เยอรมันมีมากกว่าไส้กรอกกับเบียร์

Written by jintana on July 4th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศเยอรมนี เป็นอีกประเทศที่เรารู้จักกันดี และนิยมไปเยี่ยมเยือนกันอยู่บ้าง ทำให้อาหารของเยอรมันมักจะกลายมาเป็นเมนูของร้านอาหารในบ้านเรามากอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกสารพัดรูปแบบ หรือขาหมูเยอรมันที่บางครั้งเราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าที่เยอรมันจะมีไหม

มื้อเช้าสำหรับคนเยอรมันมีทานเพียงขนมปังกับชาหรือกาแฟรองท้องเท่านั้น หรือ ธัญพืชกับนม ธัญพืชกับโยเกิร์ต แต่จะไม่ใช่ Cornflake ชนิดต่าง ๆแบบอเมริกา เพราะชาวเยอรมันเห็นว่าไม่มีคุณค่าสารอาหารเท่าใดจึงไม่เป็นที่นิยม ในช่วงวันหยุดจะมีวัฒนธรรมการรับทานอาหารแบบควบมื้อเช้าและกลางวันที่เรียกว่ามื้อ Branch โดยจะทานขนมปังกับเครื่องต่าง ๆพร้อมไข่ลวก และชาหรือกาแฟ

มื้อเที่ยงนั้นชาวเยอรมันไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก หากเป็นเด็กนักเรียนก็จะเลิกประมาณบ่ายโมงและกลับมาทานมื้อเที่ยงได้ที่บ้านพอดี โดยการนำอาหารมื้อเย็นที่เหลือมาอุ่น หรือไม่ก็อาจจะเป็นขนมปังกับผลไม้หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนมื้อเย็นชาวเยอรมันให้ความสำคัญมากเพราะเป็นมื้อที่ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารับประทานอาหารด้วยกันทั้งครอบครัว ประเภทอาหารก็มีหลากหลายเช่น Spargel mit Hollandaise Sauce (หน่อไม้ฝรั่งกับซอสรสชาติเปรี้ยว) , Wiener Schnitzel (หมูชุบแป้งทอดที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศออสเตรเลีย) , Wurst (ไส้กรอกทอดหรือย่างทานคู่กับขนมปังหรือเฟรนช์ฟราย) , Schweinshaxe (ขาหมูทอดกรอบนอกนุ่มใน ทานคู่กับมันฝรั่งบดและกะหล่ำปลีม่วงดองเปรี้ยว) เป็นต้น

วิถีชลประทานดั้งเดิม หลักฐานความเจริญทางวัฒนธรรมแห่งอินโดนีเซีย

Written by warittha on July 3rd, 2013. Posted in บทความ

อุทกอารามปุระ อูลัน ดานู บาตูร์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบบาตูร์ บนปากปล่องภูเขาไฟบาตูร์ วัดนี้มีฐานะเป็นศูนย์กลางการจัดการน้ำจากทะเลสาบบาตูร์ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำและตาน้ำทั้งหมดในบาหลีตอนกลาง ส่งไปยังนาข้าวทั้งหมดในระบบสุบักที่รายรอบ

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญของทุกชนชาติในโลก แหล่งอารยธรรมใดที่มีความเจริญรุ่งเรือง ก็มักจะพบหลักฐานการจัดการกับระบบการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียก็พบหลักฐาน
อารยธรรมเก่าแก่ด้านการชลประทานหล่อเลี้ยงคนในพื้นที่ให้มีน้ำใช้เพียงพอต่อการเกษตรและการดำรงชีวิต ซึ่งระบบชลประทานนี้เรียกว่า “ระบบสุบัก” เกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 มีลักษณะเป็นสถาบันทางสังคมและศาสนา เปรียบได้กับ “สหกรณ์ชาวบ้าน” ที่ผนวกศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยีการเกษตร วัฒนธรรม และการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ด้วยกัน โดยกำหนดให้มีพื้นที่ซึ่งมีขอบเขตคล้ายหมู่บ้าน ปกครองโดยคนในพื้นที่ มี “อุทกอาราม” หรือ วัดน้ำ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำ

ระบบสุบัก มีส่วนประกอบสำคัญคือ เครือข่ายทางขนส่งน้ำที่ซับซ้อนและอุโมงค์ที่สร้างโดยการเจาะหินและต่อไม้ไผ่เพื่อส่งน้ำ ซึ่งบางสายมีความยาวกว่ากิโลเมตร ต้องสร้างโดยใช้ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในการนำน้ำขึ้นไปสู่นาขั้นบันไดชั้นบนสุดของเนินเขา ก่อนปล่อยให้ไหลลงสู่นาข้างเบื้องล่าง

 

 

 

รูปแบบนาขั้นบันไดในระบบสุบักบนเกาะบาหลี

หลักการสำคัญที่สุดในระบบสุบักคือ ปรัชญาไตรหิตครณะหรือหลักความสมดุลกลมกลืน 3 ประการ อันเป็นหลักการสร้างความสงบสุขแก่ชีวิตที่รับมาจากศาสนาฮินดูในอินเดีย ประกอบด้วยความสมดุลและความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า มนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติ นอกจากระบบสุบักยังให้ผลยั่งยืนมานานนับพันปีโดยที่เกษตรกรไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการเพิ่มผลผลิตแล้ว ระบบนี้ยังมีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก เห็นได้จากการให้สิทธิ์ออกเสียงสูงสุดแก่เจ้าของนาที่อยู่ต่ำสุด เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของสมาชิก

พระราชวังมรดกโลกที่ปารีส

Written by jintana on July 2nd, 2013. Posted in บทความ

หากเอ่ยถึงประเทศฝรั่งเศสคงไม่มีใครไม่รู้จักกรุงปารีส และเมื่อเอ่ยถึงปารีสคนก็คุ้น ๆในพระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ที่เป็นหนึ่งในมรดกโลกอันล้ำค่า พระราชวังแห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยห์ที่ 13 พระองค์ทรงโปรดปรานการล่าสัตว์ป่ามาก และเมื่อเสด็จถึงเมืองแวร์ซายก็ทรงพระดำริให้สร้างพระตำหนักไว้ที่นี้เมื่อปี พ.ศ.2167 ช่วงแรกนั้นก็เป็นแค่กระท่อมเล็ก ๆเท่านั้น ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าหลุย์ที่ 14 ก็เริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิม ด้วยเหตุว่าอยากให้มีพระราชวังใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครอง เมื่อปีพ.ศ. 2204 ได้มีการการปรับปรุงพระตำหนักทั้งภายในและภายนอก ใช้เงินไปทั้งสิ้น 500,000,000 ฟรังค์ ใช้คนงาน 30,000 คน และระยะในการสร้างราว ๆ30 ปี แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2231 แต่สุดท้ายเมื่อปีพ.ศ.2332 พระราชวังแห่งนี้ได้ถูกยึดครองโดยประชาชน เนื่องจากพระราชวังแห่งนี้ใช้ภาษีของประชาชนสร้าง ซึ่งเป็นยุคที่ฝรั่งเศสกำลังประสบวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจ มีผลทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเนต (Marie-Antoinette) ถูกจับประหารชีวิตด้วยกิโยติน (เครื่องประหารสมัยโบราณ)

ภายในพระราชวังนั้นทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว และถูกแบ่งเป็นห้อง ๆหลายห้อง เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ เป็นต้น ทั้งทุกห้องยังตกแต่งด้วยศิลปะที่วิจิตรงดงามน่าชื่นชม ในการเดินชมพระราชวังนั้น อนุญาตให้ถ่ายรูปได้เฉพาะบางห้องเท่านั้น

ภูเขาไฟมายอน ความงามที่แฝงความร้ายกาจแห่งหมู่เกาะฟิลิปปินส์

Written by warittha on July 1st, 2013. Posted in บทความ

 ฟิลิปปินส์ ประเทศที่เป็นหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและมีพื้นที่ชายฝั่งที่ยาว  ที่สุดใน  โลก      ยังมีความงดงามตามธรรมชาติที่มีชื่อเสียง แต่ทว่าแฝงด้วยความร้ายกาจ นั่นก็คือ ภูเขาไฟมายอน

 

 

ทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาไฟมายอน

ภูเขาไฟมายอน ได้ชื่อมาจากคำว่า “มากายอน” ในภาษาถิ่นบีโกลที่แปลว่า งดงาม แต่ทว่า เป็นความงามที่ร้ายกาจ เนื่องจากเป็นภูเขาไฟที่ยังคงเกิดการปะทุอยู่ ลักษณะของภูเขาไฟมายอน เป็นรูปทรงกรวยที่สมบูรณ์แบบที่สุดและยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย ภูเขาไฟอันงดงามนี้มีความสูง 2,420 เมตร มีพื้นที่ 465 เฮกเตอร์ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ มีระยะทางห่างจากกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ประมาณ 330 กิโลเมตร

หลักฐานการบันทึกการปะทุของภูเขาไฟมายอนเป็นครั้งแรกจากชาวดัตช์ที่แล่นเรือผ่านเข้ามา เมื่อปี ค.ศ. 1616 นับแต่นั้นมาภูเขาไฟมายอนก็ปะทุขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 47 ครั้ง  ในปี ค.ศ. 1814  ภูเขาไฟมายอนระเบิดขึ้นชั่ววูบแต่เลื่อนลั่นรุนแรง  ธารลาวาไหลถล่มชุมชนกักซาวาและบุยเอาในเมืองดารากาชาวบ้านต่างวิ่งหลบภัยเข้าไปในโบสถ์กักซาวา แต่กลับถูกธารลาวาคร่าชีวิตไปกว่า 1,200 คน ชาวบ้านที่รอดชีวิตได้สร้างโบสถ์ดารากาขึ้นบนยอดเนินสูงเหนือตัวเมือง ห่างจากมายอนไป 5 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบัน โบสถ์ดารากา มีสภาพทรุดโทรมและชุมชนกักซาวาซึ่งส่วนใหญ่จมอยู่ใต้เถ้าถ่านลาวาก็ยังคงเป็นสิ่งเตือนใจถึงความร้ายกาจของภูเขาไฟที่มีเสน่ห์มาจนถึงทุกวันนี้

 

โบสถ์กักซาวา สิ่งเตือนใจถึงความร้ายกาจของภูเขาไฟมายอน

 

Each and Every

Written by akiautumn on June 30th, 2013. Posted in บทความ

each-every

หลายๆ คนอาจจะสับสนกับสองคำนี้เนื่องมีความหมายที่ค้อนข้างจะคล้ายกัน ทว่าจริงแล้วมันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

 

Each (อีช) แปลว่า แต่ละ, อันละ, คนละ เราใช้ each ในกรณีของคำที่เราคิดว่าคนหรือสิ่งของนั้นๆ ถูกจับแยกออกจากกัน 

เช่น

 

Each time you read a book, you get more knowledge.

ในแต่ละครั้งที่คุณอ่านหนังสือ คุณก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

Every (เอฟวรี) แปลว่า ทุกๆ หรือ ทั้งหมด ใช้ในกรณีที่คิดว่าเป็นทั้งกลุ่มของคนหรือสิ่งของโดยไม่มีข้อยกเว้น

 เช่น

 

Every time you read a book, you get more knowledge.

ทุกๆ ครั้งที่คุณอ่านหนังสือ คุณก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว การใช้ Each และ Every จะมีข้อแตกต่างกันดังนี้

 

1. Each สามารถวางไว้หน้ากริยาได้แต่ Every ต้องวางหน้าคำนามเท่านั้น

เช่น

 

Look at the birds! Each is on the different trees.

ดูนกพวกนั้นสิ แต่ละตัวอยู่บนต้นไม้แตกต่างกันไป

 

Every bird is on the different trees.

นกทุกตัวอยู่บนต้นไม้แตกต่างกันไป

 

 *คำนามที่ตามหลัง Each และ Every เป็นเอกพจน์เสมอ

 

2. Each สามารถวางไว้หน้า บุพบท of ได้ แต่ Every วางหน้าบุพบท of ไม่ได้

เช่น

 

Each of *students in class is doing their own project.

นักเรียนแต่ละคนในห้องกำลังทำโครงงานกันอยู่

 

 Every student in class is doing their own project.

นักเรียนทุกๆ คนในห้องกำลังทำโครงงานกันอยู่

 

**Each of + คำนามพหูพจน์

***กริยาที่ใช้กับ Each และ Every จะอยู่ในรูปของเอกพจน์เสมอ

 

สุดท้ายทุกข้อสงสัยระหว่าง Each กับ Every ก็คงจะไขกระจ่างกันแล้วนะครับ ซึ่งก็อยากให้ทุกๆ คนมองกันดีๆ เพราะภาษาอังนั้นถึงไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดนะครับ

เสน่ห์เมืองฮอยอัน หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของเวียดนาม

Written by warittha on June 29th, 2013. Posted in บทความ

ฮอยอันเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตและเป็นศูนย์กลางการค้าของชาวซาหวิ่น (Sa Huynh) ริมฝั่งแม่น้ำทูโบ่น (Thu Bon) ตั้งแต่ 200 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยมาจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 ฮอยอันขยับฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาณาจักรจามปา มีชื่อเรียกว่า ไดเจี๋ยน (Dai Chien) แต่ชาวเวียดนามและชาวต่างชาติต่างเรียกเมืองท่าแห่งนี้ว่า ไฟโฟ (Fai Fo) หรือไฮโป (Hai Po)

ฮอยอันเฟื่องฟูถึงขีดสุดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 เรือสินค้าต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและตะวันตก ต่างมุ่งหน้าเข้ามาจนฮอยอันกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แม่น้ำทูโบ่นเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนโคลนเลนสะสมจนเรือใหญ่เข้ามาจอดเทียบท่าไม่ได้ เมืองดานัง (Da Nang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มาก จึงรับหน้าที่เป็นเมืองท่าแห่งใหม่แทน นับแต่นั้นมา ฮอยอันจึงมีฐานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก ปัจจุบันเมืองฮอยอันอยู่ในเขตจังหวัด กว่างนัม (Quang Nam) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1999

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ในเมืองฮอยอัน คือ สะพานญี่ปุ่น โดยมีการตั้งชื่อสะพานเป็นภาษาเวียดนามว่า หลายเหวี่ยนเกี่ยว (Lai Vien Kieu) ซึ่งมีความหมายว่า สะพานแห่งมิตรไมตรี ก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อเชื่อมย่านอยู่อาศัยของชาวจีนกับญี่ปุ่นที่อยู่คนละฟากฝั่งเข้าด้วยกัน ตัวสะพานเป็นทรงโค้ง หลังคามุงกระเบื้องสีเขียวและเหลืองเป็นคลื่น กลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่ผู้ผ่านไปมามักหยุดสักการะ หัวสะพานฝั่งหนึ่งมีรูปปั้นลิง อีกฝั่งเป็นรูปปั้นสุนัข อันแสดงถึงระยะเวลาในการสร้างสะพานแห่งนี้ตามปีนักษัตร นอกจากนั้นเมืองฮอยอันยังมีกลุ่มอาคารบ้านเรือนชาวประมงสไตล์โคโลเนียลริมแม่น้ำทูโบ่น มีบ้านไม้เก่าแก่ของชุมชนชาวจีนที่ถนนเจิ่นฟูที่เป็นทั้งศูนย์กลางของฮอยอันและศูนย์รวมของชาวจีน บ้านคหบดีตระกูลเติ๋นกี๋ (Tan Ky) ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีน ญี่ปุ่นและเวียดนามเข้าไว้อย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเสน่ห์ของเมืองฮอยอันและยังคงได้รับการทำนุบำรุงรักษาจากชาวเมืองฮอยอัน จนเป็นที่ปรากฏให้ลูกหลานของชาวเวียดนามได้เห็นวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่มีมาแต่เนิ่นนานของตนเอง และเป็นความภาคภูมิใจของชาวเวียดนาม ที่มีมรดกทางสถาปัตยกรรมอันงดงามในเมืองฮอยอันแห่งนี้

 

เที่ยวซีอานเยือนสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้

Written by jintana on June 28th, 2013. Posted in บทความ

ซีอาน มีชื่อเดิมว่า ฉางอาน หมายความว่า “ความสงบสุขชั่วนิรันดร์” เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 ของเมืองที่สุดในประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 3,100 ปี เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีประชากรอยู่ค่อนข้างมาก เป็นเขตอากาศอบอุ่นและมีฝนตกมาก

สถานที่ท่องเที่ยวของซีอานที่เลื่องชื่อนั้นคงเป็นสุสานของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้” หรือ สุสานจักรพรรดิฉินที่ 1 หรือ สุสานฉินสื่อหวง (秦始皇兵马俑 : ฉินสื่อปิงหมาหย่ง หมายความว่า หุ่นทหารและม้าของฉินสื่อหวง) สุสานแห่งนี้ถูกขุดพบโดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ชื่อ “หยางจื้อฟา” เมื่อวันที่  29 มีนาคม พ.ศ. 2517 ขณะที่กำลังขุดบ่อน้ำ บริเวณเขาหลีซานห่างจากตัวเมืองซีอานไปทางตะวันออกประมาณ 35 กิโลเมตร ปัจจุบันค้นพบวัตถุโบราณรวมทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ประกอบด้วย กองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้า และม้าศึก สุสานแห่งนี้มีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. โครงสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยนผืนผ้า มีความลึกประมาณ 35 เมตร กว้าง 145 เมตร ยาว 170 เมตร ขุดค้นพบแล้ว 3 หลุมจากทั้งหมด 8 หลุม ความยิ่งใหญ่มหึมาของสุสานแห่งนี้แสดงถึงศักยภาพอันใหญ่ยิ่งของจักรพรรดิฉินที่ 1 ตามประวัติศาสตร์แล้ว จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ล้วนต้องการ 2 สิ่ง คือ ยาอายุวัฒนะ และการสร้างสุสานมโหฬารเพื่อเป็นที่ประทับไปชั่วกาล สุสานฉินสื่อหวง หรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อพ.ศ. 2530อีกด้วย

“สิม” ความงดงามอ่อนช้อยตามแบบสถาปัตยกรรมแห่งล้านช้าง

Written by warittha on June 16th, 2013. Posted in บทความ

สิมวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง มีความงดงามจนได้ขึ้นชื่อว่า เป็น อัญมณีแห่งศิลปะลาว

สิม เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องของความอ่อนช้อย งดงาม ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมไทย ก็คือ “อุโบสถ” นั่นเอง สิม มีที่มาจากคำว่า “สีมา” หมายถึง “หลัก” หรือที่นิยมกันทั่วไปว่า “ใบสีมา” ที่ใช้ปักล้อมรอบอุโบสถเป็นการแสดงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ของอุโบสถ ในอดีต สิม จะใช้เฉพาะการทำสังฆกรรมของสงฆ์เท่านั้น รูปแบบของอาคารจึงมักมีขนาดเล็กและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ โดยจะมีเจดีย์หรือวิหารเป็นอาคารสำคัญที่สุดของวัดตั้งอยู่โดดเด่นแทน ต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา เจดีย์และวิหารถูกลดความสำคัญลง สิม กลายเป็นอาคารประธานหลักของวัดแทน และมีบทบาทในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหว่างพระสงฆ์กับชาวบ้านด้วย

ลักษณะทั่วไปของ สิม จะมีการสร้างหลังคาซ้อนชั้น ซึ่งมีความหมายถึง อาคารที่มีฐานันดรสูง และยังมีงานประดับตกแต่งสำคัญ นั่นคือ “ช่อฟ้า” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สัตตะบูริพัน” (สัตบริพัณฑ์) ที่ประดับอยู่กลางหลังคา เปรียบเป็นเขาพระสุเมรและเขาสัตบริภัณฑ์ซึ่งแสดงถึงศูนย์กลางของจักรวาล ประตูหน้าต่าง ตกแต่งด้วยการแกะสลักไม้และงานลงรักปิดทอง ผนังด้านในตกแต่งด้วยลายฟอกคำ ภายในสิมประดิษฐานพระพุทธรูป บางแห่งอาจมีรางน้ำหรือรางรดสรงสำหรับสรงน้ำพระพุทธรูป

องค์ประกอบและความหมายของช่อฟ้า บนหลังคาของสิม
ตรงกลางบนยอดสุดของช่อฟ้า เป็นสัญลักษณ์เปรียบเสมือน เขาพระสุเมรุ ส่วนที่ลดหลั่นลงมา เปรียบเสมือน
เขาสัตบริพันธ์และส่วนปลายทั้งสองข้างเปรียบเสมือนกำแพงจักรวาล

สิมที่สำคัญ ของลาวได้แก่ สิมวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะลาว สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีความงดงามโดยเฉพาะหลังคาที่อ่อนโค้ง ซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมของลาวในเวลาต่อมา

 

อ้างอิง

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. 2555. เจดีย์ พระพุทธรูป ฮูปแต้ม สิม ศิลปะลาวและอีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส.

มารยาทเบื้องต้นของชาวอาหรับ

Written by jintana on June 15th, 2013. Posted in บทความ

ดินแดนที่สำคัญสำหรับตะวันออกกลางที่อุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอย่างกลุ่มประเทศอาหรับ ซึ่งประกอบไปด้วย คูเวต เยเมน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอาหรับในภูมิภาคเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ระหว่างทวีปเอเซียและทวีปแอฟริกา ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย และนับถือศาสนาอิสลาม เรื่องมารยาทของชาวอาหรับนั้นจึงเคร่งครัดตามธรรมเนียมแบบแผนของชาวมุสลิม

มารยาทเบื้องต้นเมื่อยามเจอกัน จะทักทายด้วยการพูดคุยตามปกติ ฝ่ายชายจะไม่จับมือผู้หญิงก่อน เว้นแต่ผู้หญิงจะยื่นมือให้จับก่อน การประชุมหรือพูดคุยกันนั้น ในช่วงแรกจะมีการทักทายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากรีบรุกพูดเรื่องธุรกิจมากเกินไปอาจจะถูกต่อต้านได้เพราะจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามอึดอัด เมื่อรับประทานอาหาร ชาวอาหรับไม่นิยมใช้มือซ้ายหยิบจับหรือยื่นอาหาร ถ้วยชา-กาแฟ แก้วน้ำให้ผู้อื่น และห้ามรับประทานอาหารโดยใช้มือซ้าย  มารยาทที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผู้ถูกเชิญไปเป็นแขก ไม่ควรนำ อาหาร เครื่องดื่ม หรือของขวัญไปในงานของเจ้าภาพ รวมทั้งเมื่อขณะอยู่ในงานก็ไม่ควรจะปฏิเสธ ชา-กาแฟที่เจ้าภาพให้เพราะเป็นการเสียมารยาทมาก และไม่ควรดื่มเกิน 3 ถ้วย ทั้งนี้การอยู่ในงานที่เราเป็นฝ่ายถูกเชิญไปนั้น เราควรอยู่ให้ถึงช่วงเวลาดื่มชา-กาแฟมื้อสุดท้าย หากกลับก่อนถือเป็นการเสียมารยาทมาก  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหมูเป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนา เว้นเสียแต่บางกลุ่มประเทศจะอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้ หากดื่มแล้วขับรถขณะมึนเมาก็จะมีโทษหนักมาก

เกาหลีฟีเวอร์

Written by blogger on June 14th, 2013. Posted in บทความ

ในยุคนี้อะไร ๆ ก็เกาหลี หลาย ๆ คนคงคิดแบบนี้แน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็น ความบันเทิง อย่าง ดนตรี ภาพยนตร์ ต่างก็มีสิ่งเหล่านี้จากประเทศเกาหลีเข้ามาแชร์ตลาดในบ้านเรา อีกทั้ง ยังเรื่องของแฟชั่น ความงาม หรือ สินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย สาเหตุที่ทำให้เกาหลีเริ่มมิอิทธิพลในบ้านเรา คงต้องเริ่มจาก กระแสของภาพยนตร์ซีรีย์ ที่นำมาฉายให้ชมกันตามฟรีทีวี หรือ เคเบิ้ลต่าง ๆ นับจากจุดนี้กระแสนิยมเกาหลีก็มีมาเพิ่มเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ นอกจากเรื่องความบันเทิงแล้ว ที่นิยมกันมากในบ้านเราคงไม่พ้น อาหารเกาหลี และ ภาษาเกาหลี หลังจากที่มีการประกาศว่าจะเปิด อาเซียน + 3 แล้ว ทำให้มีการตื่นตัวในเรื่องของภาษามากขึ้น และ ในโรงเรียนหลาย ๆ แห่งได้บรรจุวิชา ภาษาอาเซียน เข้ามาเพิ่มเติมในหลักสูตรด้วย จึงทำให้มีการเรียนการสอนภาษาของชาติอาเซียนขึ้นมา และ ภาษาเกาหลีก็เป็นภาษาแรก ๆ ที่เริ่มมีการเรียนการสอนกันอย่างจริงจังในโรงเรียนด้วย นอกเหนือ จากภาษาญี่ปุ่นที่มีในหลักสูตรเดิมอยู่แล้ว

จากความนิยมชื่นชอบของกลุ่มวัยรุ่นที่เริ่มจากภาพยนต์ซีรีย์ เพลง หรือ ดาราเกาหลี ทำให้มีธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีมีเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในบ้านเรา และ ความสนใจนี่เอง คือจุดกำเนิดของความอยากรู้ในภาษาเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มธุรกิจใหม่ ตามกระแสของความนิยม เช่น ร้านค้าออนไลน์ ที่นำเข้าสินค้าจากเกาหลี เช่น พวกเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ และ สินค้าต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อเราต้องทำการติดต่อซื้อขายหรือเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจที่จะศึกษาภาษาเกาหลีเพราะนอกจากจะอินเทรนด์แล้ว ยังสามารถไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้อีกด้วย

ภาษาเกาหลี หลาย ๆ คนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็อาจจะงงกับสำเนียงและตัวอักษร เพราะ ตัวอักษรบางตัว อาจคล้ายกับภาษาจีน หรือ ภาษาญี่ปุ่น ซึ่ง จะว่าไปรากฐานของภาษาเกาหลีนั้น ก็มีภาษาจีนเข้าไปผสมอยู่ด้วยเหมือนกัน และ หลาย ๆ คนอาจพูดได้ในคำ
ง่าย ๆ ที่เป็นประโยคยอดฮิต ที่ฟังมาจากภาพยนตร์ หรือ เพลง เช่น 사랑해요 ออกเสียงว่า “ซารางเฮโย” ที่แปลว่า ฉันรักคุณ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสนใจภาษาเกาหลีอย่างจริงจัง หรือ จะนำมาเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ หรือ ความชอบส่วนตัว และ ต้องการหาความรู้เพิ่มเติม แต่ถ้าหากเราต้องการความถูกต้องแม่นยำในเรื่องของไวย์กรณ์ในการที่เราต้องใช้ภาษาเกาหลีในการทำธุรกิจการค้า สัญญาต่า งๆ เราจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการแปลเพื่อความถูกต้องและข้อมูลไม่ผิดพลาด และ สามารถสื่อในสิ่งเราต้องการและทราบในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอย่างครบถ้วนไม่ผิดเพี้ยน

เราลองมาดูคำต่าง ๆ ในภาษาเกาหลี กัน เช่น คำทักทาย หรือ คำในภาษาเกาหลีแบบง่าย ๆ หากได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี จะได้รู้ว่าหมายถึงอะไร และ จะทักทายกับคนเกาหลีได้อย่างไร เช่น คำว่า “ สวัสดี” ในภาษาเกาหลีจะพูดว่า “อันนยองฮาเซโย หรือ อันนยองฮาชิมนีก๊า” แล้วลงท้ายด้วยชื่อของผู้ที่คุยด้วย การเขียนก็จะเขียนแบบนี้ 안녕하세요….. / 안녕하십니까……. ถ้าเป็นคำว่า ขอบคุณ ก็จะพูดว่า “คัมซาฮัมนีดา” ส่วนการเขียนคือ 감사합니다 หากต้องการขอโทษต้องพูดว่า “ มีอันฮัมนีดา หรือ
ชเวซงฮัมนีดา และการเขียนคือ 미안합니다 / 죄송합니다. ด้วยคำง่าย ๆ ที่มีความหมายดี แค่ไม่กี่คำคงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย เรื่องของภาษาไม่ว่าจะภาษาของประเทศไหน ต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมีความสวยงามทั้งสำเนียงและตัวอักษรหากเราสามารถสื่อสารได้ในหลาย ๆ ภาษาอย่างเชี่ยวชาญรับรองได้ว่าเราพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่อาเซียนอย่างแน่นอน