

สัตว์เทพตัวต่อไปได้แก่ เต่ามังกร ตามตำนานกล่าวว่า เต่ามังกรเป็นลูกตัวที่ 9 ของพญามังกรมีรูปร่างเป็นเต่าหัวเป็นมังกร ชาวจีนเชื่อว่าสัตว์เทพตัวนี้เป็นตัวแทนของความมั่นคง แข็งแกร่ง อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ความก้าวหน้าและความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมไปถึงร่ำรวยทรัพย์สินมากมาย เป็นสัตว์เทพที่มีพลังอำนาจสูง และยังเป็นที่ศรัทธาสูงสุดของรางวงศ์ถัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถังได้โปรดให้สร้าง เต่ามังกร ตั้งไว้บริเวณส่วนหน้าของพระราชวังจึงเป็นความเชื่อสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ปิดท้ายด้วย กิเลน หรือฉีหลิน หรือบางครั้งชาวจีนก็เรียกว่า ม้ามังกร เป็นสัตว์เทพในตำนาน มีหัวเป็นมังกร มีตัวเป็นกวาง มีเกล็ดเหมือนปลา มีเขาเป็นยูนิคอร์น มีหางเป็นวัว เป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล เชื่อกันว่าหากกิเลนปรากฏตัวขึ้นที่ไหนก็จะมีแต่ความโชคดี ข่าวดี และหากตั้งกิเลนไว้ที่ใดจะช่วยกรองและขจัดสิ่งที่เป็นอัปมงคลต่าง ๆ รวมไปถึงนำแต่ข่าวดีและสิ่งดีมาให้

 

มรดกโลกละครงิ้วของจีน

Written by jintana on September 20th, 2013. Posted in บทความ

       

อุปรากรจีน หรือ “งิ้ว” ที่เราคุ้นหูกัน มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.1179 – 1276) งิ้วถือกำเนิดในหลายภาคของจีน งิ้วที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและมีความสมบูรณ์มากที่สุดคือ ละครใต้ หรือ หนันซี่ ช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แถบเมืองเวินโจว จากนั้น งิ้วปักกิ่ง จึงถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ถือว่าเป็นงิ้วที่รวบรวมศิลปะการแสดงงิ้วของทุกภาคเอาไว้รวมกัน มีวิธีการร้องที่ผสมผสานโอเปร่าและการร้องลากเสียง รวมไปถึงการบีบเสียงให้ดูเป็นเอกลักษณ์

งิ้วในประเทศจีนนั้นมีหลากหลายประเภท เช่น  งิ้วเส้าซิง, งิ้วเหอหนัน, งิ้วกวางตุ้งและงิ้วปักกิ่งหรืออุปรากรแห่งบูรพา ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศและโด่งดังระดับโลก แต่เดิมงิ้วมีทั้งหมดประมาณ 300 ชนิด ซึ่งแยกตัวอยู่ตามเมืองต่าง ๆของจีน

งิ้วปักกิ่งนั้นมีประวัติยาวนานถึง 200ปี มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “จิงจวี้” แปลเป็นไทยก็ได้ความว่า “งิ้วปักกิ่ง”  งิ้วปักกิ่งเป็นงิ้วที่สมบรูณ์ที่สุดก็เพราะว่ารวมการขับร้อง การพูด การแสดงลีลา การแสดงศิลปะการต่อสู้ และระบำรำฟ้อนไว้ด้วยกัน  รวมไปถึงยังมีการแบ่งตัวละครอย่างชัดเจน ได้แก่ เซิงหรือเพศชาย  ตั้นหรือเพศหญิง  จิ้งหรือเพศชาย และโฉวหรือมีทั้งเพศชายและเพศหญิง

องค์การยูเนสโก ได้ยกระดับให้งิ้วเป็นมรดกโลก ซึ่งการแสดงงิ้วนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมขนานแท้ของจีนที่มีเสน่ห์ และคุณค่าควรแก่การรักษาไว้

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว

“แซ่” มาจากไหนกันนะ? (ต่อ)

Written by jintana on July 17th, 2013. Posted in บทความ

ว่ากันด้วยเรื่องของแซ่ ชื่อเสียงเรียงนามของคนจีน ถ้าให้เป็นจีนแท้ก็ต้องมีชื่อแซ่ อย่างที่เราเคยกล่าวกันไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า ตระกูลแซ่มีถิ่นกำเนิดหลายที่ต่างกันไป เช่นเมืองซินเจิ้ง เมืองสวีชาง และเมืองโจวโขว่ เป็นต้น ในบทความนี้เราจะพูดถึงแซ่อีกสามตระกูลที่เหลือและตารางของชื่อแซ่อื่นที่มีถิ่นกำเนิดนอกเหนือจากลุ่มแม่น้ำหวง

มาต่อกันที่แซ่ทาง แซ่ซ่งหรือแซ่ส่ง และแซ่ไต้หรือแซ่ไต่ และแซ่หวู่หรือแซ่บู๊  มีถิ่นกำเนิดที่เมืองซางซิว มณฑลเหอหนาน เป็นบ้านเกิดของนักปราชญ์ผู้เลื่องชื่ออย่าง ขงจื้อ รวมไปถึงวีรสตรีผู้กล้าอย่าง ฮวามู่หลาน อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งการพยากรณ์อากาศแห่งแรกของจีนโบราณ

แซ่เหวินหรือแซ่บุ๊ง แซ่จางหรือแซ่เตีย และแซ่เมิ่ง มีถิ่นกำเนิดที่เมืองผูหยาง มณฑลเหอหนาน เมืองนี้เคยเป็นที่อยู่ของกษัตริย์ในยุคจีนโบราณทั้งห้า กล่าวคือเริ่มตั้งแต่ฉินฮั่น ในช่วงหลังนั้นเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของลุ่มแม่น้ำหวงเหอตอนล่าง ทั้งยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย

สุดท้ายแซ่ต้วนหรือแซ่ต๋วง แซ่ก่ง และแซ่โหวหรือแซ่เฮ้า ตระกูลแซ่นี้กำเนิดมาจากเมืองฮุยเซี่ยน มณฑลเหอหนาน ในสมัยแคว้นจ้างที่นี้เป็นสถานที่ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน เป็นถิ่นกำเนิดของวีรบุรุษสมัยราวงศ์ซ่ง คือ งักฮุย

 

“แซ่” มาจากไหนกันนะ?

Written by jintana on July 16th, 2013. Posted in บทความ

ชื่อเสียงเรียงนามของคนจีนนั้น เราคงคุ้นเคยกันดีกับ “แซ่” หรือนามสกุลของคนจีน ประวัติความเป็นมานั้นใช่ว่าจะตั้งกันเผิน ๆเล่น ๆเสียเมื่อไร ความเป็นมาของชนชาติจีนนั้นยาวนานอย่างไร แซ่ของพวกของก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน

แม่น้ำฮวงโห หรือแม่น้ำเหลือง เป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของชาวจีน เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมอันยาวนานของชาวจีน รวมไปถึงแซ่ด้วย แซ่ของชาวจีนนั้นจะเรียกตามถิ่นกำเนิดที่อยู่อาศัยของพวกเขา ถิ่นกำเนิดตระกูลแซ่ที่ใหญ่ที่สุดนั้นคือ มณฑลเหอหนาน รองลงมาก็คือ มณฑลซานซี มณฑลส่านซี และ มณฑลซานตง ตามลำดับ ซึ่งเป็นสี่มณฑลใหญ่ ๆของประเทศจีน

เริ่มกันที่แซ่กาวหรือแซ่กอ  แซ่เฟิงหรือแซ่ปัง/ แซ่บ่างแซ่เจิ้ง หรือแซ่แต้และแซ่หานหรือแซ่ห่าน มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองซินเจิ้ง มณฑลเหอหนาน แคว้นเจิ้งและแคว้นหานได้ตั้งแคว้นบริเวณเมืองซินเจิ้งกว่า 500ปี อีกทั้งจักรพรรดิหวงตี้ได้ตั้งราชวงศ์แรกของจีนที่เมืองนี้เช่นกัน

แซ่เหวินหรือแซ่บุ๊ง แซ่เฉินหรือแซ่ตั้ง แซ่จงหรือแซ่เจ็ง และแซ่ฟางหรือแซ่ปึง มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองสวีชาง มณฑลเหอหนาน ในยุคปลายของตงฮั่น โจโฉเคยให้เมืองนี้เป็นที่บัญชาการรบของตน เมืองนี้จึงนับได้ว่าเป็นเมืองสำคัญทางด้านการเมืองและทางทหารมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล

แซ่เฉินหรือแซ่ตั้ง แซ่หูหรือแซ่โอ๊ว แซ่เซี่ยหรือแซ่เห่ แซ่หลงหรือแซ่เล้ง และแซ่ชิวหรือแซ่คู มีถิ่นกำเนิดที่เมืองโจวโขว่ อำเภอฮว่ายหยาง มณฑลเหอหนาน ที่นี้ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของลูกหลานจีน ห่างจากตัวอำเภอไปทางเหนือนั้นจะพบสุสานจักรพรรดิไท่โฮว่หลิง มีอายุกว่า 3,000 ปี ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของกษัตริย์เหยียนตี้อีกด้วย

เที่ยวซีอานเยือนสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้

Written by jintana on June 28th, 2013. Posted in บทความ

ซีอาน มีชื่อเดิมว่า ฉางอาน หมายความว่า “ความสงบสุขชั่วนิรันดร์” เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 ของเมืองที่สุดในประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 3,100 ปี เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีประชากรอยู่ค่อนข้างมาก เป็นเขตอากาศอบอุ่นและมีฝนตกมาก

สถานที่ท่องเที่ยวของซีอานที่เลื่องชื่อนั้นคงเป็นสุสานของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้” หรือ สุสานจักรพรรดิฉินที่ 1 หรือ สุสานฉินสื่อหวง (秦始皇兵马俑 : ฉินสื่อปิงหมาหย่ง หมายความว่า หุ่นทหารและม้าของฉินสื่อหวง) สุสานแห่งนี้ถูกขุดพบโดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ชื่อ “หยางจื้อฟา” เมื่อวันที่  29 มีนาคม พ.ศ. 2517 ขณะที่กำลังขุดบ่อน้ำ บริเวณเขาหลีซานห่างจากตัวเมืองซีอานไปทางตะวันออกประมาณ 35 กิโลเมตร ปัจจุบันค้นพบวัตถุโบราณรวมทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ประกอบด้วย กองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้า และม้าศึก สุสานแห่งนี้มีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. โครงสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยนผืนผ้า มีความลึกประมาณ 35 เมตร กว้าง 145 เมตร ยาว 170 เมตร ขุดค้นพบแล้ว 3 หลุมจากทั้งหมด 8 หลุม ความยิ่งใหญ่มหึมาของสุสานแห่งนี้แสดงถึงศักยภาพอันใหญ่ยิ่งของจักรพรรดิฉินที่ 1 ตามประวัติศาสตร์แล้ว จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ล้วนต้องการ 2 สิ่ง คือ ยาอายุวัฒนะ และการสร้างสุสานมโหฬารเพื่อเป็นที่ประทับไปชั่วกาล สุสานฉินสื่อหวง หรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อพ.ศ. 2530อีกด้วย

เกาหลีฟีเวอร์

Written by blogger on June 14th, 2013. Posted in บทความ

ในยุคนี้อะไร ๆ ก็เกาหลี หลาย ๆ คนคงคิดแบบนี้แน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็น ความบันเทิง อย่าง ดนตรี ภาพยนตร์ ต่างก็มีสิ่งเหล่านี้จากประเทศเกาหลีเข้ามาแชร์ตลาดในบ้านเรา อีกทั้ง ยังเรื่องของแฟชั่น ความงาม หรือ สินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย สาเหตุที่ทำให้เกาหลีเริ่มมิอิทธิพลในบ้านเรา คงต้องเริ่มจาก กระแสของภาพยนตร์ซีรีย์ ที่นำมาฉายให้ชมกันตามฟรีทีวี หรือ เคเบิ้ลต่าง ๆ นับจากจุดนี้กระแสนิยมเกาหลีก็มีมาเพิ่มเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ นอกจากเรื่องความบันเทิงแล้ว ที่นิยมกันมากในบ้านเราคงไม่พ้น อาหารเกาหลี และ ภาษาเกาหลี หลังจากที่มีการประกาศว่าจะเปิด อาเซียน + 3 แล้ว ทำให้มีการตื่นตัวในเรื่องของภาษามากขึ้น และ ในโรงเรียนหลาย ๆ แห่งได้บรรจุวิชา ภาษาอาเซียน เข้ามาเพิ่มเติมในหลักสูตรด้วย จึงทำให้มีการเรียนการสอนภาษาของชาติอาเซียนขึ้นมา และ ภาษาเกาหลีก็เป็นภาษาแรก ๆ ที่เริ่มมีการเรียนการสอนกันอย่างจริงจังในโรงเรียนด้วย นอกเหนือ จากภาษาญี่ปุ่นที่มีในหลักสูตรเดิมอยู่แล้ว

จากความนิยมชื่นชอบของกลุ่มวัยรุ่นที่เริ่มจากภาพยนต์ซีรีย์ เพลง หรือ ดาราเกาหลี ทำให้มีธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีมีเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในบ้านเรา และ ความสนใจนี่เอง คือจุดกำเนิดของความอยากรู้ในภาษาเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มธุรกิจใหม่ ตามกระแสของความนิยม เช่น ร้านค้าออนไลน์ ที่นำเข้าสินค้าจากเกาหลี เช่น พวกเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ และ สินค้าต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อเราต้องทำการติดต่อซื้อขายหรือเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจที่จะศึกษาภาษาเกาหลีเพราะนอกจากจะอินเทรนด์แล้ว ยังสามารถไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

ภาษาเกาหลี หลาย ๆ คนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็อาจจะงงกับสำเนียงและตัวอักษร เพราะ ตัวอักษรบางตัว อาจคล้ายกับภาษาจีน หรือ ภาษาญี่ปุ่น ซึ่ง จะว่าไปรากฐานของภาษาเกาหลีนั้น ก็มีภาษาจีนเข้าไปผสมอยู่ด้วยเหมือนกัน และ หลาย ๆ คนอาจพูดได้ในคำ
ง่าย ๆ ที่เป็นประโยคยอดฮิต ที่ฟังมาจากภาพยนตร์ หรือ เพลง เช่น 사랑해요 ออกเสียงว่า “ซารางเฮโย” ที่แปลว่า ฉันรักคุณ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจภาษาเกาหลีอย่างจริงจัง หรือ จะนำมาเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ หรือ ความชอบส่วนตัว และ ต้องการหาความรู้เพิ่มเติม แต่ถ้าหากเราต้องการความถูกต้องแม่นยำในเรื่องของไวย์กรณ์ในการที่เราต้องใช้ภาษาเกาหลีในการทำธุรกิจการค้า สัญญาต่า งๆ เราจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการแปลเพื่อความถูกต้องและข้อมูลไม่ผิดพลาด และ สามารถสื่อในสิ่งเราต้องการและทราบในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอย่างครบถ้วนไม่ผิดเพี้ยน

เราลองมาดูคำต่าง ๆ ในภาษาเกาหลี กัน เช่น คำทักทาย หรือ คำในภาษาเกาหลีแบบง่าย ๆ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี จะได้รู้ว่าหมายถึงอะไร และ จะทักทายกับคนเกาหลีได้อย่างไร เช่น คำว่า “ สวัสดี” ในภาษาเกาหลีจะพูดว่า “อันนยองฮาเซโย หรือ อันนยองฮาชิมนีก๊า” แล้วลงท้ายด้วยชื่อของผู้ที่คุยด้วย การเขียนก็จะเขียนแบบนี้ 안녕하세요….. / 안녕하십니까……. ถ้าเป็นคำว่า ขอบคุณ ก็จะพูดว่า “คัมซาฮัมนีดา” ส่วนการเขียนคือ 감사합니다 หากต้องการขอโทษต้องพูดว่า “ มีอันฮัมนีดา หรือ
ชเวซงฮัมนีดา และการเขียนคือ 미안합니다 / 죄송합니다. ด้วยคำง่าย ๆ ที่มีความหมายดี แค่ไม่กี่คำคงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย เรื่องของภาษาไม่ว่าจะภาษาของประเทศไหน ต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมีความสวยงามทั้งสำเนียงและตัวอักษรหากเราสามารถสื่อสารได้ในหลาย ๆ ภาษาอย่างเชี่ยวชาญรับรองได้ว่าเราพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่อาเซียนอย่างแน่นอน

           

รู้หรือไม่กับเทศกาลตรุษจีน

Written by blogger on June 12th, 2013. Posted in บทความ

เทศกาลตรุษจีน หรือ ปีใหม่จีนหลายๆคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะ ในประเทศเรามีคนไทยเชื้อสายจีนมากมาย และ ประเทศเรากับประเทศจีน ต่างก็มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน ประเทศไทยเองก็รับวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประเทศจีนมาหลายอย่างจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันก็มี ในเทศกาลตรุษจีนนั้น ชาวจีนจะมีการเตรียมของไหว้ต่างๆ ซึ่งมีทั้งของคาว ของหวาน และ เครื่องไหว้อื่น ๆ อีกมากมาย ทีเราเคยเห็น ๆ กัน เช่น กระดาษเงิน กระดาษทอง ที่พับเป็นรูปทรงต่าง ๆ ซึ่ง เรารู้หรือไม่ว่า ความหมายของกระดาษเหล่านั้นคืออะไร

กระดาษเงินกระดาษทอง ที่เราเห็นตอนเทศกาลตรุษจีนนั้น หรือ ตามร้านที่ขายเครื่องพิธีต่าง ๆ มีชื่อเรียกต่าง ๆกันไปและยังมีความหมายที่ไม่เหมือนกันตามที่แนะนำให้รู้จักคร่าว ๆ ดังนี้

เทียงเถ่าจี๊ (天頭錢) เป็นกระดาษเงินกระดาษทองชิ้นใหญ่ มีกระดาษแดงตัดเป็นลายตัวหนังสือว่า “เผ่งอัง” เป็นคำอวยพร แปลว่า ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีโชคมีลาภ ให้พระเจ้าคุ้มครองใช้สำหรับไหว้พระแม่กวนอิม เจ้าที่ ปึงเถ่ากงม่า แปะกง ทีตี่แป่บ้อ (เทพยดาฟ้าดิน)และองค์เทพเจ้าต่างๆทุกพระองค์ ยกเว้นสัมภเวสี และบรรพบุรุษ

 

กิมจั้ว หรือ กิมหงิ่งจั๊ว เป็นกระดาษเงินกระดาษทอง ใช้สำหรับไหว้บรรพบุรุษ และคนตาย โดยตามธรรมเนียมจะใช้ดังนี้ คนตายใหม่ๆที่ไม่เกิน 3 ปี จะใช้ไหว้ 24 แผ่นต่อ 1 ครั้ง บรรพบุรุษจะใช้ไหว้ 48 ใบ ต่อ 1 ครั้ง ถ้าหากต้องการให้เผาง่ายก็ต้องมีรูปดอกไม้ด้วย

 

กิมเต้า หงิ่งเต้า หรือ ค้อซีเต้า(金斗銀斗) หมายถึง ถังเงินถังทอง เปรียบเสมือนถังเงินถังทองใช้ไหว้เจ้าเพื่อขอเงินขอทองขอโชคลาภ ใช้ไหว้ตี่จู่เอี๊ย ไฉ่ซิ้งเอี๊ย ไท้ส่วยเอี๊ย พระแม่กวนอิม ทีตี่แป่บ้อ แป๊ะกง ปึงเถ่ากง ปึงเถ่าม่า เซี๋ยอ๊วงกง(เจ้าพ่อหลักเมือง)เป็นประเพณีนิยมแบบจีนแต้จิ๋ว

 

กิมเตี๊ยว หรือกิมตุ้ง (金條) ลักษณะเหมือนทองแท่ง ใช้ไหว้บรรพบุรุษ อย่างน้อยการใช้ไหว้บรรพบุรุษ จะไหว้แบบ 8 แท่งขึ้นไปเท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์เฉพาะบรรพบุรุษ ส่วนคนตายจะเป็น 4 แท่ง แต่ให้ไหว้ 4 ชุดขึ้นไป เปรียบเสมือนทองที่อยู่บนโลกมนุษย์

 

กิมฮวย เป็นการไหว้เพื่อขอพรจากเทพทุกพระองค์ ในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์จะไหว้คู่กับอั่งติ๋ว ถือว่าเป็นการไหว้เจ้าที่ตี่จู่เอี๋ย กุ๋ยจื๊อบ่อ เทียนโห่วเซี่ยบ้อ กิมกวงเล่าอ๊วงบ้อ ซำเปาฮุกโจ้ว (ซำเสี่ยจู่ฮุก)เทียนตี่แป่บ้อ ฮั่วท้อเซียนซือ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย ไท้ส่วยเอี๊ย ส่วนมากการไหว้ด้วยกิมฮวยจะมีการปักบนส้ม และถวายแด่องค์เจ้า เพื่อถือเป็นขององค์เจ้า

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงเกร็ดคร่าวๆ ของเครื่องประกอบพิธีในการไหว้ในเทศกาลตรุษจีนตามธรรมเนียมของชาวจีนที่เราเห็นกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราเพราะคนไทยกับคนจีนต่างก็เหมือนพี่น้องกันอยู่แล้ว และ นอกจากวัฒนธรรมของจีนที่เรารับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในปัจจุบันแล้ว ภาษาจีนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องให้ความสนใจเพราะเมื่อประเทศเราเข้าอาเซียนแล้วนั้น เรื่องของภาษาก็จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

 

สวยซ่อนเปรี้ยวกับชุดกี่เพ้า

Written by jintana on May 15th, 2013. Posted in บทความ

ชุดกี่เพ้ามีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644-1911) ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงรัชสมัยคังซี และหยงเจิ้น (ค.ศ.1662-1736) หลังจากนั้นได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามสไตล์ตะวันตกซึ่งสังเกตได้จาก แขน ปก ชาย การผ่าข้างและความสั้นยาวของชุด

ช่วงค.ศ. 1966-1976 ซึ่งเป็นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ชุดกี่เพ้าได้รับความนิยมลดน้อยลง จนแทบไม่มีใครสวมใส่เลย เพราะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ล้าสมัย แต่เมื่อช่วงเข้าสู่ยุคเปิดประเทศ ชุดกี่เพ้าก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากนั้นก็มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบหลายต่อหลายตามช่วงสมัยที่เปลี่ยนไป แต่การตัดเย็บชุดกี่เพ้านั้นก็ยังแสดงถึงศิลปะที่ผสานกันอย่างลงตัวในชุดของหญิงสาวที่ชาวจีนบอกว่าสาว ๆจีนและเอเซียสามารถสวมใส่ชุดกี่เพ้าได้สวยและงดงามมีเสน่ห์มากกว่าชาวตะวันตกที่หุ่นเซ็กซี่กว่าหลายเท่า

กี่เพ้าของเซี่ยงไฮ้นั้นมีความแตกต่างมากกับทางปักกิ่ง ซึ่งของเซี่ยงไฮ้จะมีความเป็นตะวันตกอยู่มาก การตัดเย็บที่เน้นสัดส่วนและการผ่าข้าง ส่วนของปักกิ่งจะดูเรียบร้อยและเป็นทางการมากกว่า ในช่วงปี ค.ศ.1935 ชุดกี่เพ้าได้ถูกตัดเย็บแบบเรียบร้อยมากจนมีชื่อเรียกว่า “กี่เพ้ารุ่นกวาดพื้น” (เส่าตี้ฉีเผา) เพราะถูกตัดเย็บแบบชายยาวลากพื้นและผ่าสูงแค่เข่า จากนั้นอีกประมาณ 3 ปี ชุดกี่เพ้าก็ได้ถูกวิวัฒนาการการเย็บให้เซ็กซี่มากขึ้นโดยการเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งและการผ่าข้างที่สูงขึ้นมาถึงน่องและปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน