เที่ยวเทศกาลเบียร์ที่ประเทศเยอรมัน (Oktoberfest )

Written by blogger on May 13th, 2013. Posted in บทความ

Oktoberfest

เยอรมันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตเบียร์และผู้คนนิยมดื่มเบียร์เป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ประเทศนี้จะมี เทศกาลเบียร์ หรือ Oktoberfest ที่ชาวเยอรมันจะเรียกว่า Wiesn โดยจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะจัดขึ้นทุกปี ช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต้นเดือน ต.ค. ของทุกปี (ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ก.ย. ถึง 6 ต.ค. 2013) ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเที่ยวเทศกาลนี้ในแต่ละปีถึงประมาณ 2 ล้านคน ณ สถานที่จัดงานที่  Theresienwiese (Field [or meadow] of Therese) ในเมือง มิวนิค  ภายในงานมีการจำหน่ายเบียร์หลากหลายยี่ห้อ มีการออกร้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มี ดนตรี  การแสดง ต่าง ๆ มีของที่ระลึกจำหน่าย มีขบวนแห่ต่าง ๆ มากมาย สาเหตุที่เลือกจัดเทศกาลเบียร์ตอนช่วงฤดูนี้ เพราะว่า เป็นช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรของเยอรมันเริ่มเหมาะที่จะวางจำหน่าย มีผลผลิตต่าง ๆ มากมาย คล้ายกับเป็นการเฉลิมฉลอง หลังการเก็บเกี่ยวนั่นเอง

ความน่าสนใจของเทศกาลนี้ นอกจากมีเบียร์หลากหลายยี่ห้อแล้ว ความสนุกสนานในการสังสรรค์ก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะ จะมีขบวนแห่ประดับประดารถม้า ไปรอบ ๆ ตัวเมือง และ นอกจากจะมีเบียร์ที่ขายอยู่ตามปรกติทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังมีเบียร์ที่มีความเข้มข้นเป็นพิเศษ หรือ จะเรียกว่าเป็นเบียร์โบราณมาจำหน่ายในงานด้วย

 

ภายในงาน จะมีเต็นท์สำหรับโรงเบียร์ต่าง ๆ มาออกร้าน โดยจะมีเต็นท์หลักประมาณ 13-15 เต็นท์ และ  เต็นท์เล็กอีกประมาณ 13 เต็นท์ แต่ โรงเบียร์ที่มาจำหน่ายในงานนี้ จะเน้นไปที่โรงเบียร์ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เมืองมิวนิค ที่จะสามารถจะจำหน่ายในเต็นท์ใหญ่ ๆ ได้ งานเทศกาลเบียร์จะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 10.00 น.-22.30 น. สำหรับเบียร์ที่จำหน่ายในงานนั้นจะมีปริมาณแอกอฮอล์ประมาณ 6%-7% เสิรฟในลักษณะ เหยือกละ 1 ลิตร หรือ ½ ลิตร  ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 9-9.5 ยูโรต่อลิตร

 

ประวัติของเทศกาลเบียร์นี้เดิมที่เริ่มมีขึ้นเมื่อ จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1810 เพื่อเป็นที่ระลึกในพิธีอภิเษกสมรสของ Crown Prince Ludwig (later King Ludwig I) กับ Princess Therese of Saxe-Hildburghausen (namesake of the Theresienwiese festival grounds) มีการจัดแข่งม้า (งานอภิเษกสมรสจัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม การแข่งม้าจัดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม) ขบวนแห่จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 1887 โดยมีเจ้าเมืองมิวนิคสมัยนั้นมาร่วมขบวนอยู่ในรถม้าด้วย นอกจากนี้ก็มีเจ้าของโรงเบียร์และครอบครัวมาร่วมขบวนแห่นี้ด้วย และ มีการจัดอย่างต่อเนื่องและกลายมาเป็นเทศกาลที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันจนติดอันดับโลก

ขยับปากเอ่ยคำเวียดนาม

Written by jintana on May 11th, 2013. Posted in บทความ


       สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นสมาชิกอีกประเทศในสมาคมอาเซียน ที่เรียกได้ว่ามีวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกับจีนอย่างแยกไม่ออก นั่นอาจเพราะเวียดนามเคยถูกจีนปกครองหลายครั้งหลายครา วัฒนธรรมที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันไม่ว่า พระราชวัง สุสาน หรือโบราณสถานต่าง ๆก็มีความคล้ายคลึงกับประเทศจีนอย่างมาก แม้ช่วงหลังเวียดนามจะถูกฝรั่งเศสและญี่ปุ่นยึดครองแต่ก็ไม่มีร่องรอยที่ตกทอดมาถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาวเวียดนามให้ได้เห็นกันสักเท่าไร แม้กระทั่งภาษาเวียดนามช่วงแรกก็ใช้อักษรจีนมาโดยตลอด จนพ.ศ. 2463 จึงเปลี่ยนเป็นอักษรโรมัน ภาษาไทยกับเวียดนามนั้นแตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งต่างจากลาวที่มีความใกล้เคียงกับไทยมาก เปรียบเทียบได้ดังนี้

