การร่วมโต๊ะกับคนเกาหลี

Written by jintana on June 13th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศเกาหลีใต้เป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเซียที่ยังเคร่งเรื่องมารยาทและประเพณีเดิมอยู่มาก มารยาทสำหรับคนเกาหลีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ยิ่งถ้าเป็นการปฏิบัติตนกับผู้อาวุโสกว่ายิ่งสำคัญ และไม่ควรทำผิดพลาด การรับประทานก็เป็นมารยาททางสังคมที่ควรศึกษาไว้เพื่อการเข้าสังคม

อุปกรณ์ที่คนเกาหลีใช้ในการรับประทานอาหารจะมีช้อนไว้ตักข้าว และตะเกียบไว้คีบกับข้าว สิ่งสำคัญที่ห้ามทำเด็ดขาดก็คือการปักช้อนหรือตะเกียบลงไปกลางถ้วยข้าว เพราะคนเกาหลีถือว่าเป็นการเรียกวิญญาณมากินข้าว ในระหว่างที่ทานข้าวห้ามยกถ้วยข้าวขึ้นมาเด็ดขาดเพราะเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติผู้ร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งต่างจากคนที่ญี่ปุ่นที่ต้องยกถ้วยข้าวเวลาทานข้าวเพราะจะแสดงถึงความขยันในการทำงาน เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารควรรอให้ผู้ที่มีอายุมากกว่าหยิบช้อนและตะเกียบขึ้นมารับประทานอาหารก่อน และเมื่อรับประทานเสร็จก็ควรวางช้อนและตะเกียบทีหลังผู้อาวุโสกว่าเช่นกัน ขณะที่รับประทานอาหารอย่าถือช้อนและตะเกียบในมือเดียวกัน ให้หยิบใช้ทีละอย่างและห้ามวางช้อนและตะเกียบในชามหรือจานใด ๆ และเมื่อรับประทานเสร็จก็ให้วางช้อนและตะเกียบไว้ในที่เดิม

คนเกาหลีจะชอบดื่มโชจู(เหล้า)ระหว่างการรับประทานอาหาร การรินเหล้านั้น เมื่อรับเหล้าจากผู้ใหญ่ต้องรับด้วยสองมือและต้องรินเหล้าให้ผู้ที่ให้เหล้าเราด้วย ขณะที่ดื่มผู้อายุน้อยกว่าต้องหันหน้าออกจากผู้อาวุโสตอนที่ตนเองดื่มเหล้า ห้ามดื่มต่อหน้าเด็ดขาด

รู้หรือไม่กับเทศกาลตรุษจีน

Written by blogger on June 12th, 2013. Posted in บทความ

เทศกาลตรุษจีน หรือ ปีใหม่จีนหลายๆคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะ ในประเทศเรามีคนไทยเชื้อสายจีนมากมาย และ ประเทศเรากับประเทศจีน ต่างก็มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน ประเทศไทยเองก็รับวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประเทศจีนมาหลายอย่างจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันก็มี ในเทศกาลตรุษจีนนั้น ชาวจีนจะมีการเตรียมของไหว้ต่างๆ ซึ่งมีทั้งของคาว ของหวาน และ เครื่องไหว้อื่น ๆ อีกมากมาย ทีเราเคยเห็น ๆ กัน เช่น กระดาษเงิน กระดาษทอง ที่พับเป็นรูปทรงต่าง ๆ ซึ่ง เรารู้หรือไม่ว่า ความหมายของกระดาษเหล่านั้นคืออะไร

กระดาษเงินกระดาษทอง ที่เราเห็นตอนเทศกาลตรุษจีนนั้น หรือ ตามร้านที่ขายเครื่องพิธีต่าง ๆ มีชื่อเรียกต่าง ๆกันไปและยังมีความหมายที่ไม่เหมือนกันตามที่แนะนำให้รู้จักคร่าว ๆ ดังนี้

เทียงเถ่าจี๊ (天頭錢) เป็นกระดาษเงินกระดาษทองชิ้นใหญ่ มีกระดาษแดงตัดเป็นลายตัวหนังสือว่า “เผ่งอัง” เป็นคำอวยพร แปลว่า ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีโชคมีลาภ ให้พระเจ้าคุ้มครองใช้สำหรับไหว้พระแม่กวนอิม เจ้าที่ ปึงเถ่ากงม่า แปะกง ทีตี่แป่บ้อ (เทพยดาฟ้าดิน)และองค์เทพเจ้าต่างๆทุกพระองค์ ยกเว้นสัมภเวสี และบรรพบุรุษ

 

กิมจั้ว หรือ กิมหงิ่งจั๊ว เป็นกระดาษเงินกระดาษทอง ใช้สำหรับไหว้บรรพบุรุษ และคนตาย โดยตามธรรมเนียมจะใช้ดังนี้ คนตายใหม่ๆที่ไม่เกิน 3 ปี จะใช้ไหว้ 24 แผ่นต่อ 1 ครั้ง บรรพบุรุษจะใช้ไหว้ 48 ใบ ต่อ 1 ครั้ง ถ้าหากต้องการให้เผาง่ายก็ต้องมีรูปดอกไม้ด้วย

 

กิมเต้า หงิ่งเต้า หรือ ค้อซีเต้า(金斗銀斗) หมายถึง ถังเงินถังทอง เปรียบเสมือนถังเงินถังทองใช้ไหว้เจ้าเพื่อขอเงินขอทองขอโชคลาภ ใช้ไหว้ตี่จู่เอี๊ย ไฉ่ซิ้งเอี๊ย ไท้ส่วยเอี๊ย พระแม่กวนอิม ทีตี่แป่บ้อ แป๊ะกง ปึงเถ่ากง ปึงเถ่าม่า เซี๋ยอ๊วงกง(เจ้าพ่อหลักเมือง)เป็นประเพณีนิยมแบบจีนแต้จิ๋ว

 

กิมเตี๊ยว หรือกิมตุ้ง (金條) ลักษณะเหมือนทองแท่ง ใช้ไหว้บรรพบุรุษ อย่างน้อยการใช้ไหว้บรรพบุรุษ จะไหว้แบบ 8 แท่งขึ้นไปเท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์เฉพาะบรรพบุรุษ ส่วนคนตายจะเป็น 4 แท่ง แต่ให้ไหว้ 4 ชุดขึ้นไป เปรียบเสมือนทองที่อยู่บนโลกมนุษย์

 

กิมฮวย เป็นการไหว้เพื่อขอพรจากเทพทุกพระองค์ ในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์จะไหว้คู่กับอั่งติ๋ว ถือว่าเป็นการไหว้เจ้าที่ตี่จู่เอี๋ย กุ๋ยจื๊อบ่อ เทียนโห่วเซี่ยบ้อ กิมกวงเล่าอ๊วงบ้อ ซำเปาฮุกโจ้ว (ซำเสี่ยจู่ฮุก)เทียนตี่แป่บ้อ ฮั่วท้อเซียนซือ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย ไท้ส่วยเอี๊ย ส่วนมากการไหว้ด้วยกิมฮวยจะมีการปักบนส้ม และถวายแด่องค์เจ้า เพื่อถือเป็นขององค์เจ้า

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงเกร็ดคร่าวๆ ของเครื่องประกอบพิธีในการไหว้ในเทศกาลตรุษจีนตามธรรมเนียมของชาวจีนที่เราเห็นกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราเพราะคนไทยกับคนจีนต่างก็เหมือนพี่น้องกันอยู่แล้ว และ นอกจากวัฒนธรรมของจีนที่เรารับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในปัจจุบันแล้ว ภาษาจีนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องให้ความสนใจเพราะเมื่อประเทศเราเข้าอาเซียนแล้วนั้น เรื่องของภาษาก็จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

 

ดินแดนแห่งความฝัน

Written by blogger on June 11th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศฝรั่งเศส เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยเรามาอย่างยาวนาน และ ประเทศฝรั่งเศสเองก็มีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน ทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีศิลปินหรือจิตรกร ดัง ๆ มากมาย เป็นแหล่งความล้ำสมัยในเรื่องของแฟชั่น ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนในอีกด้วย

ชาวฝรั่งเศสนั้นสืบเชื้อสายมาจากพวกโกลในศตวรรษที่ 1จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ชื่อประเทศ Franceมาจากคำว่าแฟรงก์เช่นกัน) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่มีบันทึกว่าเริ่มในศตวรรษที่ 5เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 843 ก็มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี ราชสำนักฝรั่งเศสขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งในยุคนี้ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่อยุโรปเป็นอย่างมากฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1792 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ หลังจากนั้นนโปเลียน โบนาปาร์ตได้ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิและรุกรานประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป เมื่อ นโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สองแต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนได้ยึดประเทศและตั้งจักรวรรดิที่สองอีกครั้ง และ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง ทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิฝรั่งเศสมีพื้นที่ใหญ่มาก โดยช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ถึง 30 ซึ่งมีกว่า 12,898,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศสได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง ปัจจุบันใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี (เรียกยุคสาธารณรัฐที่ห้า) ทศวรรษที่ผ่านมาฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นผู้นำของการรวมตัวตั้งประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

จากประวัติศาสตร์คร่าว ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงที่มาของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในแต่ละยุดนั้นมีรายละเอียดต่างๆ และมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มีช่วงที่รุ่งเรือง มีช่วงที่ตกต่ำ แต่ทั้งหมดก็เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายและบางสิ่งก็ยังดำรงคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของพระราชวังแวร์ซายน์  หรือ พิพิธภัฑ์ลูฟ แหล่งเก็บโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามากมายจากหลายๆแห่งรวมถึง ผลงานภาพเขียนอันลือชื่อของจิตรกรชาวฝรั่งเศสในยุคต่าง ๆ  นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบัน ประเทศฝรั่งเศสได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของวงการแฟชั่น และ ความงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีความน่าคนหาทั้งชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และ ภาษา เป็นเมืองที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากไปสักครั้งในชีวิต

นอกจากเรื่องของแฟชั่นที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ภาษาของประเทศฝรั่งเศสก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องด้วยเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสำเนียงที่ไพเราะ  ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศได้มีการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสในหลักสูตรภาคบังคับและมีทั้งวิฃาหลักและวิชาเลือก จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่เพียงเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น หากคุณได้มีโอกาสเดินทางไปสักครั้งคุณจะพบว่าที่กล่าวว่า “ดินแดนแห่งความฝัน” นั้นไม่เกินความจริงเลย

ภาษาพาเพลินเจริญสัมพันธไมตรี

Written by blogger on June 10th, 2013. Posted in บทความ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน ภาษาเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน และ เป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เช่น การติดต่อทั่ว ๆ ไป การศึกษา การค้าขาย หรือ การติดต่อระดับรัฐบาล ดังนั้น ภาษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคนี้ หากเราได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศ แน่นอนว่าเราย่อมต้องสงสัยและมีความอยากรู้ว่า ประเทศที่เราไปนั้นเขาใช้ภาษาอะไร พูด เขียน อย่างไร หลาย ๆ คน อาจศึกษาข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนการเดินทาง หรือ มีหนังสือคู่มือเกี่ยวกับการเดินทางไปยังประเทศนั้น ๆ ติดมือไปด้วย บางคนอาจใช้เทคโนโลยีประเภทเครื่องแปลภาษาติดตัวไปเพื่อช่วยในการเดินทาง เป็นต้น

และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าในภูมิภาคของเรากำลังจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของ “อาเซียน” และ ยังรวมเอาอีก 3 ประเทศที่เป็นมิตรที่ดีกับเรามารวมด้วย จึงทำให้ความหลากหลายของภาษามีมากยิ่งขึ้น เพราะทุกประเทศมีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งการพูด การเขียน แม้ว่าในบางประเทศอาจมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาษาของแต่ละประเทศนั้น มีความสำคัญเพราะหากเราสามารถสื่อสารภาษาของแต่ละประเทศที่เราไปเที่ยวหรือติดต่ออื่น ๆ ก็สามารถสร้างความประทับใจ หรือ เราเองที่เข้าใจความหมายในสิ่งที่ผู้คนประเทศนั้นต้องการสื่อสารกับเรา

อันทีจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำการศึกษาในภาษาของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ประเทศเรา อาจเริ่มจากคำง่าย ๆ เช่น คำทักทาย อย่างบ้านเราใช้คำว่า “สวัสดี” ประเทศลาว ใช้คำว่า “ซำบายดี” พม่าใช้คำว่า “มิงกะลาบา” และเวียดนามใช้คำว่า “ซิน จ่าว”
ด้วยคำทักทายง่าย ๆ ในภาษาของแต่ละประเทศที่เราได้ไปเที่ยวหรือติดต่อค้าขายกัน ก็สามารถทำให้ผู้ที่เราไปติดต่อนั้นมีความรู้สึกประทับใจ ชื่นชม และ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเราในการที่เราต้องการเป็นมิตรกับเขาด้วย

กล่าวได้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก เป็นเครื่องมือที่เราต้องแสวงหาจากตำราต่างๆ หรือ ไปเรียนรู้จากเจ้าของภาษา เป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาได้จากตัวเราเอง และ ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการที่เราต้องติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย เพราะ ภาษาดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง นอกจากนั้น ภาษาเอง ยังบ่งบอกถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมในแต่ประเทศ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสวยงามในเรื่องตัวอักษร มีความไพเราะของเสียงตัวอักษร มีความมหัศจรรย์ที่สามารถทำให้ผู้คนทั่วโลกติดต่อกันได้ด้วยภาษาเสมือนเป็นพี่น้องกัน

แวะกรุงโรมชมศิลปะที่มิลาน

Written by jintana on June 9th, 2013. Posted in บทความ

        ประเทศอิตาลีเป็นประเทศหนึ่งที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด เสน่ห์ของอิตาลีคือความไม่เร่งรีบของคนในประเทศ บวกกับบรรยากาศที่ชวนฝันสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ภาพเขียนในยุคโบราณแสนคลาสสิก ความแตกต่างอย่างชัดเจนทำให้ผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนประเทศอิตาลีล้วนอยากกลับมาอีกครั้งเพื่อดื่มด่ำกับความงามเหล่านี้
        มิลาน หรือ มิลาโน(Milano) เป็นเมืองหนึ่งในอิตาลีที่นักท่องเที่ยวชอบจะมาเยือนไม่แพ้โรมหรือเวนิส มิลานมีชื่อเสียงด้านแฟชั่นและศิลปะที่ได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับ ปารีส ลอนดอน นิวยอร์กและโรม เยี่ยมชมจิตรกรรมฝาผนัง “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” ที่เขียนโดย ลีโอนาโด ดาวินชี ในหอฉันของคอนแวนต์ ที่โบสถ์ซานตามาเรีย เดอ กราซี (Santa Maria delle Grazie) แวะชมศิลปะแบบโกธิคที่วิหารดูโอโม่(Duomo Cathedral) สถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 500 ปี สามารถจุคนได้ 40,000 คน เป็นสิ่งก่อสร้างในยุคโรมันรุ่งเรือง
        กรุงโรม(Rome) เป็นเมืองหลวงของอิตาลีที่ในอดีตเคยเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและมีบทบาทมากที่สุดในอารยธรรมตะวันตก กรุงโรมมีสิ่งก่อสร้างที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตอย่าง โคลอสเซียม(Colloseum) สนามกีฬากลางแจ้งใจกลางกรุงโรม และพระราชวังวาติกัน (Vatican Palace) เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตปาปาประมุขฝ่ายศาสนาคริสต์ นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของศาสนาคริสต์

 

เยือนมิวนิกเยี่ยมเมืองไส้กรอก

Written by jintana on June 8th, 2013. Posted in บทความ

 
        มิวนิก (Mumich) นับว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเมื่อมาถึงเยอรมัน เสน่ห์ของเมืองนี้เขาว่ากันว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกที่แขวนเรียงรายยั่วน้ำลายไส้กรอกเลิฟเวอร์ หรือการจิบเบียร์กับบรรยากาศที่ชิล ๆ ในเมืองที่หลายล้อมไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมที่งดงาม

สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงมิวนิก อย่างแรกก็คือ เฟราอินเคียเชอ (The Frauenkirche) โบสถ์พระแม่มารีรูปทรงหัวหอมคู่ที่สามารถขึ้นข้างบนเพื่อชมทิวทัศน์ที่สวยงามรอบโบสถ์ได้นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของมิวนิกอีกอย่างหนึ่ง ต่อไปก็คือลานกว้างที่เป็นหัวใจของมิวนิกนั้นก็คือ จัตุรัสมาเรียน (Marienplatz) จุดเด่นของที่นี้ก็คือ หอระฆังที่มีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำทุก ๆ 11 โมงเช้าในฤดูหนาว และ 5 โมงเย็นในฤดูร้อน ถัดไปอีกนิดมีตลาดสดโบราณที่ถูกค้นพบเมื่อปี1807 ชื่อว่า ตลาดวิคทัวเลียน (Viktualienmarkt) แน่นอนว่าเมื่อมาถึงมิวนิกแล้วก็ควรจะแวะเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงามอย่าง เรสซิเดนซ์ (Residentz) พระราชวังที่มีห้องมากถึง 130 ห้อง เป็นที่จัดแสดง ภาพเขียน เครื่องเคลือบ เครื่องเงิน และเฟอร์นิเจอร์ จุดเด่นของที่นี้คือห้องโถงสไตล์เรอเนสซองส์อันสวยงามควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างยิ่ง อีกสองสถานที่ที่จะทำให้เราดื่มด่ำไปกับความสวยงามของสถาปัตยกรรมในมิวนิกก็คือ พระราชวังนิมเฟนบูร์ก (Nymphenburg Palace) ชม Gallery Beauties ที่แสดงจัดแสดงภาพวาดสาวงาม 36นางในสังคมมิวนิกของพระเจ้าลุดวิกที่ 1และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติบาวาเรีย (Bavarian National Museum) ที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมของยุโรปในยุคต่าง ๆ สุดท้ายชมโรงเบียร์เก่าแก่ชื่อดังในมิวนิกอย่างฮอฟบราวเฮ้าส์ (Hofbrauhauss) ที่คนรักเบียร์ไม่ควรพลาด

 

Common Mistakes

Written by akiautumn on June 7th, 2013. Posted in บทความ

common-mistakes

คนไทยเข้าใจแต่ฝรั่งงง!?

     คิดว่าคงมีใครหลายคนทีเดียวล่ะที่ก่อนจะเขียนประโยคภาษาอังกฤษแต่ละทีจะต้องร่างให้เป็นภาษาไทยหรือคิดเป็นภาษาไทยซะก่อนแล้วค่อยลงมือแต่งประโยคนั้นให้เป็นภาษาอังกฤษ

     ซึ่งหลายๆครั้งประโยคที่ถูกต้องในภาษาไทยก็ไม่สามารถนำมาแปล “แบบตรงตัว” ให้เป็นประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกต้องได้

 

“Because I came to work 2 hours late today, so I got a warning from my boss.”

“เพราะว่าฉันมาทำงานสายไป 2 ชั่วโมง ฉันจึงถูกเจ้านายตักเตือน”

 

      ใครที่คิดว่าประโยคนี้ถูกแล้วบ้างงงง ขอบอกว่าประโยคนี้ “ผิด” อย่างแรง

ในภาษาไทย เราใช้คำเชื่อม “เพราะ…จึง” เพื่อแสดงความเป็นเหตุ และ ผล แต่กับใช้ไม่ได้ในภาษาอังกฤษ เพราะคำว่า “Because” เมื่อใช้ขึ้นต้นประโยคแล้ว (ตามตัวอย่าง) ก็ไม่ต้องใส่ “So” เข้าไปอีก แต่ถ้าอยากจะใช้ละก็ ให้เลือกใช้แค่คำใดคำหนึ่งไปเลย เนื่องจาก “because” และ “so” ให้ความหมายในเชิงเหตุ – ผล

 

เช่น

“Because I came to work 2 hours late today, I got a warning from my boss.” หรือ

“I came to work 2 hours late today, so I got a warning from my boss.”

 

      ในทำนองเดียวกันยังมีรูปประโยคที่คล้ายๆกันอย่างประโยคข้างบนนี้ที่ทำให้เราใช้ผิดกันบ่อยๆเพราะความคุ้นเคยที่เราใช้ในภาษาไทย ตัวอย่างเช่น

 

“Although Jim is very handsome, but he cannot find a girlfriend.”

“ถึงแม้ว่าจิมจะหน้าตาดี แต่เค้าก็หาแฟนไม่ได้”

 

      แบบนี้ก็เหมือนกับ “Because” ซี่งในภาษาไทยจะใช้ “ถึง (แม้ว่า) … แต่” แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นประโยคภาษาอังกฤษ เมื่อมี “Although” ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ “but” อีก แต่ให้เลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

*อย่าลืมนะว่า

Because no “so”

Although no “but”

ถ้าจะใช้ “Because” ก็ไม่ต้องใช้ “So”

และ

ถ้าจะใช้ “Although” ก็ไม่ต้องใช้ “But”

 

ขอให้สนุกกับภาษาอังกฤษนะครับ 🙂

Reference: dict.longdo.com

 

นัต ความเชื่อทางจิตวิญญาณของชาวพม่า

Written by warittha on June 6th, 2013. Posted in บทความ

ภาพวาดมิงมหาคีรินัต เป็นนัตหลวง 1 ใน 36 ตน มีกำเนิดในแถบตะกองในเขตพม่าตอนเหนือ

มิงมหาคีรินัตมีวงศ์นัตทั้งหมด 7 ตน ได้แก่ ภรรยา 1 ตน น้องสาว 2 ตน ลูกชาย 2 ตนและหลานสาว 1 ตน

 

ประเทศพม่าได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศานาและพุทธเจดีย์ พุทธศาสนิกชนชาวพม่าต่างให้ความเคารพในพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญและเป็นที่พึ่งแห่งกุศล แต่ภายใต้ร่มเงาแห่งพุทธศาสนานั้น สังคมพม่ายังคงแฝงกลิ่นอายความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาผีเป็นมูลเดิมอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรียกกันว่า “นัต” นัต นั้น ปราชญ์ชาวพม่าเชื่อว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า “นาถ” ในภาษาบาลี หมายถึงผู้เป็นที่พึ่ง ตามตำราว่าด้วยนัตของพม่ามักจัดแบ่งนัตออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นัตพุทธ นัตใน และนัตนอก กล่าวคือ นัตพุทธ คือนัต 37 ตน ที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์พุทธศานา นัตใน หมายถึง นัต 37 ตนที่ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตกำแพงพระเจดีย์ชเวดากอง ณ เมืองพุกาม มีทั้งนัตที่ปรากฏชื่อในศาสนาฮินดู 15 ตน เช่น ท้าวจตุมหาราชหรือนัตประจำทิศทั้ง 4 และนัตท้องถิ่นอีก 22 ตน นัตนอก คือนัตที่กำหนดให้อยู่นอกกำแพงพระเจดีย์ชเวดากอง สถิตย์อยู่เฉพาะในศาล มี 37 ตน โดยความเชื่อของชาวพม่า ให้พระอินทร์ซึ่งเป็นเทวราชอยู่ในกลุ่มของนัตนอก ส่วนอีก 36 ตน เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายร้ายและเป็นที่นับถือของชาวพม่าทั่วไปและมีหลากหลายชนชั้น บทบาทของนัตในความเชื่อของพม่าดั้งเดิมมีความสำคัญถึงระดับร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองพุกามในยุคแรกๆ จนได้รับความสำคัญเป็นถึงมิ่งเมือง สันนิษฐานว่าในช่วงยุคของพระเจ้าอโนรธา การรับพระพุทธศาสนาจากภายนอกได้ทำให้นัตในคติความเชื่อพื้นถิ่นถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงนัตที่คอยพิทักษ์รักษาพุทธศาสนา อาทิ อารักษ์พระเจดีย์ แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านก็มิได้ละความเชื่อเรื่องนัตลง ยังคงมีการเซ่นไว้นัตกันภายในบ้าน มีการอัญเชิญนัตประทับทรงในพิธีบวงสรวงนัต ร่างทรงนัตจึงยังคงมีบทบาทสืบทอดมาแทบไม่ขาดสาย ส่วนชาวพม่าที่ไม่พึ่งนัตนั้น แม้อาจจะปฏิเสธพิธีกรรมเซ่นสรวงนัต แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธอำนาจนัตอย่างสิ้นเชิง สังคมพม่าจึงเป็นสังคมพุทธที่แฝงอยู่ด้วยความเชื่อเรื่องนัตระคนกัน

 

อ้างอิง
สุเนตร ชุตินธรานนท์. 2555. พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทรรศนะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

 

กะปิ น้ำปลา เครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวอาเซียน

Written by warittha on June 5th, 2013. Posted in บทความ

Petis udang กะปิเคยของอินโดนีเซีย นำมาเป็นน้ำจิ้มกับเต้าหู้ทอด

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าว เป็นอาหารหลักของวัฒนธรรมการบริโภคของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อมีข้าวก็ต้องมีกับข้าวเป็นของคู่กัน เครื่องปรุงรสให้กับข้าวมีรสชาติกลมกล่อมจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแม้เมนูกับข้าวในแต่ละท้องที่ของภูมิภาคนี้จะมีความแตกต่างหลากหลาย แต่เครื่องปรุงรสที่ทุกครัวเรือนจะขาดไม่ได้ นั่นก็คือ กะปิ และน้ำปลา กะปินั้น ในภาษาพม่าเรียก “งาปิ” และพม่าใช้ “งาปิ” ในน้ำพริกนานาชนิดเช่นเดียวกับไทย ในภาษาฟิลิปปินส์เรียกกะปิว่า “บาโกอุง” (Bagoong) และในภาษาอินโดนีเซียน เรียกว่า “ตราสซี” (Trassi) ส่วนน้ำปลาก็ใช้กันอยู่ในวัฒนธรรมสังคมต่างๆ ของเอเชียอาคเนย์ในเวียดนามเรียกน้ำปลาว่า “เนื้อก หม่ำ” (Nuocmam) และในฟิลิปปินส์เรียกว่า “ปาตีส” (Patis) เมื่อมองผ่านอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทในวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์เป็นลำดับชั้นขึ้นลงไปแล้ว จะเห็นว่ามีอาหารหลักและส่วนประกอบอาหารที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมาก่อนตั้งแต่ดั้งเดิม แม้ในศาสนาอิสลามจะห้ามอาหารหมัก แต่ชาวอินโดนีเซียโดยเฉพาะชาวชวาซึ่งรับอิทธิพลศาสนาอิสลามน้อยมาก หรือรับแบบ Syncretism1 ก็ยังมีน้ำปลาเรียกว่า “เปอตีส” (Petis) เหมือนน้ำปลาในฟิลิปปินส์และมีน้ำพริกกะปิเหมือนไทย เรียกว่า “ชามบาล ตราสซี ลาลาบัน” (Sambal Trassi Lalaban) หรืออย่างเช่นฟิลิปปินส์ที่ได้รับอิทธิพลสเปนมาหลายร้อยปีและยังตามมาด้วยอิทธิพลวัฒนธรรมอเมริกัน อาหารฟิลิปปินส์หลายอย่างมีความคล้ายในส่วนประกอบและชื่อไปในทางอาหารสเปน แต่เวลารับประทานอาหารชาวฟิลิปปินส์จะใช้ข้าวเป็นหลัก กับข้าวที่มีอิทธิพลวัฒนธรรมสเปน เช่น สตูว์ (Coldereta) หรือ ไก่ถอดกระดูกใส่ไส้ทอด (Relleno) ใส่บนข้าว แล้วใช้กะปิ บาโกอุงและน้ำปลาปาตีสแต่งรสโรยหน้าอาหารในจานอีกทีหนึ่ง หรือเมื่อย่างปลาแล้ว ชาวฟิลิปปินส์จะเสิร์ฟปลาย่างกับกะปิบาโกอุงให้รับประทานกับข้าว เป็นต้น

หมายเหตุ: Syncretism หมายถึงการรับวัฒนธรรมจากผู้ใดหรือเขตใดก็ตาม รูปลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถูกนำเข้ามาจะต้องมีการผสมปนกับวัฒนธรรมเดิมแล้วเกิดเป็นขึ้นของใหม่ขึ้น เกิดเป็นการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม
อ้างอิง
กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. 2540. สรุปผลการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “วัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ : ความคล้ายคลึงในวิถีชีวิต”. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สยามบุ๊คส์ แอนพับลิเคชั่น.

 

ประชากรชาวฟิลิปปินส์ กับความผสมผสานทางชาติพันธุ์อันหลากหลาย

Written by warittha on June 4th, 2013. Posted in บทความ


สาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ อาทิ มองโกเลีย อินโดนีเซีย มาเลย์ เป็นต้นและจากการเข้ามาตั้งรกรากของชาวจีน ทำให้มีประชากรเชื้อสายจีนอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นการเข้ามาติดต่อค้าขายของชาวตะวันตกหลายเชื้อชาติและชาวสเปนที่เข้ามายึดครองอาณานิคมทำให้มีประชากรเชื้อสายตะวันตกเป็นจำนวนมาก ด้วยเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าประชากรของฟิลิปปินส์มีการผสมผสานจากหลากหลายชาติพันธุ์ อันเนื่องมาจากบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงเวลา

จากการศึกษาแต่เดิมมักจะเชื่อกันว่ามนุษย์กลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน คือ พวกเนกริโต (Negrito) ซึ่งมาจากเกาะบอร์เนียวและสุมาตราเมื่อราว 3 หมื่นปีมาแล้ว แต่จากหลักฐานการศึกษาที่ใหม่กว่า ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่อพยพมาเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องกันมาจากเกาะไต้หวัน เป็นชาติพันธุ์ย่อยของพวกออสโตรนีเซียน (Austronesian) คือ มาลาโย-โพลีนีเซียน คนพวกแรกที่ออกจากไต้หวันแรกทีเดียวลงมาทางใต้สู่หมู่เกาะฟิลิปปินส์ก่อน จากนั้นจึงกระจายไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซียและไปไกลที่สุดที่โพลีนีเซียและมาดากาสการ์ พวกอพยพเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานและกระจายอยู่เป็นชมชุนหรือหมู่บ้านที่เรียกว่า บารังไก (Barangay) ซึ่งตั้งชื่อตามเรือขุดจากซุงที่พวกเขาใช้เป็นพาหนะเดินทางมา การปกครองมีหัวหน้าเผ่าซึ่งรู้จักในนาม ดาตู (Datu) พวกพ่อค้าและนักเดินทางชาวจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคริสต์ศตวรรษที่ 9 บางครั้งคนเหล่านี้ก็โดยสารเรือของพ่อค้าอาหรับเข้ามายังฟิลิปปินส์ ซึ่งพ่อค้าอาหรับเหล่านี้เองที่นำเอาศาสนาอิสลามมาสู่ทางใต้ของหมู่เกาะฟิลิปปินส์และกลายเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลในเกาะลูซอน อย่างไรก็ดี พวกมาโย-โพลีนีเซียนยังคงอยู่เป็นคนกลุ่มใหญ่จนกระทั่งเมื่อพวกสเปนเข้ามาถึงในคริสต์ศตวรรษที่ 16

ในช่วงที่สเปนเข้ามาปกครองมีชาวสเปนอพยพมายังฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเม็กซิโกประกาศอิสรภาพจากสเปน ทำให้ชาวสเปนจากทวีปอเมริกาเหนือกลายมาเป็นผู้ปกครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และเกิดการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับหมู่เกาะฟิลิปปินส์อยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีชนกลุ่มน้อยกระจายตัวตามหมู่เกาะต่างๆ โดยกลุ่มที่สำคัญๆ ได้แก่ กลุ่มวิสายัน อาศัยบนหมู่เกาะวิสายาห์ นับถือผีและศาสนาอิสลาม กลุ่มมังยัน เป็นชื่อเรียกรวมของชนพื้นเมือง 8 เผ่าที่อาศัยอยู่บนเกาะมินดาเนา ซึ่งยังคงมีวิถีชีวิตเร่ร่อนแบบชนเผ่า และชาวเขาเผ่าต่างๆ ประมาณ 100 เผ่า อาศัยอยู่ในเขตภูเขามาหลายศตวรรษก่อนที่มุสลิมและสเปนจะเข้ามาในฟิลิปปินส์ โดยชาวเขาเผ่าบอนต๊อก (Bontoc) และอีฟูกา (Ifugao) ในจังหวัดบานาเวมีวัฒนธรรมการทำนาบนไหล่เขาที่สืบทอดกันมานับพันปีจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

การที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มาอยู่รวมกันและเกิดการแต่งงานผสมผสานข้ามพันธุ์นี้เอง ทำให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากมีบรรพบุรุษมาจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียบ้าง ชาวสเปนบ้าง ชาวอเมริกัน ชาวอาหรับ หรือแม้แต่ชาวอินเดียบ้าง และหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปัจจุบันนอกเหนือจากชาวจีนที่เป็นชนกลุ่มน้อยจำนวนมากที่สุดแล้ว รองลงมาคือ ชาวอเมริกันและชาวสเปนตามลำดับ

อ้างอิง
วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ. 2555. ฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ:
เมืองโบราณ.
วิทย์ บัณฑิตกุล. 2555. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊ค.