Unseen ที่เวียดนาม

Written by blogger on June 3rd, 2013. Posted in บทความ

        เวียดนาม เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทยเรา มีการติดต่อค้าขายกันในหลายระดับ มีการพัฒนาที่ไล่ตามกันมา หรือ อาจแซงหน้าเราไปแล้วในบางเรื่อง แม้ว่า เวียดนามจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่มีความน่าสนใจให้เราได้ศึกษาหรือ อยากไปท่องเที่ยวดูสักครั้ง เราอาจเคยเห็นประเทศเวียดนามจากสื่อต่าง ๆ เช่น สารคดีท่องเที่ยว ภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำที่นั้น หรือ แม้แต่มิวสิควีดีโอบางเพลงก็มีไปใช้สถานที่ท่องเที่ยวที่เวียดนามถ่ายทำกันก็มี ซึ่ง หลาย ๆ แห่งที่เราเห็นจากสื่อต่าง ๆ มักเป็นสถานที่ที่เราคุ้นชื่อกันอยู่แล้วเช่น อ่าวฮาลองเบย์ หรือ สุสานโฮจิมินท์ หรือ เมืองหลวงอย่างเมือง ฮานอย หลาย ๆ ทัวร์ต่างนิยมไป ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เราอาจไม่คุ้นตา หรือ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย และ หลาย ๆ คนอาจไม่ทราบเลยว่าจะมีอยู่ในเวียดนามด้วย เช่น ทะเลทราย มุยเน่ หรือ ที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในนามทะเลทราย 2 สี ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ทะทรายที่อียิปต์ สามารถไปเที่ยวชมได้ง่ายเดินทางสะดวก

การเดินทางไปทะเลทรายมุ่ยเน่นั้น เราสามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากไทยไปลงสนามบิน Tan Son Nhat International Airport ที่เมืองโฮจิมินห์ จากนั้นเดินทางลงใต้ของเมืองประมาณ 120 กม. จะถึงเมืองวุงเตา แล้วลุยต่อด้วยเส้นทางเรียบชายฝั่งอีกกว่า 180 กม. ก็จะถึงที่หมาย ซึ่ง ที่ทะเลทรายมุ่ยเน่นั้น เริ่มมีนักท่องเที่ยวไปกันมาก เพราะความสวยงามตามธรรมชาติของทะเลทราย และ การเดินทางที่ไม่ยุ่งยากวุ่นวายนัก ทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้ได้สนุกสนานกันอีกด้วย เช่นการเล่นสไลด์เดอร์บนทราย และที่สำคัญ อากาศไม่ร้อนเหมือนทะเลทรายที่ประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจของที่นี่คือ ทะเลทราย 2 สี ผืนแรกมีสีแดง เรียกว่า “ทะเลทรายแดง” (Red Sand-Dunes) และอีกผืนเรียกว่า “ทะเลทรายขาว” (White Sand-Dunes) แต่เดิมนั้น “ทะเลทรายมุยเน่” เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ไม่อะไรเลยนอกจากควาแห้งแล้ง จนเมื่อ 10 ปีก่อนได้มีการค้นพบทะเลทรายแดง จึงทำให้หมู่บ้านนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนเวียดนามและทั่วโลกมากขึ้น รัฐบาลเวียดนามได้สร้างถนนขึ้นเกยกับทะเลทราย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศให้มีมากขึ้น และ 5 ปีหลังจากนั้นก็พบทะเลทรายขาว ทำให้ “ทะเลทรายมุยเน่” เป็นอีกสถานที่เที่ยวของเวียดนามที่น่าสนใจ และ วิวทิวทัศน์ที่สวยงามยามต้องแสงอาทิตย์ หรือ ตอนพระอาทิตย์ตกดินนั้น มีความสวยงามจนไม่อาจละสายตาได้เลยทีเดียว

 

เที่ยวตามอารยธรรมเขมร

Written by blogger on June 2nd, 2013. Posted in บทความ

        ประเทศกัมพูชาหรือที่เราเรียกติดปากว่า เขมร นั้น จะว่าไปก็เปรีบเสมือนพี่น้องกับชาวไทย เพราะชายแดนที่ติดกัน มีการไปมาหาสู่ค้าขายตั้งแต่ระดับชาวบ้านทั่วไปจนถึงระดับรัฐบาล ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะมีปัญหาข้อพิพาทกันอยู่ในระดับรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ระดับชาวบ้านนั้นลดลง เพราะยังมีการค้าขายกันตามแนวชายแดนอย่างปรกติ และ การท่องเที่ยวตามแหล่งอารยธรรมก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ หรือ แม้แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่นิยมและหลงใหลอารยธรรมยุคขอมโบราณต่างยังนิยมมาเที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวหลักของกัมพูชานั้นที่ติดมีชื่อติดอันดับโลกได้แก่ นครวัด นครธม ซึ่งทั้งสองแห่งนั้น มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ แหล่งโบราณสถานหลายแห่งในประเทศไทยเรา ก็ยังได้รับ อารยธรรม ขอมโบราณมาหลายแห่งด้วยเช่นกัน

นครวัด เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ เริ่มก่อสร้าง ในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม ซึ่งนครวัดนั้นถือได้ว่ามีความงดงาม มีศิลปะขอมโบราณหลายรูปแบบ หลายยุคสมัย มีการสร้างรูปปั้น รูปจำหลัก ในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งมีความอ่อนช้อย งดงาม แสดงถึงความรุ่งเรืองของศิลปและศาสนาในยุคนั้น และ ความใหญ่โตของปราสาทนครวัดยังแสดงถึงความรุ่งเรืองของศาสนาฮินดูในเชมรอีกด้วย

นครธม เป็นอีกแห่งของแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรมเขมร ซึ่งแต่เดิมนั้น นครธม เคยเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของ นครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า ปราสาทบายน และมีพื้นที่สำคัญอื่นๆ รายล้อมพื้นที่ชัยภูมิถัดไปทางเหนือ มีจุดเด่นที่สุดคือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้า 4 หน้า ก่อนจะเข้าสู่บริเวณนี้ จะเป็นแถวของยักษ์ (อสูร) ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน เมื่อเข้าสู่ใจกลางนครธมจะพบสิ่งก่อสร้างต่างๆ บริเวณประตูด้านใต้นี้ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ อีก 3 ด้าน ซึ่งมีความสวยงามและมีประวัติความเป็นมาที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของนครธมในอดีต

        จากที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่สถานที่หลัก ๆ ในการท่องเที่ยวกัมพูชาบางส่วน ซึ่งยังมีอีกหลายแห่งที่มีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ เพราะ จากที่เราทราบกันมาเขมร หรือ ขอมโบราณ นั้น นับได้ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับชาวไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการรับเอาวัฒนธรรมด้านศิลปะ ภาษา ศาสนา หรือ การดำรงชีวิต ของชาวไทยในยุคโบราณ ล้วนเกี่ยวข้องกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ขอมโบราณเป็นรากฐานของวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของไทยในยุคสมัยหนึ่งเลยทีเดียว

 

เที่ยวสถานที่สำคัญในรัสเซีย

Written by blogger on June 1st, 2013. Posted in บทความ

        ประเทศรัสเซีย หรือ สหพันธรัฐรัสเซีย หลาย ๆ คน คงทราบดีว่า เป็นประเทศที่มีประวัติและความสัมพันธ์กับไทยเรามาอย่างยาวนาน เราอาจรู้จักประเทศนี้ผ่านตัวหนังสือจากหนังสือท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือ จากโทรทัศน์ตามรายการท่องเที่ยว เท่าที่เราทราบกันดีว่า ประเทศรัสเซีย มีฉายาว่า “ประเทศหลังม่านเหล็ก” เพราะมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการแบ่งแยกประเทศออกไปเป็นอีกหลายประเทศ เป็นประเทศทีมีสภาพอากาศหนาวเย็น แต่ ที่นี่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จะเห็นได้จากบริษัททัวร์ต่าง ๆ นั้น มีโปรแกรมทัวร์ไปประเทศ รัสเซีย อยู่ เกือบทุกบริษัท แม้จะเป็น แค่ทริปสั้น ๆ เล็ก ๆ แต่ก็มีผู้ใช้บริการอยู่อย่างต่อเนื่อง สถานที่ต่าง ๆ ที่บริษัททัวร์นิยมไปกัน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยว สำคัญมักจะเป็น สถานที่ที่มีความงดงามจากประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เช่น

 
พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) ที่ตั้งอยู่ที่ กรุงมอสโก ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์รัสเซีย ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมในแบบ บาโรก และ เป็นอดีตที่ยิ่งใหญ่จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม พระราชวังเครมลิน ก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 1837 ถึง 1849 ภายในพระราชวัง แห่งนี้ประกอบด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย มีกำแพงสูง 65 ฟุตรอบพระราชวัง มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต เป็นที่แขวนระฆัง ของพระเจ้าโบริสดูนอฟ เมื่อขึ้นไปอยู่บนหอคอย จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพ กรุงมอสโก ที่สวยงาม ได้อย่างชัดเจน บรรดาหอคอย หอสูง โดม ป้อมปราการเหล่านี้ เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมาต้อง จะเห็นเป็นสีทอง เปล่งปลั่ง สุกอร่าม งามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

 
จัตุรัสแดง (Red Square) เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ซึ่งจัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสกลางเมืองของของกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย จัตุรัสแดงมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 695 เมตร มีขนาดพื้นที่รวม 23,100 ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นจัตุรัสกลางกรุงมอสโกและทั้งประเทศรัสเซียเพราะถนนสายสำคัญทุกสายของกรุงมอสโกจะวิ่งตรงออกจากจัตุรัสแดงแห่งนี้ นอกจากนี้ จัตุรัสแดงยังเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์เบซิล และหลุมฝังศพของวลาดิมีร์ เลนิน อีกด้วย

 
 
 
มหาวิหารเซนต์บาซิล ( St.Basil Cathedral ) อีกสถานที่หนึ่งที่มีความงดงาม และ นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก มหาวิหารเซนต์บาซิล เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโกประเทศรัสเซีย มีความสวยงามและมีรูปทรงที่แตกต่างจากโบสถ์อื่น ๆ คือ มีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง รูปทรงของอาคารจึงเป็นรูป 8 เหลี่ยม และ เป็นการผสมผสาน ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณอันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับ สถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก มีลักษณะหอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ทำให้มีความงดงามแปลกตา และ น่าหลงใหลในมุมมองของผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ

 
 
 
        จากที่กล่าวมา ทั้งสามแห่งนั้นถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของประเทศรัสเซียกันเลยทีเดียว นอกจากทั้งสามแห่งจะมีความงดงาม แล้ว ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย หากเราได้มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศรัสเซียจึงไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมความงดงามของทั้งสามแห่ง ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว

 

สบัดชายกระโปรงสุดเร้าใจกับระบำฟลามิงโก

Written by jintana on May 31st, 2013. Posted in บทความ

 

 
             ฟลามิงโก หรือ ฟลาเมงโก (flamenco) เป็นชื่อเพลง ดนตรี และการเต้นรำทางภาคใต้ของประเทศสเปน มีประวัติความเป็นมาจากแคว้นอันดาลูซีอา
ซึ่งการเต้นฟลามิงโกนั้นได้ถูกพัฒนามาจากการเต้นรำของชาวอันดาลูซีอาและโรมานี ประวัติการแสดงของระบำฟลามิงโกนั้นปรากฏไม่ชัดเจนเท่าใดนัก
รู้เพียงว่าเริ่มมีการใช้คำว่าฟลามิงโก มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 และได้ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมต่าง ๆตั้งแต่ปี ค.ศ.1774
ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ด้วยจังหวะการเต้นที่เร้าใจ และสนุกสนาน รวมไปถึงการแต่งกายที่สวยงามด้วยสีสันจัดจ้าน
ของนักเต้นทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ของระบำฟลามิงโกที่ชวนหลงใหล

 

 
การระบำฟลามิงโกประกอบไปด้วย
– การร้อง เรียกว่า “กันเต”
– การเล่นกีตาร์ฟลาเมงโก เรียกว่า “โตเก”
– การระบำ เรียกว่า “ไบเล”
– การตบมือ เรียกว่า “ปัลมัส”

 
             นับได้ว่าระบำฟลามิงโกนั้นเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของประเทศสเปน ที่เป็นที่น่าจดจำของผู้มาเยือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.2010
องค์การยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO)
ได้ประกาศให้ฟลาเมงโกเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมบอกเล่าและมรดกวัฒนธรรมที่ไม่ใช่กายภาพของมนุษยชาติ

 

ตุ๊กตาคุณยายแห่งแดนหมีขาว

Written by jintana on May 30th, 2013. Posted in บทความ

          มาโตรชกา (Matryoshka) หรือตุ๊กตาแม่ลูกดก ของที่ระลึกเอกลักษณ์ประจำแดนหมีขาวอย่างประเทศรัสเซียนั้น ตามประวัติตุ๊กตาแม่ลูกดก หรือว่าตุ๊กตาคุณยาย เป็นข้อสงสัยถึงต้นกำเนิดว่ามาจากที่ใด บ้างก็ว่ามีต้นกำเนิดมาจากตุ๊กตาไม้ของเกาะฮอนชูที่ญี่ปุ่น ที่พระชาวรัสเซียได้แรงบันดาลมาต่อยอดในการทำ มาโตรชกา แต่บางกลุ่มก็กล่าวว่า พระชาวรัสเซียได้นำวิชาทำตุ๊กตาลักษณะนี้ไปจากญี่ปุ่น ทั้งยังนำไปประยุกต์เข้ากับศิลปะในท้องถิ่นจนกระทั่งเป็นตุ๊กตาแม่ลูกดกที่น่าตาน่ารักน่าเอ็นดูอย่างในปัจจุบัน

 


 
          ตุ๊กตาแม่ลูกดกเกิดขึ้นในรัสเซียราวปี ค.ศ.1890 โดยจิตรกรท่านหนึ่งนามว่า เซอร์เก มาลิวติน ที่ได้แรงบันดาลใจจากตุ๊กตาเทพเจ้าแห่งโชคชะตาทั้ง 7 ของญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้ที่ซ้อนกัน 7 ชิ้น ก่อนหน้าที่ตุ๊กตาแม่ลูกดกจะมีหน้าตาแบบที่เห็นในปัจจุบัน ก็มีการพัฒนารูปแบบ เปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์ให้ลงตัว ซึ่งแต่เดิมช่างฝีมือจะทำตุ๊กตาเป็นรูปไข่ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ หรือผลแอปเปิ้ลที่ระบายสีสดใส และทำขึ้นจากไม้เท่านั้น แต่ปัจจุบันเราอาจจะพบเห็นแบบที่เป็นพลาสติกอยู่บ้าง แต่ความคลาสสิกก็สู้ตุ๊กตาไม้ไม่ได้อยู่ดี

***Matryona หรือ Matriosha ในอดีตเป็นชื่อที่ชาวรัสเซียนิยมตั้งให้ลูกสาว ตุ๊กตาแม่ลูกดกจึงเป็นรูปผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดประจำท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่

 

Clown Wears Crown

Written by akiautumn on May 18th, 2013. Posted in บทความ

Clown Wears Crown

ตัวตลกผู้สวมมงกุฎ

Staying around in a fawning town

อันตัวเราอาศัยอยู่ในเมืองแห่งการเสแสร้ง

People surround with mask that they’re proud

อันตัวเราห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมายสวมใส่หน้ากากมายาเข้าหากัน

I’m a lockdown in the feigning crowd

อันตัวเราถูกจองจำโดยผู้คนที่คอยประจบสอพลอ

That I get it now and just pass it somehow

อันตัวเราก็เข้าใจเป็นอย่างดีและจะต้องผ่านพ้นไปให้ได้

With the crown I’m falling deep down

อันตัวเราถลำลึกลงไปเรื่อยๆ ในทุกคราที่สวมใส่มงกุฎ

Upside-down and crying so so loud

อันตัวเราระส่ำระส่ายวกไปวนมาและทำได้แค่ส่งเสียงสุดกำลัง

Underground trying to reach the cloud

อันตัวเราพยายามไขว่คว้าให้ถึงเมฆาจากใต้ผืนพิภพอันมืดมิด

And I found the mask that I’m proud

อันตัวเราก็ได้พบกับหน้ากากมายาอันแสนภาคภูมิในที่สุด

Pretending now as being a clown

อันตัวเราจำต้องเป็นตัวตลกแสดงบทบาทต่างๆ นาๆ

Running round to the way I’m bound

อันตัวเราจำต้องหลบหลีกหนีให้พ้นจากเส้นทางที่ถูกลิขิตไว้

In a freak town with people surround

อันตัวเราอาศัยอยู่ในเมืองอันแสนวิปลาศซึ่งห้อมล้อมด้วยผู้คนรอบกาย

With mask that they’re proud I get used to it now

อันตัวเรารู้สึกชินชากับหน้ากากมายาเหล่านั้นเสียแล้ว

But I just get by now while wearing a crown

อันตัวเราก็สามารถเอาตัวรอดได้ในขณะที่สวมมงกุฎอันงามสง่า

With mask that I’m proud to survive in this town

อันตัวเราจำต้องสวมใส่หน้ากากมายาเพื่อที่จะคงอยู่ต่อไปในเมืองแห่งนี้

บทความที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดีว่าคนเรานั้นนั้นล้วนบดบังตัวตนที่แท้จริงบิดเบือนเจตนารมณ์ของตนเองเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้ในสังคมนี้โดยสวมใส่หน้ากากมายาที่แต่ละคนรังสรรค์ขึ้นมาเป็นตัวตนอีกคนหนึ่งดำเนินชีวิตในแต่ละวันแสดงบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ราวกับบทละครก็ว่าได้

หุ่นละครในอุษาคเนย์

Written by warittha on May 17th, 2013. Posted in บทความ

ชัก – เชิด ให้เกิดเรื่องราว วัฒนธรรมการแสดงหุ่นละคร ในอุษาคเนย์

การแสดงหุ่นละครมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการแสดงหุ่นละคร ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ด้วยรูปแบบ สีสันและสะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันได้แก่

วาหยังกูลิต (Wayang kulit) หมายถึงการแสดงตัวหนังผ่านจอโดยใช้เงา ซึ่งเป็นการแสดงที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย       อินโดนีเซีย บรูไนและสิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า หนังตะลุง วาหยังกุลิตมีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “วาหยัง” (Wayang) สันนิษฐานว่าแปลงจากคำพื้นเมืองของชาวมาเลเซีย คือ คำว่า “บาหยัง” (Bayang) ซึ่งหมายถึงเงา ตัวหนังที่ใช้ทำจาก       หนังควายฉลุลวดลายลงบนตัวหนังและลงสีตกแต่งอย่างสวยงาม เนื้อหาที่ใช้ในการแสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากวาหยังกูลิตแล้ว ยังมีการแสดงในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น “Wayang golek” ซึ่งหมายถึงการแสดงหุ่นไม้ มีเครื่องแต่งกายคล้ายหุ่นหระบอก “wayang klitik” หมายถึงหุ่นทำจากไม้แบนๆ แล้วระบายสี และยังมี “wayang Topeng” ที่ไม่ได้ใช้หุ่นเชิดแต่ใช้คนใส่หน้ากากในการแสดง

โชก เต ปวย (Yok-thei-pwe) เป็นการแสดงหุ่นละครของประเทศพม่า เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอังวะ วัสดุทำจากไม้เนื้อเบา ใบหน้า มือ เท้า จะมีความละเอียดประณีตในการแกะสลัก มีการประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ในการเชิดหุ่นจะใช้สายชักจากด้านบน ผู้ชักหุ่นต้องมี   ทักษะความชำนาญเพื่อให้หุ่นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นพุทธประวัติ นิทานชาดก รามเกียรติ์   โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์นั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากไทยในสมัยอยุธยา

การแสดงหุ่นกระบอกของประเทศเวียดนาม มีความแตกต่างจากหุ่นเชิดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาในการแสดง โดยทำการแสดงเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมเกษตรกรรมบริเวณแม่น้ำแดงในสมัยราชวงศ์ลี้ปี ในปี ค.ศ. 1121 เป็นการแสดงหลังในน้ำบริเวณไร่นาหลังการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันคนเชิดหุ่นจะทำให้หุ่นกระบอกขยับด้วยเชือกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำและใช้ไม่ไผ่ยาวจากหลังเวที มีวงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบการแสดงในร่ม เนื้อหาในการแสดง มักแสดงเรื่องตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ปัจจุบันมีการแสดงเฉพาะที่โรงละครริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

การแสดงหุ่นละครในแต่ละภูมิภาค ผู้แสดงล้วนต้องใช้ความสามารถ ทักษะในการแสดงอย่างสูง และยังต้องใช้ความประณีตในการสร้างหุ้นขึ้นมาแต่ละตัว จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการแสดงหุ่นละครน้อยลง อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทำให้การแสดงหุ่นละครเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น หุ่นที่ไร้คนเชิด ก็เปรียบได้กับมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเพียงตัวหุ่นที่ไร้คนเชิด ที่รอวันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจากผู้สืบทอดรุ่นหลัง

 

อ้างอิง
กอมโดริ คอมปานี. 2554. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในเวียดนาม. แปลโดย อภิศรี นิรุตติปัญญากุล. พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
ปัญญา เทพสิงห์. 2548. ศิลปะเอเชีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สวยซ่อนเปรี้ยวกับชุดกี่เพ้า

Written by jintana on May 15th, 2013. Posted in บทความ

ชุดกี่เพ้ามีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644-1911) ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงรัชสมัยคังซี และหยงเจิ้น (ค.ศ.1662-1736) หลังจากนั้นได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามสไตล์ตะวันตกซึ่งสังเกตได้จาก แขน ปก ชาย การผ่าข้างและความสั้นยาวของชุด

ช่วงค.ศ. 1966-1976 ซึ่งเป็นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ชุดกี่เพ้าได้รับความนิยมลดน้อยลง จนแทบไม่มีใครสวมใส่เลย เพราะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ล้าสมัย แต่เมื่อช่วงเข้าสู่ยุคเปิดประเทศ ชุดกี่เพ้าก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากนั้นก็มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบหลายต่อหลายตามช่วงสมัยที่เปลี่ยนไป แต่การตัดเย็บชุดกี่เพ้านั้นก็ยังแสดงถึงศิลปะที่ผสานกันอย่างลงตัวในชุดของหญิงสาวที่ชาวจีนบอกว่าสาว ๆจีนและเอเซียสามารถสวมใส่ชุดกี่เพ้าได้สวยและงดงามมีเสน่ห์มากกว่าชาวตะวันตกที่หุ่นเซ็กซี่กว่าหลายเท่า

กี่เพ้าของเซี่ยงไฮ้นั้นมีความแตกต่างมากกับทางปักกิ่ง ซึ่งของเซี่ยงไฮ้จะมีความเป็นตะวันตกอยู่มาก การตัดเย็บที่เน้นสัดส่วนและการผ่าข้าง ส่วนของปักกิ่งจะดูเรียบร้อยและเป็นทางการมากกว่า ในช่วงปี ค.ศ.1935 ชุดกี่เพ้าได้ถูกตัดเย็บแบบเรียบร้อยมากจนมีชื่อเรียกว่า “กี่เพ้ารุ่นกวาดพื้น” (เส่าตี้ฉีเผา) เพราะถูกตัดเย็บแบบชายยาวลากพื้นและผ่าสูงแค่เข่า จากนั้นอีกประมาณ 3 ปี ชุดกี่เพ้าก็ได้ถูกวิวัฒนาการการเย็บให้เซ็กซี่มากขึ้นโดยการเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งและการผ่าข้างที่สูงขึ้นมาถึงน่องและปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน

ชุดกระโปรงสวย ๆประจำชาติเกาหลี

Written by jintana on May 14th, 2013. Posted in บทความ

สาธารณรัฐเกาหลี หรือประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นพันปี สิ่งต่าง ๆถ่ายทอดออกมาทางโบราณสถาน ที่ถึงแม้จะเหลือร่องรอยไม่มากนัก เพราะคนเกาหลีเคยถูกญี่ปุ่นยึดครองกว่า 30 ปี และถูกบังคับให้ลืมวัฒนธรรมของตนเอง ในช่วงนั้นแม้กระทั่งภาษาก็ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสาร แต่ที่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็ยังสามารถแสดงให้ทุกคนรู้จักประเทศนี้ได้ดี แรงกดดันที่ต้องอยู่แบบไม่มีชาติเป็นของตนเอง ทำให้คนเกาหลีมีความพยายามฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เป็นสิ่งหลายอย่างให้เราจดจำประเทศนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ภาษา การแต่งกาย สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร เป็นต้น

การแต่งกายในชุดประจำชาติของเกาหลี เป็นสิ่งที่สวยงามและดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว ชุดนี้มีชื่อเรียกง่าย ๆว่า “ฮันบก” ซึ่งมีทั้งแบบของผู้ชายและผู้หญิง ในชุดฮันบกจะประกอบไปด้วย “ชอกอรี” คือ เสื้อคล้ายแจ๊คเก็ต ของผู้ชายนั้นจะสั้นกว่าของผู้หญิง ส่วนกระโปรงของผู้หญิงจะเรียกว่า “ชีมา” ส่วนกางเกงของผู้ชายเรียกว่า “พาจี” และมีเสื้อคลุมยาวอีกชั้นที่เรียกว่า “ทูรูมากี”

ปัจจุบันคนเกาหลีไม่นิยมสวมใส่ชุดฮันบกแล้ว เว้นเสียแต่ในผู้สูงอายุที่มีฐานะดี หรือตามงานแต่งงานและงานศพ ชุดฮันบกจะตัดด้วยผ้าป่าน ผ้าฝ้ายมัสลิน ผ้าไหม ผ้าแพร แล้วแต่สภาพภูมิอากาศ จะถูกตัดเย็บด้วยสีสันที่สดใส ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมด้วยปิ่นปักผม พู่ประดับชุด พัด หมวก รองเท้า ทำให้ผู้สวมใส่ดูงดงามและมีเสน่ห์ชวนมอง

ปยู ชนชาติผู้สร้างรากฐานทางสถาปัตยกรรมของพม่า

Written by warittha on May 14th, 2013. Posted in บทความ

สหภาพพม่า เป็นประเทศทางฝั่งทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชนกลุ่มน้อยอันหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในต้นกำเนิดของชนชาติชาวพม่านั้นก็คือ ชนชาติ พะยู หรือ ปยู

ชาวปยู (เรียกแบบจีนว่า เปียว P-iao ปรากฏอยู่ในเอกสารจีน) เป็นชนชาติที่มีหลักฐานว่าอาศัยอยู่ในประเทศพม่ามาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 10 ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพลงมาจากเทือกเขาทิเบต มีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กับชาวพม่า แต่มีนักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน และยังพบหลักฐานว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ชาวปยูบางส่วนได้อพยพไปอาศัยอยู่รวมตัวกับชาวพม่าแถบที่ราบรอบๆ เมืองพุกาม มีหลักฐานว่า ชาวปยูตั้งชุมชนเป็นบ้านเมืองและอาณาจักรที่มีกษัตริย์ปกครอง เช่นที่เมืองโบราณศรีเกษตร อาณาจักรนี้ได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวทางวัฒนธรรมอินเดีย ที่แผ่ลงมายังตอนกลางและตะวันตกของแหลมอินโดจีน โดยสันนิษฐานว่า ชื่อ เมืองศรีเกษตร อาจได้มาจากชื่อเมืองโบราณในอินเดีย คือเมืองปุรี ในแคว้นโอริสสา เมืองศรีเกษตรปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแปร นอกจากนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังพบหลักฐานการก่อตั้งชุมชนของชาวปยูในเมืองเบคถาโนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกามประมาณ 100 กิโลเมตร และเมืองฮาลิน อยู่ทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่จะเสื่อมไปเนื่องจากถูกกลุ่มคนไตจากน่านเจ้ายกกองทัพลงมาตีและกวาดต้อนผู้คนชาวปยูไปอยู่ที่เมืองจาตุง ตอนใต้ของจีนบริเวณเมืองคุณหมิงปัจจุบัน

หลักฐานทางสถาปัตยกรรมของชาวปยูซึ่งเชื่อว่าเป็นรากฐานของงานสถาปัตยกรรมของชนชาติพม่า พบที่เมืองศรีเกษตร ได้แก่ เจดีย์ขนาดใหญ่แบบก่อตัน เป็นเจดีย์ทรงระฆังชื่อว่าเจดีย์บอบอจี (Bawbaw Gyi) และเจดีย์ปะยาจีย์ (Pya Gi) ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา อันได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์ธรรมยันสิกะ และเจดีย์วิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างจากอิฐ ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างเจดีย์ก่อตันและอาคาร (วิหาร) ที่เข้าไปใช้สอยพื้นที่ภายในในการประกอบพิธีกรรมได้ เจดีย์วิหารที่สำคัญ ได้แก่ วิหารเบเบจี (Bebe Gyi)และวิหารเลเมียทนา (Limyethna) อาคารลักษณะนี้เชื่อว่าพัฒนาไปเป็นเจดีย์วิหารที่มีขนาดใหญ่ในสมัยพุกามต่อมา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานงานประติมากรรมที่ทำจากหินสลัก ประติมากรรมดินเผาซึ่งพบว่าเป็นดินชนิดเดียวกับอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและเจดีย์ ประติมากรรมสำริด โดยมีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ประติมากรรมสำริดกลุ่มนักดนตรีและนักเต้นรำ โดยที่ท่ารำนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดียอย่างใกล้ชิด

จากหลักฐานที่พบ จึงนับได้ว่าชนชาติปยู เป็นชนชาติที่มีความสำคัญในการวางรากฐานงานสถาปัตยกรรมให้กับผู้คนยุคหลังของพม่าเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียนำมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของตนอย่างเหมาะสม

อ้างอิง

ภภพพล จันทร์วัฒนกุล. 2554. ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ยอร์ช เซเดซ์. 2525. ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน. แปลโดย ปัญญา บริสุทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ข้อมูลภาพ

รูปที่ 1  แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของชาวปยู

รูปที่ 2 แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร เทียบกับแผนที่ในปัจจุบัน

รูปที่ 3 มหาธรรมเจดีย์ บอบอจี ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองศรีเกษตร ซึ่งอยู่ในเขตเมืองแปรของพม่า ในปัจจุบัน ลักษณะของเจดีย์สร้างด้วยอิฐ มีฐานกลมรองรับ มีความสูงถึง 42 เมตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา

รูปที่ 4 มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์แบบก่อตันในสมัยพุกาม จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบที่ปรับมาจากเจเดีย์ในสมัยปยู

รูปที่ 5 (ซ้าย) วิหารเบเบจี (Bebe Gyi) และ (ขวา) วิหารเลเมียทนา (Limyethna) วิหารสมัยปยู พบในอาณาจักรศรีเกษตร ต้นแบบของเจดีย์วิหารสมัยพุกามและยุคหลังๆ

รูปที่ 6 วิหาร อานันทเจดีย์

รูปที่ 7 ระฆังสัมฤทธิ์ ค้นพบใกล้เจดีย์ปยะมะ เมืองศรีเกษตร ศ.ปยุ (พม่าตอนต้น)