ไทย

ลาว

เวียดนาม

สวัสดี

ซำบายดี

ซินจ่าว

ขอบคุณ

ขอบใจ

กาม เอิน

ขอโทษ

ขอโทด

ซินโหลย

ข้าวสวย

ข้าวเจ้า

เกิม

ก๋วยเตี๋ยว

เฝอ

เฝอ

รถยนต์

ลดใหญ่

แซฮอย

เบียร์

เบย

เบีย

ชมแม่ยิงลาวในงานประเพณีฮีตสิบสอง

Written by jintana on May 10th, 2013. Posted in บทความ

อย่างที่ทราบกันดีว่าสาวลาวนั้นนิยมนุ่งผ้าซิ่นที่ทอด้วยตัวเองกันแทบทุกครัวเรือน หากถามว่าพวกเขาใส่ไปไหนกันคำตอบก็อาจจะขึ้นอยู่กับการดำรงชีวิต และประเพณีพื้นบ้านของเขา ที่ชาวลาวสามารถประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างลงตัว

ในหนึ่งปีนั้น งานประเพณีเกี่ยวกับทางพุทธศาสนาของชาวลาวจะมีขึ้นทุกเดือน เรียกว่า ฮีตสิบสอง (ฮีต แปลว่า จารีต, สิบสอง แปลว่า เดือนทั้ง 12เดือนใน 1ปี) เริ่มกันที่งานบุญเข้ากรรม จัดช่วงเดือนธันวาคม หรือเดือนอ้าย ต่อมาคือเดือนยี่ ช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว มีงานบุญคูณลาน เป็นงานเกี่ยวกับการทำนาปลูกข้าว ถัดไปก็คืองานบุญข้าวจี่ที่จัดขึ้นหลังวันมาฆบูชาในเดือนสาม ในเดือนสี่ข้างขึ้นหรือข้างแรม จะมีการจัดงานบุญพระเวส ซึ่งคล้าย ๆกับของบ้านเรา เมื่อถึงเดือนห้าก็มีการเล่นน้ำเหมือนบ้านเราเรียกว่างานบุญสงกรานต์  ต่อมาเดือนหกก่อนฤดูทำนา ย่างเข้าหน้าฝนมีงานบุญบั้งไฟ ถัดมาอีกนิดในเดือนเจ็ดจะมีการจัดงานบุญซำฮะ หลังจากนั้นจะมีงานบุญเข้าพรรษาเหมือนกับชาวไทยในช่วงเดือนแปด เดือนเก้านั้นจะมีการแข่งเรือ เรียกว่างานบุญห่อข้าวประดับดิน การส่วงเฮือ(ส่วงเฮือ แปลว่า แข่งเรือ) และการล่องเฮือไฟ นับว่าเป็นงานประเพณีที่สนุกสนานของชาวหลวงพระบาง จากนั้นก็ในมีงานบุญข้าวสาก งานบุญออกพรรษา และงานบุญกฐิน ในเดือนสิบ สิบเอ็ดและสิบสอง ตามลำดับ  ประเพณีของชาวลาวนั้นใกล้เคียงกับของชาวไทยมาก บางประเพณีก็เรียกได้ว่าเป็นประเพณีเดียวกันด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่เราจะเข้าใจและรู้ถึงความรู้สึกความศรัทธาของชาวลาวที่มีต่อพุทธศาสนาอย่างยึดมั่นไม่ต่างอะไรจากบ้านเรา

Lose vs Loose ความคล้ายที่แตกต่าง

Written by akiautumn on May 9th, 2013. Posted in บทความ

ในภาษาอังกฤษนั้นเอง ก็มีอยู่หลายคำทีเดียวที่อาจจะทำให้ใครหลายๆ คน งง สับสน และ มึน ไม่น้อยทีเดียว เพราะว่าคำเหล่านั้นมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน และ การออกเสียงเหมือนๆ กัน แต่ทว่าความหมายนั้นอาจจะไม่เหมือนกันก็เป็นได้ รวมไปถึงหน้าที่ของคำนั้น (Part of Speech) ก็ยังแตกต่างกันไปอีกด้วย เช่น ทำหน้าที่เป็นคำนาม หรือ ทำหน้าที่เป็นคำกริยา

อาทิ

Lose (‘lu:z)             Loose (‘lu:s)

 

มาดูความหมายของแต่ละคำกันก่อนดีกว่า

Lose (ลูซ) เป็น กริยา (verb) หมายความว่า พ่ายแพ้ หรือ สูญหาย

Every time a species dies out, we lose forever a part of our world.

ทุกๆ ครั้งที่สายพันธุ์ต่างๆ สูญสิ้นไป นั้นหมายความว่าเราได้สูญเสียส่วนหนึ่งของโลกเราไปเสียแล้ว

 

*เพิ่มเติม Lose อาจจะเจอในรูปแบบของ Past Tense และ Past Participle นั้นก็คือ

Lost (ลอสท์) เป็นได้ทั้ง

กริยา (verb) หมายความว่า พ่ายแพ้ หรือ สูญหาย

One million people lost their lives in the war.

ผู้คนกว่า 1 ล้านคนเสียชีวิตในสงคราม

และ

คำคุณศัพท์ (adjective) หมายความว่า ที่ถูกทำลาย ที่พ่ายแพ้ ที่สิ้นหวัง ซึ่งสูญเปล่า สบสน และ หลงทาง

Don’t worry, I will find you your lost ring.

อย่ากังวลไปเลย ผมจะหาแหวนวงสำคัญที่คุณทำหายไปเอง

ซึ่งคำว่า Lost นั้นก็จะออกเสียงคล้ายกับคำว่า Loss

Loss  (ลอส) เป็น คำนาม (noun) หมายความว่า หมดสิ้นหนทาง การขาดทุน การสูญเสีย หรือ จำนวนสิ่งของที่เสียหาย

I will compensate you for your loss.

ผมจะจ่ายค่าชดเชยกับความเสียหายเหล่านี้ให้คุณเอง

 

Loose (ลูส) เป็น คำคุณศัพท์ (adjective) หมายความว่า หลวม เป็นอิสระ

This shirt is a little bit loose.

เสื้อตัวนี้มันหลวมนิดๆนะ

 

*เพิ่มเติม ทุกๆ คนจะเห็นว่าคำว่า Lose กับ Loose นั้นออกเสียงคล้ายกันมากต่างกันตรงที่ตัวสะกด “z” กับ “s” เท่านั้นเอง

จากคำที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเหล่านี้นั้น คงจะได้เห็นได้ว่าบางคำนั้นจะออกเสียงคล้ายกันมาก แต่จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในระดับพยัญชนะ และหากเรานำไปใช้อย่างผิดๆ ละก็ จะทำให้ความหมายนั้นๆ เปลี่ยนไปเลยทีเดียว ซึ่งก็อยากให้ทุกๆ คนระวังในการใช้คำภาษาอังกฤษเหล่านี้ให้ดีๆ นะครับ

เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างไรให้ได้ดี

Written by admin on February 5th, 2013. Posted in บทความ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดจะเรียนหรือกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่  ก็คงต้องขอแสดงความยินดีด้วย เพราะภาษาญี่ปุ่นจัดเป็นภาษาที่ยากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก  มันอาจเป็นกรรมผูกพันกันมา ชาตินี้เราถึงจับพลัดจับผลูมาข้องแวะกับภาษาญี่ปุ่น  แต่อันที่จริงภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ยากเย็นจนเกินไปสำหรับคนไทยใจเกินร้อยที่มีความตั้งใจจริง และรู้จักใช้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการเรียน

เทคนิคสำคัญในการเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ผลดี คือ “อย่าเรียนมาก เดี๋ยวเหนื่อย”  หรือจะว่าไปห้ามคิดว่าเป็นการเรียนด้วยซ้ำ แต่จงคิดว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่น คือ “การฝึกซ้อม” เหมือนนักกีฬาเก่งๆ ที่ขยันฝึกซ้อมทุกวัน

“ฝึกซ้อมทุกวัน” เป็นหัวใจของการพิชิตภาษาญี่ปุ่น เราต้องสร้างนิสัยเรียนวันละนิดจิตแจ่มใส ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเวลาให้ภาษาญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ก็ให้ทยอยฝึกซ้อมวันละ 30 นาที  พอวันไหนอ่านหนังสือได้ครบ 30 นาทีปุ๊บก็ให้ปิดหนังสือเลย เพราะอย่างที่บอกว่าเรียนมากแล้วเดี๋ยวเหนื่อย  แต่ที่สำคัญ คือ ฝึกต่อเนื่องทุกวัน

ถ้ารู้จักฝึกซ้อมต่อเนื่องทุกวันแล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่หัดฝึกทักษะ “ฟัง-พูด” และ “อ่าน-เขียน” เท่านั้นเอง

ปัจจุบันมีตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นดีๆ อยู่หลายเล่ม  เช่น มินนะ โนะ นิฮงโกะ หรือตำราของ NHK ที่สามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ได้เลย (http://www.nhk.or.jp/lesson/thai/index.html)

แต่อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทย คือ ตัวคันจิ  เพราะมันเยอะได้ใจดีเหลือเกิน  เฉพาะแค่ “โจโยคันจิ” ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ก็มีมากถึง 1,945 ตัวแล้ว

แต่อย่าเพิ่งตกใจ  การจำตัวคันจิจะยากเฉพาะ 500 ตัวแรกเท่านั้น  ยิ่งถ้าเราฝึกจำตัวคันจิด้วยความเข้าใจและใช้จินตนาการเข้าช่วยแล้ว การจำตัวคันจิจะกลับกลายเป็นเรื่องสนุกด้วยซ้ำ เช่น ตัวคันจิที่แปลว่า “นอน” ที่คนเห็นครั้งแรกอาจกลุ้มใจจนนอนไม่หลับ เพราะคันจิตัวนี้ประกอบด้วยลายเส้นถึง 13 ขีด  แต่ถ้าเรารู้จักใช้จินตนาการค่อยๆ มองตัวคันจิเป็นรูปภาพเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ เขียนไล่ไปตามลำดับ เราจะพบว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นจนเกินไป

 PIC1

“นอน”

  • ภายใต้หลังคาบ้าน (สีน้ำตาล)
  • ซ้าย-มีหมอนข้าง (สีน้ำเงิน)
  • ขวา-มีคนนอนตะแคงอยู่ (สีเขียว)
  • แต่ดันนอนไขว้ขาซะด้วย (สีแดง)

ส่วนการฝึกฟังและฝึกพูดนั้น  ขอแนะนำให้ดูละครทีวีกับฟังวิทยุมากๆ  เพราะละครจะเต็มไปด้วยบทสนทนาในชีวิตประจำวัน  ส่วนการฟังวิทยุ(ที่ไม่ใช่การฟังเพลง)จะเป็นการฝึกฟังที่เข้มข้นที่ใช้ประสาทหูเพียงอย่างเดียว  เราควรฝึกฟังเก็บชั่วโมงบินไปจนกระทั่งสามารถพูดฟังและแปลภาษาญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องแปลภาษาเป็นไทยอีกทอดในหัวของเรา  เพียงเท่านี้การ “ฟัง-พูด” และ “อ่าน-เขียน” ภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่วก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 เขียนโดยทีมนักแปลภาษาญี่ปุ่น Modern Publishing

หลักในการแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย

Written by admin on February 5th, 2013. Posted in บทความ

ผู้เขียนมีโอกาสผ่านงานแปลภาษาญี่ปุ่นมามากหลากหลายพอสมควร  ตั้งแต่แปลการ์ตูน จดหมายรัก เอกสารโรงงาน สัญญาทางกฎหมาย วิทยานิพนธ์ หรือแม้กระทั่งคัมภีร์ทางศาสนา ฯลฯ

ในบรรดางานแปลทั้งหมดที่ผ่านมา งานแปลที่ประทับใจมากที่สุด คือ เมื่อคราวที่ได้ไปช่วยเพื่อนนักเรียนชาวไทยแปลวิทยานิพนธ์  เพื่อนเขียนปั่นวิทยานิพนธ์เป็นภาษาไทย  ส่วนผู้เขียนก็ทำหน้าที่แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาญี่ปุ่น  ช่วยกันปั่นช่วยกันแปลจนกระทั่งสามารถเย็บเล่มส่งวิทยานิพนธ์ทันในวันรุ่งขึ้น  แต่ปรากฏว่าผลงานแปลดีเกินคาดจนอาจารย์ที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นตำหนิเพื่อนว่าไปลอกข้อความตอนที่ผู้เขียแปลมาจากหนังสือภาษาญี่ปุ่นเล่มอื่น  ตอนนั้นผู้เขียนยืนอยู่ตรงหน้าอาจารย์คนนั้นด้วย  แต่ก็ได้แต่น้ำท่วมปากเถียงแทนในใจว่า “ผมเป็นคนช่วยแปลให้กับมือเองครับ..อาจารย์  ไม่ได้ลอกใครเขามาหรอก”

เอาล่ะ หัวใจในการแปลภาษาญี่ปุ่นรวมทั้งภาษาอื่นๆ ด้วย คือ ต้องสื่อความหมายให้ตรงกับต้นฉบับเดิมให้มากที่สุด   ข้อห้ามที่สำคัญในการแปล คือ อย่าแปลคำต่อคำ  แต่ให้แปลความหมายโดยรวมทั้งวลีหรือทั้งประโยค

ลักษณะพิเศษของภาษาญี่ปุ่นที่มักสร้างความลำบากใจให้กับผู้แปลอยู่เสมอๆ อาจพอสรุปได้ดังนี้

1. ลักษณะพิเศษทางไวยากรณ์ เช่น ประธานมักถูกละไว้ ประโยคยาวยืด แต่กริยาไปอยู่ท้ายสุด เป็นต้น  ข้อนี้มักเป็นปัญหากับผู้แปลมือใหม่ที่ยังไม่แม่นไวยากรณ์เท่าที่ควร  หลักสำคัญ คือ ต้องจับประธาน กิริยาและกรรมในประโยคหรือวลีนั้นๆ ให้ได้  ถ้าจำเป็นเวลาแปลก็อาจใส่ประธานเสริมเข้าไปให้คำแปลเข้าใจง่ายขึ้น  บางครั้งถ้าประโยคต้นฉบับยาวมาก เราอาจแปลแบ่งเป็นประโยคย่อยๆ ก็ได้

2. สำนวนในชีวิตประจำวันหรือคำศัพท์ที่ไม่มีในภาษาไทย รวมไปถึงศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง  ข้อนี้มักเป็นปัญหากับนักแปลทุกระดับที่มีประสบการณ์น้อยหรือไม่เชี่ยวชาญในเนื้อหาที่จะแปล  กรณีเป็นสำนวนหรือคำศัพท์ที่ไม่มีในภาษาไทย อาจแก้ปัญหาโดยพยายามใช้จินตนาการนึกว่าในภาวะเหตุการณ์เดียวกัน ถ้าเป็นคนไทยน่าจะพูดอะไรออกมา  ส่วนกรณีที่เป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง ผู้แปลคงต้องใช้ความขยันมุมานะเข้าไปอ่านเอกสารภาษาไทยที่เกี่ยวข้องกับวงการนั้นๆ เพื่อให้รู้จักและคุ้นเคยกับศัพท์แสงในวงการ

3. การเล่นคำหรือเนื้อหาที่ต้องอาศัยพื้นเพทางวัฒนธรรมหรือต้องโตมาในสังคมญี่ปุ่นจึงจะเข้าใจ กรณีนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกรณีที่ยากเสมอตลอดกาล บางครั้งต้องคิดกันเป็นวันๆ เพื่อหาคำที่เหมาะสม  แต่หลายๆ ครั้งก็ต้องใช้เชิงอรรถใส่คำอธิบายเพิ่มเติมเข้าไป

นอกจากปัญหาเรื่องการแปลให้ตรงตามใจความของต้นฉบับเดิมแล้ว สำนวนการแปลก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ  เราอาจแบ่งสำนวนการแปลได้เป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ “ค่ายอนุรักษ์นิยม” ที่พยายามรักษารูปศัพท์ตามต้นฉบับเป็นสำคัญ กับ “ค่ายหัวก้าวหน้า” ที่เน้นเอาอารมณ์ความรู้สึกของต้นฉบับเป็นสำคัญ

แม้จะถูกฝึกมาให้เป็นพวกอนุรักษ์นิยม  แต่ปัจจุบันผู้เขียนก็เริ่มเอาใจออกห่างไปนิยมชมชอบค่ายหัวก้าวหน้าบ้างเหมือนกัน!  บ่อยครั้งที่ต้องเถียงกับตัวเองว่าจะแปลประโยคนี้ด้วยสำนวนของค่ายไหนดี

อย่างไรก็ตาม เราอาจยึดเกณฑ์ตัดสินจากประเภทของเอกสารต้นฉบับก็ได้

ถ้าต้นฉบับเป็นเอกสารทางการ สัญญาทางกฎหมาย หรือคัมภีร์ทางศาสนา ผู้แปลก็ควรแปลเน้นไปทางค่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่าปกติ  แต่ขอทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าการแปลรักษารูปศัพท์ไม่ใช่การแปลคำต่อคำ การแปลให้ได้ใจความตรงกับต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  แต่ถ้าเราสามารถเลือกคำแปลที่ตรงหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับได้ด้วย จะถือว่าเป็นคำแปลภาษาที่สมบูรณ์แบบมาก

แต่ถ้าต้นฉบับเป็นจดหมายรัก การ์ตูน นวนิยาย ก็อาจจะแปลตามแนวค่ายหัวก้าวหน้า  เน้นแปลเอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นสำคัญ แต่ไม่ต้องถึงขั้นนักพากย์หนังจีนบ้านเราที่ชอบสอดแทรกแถมมุกฮาๆ ให้ตลอด (ถ้าเจ้าของหนังรู้เข้า เขาจะดีใจหรือเสียใจก็ไม่อาจทราบได้)   หลายครั้งที่ผู้แปลค่ายหัวก้าวหน้าเลือกใช้คำตรงกันข้ามกับต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ ขออนุญาตยกตัวอย่างคำแปลชื่อหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งที่โดนใจมาก

The World is Flat…“ใครว่าโลกกลม”

ช่างเป็นคำแปลที่พอดิบพอดีและสื่ออารมณ์ของต้นฉบับได้อย่างเหมาะเจาะ   แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนรูปประโยคจากบอกเล่าเป็นคำถาม และแปลจากคำว่า Flat (แบน) เป็นคำว่า “กลม” ก็ตาม

หลักการแปลที่สำคัญข้อสุดท้าย คือ ควรทิ้งเวลาตรวจทานคำแปลก่อนส่งเจ้าของงานทุกครั้ง เพราะคำแปลดีๆ เด็ดๆ มักจะผุดขึ้นมาในหัวของผู้แปลสัก 1-2 วันหลังจากที่แปลเสร็จไปแล้วทุกที

 

เขียนและเรียบเรียงโดยทีมนักแปลภาษาญี่ปุ่น Modern Publishing

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.catiks.com/sk/eclm_27.html

http://www.crosslanguage.co.jp/support/howto/je/knack.html

 

เทศกาลทานาบาตะ

Written by admin on February 4th, 2013. Posted in บทความ

ทานาบาตะกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เทพบิดรบนสรวงสวรรค์มีธิดาอยู่องค์หนึ่งชื่อ “โอริฮิเมะ”..เทพธิดาผู้คอยทำหน้าที่ทอผ้าให้กับเทพบิดร  โอริฮิเมะทอผ้าอย่างขยันขันแข็งจนเทพบิดรเป็นห่วงเกรงว่าจะทำงานหนักเกินไป  อยู่มาวันหนึ่ง เทพบิดรจึงได้แนะนำ “ฮิโกโบชิ”..เทพบุตรเลี้ยงวัวให้โอริฮิเมะรู้จัก

ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด! ทั้งสองรักกันอย่างดูดดื่มจนลืมการลืมงาน  เทพบิดรไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่จนชุดเดิมเก่าขาดวิ่น  ส่วนฝูงวัวก็พากันล้มป่วย  เทพบิดรจึงพิโรธจับโอริฮิเมะและฮิโกโบชิแยกกันไปอยู่คนละฟากฝั่งของแม่น้ำแห่งสรวงสวรรค์ที่เรียกว่าอามาโนกาวะ หรือแปลภาษาญี่ปุ่นคำนี้เรียกอีกทีให้คุ้นหู ก็คือ ทางช้างเผือก นั่นเอง

“วิญญาณฉันรอที่ทางช้างเผือก…¯” (เพลงละคร “คู่กรรม”..ละครดังแห่งยุคเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน)

ความรักของโอริฮิเมะและฮิโกโบชิจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักคล้ายดั่งละคร “คู่กรรมภาคสรวงสรรค์”   ตั้งแต่นั้นมาโอริฮิเมะเอาแต่ร้องห่มร้องไห้จนกระทั่งเทพบิดรเห็นใจ และอนุญาตให้โอริฮิเมะกับฮิโกโบชิพบกันบนทางช้างเผือกปีละครั้งในวันที่ 7 เดือน 7

วันที่ 7 เดือน 7 เป็นวันที่ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งมักจะตรงกับช่วงเดือนสิงหาคม

ทว่าถ้าปีไหนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มีฝนตกในวันที่ 7 เดือน 7   น้ำก็จะท่วมทางช้างเผือกจนทำให้ทั้งคู่มาเจอหน้าจู๋จี๋กันไม่ได้  เรื่องราวครั้งนี้จึงเดือดร้อนลงมาถึงมวลหมู่มนุษย์ชาวญี่ปุ่นที่ต้องช่วยกันสวดอ้อนวอนขออย่าให้ฝนตกในวันนี้เลย  ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว มนุษย์ก็เลยถือโอกาสเขียนคำอธิษฐานของตัวเองแถมลงไปด้วย  คำอธิษฐานจะถูกเขียนลงบนกระดาษหลากสีสันแล้วถูกผูกติดบนไม้ไผ่  นี่แหละคือที่มาของเทศกาลทานาบาตะ..เทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเทศกาลหนึ่งของญี่ปุ่น

ด้วยเรื่องราวความเป็นมาอันแสนโรแมนติกบวกกับความคึกคักของเทศกาลนี้  จึงทำให้มีคนคิดคำจำกัดความของเทศกาลทานาบาตะขึ้นมาใหม่ให้ดูเก๋ไก๋เข้าใจง่าย เช่น “เทศกาลแห่งดวงดาว” “วาเลนไทน์สไตล์ญี่ปุ่น”  “เทศกาลคริสมาสฤดูร้อน”

แต่ถึงอย่างไรเทศกาลทานาบาตะก็คือเทศกาลทานาบาตะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยากจะหาเทศกาลอื่นใดมาเทียบเคียงได้

“คำอธิษฐานติดไม้ไผ่” “ฤดูร้อน” “หนุ่มสาว” “ชุดยูกาตะ” “พัดโบกแก้ร้อน” “งานออกร้าน” “ครอบครัวจูงมือกัน” “ผู้คนคับคั่ง” “ดอกไม้ไฟ”…

นี่แหละเทศกาลทานาบาตะที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความโรแมนติกและความน่าหลงใหล  เทศกาลทานาบาตะจึงมักถูกนำไปเป็นท้องเรื่องในหนังรักและเพลงรักของญี่ปุ่น

บ่อยครั้งที่จะมีการจุดดอกไม้ไฟประจำปีผนวกเข้าไว้กับงานเทศกาลทานาบาตะด้วย  ดอกไม้ไฟที่ว่านี้จุดกันทีเป็นพันเป็นหมื่นนัด  ปีแรกๆ ที่ผู้เขียนไปเรียนที่ญี่ปุ่นก็ได้ไปเที่ยวงานเทศกาลทานาบาตะกับเขาด้วย ภาพดอกไม้ไฟสีสันฉูดฉาดที่เรียงรายเต็มทั่วทั้งท้องฟ้ายังติดตาตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้

ถ้าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้กลิ่นอายของขนบธรรมเนียมประเพณีญี่ปุ่นบวกกับความโรแมนติกสไตล์ญี่ปุ่น  ขอแนะนำให้ไปช่วงเทศกาลทานาบาตะนี้ แม้จะตรงกับฤดูร้อนของญี่ปุ่นที่อากาศร้อนแรงแสนสาหัสไม่แพ้เมืองไทย แต่ผู้เขียนก็มั่นใจว่าทุกคนจะต้องประทับใจกลับมาอย่างแน่นอน

ทานาบาตะ2

เขียนและเรียบเรียงโดยทีมนักแปลภาษาญี่ปุ่น Modern Publishing

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.fuzita.org/jpculture/tanabata/tanabataj.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Tanabata

ธรรมเนียมวันวาเลนไทน์ในญี่ปุ่น

Written by admin on February 4th, 2013. Posted in บทความ

japanese_valentine

14 กุมภาพันธ์  “วันวาเลนไทน์” หรือวันแห่งความรักเป็นวันที่หนุ่มสาวทั่วโลกใช้เป็นโอกาสในการบอกรักหรือมอบของขวัญแทนใจให้กันและกัน

ในเทศกาลวาเลนไทน์ หนุ่มสาวคู่รักชาวไทยนิยมใช้ “ดอกกุหลาบสีแดง” เป็นสัญลักษณ์แทนความรักมอบให้แก่กัน  สนนราคาดอกกุหลาบในช่วงเทศกาลแห่งความรักจึงพุ่งขึ้นสูงหลายเท่าตัวจนเดือดร้อนกระเป๋าสตางค์ของฝ่ายชายไปตามๆ กัน เพราะโดยมากฝ่ายชายมักจะเป็นฝ่ายมอบดอกกุหลาบให้กับฝ่ายหญิง

แต่ธรรมเนียมวันวาเลนไทน์ในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เป็นพิเศษ  วันวาเลนไทน์ในประเทศญี่ปุ่นเป็นวันที่ฝ่ายหญิงต้องมอบ “ช็อกโกแลต” ให้กับฝ่ายชายเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความรักของตน

ธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นในการมอบช็อกโกแลตให้กับชายคนรักในวันวาเลนไทน์นั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ราว 40 ปีก่อน โดยฝ่ายหญิงจะมอบช็อกโกแลตแทนใจให้กับฝ่ายชายที่เป็นหวานใจตัวจริงเสียงจริงเพียงคนเดียวเท่านั้น  แต่ต่อมาธรรมเนียมการมอบช็อกโกแลตแพร่หลายมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมว่าให้ฝ่ายหญิงหว่านช็อกโกแลตเผยแผ่ไปถึงเพื่อนในโรงเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านายที่เป็นผู้ชายด้วย

ช็อกโกแลตที่มอบให้หวานใจตัวจริง เรียกว่า ฮองเมช็อกโกะ (本命チョコ)..ช็อกโกแลตตัวจริงเสียงจริง

ช็อกโกแลตที่มอบให้คนรอบข้างที่เป็นผู้ชาย เรียกว่า กิริช็อกโกะ (義理チョコ)..ช็อกโกแลตตามมารยาท

แม้กระทั่งตัวผู้เขียนที่เป็นนักเรียนต่างชาติในประเทศญี่ปุ่นก็ยังเคยได้รับช็อกโกแลตจากสาวๆ ชาวญี่ปุ่นในวันวาเลนไทน์ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่บอกก็รู้ว่าเป็น “กิริช็อกโกะ” แน่นอน

ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์จึงเป็นช่วงที่ช็อกโกแลตในประเทศญี่ปุ่นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  ทั้งห้างเล็กห้างใหญ่รวมทั้งร้านสะดวกซื้อจะพากันจัดมุมพิเศษต้อนรับเทศกาลแห่งความรักเพื่อจำหน่ายช็อกโกแลตกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เคยมีตัวเลขทางสถิติระบุว่ายอดขายช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์เพียงวันเดียวก็มากเท่ากับ 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวมตลอดทั้งปี

ธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่งที่สืบเนื่องจากวันวาเลนไทน์ คือ “วันไวท์เดย์” 14 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ฝ่ายชายที่ได้รับ “ฮองเมช็อกโกะ” จะตอบรับความรักด้วยการมอบขนม คุกกี้ ฯลฯ ให้กับฝ่ายหญิงในวันไวท์เดย์

ดังนั้นบรรยากาศแห่งความรักของหนุ่มสาวบนเกาะญี่ปุ่นจะยังคงเป็นสีชมพูต่อไปจนกระทั่ง “วันไวท์เดย์” แม้ว่าเทศกาลวันวาเลนไทน์ของทุกประเทศทั่วโลกจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม

 

แปลและเรียบเรียงโดยทีนักแปลภาษาญี่ปุ่น Modern Publishing

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://ja.wikipedia.org/wiki/バレンタインデー

http://www.stvalentinesday.org/valentines-dayin-japan.html

การเลือกนักแปลภาษาญี่ปุ่นที่ดี

Written by admin on February 4th, 2013. Posted in บทความ

ในการแปลภาษาญี่ปุ่นมีสิ่งสำคัญที่ควรรู้  คือ ภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่มีการเขียนตัวอักษรต่างกันทั้งหมด 4 ประเภท ดังนั้น การเลือกนักแปลภาษาญี่ปุ่นจึงต้องเลือกนักแปลที่มีความชำนาญด้านภาษา และมีความรู้เกี่ยวกับคำอธิบายของตัวอักษรแต่ละประเภท

ตัวอักษรคันจิ เป็นตัวอักษรที่มีต้นกำเนิดจากอักษรจีน โดยทั่วไปใช้ในการเขียนคำนาม อธิบายที่มาของคำคุณศัพท์และคำกริยา รวมถึงชื่อภาษาญี่ปุ่น

ตัวอักษรฮิรางานะเป็นสัทอักษร  ซึ่งจะมีการเขียนผันคำลงท้ายของคำคุณศัพท์และคำกริยา  ฮิรางานะยังใช้ในภาษาญี่ปุ่นที่ไม่มีตัวอักษรคันจิ  หรือสำหรับผู้อ่านปลายทางที่ไม่มีความรู้ความหมายตัวอักษรคันจิ

ตัวอักษรคาตากานะเป็นสัทอักษรอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ในการเขียนคำภาษาต่างประเทศ และภาษาญี่ปุ่นที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ (นอกเหนือจากภาษาจีน) และสุดท้ายคือตัวอักษรโรมันจิคือตัวอักษรภาษาอังกฤษ  ซึ่งใช้เขียนตัวย่อ เช่น NATO โรมันจิยังใช้สำหรับคำภาษาญี่ปุ่นหรือชื่อที่ตั้งใจใช้นอกญี่ปุ่น เช่น หนังสือเดินทาง หรือชื่อสินค้า

เมื่อแปลชื่อสถานที่ บริษัท หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งไม่ได้ใช้อักษรโรมันจิ จำเป็นต้องให้นักแปลภาษาญี่ปุ่นตรวจสอบเป็นพิเศษในการแปลชื่อเป็นภาษาภาพ  นักแปลจำเป็นต้องตรวจสอบตัวอักษรที่จะส่งผลต่อความหมายเหล่านี้ (แต่ละตัวอักษรมีความหมายต่างกันไป) โดยไม่ส่งผลให้คำไม่มีความหมายหรือมีความหมายในแง่ลบ และที่สำคัญ นักแปลควรทราบการออกเสียงชื่อที่กำลังแปลอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถแปลได้ถูกตามหลักสัทศาสตร์

ประเด็นนี้อาจสร้างปัญหาแก่นักแปลภาษาญี่ปุ่นที่ใช้การแปลผ่านเว็บไซต์ช่วยแปลอัตโนมัติ  เพราะเว็บไซต์หลายแห่งสามารถแปลในลักษณะคำต่อคำ แต่ไม่อาจแปลภาษาพูดหรือกลุ่มคำ รวมถึงชื่อสถานที่และชื่อบุคคล   สำหรับหน้าเว็บไซต์ของบริษัทเอง ควรติดต่อพูดคุยกับผู้พัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้แน่ใจว่า เว็บไซต์จะสามารถรองรับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นได้ ระบบเว็บไซต์ควรออกแบบมาให้รองรับได้หลายภาษา เพื่อให้ลูกค้าจากประเทศอื่นๆ สามารถอ่านเนื้อหา ซื้อผลิตภัณฑ์ หรือใช้บริการของบริษัทได้

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การว่าจ้างบริษัทแปลภาษามืออาชีพในกรณีที่ต้องการนักแปลภาษาญี่ปุ่น บริษัทที่มีชื่อเสียงหลายแห่งใช้นักแปลซึ่งใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาต้นทาง และผู้อ่านตรวจทานเป็นเจ้าของภาษาของเอกสารต้นฉบับ เพื่อตรวจสอบชื่อสถานที่และตรวจความผิดพลาด  หากเอกสารที่ต้องการแปลเป็นเนื้อหาเฉพาะทางเทคนิค   ในกรณีนี้จะมีนักแปลที่เชี่ยวชาญในการแปลศัพท์เทคนิค นักแปลเฉพาะทางกลุ่มนี้ต้องเข้าใจถึงมโนทัศน์ของภาษาธุรกิจดังกล่าวเป็นพิเศษ เพื่อให้แปลได้ถูกต้อง และเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจในภาษาญี่ปุ่น

นักแปลและบริษัทแปลภาษามืออาชีพ ซึ่งมีความเข้าใจในเนื้อหาเฉพาะทางอย่างถ่องแท้ จะสามารถทำงานได้รวดเร็วโดยมีความผิดพลาดน้อยที่สุด จึงไม่เป็นการเสียเวลาเปล่าหากจะหาบริษัทแปลที่มีชื่อเสียง ซึ่งสามารถรับมือกับเอกสารที่จำเป็นต้องแปลภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

 

เรียบเรียงโดยทีมนักแปลภาษาญี่ปุ่น Modern Publishing