วิทยาการของจีน 4

Written by jintana on July 5th, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน 4

ความรู้ความสามารถของประชาชนชาวจีนในอดีตนั้นได้ตกทอดถึงลูกหลานกลายเป็นวิชาความรู้ในด้านต่าง ๆที่อำนวยความสะดวกสบายและให้ประเทศจีนก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองดังเช่นในปัจจุบัน

ความรู้ทางวิศวกรรมโลหะเมื่อ 3,000 ปีตรงกับสมัยราชวงศ์ชาง ชาวจีนเริ่มรู้จักการถลุงสำริด และนำแร่เหล็กมาใช้ นอกจากนี้ได้ปรากฏเทคนิคการถลุงเหล็กกล้าในสมัยชุนชิวอีกทั้งยังมีการชลประทานตูเจียงแย่นที่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม ซึ่งมีชื่อเสียงมากจนถึงปัจจุบัน

การพัฒนาด้านถ่านหินปรากฏขึ้นสมัยราชวงศ์ซ่ง มีการหลอมเหล็กกล้าเพื่อสร้างอาวุธมากมาย และอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจมาก คือ “นกพยนต์” ซึ่งใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยวงเวียนและไม้ฉาก ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้ไผ่สามารถบินได้สามวันสามคืนโดยไม่ตกพื้นเลย ประดิษฐ์ขึ้นโดย “ก๋งชูจื่อ” วิศกรที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

เรือสำเภาเป็นสิ่งที่เรามักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงประเทศจีน แต่ในทางประวัติศาสตร์กลับไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการต่อเรือสำเภาเลย กล่าวคือไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเรือที่ถูกค้นพบมีอายุเท่าไร รวมไปรูปร่าง ลักษณะในแบบที่ต่างกันออกไปว่าพัฒนามาอย่างไร แต่ก็ยังมีตำราชาวจีนเก่าแก่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เล่มหนึ่งเขียนถึงเรือสำเภาว่า มีมาแต่สมัยโบราณในอ่าวเปอร์เซีย และชาวเปอร์เซีย หรือชาวอินเดียเป็นกลุ่มคนที่ใช้เรือเป็นครั้งแรกเพื่อเดินเรือไปยังประเทศจีน แต่ก็ยังมีข้อขัดแย้งอยู่มากเพราะไม่มีการทิ้งหลักฐานใดๆไว้

ความรู้ด้านการต่อเรือของจีนนั้น ชาวยุโรปได้นำไปประยุกต์กับการต่อเรือเหล็กในศตวรรษที่ 19หลายพันปี คือการกั้นเป็นห้องหลาย ๆ ห้อง และสามารถกันน้ำได้ ปัจจุบันเราก็จะได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ใบแขวนชนิดห้อย และพรวนใบที่ถูกใช้กับเรือยอร์ชและเรือใบแข่งขันอีกด้วย

Brunch

Written by akiautumn on July 4th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความภาษาอังกฤษครั้งนี้เราจะมาเรียนรู้ศัพท์ที่เกี่ยวกับอาหารกัน นั้นคือคำว่า ‘brunch’โดยจะเป็นอาหารรวบระหว่างมื้อเช้า (breakfast) และ มื้อกลางวัน (lunch) ดังนั้นคำที่ใช้จึงรวบกันระหว่างสองคำ คือ Breakfast กับ Lunch

โดยปกติอาหารที่ทานในช่วงเช้าระหว่างเวลา 7.00-9.00 นาฬิกา มื้อนี้เรียกว่ามื้อเช้า หรือ Breakfastและอาหารที่ทานในช่วงเที่ยงหรือระหว่าง 11.00-14.00 นาฬิกา จะเรียกว่ามื้อเที่ยง หรือ Lunch

At 7.30 before going to work, I have cereals and apple for breakfast.

-เวลา 7.30 น. ก่อนที่ฉันจะออกไปทำงาน ฉันกินซีเรียลกับแอปเปิ้ลเป็นมื้อเช้า

I’m going to grab some meals at the cafeteria for lunch.

-ฉันจะไปหาอะไรกินที่โรงอาหารในมื้อเที่ยง

Brunch นั้นจะเป็นมื้อพิเศษ ที่เริ่มรับประทานช้ากว่าปกติในช่วงเช้าและกินมากกว่าปกติ พร้อมรวบเป็นอาหารกลางวันไปด้วยในตัวเพราะอาจจะเป็นเพราะตื่นสาย หรือเรียกได้ว่าเป็นอาหารมื้อแรกที่รับประทานในตอนช่วงเที่ยงหรือบใกล้เที่ยงทว่าอาหารมื้อแบบนี้ไม่ได้เป็นปกติ จึงไม่แนะนำสำหรับคนทั่วไป แต่มักจะเกิดจากช่วงเวลาพิเศษ เช่นช่วงวันหลังเฉลิมฉลอง

We woke up very late today because we watched a movie until dawn. We decided to have brunch today.

-พวกเราตื่นสายมากๆ ในวันนี้เพราะเมื่อคืนมัวแต่ดูหนังกันจนสว่าง ดังนั้นเราจึงคิดว่าจะกินอาหารเช้าและกลางวันรวบกันไปเลย

My mom prepared a big brunch for holiday.

-แม่ของฉันเตรียมบรันช์มื้อใหญ่สำหรับวันหยุดพักผ่อนนี้

*โดยส่วนมากเราจะนิยมเรียกอาหารมื้อนี้แบบทับศัพท์เสียมากกว่า

แต่เริ่มเดิมที Brunch มาจากสหรัฐอเมริกาซึ่งจะรับประทานกันเวลาสักกึ่งกลางระหว่างมื้อเช้าและมื้อกลางวัน คือราวๆ 11.00-14.00  น.(คือ 11 โมงเช้า ถึงบ่าย 2 โมง) และเป็นวาระพิเศษ ร่วมรับประทานกันหลายๆคน จะที่บ้านหรือที่ร้านอาหาร หรือที่ทำงาน

ทั้งนี้หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูกับคำว่าSunday Brunch คือ มื้อที่อลังการที่สุดประจำอาทิตย์ และในตอนนี้ก็กลายประเพณีนี้ก็ได้สืบทอดต่อกันมาและเผยแพร่ไปทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว

วิทยาการของจีน 3

Written by jintana on July 3rd, 2015. Posted in บทความ

wit3

อีกหนึ่งที่บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมจีนนั่นคือการรักษาพยาบาลที่ผสมผสานระหว่างความรู้ตั้งแต่สมัยโบราณและปัจจุบันได้อย่างลงตัว มีการค้นพบการบันทึกประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ที่ยาวนานที่สุดในสมัยราชวงศ์ฮั่น เรียกได้ว่ามีประสบการณ์และทฤษฎีมากที่สุด รวมไปถึงตำราแพทยศาสตร์ที่สำคัญ  ซึ่งได้บันทึกการรักษาพยาบาล และโรคต่าง ๆมากมายลงกระดูก กระดองเต่า ต่อมาจึงเริ่มมีการวินิจฉัยโรคในสมัยราชวงศ์โจวมีการจ่ายยา และการฝังเข็มด้วย

การแพทย์โบราณของจีนนั้นถือกำเนิดจากบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองของจีนสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่นมีตำราแพทยศาสตร์ชื่อว่า “หวางตี้เน่ยจิง” ซึ่งเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุด และเริ่มมีการใช้ยาสลบชื่อว่า “หมา เฟ่ย ส่าน” ในการแพทย์ศัลยกรรม เพื่อใช้ลดความเจ็บปวดในการผ่าตัดหลังจากนั้นสมัยราชวงศ์ซ่งการฝังเข็มก็มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น เนื่องจากเมื่อยุคราชวงศ์หมิงนั้นการแพทย์ตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลในจีน จึงเริ่มผสมผสานกันระหว่างการแพทย์สมัยโบราณและสมัยใหม่

ศาสตร์การรักษาอันเลื่องชื่อของจีนที่เรียกว่า การฝังเข็ม แรกเริ่มเป็นเพียงการรักษาขั้นพื้นฐานคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาทั้งหมด ต่อมาได้พัฒนาเป็นสาขาวิชา ตามหลักฐานที่ถูกค้นพบกล่าวว่า ส่วนของเข็มนั้นทำมาจากหิน เรียกว่า “เข็มหิน” ซึ่งเกิดในยุคหินใหม่ ห่างจากยุคปัจจุบัน 8,000 – 4,000 ปี และเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ ๆเข้ามาก็ได้มีการหลอมเข็มเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆมากขึ้น

ตำราเกี่ยวกับการฝั่งเข็มได้แพร่หลายเข้าสู่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 799 – 1132 และเข้าไปฝั่งยุโรปในศตวรรษที่ 16 และเมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2492 การฝังเข็มนั้นก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ มีแผนกตามโรงพยาบาล และมีการให้ความสำคัญกับสาขาวิชานี้อย่างมาก จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลกดังเช่นในปัจจุบัน

วิทยาการของจีน 2

Written by jintana on June 5th, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน 2

วิทยาการ คือ ความรู้แขนงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์เราจะนำความรู้ต่าง ๆนั้นมาประยุกต์จนทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยซึ่งความสะดวกสบายแก่เรา อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรืองมากไม่ว่าจะด้านใด หากดูจากประวัติศาสตร์แล้ว นักปราชญ์หรือนักประดิษฐ์ที่อยู่ในแถบอาเซียบ้านเราก็คงหนีไม่พ้นชาวจีน

บทความที่แล้วเรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราววิวัฒนาการของอักษรจีน แน่นอนว่าเมื่อมีตัวอักษรก็ต้องมีการเขียนและการพิมพ์ตามมา ชาวจีนจึงมีการคิดค้นกระดาษและการพิมพ์ขึ้นมา วิทยาการด้านกระดาษและการพิมพ์

ช่วงแรกที่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรชาวจีนได้เขียนอักษรลงบนไม้ไผ่ แต่เพราะด้วยความไม่สะดวกต่อมาจึงมีการทดลองเขียนลงบนผ้าไหม ในช่วงราชวงศ์ฉิน และฮั่น แต่ผ้าไหมนั้นราคาแพงมาก “ใช่หลุน” นักประดิษฐ์กระดาษที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรางวงศ์ฮั่น ได้คิดค้นกรรมวิธีทำกระดาษจากเปลือกและเศษผ้า เป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเหอตี้มาก ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้ใช้กระดาษที่มีชื่อว่า “ใช่หลุน”

เมื่อมีการเขียนตัวอักษรเกิดขึ้นแน่นอนว่ามนุษย์ย่อมสรรหาความสะดวกสบายที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม เทคนิคที่ทั่วโลกให้การยอมรับนั่นคือการพิมพ์ของจีน สุดยอดสิ่งประดิษฐ์การพิมพ์มีต้นกำเนิดในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ.1041 – 1048) แต่การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ย่อมมีข้อถกเถียงเพราะ มีการขุดพบบันทึกอู่โกว้จินกังจิงที่เกาหลีใต้ในปี 1968 แต่เมื่อเทียบอายุงานพิมพ์นั้นของประเทศจีนกลับมีอายุที่เก่าแก่กว่าหลายปี จึงได้รับการยอมรับมากกว่า

ขนมปัง 2

Written by akiautumn on June 4th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

มากันจนถึงบทความครั้งนี้เราก็ยังอยู่ในเรื่องของ ‘Bread’ หรือ ขนมปัง เหมือนเดิมครับ จะเห็นได้ว่าขนมปังนั้นมีอิทธิพลกับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกจริงๆ นะครับ

ซึ่งขนมปังที่เราจะมาทำความรู้จักกันในวันนี้ คือ ‘break bread’ ครับ หากมองตามตัวแล้วความหมายของคำนี้นั้นแน่นอนครับว่า คือ หักขนมปัง นั้นเอง แต่การที่หักขนมปังนี้มันจะมีความหมายอื่นแอบแฝงได้อย่างไรกันนะ ถ้าผู้อ่านลองสังเกตชาวตะวันตกดีๆ ล่ะก็ จะนึกความหมายของการหักขนมปังได้ไม่ยากครับ

เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า เผื่อจะช่วยให้เดาความหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น

Henry invites Joelle to break bread with him at restaurant this evening.

ถ้าดูจากตัวอย่างแล้วหลายๆ คนคงจะพอนึกออกกันบ้างแล้วใช้ไหมครับ คำว่า ‘break bread’ นั้นหมายถึง ‘การรับประทานอาหาร’ ครับ ไม่ว่าจะมื้อไหนก็ใช้ได้เหมือนกันหมดครับ ดังนั้นความหมายของประโยคที่ว่า

Henry invites Joelle to break bread with him at his house this evening.

-เฮนรี่เชิญโจเอลไปรับประทานอาหารกับเขาที่บ้านของเขาในตอนเย็น

แล้วทำไม break bread จึงเป็นการรับประทานอาหารได้ล่ะ? หาดลองสังเกตการณ์รับประทานอาหารของชาวตะวันตกดีๆ ล่ะก็ จะเห็นว่าพวกเขามักจะบิดหรือหักขนมปังก่อนรับประทานบ่อยครั้ง ดังนั้นการทำเช่นนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า break bread นั้นเอง

ทีนี้เราลองมาดูคำว่า ‘Bread and Circuses’ กันดีกว่าครับ คำๆ นี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่นัก และยากที่จะเดาความหมายครับ หากให้ความหมายตรงตัวจะได้ว่า ‘ขนมปังและละครสัตว์’ เอาล่ะสิครับ ทั้ง ขนมปัง และ ละครสัตว์ มันเกี่ยวข้องกันอย่างไรกันครับ สำหรับคำนี้นั้นเป็นวลีที่หมายถึง  การที่ประชาชนถูกหล่อล่อจากชนชั้นปกครองด้วยความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีคำถามต่อการปฏิบัติงานของผู้นำ ครับซึ่งก็คล้ายๆ กับการที่ผู้ใหญ่เอาขนมมาล่อเด็กๆ ให้ตายใจและลืมไปว่าก่อนหน้านี้เคยโดนอะไรมาบ้าง

โดย Bread and Circuses นี้เป็นคำที่มาจากภาษาละตินที่ว่า ‘panem et circenses’ โดยโรมนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ในการปกครองประชาชนในสมัยก่อน ซึ่งเป็นการเรียกคะแนนเสียงของประชาชนผู้ยากไร้โดยการมอบอาหารและความบันเทิงให้นั้นเองครับ

ในบางครั้งอาจจะเห็นการใช้คำว่า ‘Bread and Games’ แทนครับ ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก,psychologytoday.com, rationalwiki.org

วิทยาการของจีน 1

Written by jintana on June 3rd, 2015. Posted in บทความ

วิทยาการของจีน

ประเทศจีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเจริญทางด้านวิชาความรู้สาขาต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นผู้นำสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้นักประดิษฐ์หลายคนนำไปต่อยอดจนกลายเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน และความเจริญรุ่งเรืองอีกด้านหนึ่งของจีนที่เด่นชัดนั้นคือ อักษรจีน

อักษรจีนมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจ เมื่อประมาณ 5,000ปี มีการค้นพบหลักฐานเป็นรูปของอักษรภาพที่แกะสลักเป็นวงกลม พระจันทร์ ภูเขา บนเครื่องปั้นดินเผา ที่เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ส่วนหลักฐานช่วงยุคต้นศิลปะการเขียนของจีนจะเป็นลักษณะการจารึกอักษรบนกระดูกสัตว์อายุประมาณ 3,000 ปี

การเรียงลำดับวิวัฒนาการของอักษรจีนยุคแรก ๆ ในราชวงศ์ชางถึงราชวงศ์โจว จะมีลักษณะเด่นคือ เส้นและชัดเจนมาก เนื่องจากมาจากการหลอมของโลหะ ไม่ใช่การแกะสลักดังเช่นช่วงแรกของยุคประวัติศาสตร์ อักษรยุคนี้เรียกว่า อักษรโลหะ หรือ จินเหวิน จากนั้นก็มีการใช้ตัวอักษรนี้เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ฉิน และได้มีการปฏิรูปตัวอักษรจีนครั้งใหญ่จากการรวบรวมแผ่นดินจีนของจิ๋นซีฮ่องเต้ในปี ค.ศ.221 เพื่อให้ประเทศจีนใช้รูปแบบอักษรเดียวกันเรียกว่า อักษรจ้วนเล็ก

เมื่อเกิดอักษรจ้วนเล็กขึ้นก็มีอักษรลี่ซูใช้ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งอักษรลี่ซูนั้นเกิดจากการพัฒนาของอักษรจ้วนเล็กจึงทำให้อักษรจีนกลายเป็นอักษรสัญลักษณ์ ไม่ใช่อักษรภาพเหมือนยุคแรก นอกจากนั้นก็มีการพัฒนาด้านการเขียนอักษรมาเรื่อยเป็นอักษรข่ายซู ซึ่งเป็นอักษรที่เกิดภายใต้กรอบสี่เหลี่ยมที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน จากนั้นการเขียนอักษรถูกย่อลง โดยการนำลายเส้นที่มีอยู่แต่เดิม มาย่อให้เหลือเพียงขีดเดียวซึ่งฉีกรูปแบบภายใต้กรอบสีเหลี่ยมออกไปเรียกว่า อักษรเฉ่าซู สุดท้ายคืออักษรสิงซู เป็นการเขียนอักษรจีนแบบตวัดอย่างสวยงาม เหมือนเป็นการผสมระหว่าง ข่ายซู และเฉ่าซูเข้าด้วยกัน เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ทางตะวันออก

ขนมปัง

Written by akiautumn on June 2nd, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

หากพูดถึง ‘Bread’ หรือ ‘ขนมปัง’ ใครหลายๆ คนคงนึกถึง ฟาร์มเฮาส์ เลอแปง ยามาซากิ ฯลฯ เป็นแน่แท้ แน่นอนว่าคงทำให้ใครอีกหลายคนท้องร้องกันเป็นแถว ในบทความครั้งนี้เราจะมาพูดถึง ‘ขนมปัง’ กันครับ ใช้แล้วเจ้าก้อนแป้งเนื้อสัมผัสอันนุ่มลิ้นที่ชวนน้ำลายสอ แต่เราจะมองข้ามเรื่องนั้นไปก่อน เราจะมาดูว่าในภาษาอังกฤษมีการนำขนมปังไปใช้ในเรื่องใดบ้างนอกจากเรื่องอาหารการกิน

Bread มีความหมายว่า ขนมปัง เป็นนามนับไม่ได้ จึงมีรูปเป็นเอกพจน์เสมอ

I have bread and coffee for breakfast.

-ฉันกินขนมปังกับกาแฟเป็นอาหารเช้า

หากต้องการจะนับขนมปังเราจะต้องใช้ลักษณะนามเข้ามาช่วยโดยการนับตามภาชนะที่ใช้ สำหรับขนมปังเราจะใช้คำว่า ‘loaf’ หมายถึง ‘แถว’ หรือ ‘slice’ หมายถึง ‘แผ่น’ นั้นเอง เช่น a loaf of breadหรือ a slice of bread

My mom told me to buy a loaf of bread before going home.

-ก่อนจะบ้านแม่ของฉันบอกให้ฉันแวะซื้อขนมปังมาด้วย 1 แถว

My mom told me to buy 2 loafs of bread before going home.

-ก่อนจะกลับบ้านแม่ของฉันบอกให้ฉันซื้อขนมปังมาด้วย 2 แถว

I have 2 slices of bread and coffee for breakfast.

-ฉันกินขนมปัง 2 แผ่นกับกาแฟเป็นอาหารเช้า

คำว่า bread นอกจากจะหมายถึงขนมปังแล้วยังมีความหมายอื่นๆ อีกเช่น

Bread หมายถึง การดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ หรือ การครองชีพ นั้นเพราะขนมปังนับว่าเป็นอาหารหลักของชาวตะวันตกมาตั้งแต่อดีตเลยทีเดียวเลยมีการนำมาอนุมานกับคุณภาพชีวิต ซึ่งโดยส่วนมากแล้วมักจะเห็นใช้กันรูป bread and butter ครับ

Don’t take the bread out of my mouth.

-อย่าได้ตัดหนทางการทำมาหากินของฉันเลย

Henry never thinks of the question of bread and butter.

-เฮนรี่ไม่เคยคิดเรื่องการทำงานหาลี้ยงปากท้องตัวเองเลย

ยิ่งไปกว่านั้น Bread ยังเป็นแสลงที่มีความหมายว่า เงิน ได้อีกด้วย อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าขนมปังนั้นเป็นอาหารหลักของชาวตะวันมาช้านาน ดงนั้นมีขนมปังก็เปรียบเสมือนมีทรัพย์สิน

Anita: John is a nice guy. I met him yesterday. We went to theme park and restaurant. He treated me very well.

อนิต้า: จอห์นเป็นผู้ชายที่ดีมากเลย ฉันพบเขาเมื่อวานนี้ เราไปเที่ยวสวนสนุกและร้านอาหารด้วยกัน เขาดูแลฉันอย่างดี

Susan: How much bread that he spent?

ซูซาน: แล้วเขาออกค่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ล่ะ?

*ในบางครั้งนอกจาก bread แล้ว เรายังสามารถใช้คำว่า dough แทนได้ ซึ่ง dough ก็คือแป้งที่ใช้นำมาทำขนมปังนั้นเอง เช่น How much dough that he spent?

ภาษาอังกฤษนับว่าเป็นภาษาที่มีลูกเล่นเยอะในระดับหนึ่งเลยทีเดียว คำหนึ่งคำมีการนำไปใช้ได้อย่างหลากหลายคำหมายและหลายบทบาทขึ้นอยู่การใช้ใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ที่นั้นๆ จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบ การอนุมานขึ้นมา ดังนั้นเราอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ มิฉะนั้นเราจะตามไม่ทันเลยทีเดียว

ความลงตัวของศิลปะกับอารยธรรมจีน 2

Written by jintana on June 1st, 2015. Posted in บทความ

sin 2

ศิลปะของอารยธรรมจีนต่อจากคราวที่แล้วยังเหลืออีก 2 ประเภท ที่เรายังไม่ได้หยิบยกออกมาเล่นสู่กันฟัง คือ ด้านสถาปัตยกรรม และด้านวรรณกรรม

เริ่มต้นกันด้วยงานด้านสิ่งก่อสร้าง หรือที่เราเรียกว่า สถาปัตยกรรม ที่โดดเด่นกว่าใครก็คือ กำแพงเมืองจีนที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน เพื่อป้องกันการรุกรานของชาวมองโกล นอกจากนี้ เมืองปักกิ่ง ที่สร้างโดยกุบไลข่าน สมัยราชวงศ์หงวน ซึ่งเมืองแห่งนี้ได้รับการยกย่องในการวางผังเมือง

สิ่งก่อสร้างอีกมากมาย เช่น พระราชวังปักกิ่ง (ราชวงศ์เหมิง) พระราชวงฤดูร้อน (ราชวงศ์ซ่ง) โดยรับสั่งของพระนางซูสีไทเฮาที่มีการผสมผสานระหว่างจีนโบราณและยุโรป อุโมงค์ใต้ดิน (ราชวงศ์ฮั่น)  เป็นต้น

ด้านวรรณกรรม งานด้านวรรณกรรมนั้นส่วนใหญ่จะสอดแทรกเรื่องราวทงประวัติศาสตร์ลงไปด้วย เช่น สามก๊ก ถูกสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในคริสต์ศวรรษที่ 14 ซึ่งช่วงนั้นเกิดความแตกแยกในจีนตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศฉันถึงราชวงศ์ฮั่น

ช่วงคริสต์ศวรรษที่ 16-17 วรรณกรรมที่มีชื่อสียงคือ จินผิฝเหมย หรือดอบัวทอง เกี่ยวกับสังคมและชีวิตครอบครัวที่มากด้วยเงินทองและอำนาจด้วยวิธีการทำชั่วและขัดกับศีลธรรมสุดท้ายแล้วต้องได้รับกรรม

วรรณกรรมเรื่อง หลงโหลวเมิ่ง หรือความฝันในหอแดง สุดยอดวรรณกรรมในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งสะท้อนให้เห็นสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อมก่อนที่จะเข้าสู่ยุคใหม่

Cast One’s Bread upon the Waters

Written by akiautumn on May 31st, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สำหรับบทความครั้งนี้เราก็ยังคงอยู่กับ ‘Bread’ หรือ ‘ขนมปัง’ กันเหมือนเดิมครับ แต่เจ้าขนมปังครั้งนี้ไม่ได้มาเป็นคำหรือวลีแล้วครับ แต่มาเป็นสำนวนอันชวนฉงนกันเลยทีเดียว

สำนวนที่เกี่ยวกับขนมปังในครั้งนี้ คือ ‘cast one’s bread upon the waters’ หมายถึง ขว้างขนมไปในน้ำ ครับ ทว่าจะมีความหมายเช่นนี้จริงๆ นะหรือ? คำตอบคือไม่ใช่แน่นอนครับ สำหรับความจริงๆ ของสำนวนนี้ คือ การทำความดีโดยที่เห็นว่าสมควรและไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แต่ก็มักจะมีผลตอบแทนกลับมาทุกครั้งไป

Amanda is casting his bread upon the waters*, supporting Susan while she works on her research with difficulties.

-อแมนด้ารู้สึกอยากจะช่วยเหลือซูซานจากใจในการทำผลการวิจัยของเธออย่างยากลำบาก

ทั้งนี้ในประโยคนี้อแมนด้าอยากจะช่วยซูซานเองโดยที่เธอไม่ได้ถูกร้องขอ ซึ่งซูซานก็อาจจะตอบแทนเธอเล็กๆ น้อยๆ ในภายหลังเช่นกัน

*โดยปกติ water หมายถึง น้ำ เป็นนามนับไม่ได้ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอไม่อาจเติม ‘-s’ ได้ แต่ในสำนวนนี้ ‘waters’ ไม่ได้ถึงน้ำ แต่หมายถึง  น่านน้ำ เป็นแผ่นน้ำผืนหนึ่ง เช่นเดียวกับ ‘floods’ ครับ โดยเรามักพบมากับคำว่า ‘territorial waters’ ที่หมายถึง เขตน่านน้ำของแต่ละประเทศ

สำหรับที่มาของสำนวนนี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกัน ถ้าให้เปรียบเป็นในเมืองไทยบ้านเราก็คงเหมือนกับการโยนขนมปังไปในน้ำให้ปลาได้กินโดยที่เราไม่ได้คิดอะไร (หรือบางคนอาจจะคิดก็ได้) ซึ่งเราก็จะได้บุญกลับมานั้นล่ะครับ

Reference: thefreedictionary.com, dictionary.reference.com, th.w3dictionary.org

ความลงตัวของศิลปะกับอารยธรรมจีน 1

Written by jintana on May 30th, 2015. Posted in บทความ

sin1

ศิลปกรรมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตได้อย่างดี บางบทความกล่าวไว้ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองของยุคนั้น ๆ เช่นกันกับเรื่องราวของอารยธรรมจีน ศิลปกรรมของจีนแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ได้แก่ ด้านจิตรกรรม ด้านประติมากรรม ด้านสถาปัตยกรรม และด้านวรรณกรรม

ด้านจิตรกรรม หรือที่เรารู้จักกันดีคือ ศิลปะภาพเขียนและการเขียนอักษรจารึกต่าง ๆ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้พบการจารึกไว้บนกระดูกเสี่ยงทายซึ่งตัวอักษรจีนนั้นมีลักษณะคล้ายรูปภาพ ความรุ่งเรืองทางด้านงานจิตรกรรมของจีนโดดเด่นอย่างมากในสมัยราชวงศ์ฮั่นและซ่ง งานที่ได้รับความนิยมในสมัยราชวงศ์ฮั่นคือ การเขียนภาพบนผ้าไหม ซึ่งจะถูกวาดเกี่ยวกับเรื่องเล่าในตำราของขงจื้อ พระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ ส่วนในสมัยราชวงศ์ซ่งนั้นมักจะวาดภาพเป็นภาพมนุษย์กับธรรมชาติ ทิวทัศน์ ดอกไม้อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับบทกวีนิพนธ์ด้วย

ด้านประติมากรรม หรืองานปั้นต่าง ๆ ย้อนกลับไปสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่ทำจากดินสีแดง มีลวดลายเป็นรูปเรขาคณิต และภาชนะสำริดที่มีลักษณะเป็นหม้อ 3 ขา ซึ่งในสมัยราชวงศ์ถังได้พัฒนามาเป็นเครื่องเคลือบดินเผา 3 สี คือ เหลือง น้ำเงิน เขียว และสีเขียวไข่กา พัฒนาการของเครื่องเคลือบนั้นก้าวไกลจนกลายเป็นสินค้าส่งออกในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นเครื่องลายครามและลายสีแดง ต่อเนื่องมาจนสมัยราชวงศ์ชิง จะนิยมสีสันที่สดใส เช่นชมพู เขียว แดง เป็นต้น

ต่อมาสมัยปลายราชวงศ์โจวถึงราชวงศ์ฉินมีการปั้นหุ่นดินเผาเป็นรูปทหารซึ่งมีการแสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้า ขนาดเท่าคนจริง ในสุสานของจักรพพรรดิจิ๋นซีที่เมืองซีอาน นอกจากนั้นชาวจีนยังมีความเชื่อเกี่ยวกับหยก จึงมีการสร้างประติมากรรมจากหยกขึ้นในสมัยราชวงศ์ชาง ชาวจีนเชื่อว่าหยกทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ความสงบสุข ความรอบรู้ และความกล้าหาญ