Confusing Words ตอนที่ 1

Written by akiautumn on July 19th, 2013. Posted in บทความ

mistake

ครั้งนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่องของคำศัพท์ชวนสับสนที่หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดซึ่งทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของไวยกรณ์อยู่ไม่น้อยเนื่องจากคำเหล่านี้ล้วนมีความเดียวกัน และก็มีด้วยกันหลายคำเลยทีเดียวซึ่งในบทความนี้จะตีกระจ่างเกี่ยวกับคำเหล่านั้นในชุดแรกก่อนนั้นก็คือ Wrong, Mistake, Error, Miss นั้นเอง ซึ่งทั้ง 4 คำนี้ล้วนมีความหมายในทำนองเดียวกันว่า “ผิด” ในภาษาอังกฤษ

 

1. Wrong หมายถึง ผิดกฎ ผิดความจริง ใช้เป็นคำคุณศัพท์ (adj.) ใช้ขยายคำนาม

เช่น

You’re dead wrong.

-เธอคิดผิดถนัดเลยนะ

I think I come in at the wrong place.

-ฉันคิดว่าฉันมาผิดที่นะนี้

*ทั้งนี้ถ้าใช้เป็นคำนามล่ะก็ต้องใช้กับ V. to Do เท่านั้นนะ

เช่น

He noticed that he’s done wrong.

-เขาตระหนักว่าเขาได้ทำผิดไป

 

2. Mistake หมายถึง ความผิดส่วนมากเกิดจากความประมาท ความไม่เข้าใจของผู้กระทำ

เช่น

I’m so sorry, I just make a mistake.

-ฉันขอโทษเธอด้วยนะ ที่ฉันทำพลาดไป

*โดยทั่วไปแล้ว mistake จะใช้เป็นคำนาม แต่บางครั้งก็ใช้เป็นคำกริยาได้เช่นกัน

เช่น

My purpose has been mistaken.

-มันทำให้กับจุดประสงค์ของฉันคลาดเคลื่อนไป

 

3. Error หมายถึง ความผิดที่ผิดไปจากความจริง หรือผิดไปจากความแน่นอน

เช่น

This program is full of errors.

-โปรแกรมนี้มีข้อผิดพลาดมากมายจริงๆ

 

4. Miss (v.) อย่าไปจำสับสนกับคำนาม และ miss ที่แปลว่า “คิดถึง” เชียวล่ะ ในที่นี้ หมายถึง ความผิดพลาดไปจากความตั้งใจ

เช่น

I’m actually supposed to be there on time but I miss the bus

-จริงๆ แล้วผมควรจะไปถึงที่นั้นตรงเวลาด้วยซ้ำทว่าผมกลับพลาดเที่ยวรถซะได้

 

นี้ละครับในภาษาอังกฤษนั้นยังแบ่งคำว่า “ผิด” ไว้ในหลายๆ กรณีด้วยกัน เพื่อนๆ ก็ต้องระวังการนำไปใช้ให้ดีนะครับไม่งั้นเพื่อนๆ เองจะ error from missing something and making a mistake by doing wrong นะครับ

 

 

ตำนานนาคในอาณาจักรกัมพูชา

Written by warittha on July 18th, 2013. Posted in บทความ

 

ผู้คนในอุษาคเนย์ยกย่องนับถือนาค มาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่าสองหรือสามพันปีมาแล้ว มีความเชื่อ และนิทานปรัมปรามากมายกล่าวถึงนาค ในประวัติศาสตร์ของเขมรมีความเกี่ยวข้องกับนาคอย่างแนบแน่น ทำให้เขมรมีนิทานปรัมปราเรื่องนาคมากมายหลายสำนวน ดังเช่น

ตำนานเรื่องนาคสร้างเมืองเขมร – เป็นนิทานปรัมปราของเขมรเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งถือเป็นนิทานบรรพบุรุษของชาวเขมรก็ว่าได้ นิทานกล่าวถึงพระทองที่เป็นโอรสกษัตริย์เมืองหนึ่ง ต่อมาคิดขบถจึงถูกลงโทษให้เนรเทศออกจากเมือง แล้วไปแย่งดินแดนจาม จนได้พบกับนางนาค เมื่อพระทองแต่งงานกับนางนาคแล้ว พญานาคก็ช่วยสร้างบ้านเมืองให้อยู่ ชื่อกรุงกัมพูชา พร้อมทั้งปกป้องคุ้มครองให้เกิดความมั่งคั่งและมั่นคง ดังข้อความตอนหนึ่งในนิทานกล่าวว่า

“แล้วพระยานาคก็สำแดงฤทธาสูบคงคามหาสมุทรที่ตรงนั้น ให้น้ำงวดลงแล้ว จึงทรงเนรมิตเป็นพระนครบวรราชธานี มีป้อมปราการอันโอฬารพร้อมเสร็จ จึงเสด็จพระยานาคให้แต่งปราสาทถวายพระสุณิสา แล้วทำพิธีอาวาหมงคลาภิเศกพระราชบุตรีเป็นพระมเหสีแห่งพระทอง ให้ครองนครโคกหมัน ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระเทววงษ์อัศจรรย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ผลัดนามพระนครใหม่ตามเหตุซึ่งได้เกิดโดยฤทธิ์พระยานาคนฤมิตร เรียกว่า กรุงกัมพูชาธิบดี พระเจ้าแผ่นดิงองค์นี้เป็นประถมกษัตริย์ ทรงยกนางนาคเทพีเป็นเอกอรรคมเหสีมีนามว่า ทาวดีบรมบพิตร”

ตำนานเรื่องพิธีกรรมสมพาสกับนาค- พบมีการหลักฐานการบันทึกเรื่องพิธีกรรมสมพาสกับนาคในเอกสารจีนชื่อ บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ ว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเข้าร่วมสมพาสในปราสาททองคำภายในพระราชวังกับภูติงูเก้าศีรษะ ภูติตนนี้เป็นร่างของสตรีและจะปรากฏกายทุกคืน พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จออกจากปราสาทนั้นเมือเพลายามที่ 2 แล้ว จึงจะเข้าที่พระบรรทมร่วมกับพระมเหสีและพระสนมได้ และหากราตรีใดภูติตนนี้ไม่ปรากฏกาย ก็หมายความว่าเวลาสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และหากพระเจ้าแผ่นดินมิได้เสด็จไปเพียงราตรีเดียว ก็จะต้องทรงได้รับภัยอันตราย

จากตำนานที่กล่าวถึง ได้มีการตีความโดยผู้เชี่ยวชาญ กล่าวคือ ภูติงูเก้าศีรษะ คือ นาค และความสำคัญของนาคก็คือ “เป็นพระภูมิเจ้าที่ทั่วทั้งประเทศ” หรือก็คือ เป็น “ผี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรกัมพูชาสมัยนั้น ซึ่งน่าจะเป็นความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากยุคดึกดำบรรพ์ ส่วน “การร่วมสมพาส” หรือการเสพสังวาสระหว่างชายหญิงเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดและความเจริญงอกงาม ฉะนั้น ตำนานเรื่องนี้จึงเอาการร่วมสมพาสระหว่างนางนาคกับกษัตริย์มาเป็นบทบัญญัติหรือกำหนดกฎเกณฑ์หรือเป็นพิธีกรรมที่กษัตริย์ต้องกระทำมิให้ขาด และมีคำทำนายในตอนท้าย

ตำนานเรื่องนาคแสดงให้เห็นความเชื่อ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างระเบียบประเพณีให้ยึดถือสืบต่อกันมาอย่างเหนียวแน่น จนสร้างความเป็นชนชาติที่มีความเข้มแข็ง หากไม่หลงงมงายในความเชื่อแบบผิดๆ ตำนานทั้งหลายจะมีคุณค่าให้เราได้ศึกษาถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาของผู้คนสมัยก่อนที่สร้างรากฐานอันมั่นคงให้คนสมัยหลังดำเนินชีวิตตามครรลองที่ถูกต้องเหมาะสม

 

“แซ่” มาจากไหนกันนะ? (ต่อ)

Written by jintana on July 17th, 2013. Posted in บทความ

ว่ากันด้วยเรื่องของแซ่ ชื่อเสียงเรียงนามของคนจีน ถ้าให้เป็นจีนแท้ก็ต้องมีชื่อแซ่ อย่างที่เราเคยกล่าวกันไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า ตระกูลแซ่มีถิ่นกำเนิดหลายที่ต่างกันไป เช่นเมืองซินเจิ้ง เมืองสวีชาง และเมืองโจวโขว่ เป็นต้น ในบทความนี้เราจะพูดถึงแซ่อีกสามตระกูลที่เหลือและตารางของชื่อแซ่อื่นที่มีถิ่นกำเนิดนอกเหนือจากลุ่มแม่น้ำหวง

มาต่อกันที่แซ่ทาง แซ่ซ่งหรือแซ่ส่ง และแซ่ไต้หรือแซ่ไต่ และแซ่หวู่หรือแซ่บู๊  มีถิ่นกำเนิดที่เมืองซางซิว มณฑลเหอหนาน เป็นบ้านเกิดของนักปราชญ์ผู้เลื่องชื่ออย่าง ขงจื้อ รวมไปถึงวีรสตรีผู้กล้าอย่าง ฮวามู่หลาน อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งการพยากรณ์อากาศแห่งแรกของจีนโบราณ

แซ่เหวินหรือแซ่บุ๊ง แซ่จางหรือแซ่เตีย และแซ่เมิ่ง มีถิ่นกำเนิดที่เมืองผูหยาง มณฑลเหอหนาน เมืองนี้เคยเป็นที่อยู่ของกษัตริย์ในยุคจีนโบราณทั้งห้า กล่าวคือเริ่มตั้งแต่ฉินฮั่น ในช่วงหลังนั้นเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของลุ่มแม่น้ำหวงเหอตอนล่าง ทั้งยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย

สุดท้ายแซ่ต้วนหรือแซ่ต๋วง แซ่ก่ง และแซ่โหวหรือแซ่เฮ้า ตระกูลแซ่นี้กำเนิดมาจากเมืองฮุยเซี่ยน มณฑลเหอหนาน ในสมัยแคว้นจ้างที่นี้เป็นสถานที่ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน เป็นถิ่นกำเนิดของวีรบุรุษสมัยราวงศ์ซ่ง คือ งักฮุย

 

“แซ่” มาจากไหนกันนะ?

Written by jintana on July 16th, 2013. Posted in บทความ

ชื่อเสียงเรียงนามของคนจีนนั้น เราคงคุ้นเคยกันดีกับ “แซ่” หรือนามสกุลของคนจีน ประวัติความเป็นมานั้นใช่ว่าจะตั้งกันเผิน ๆเล่น ๆเสียเมื่อไร ความเป็นมาของชนชาติจีนนั้นยาวนานอย่างไร แซ่ของพวกของก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน

แม่น้ำฮวงโห หรือแม่น้ำเหลือง เป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของชาวจีน เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมอันยาวนานของชาวจีน รวมไปถึงแซ่ด้วย แซ่ของชาวจีนนั้นจะเรียกตามถิ่นกำเนิดที่อยู่อาศัยของพวกเขา ถิ่นกำเนิดตระกูลแซ่ที่ใหญ่ที่สุดนั้นคือ มณฑลเหอหนาน รองลงมาก็คือ มณฑลซานซี มณฑลส่านซี และ มณฑลซานตง ตามลำดับ ซึ่งเป็นสี่มณฑลใหญ่ ๆของประเทศจีน

เริ่มกันที่แซ่กาวหรือแซ่กอ  แซ่เฟิงหรือแซ่ปัง/ แซ่บ่างแซ่เจิ้ง หรือแซ่แต้และแซ่หานหรือแซ่ห่าน มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองซินเจิ้ง มณฑลเหอหนาน แคว้นเจิ้งและแคว้นหานได้ตั้งแคว้นบริเวณเมืองซินเจิ้งกว่า 500ปี อีกทั้งจักรพรรดิหวงตี้ได้ตั้งราชวงศ์แรกของจีนที่เมืองนี้เช่นกัน

แซ่เหวินหรือแซ่บุ๊ง แซ่เฉินหรือแซ่ตั้ง แซ่จงหรือแซ่เจ็ง และแซ่ฟางหรือแซ่ปึง มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองสวีชาง มณฑลเหอหนาน ในยุคปลายของตงฮั่น โจโฉเคยให้เมืองนี้เป็นที่บัญชาการรบของตน เมืองนี้จึงนับได้ว่าเป็นเมืองสำคัญทางด้านการเมืองและทางทหารมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล

แซ่เฉินหรือแซ่ตั้ง แซ่หูหรือแซ่โอ๊ว แซ่เซี่ยหรือแซ่เห่ แซ่หลงหรือแซ่เล้ง และแซ่ชิวหรือแซ่คู มีถิ่นกำเนิดที่เมืองโจวโขว่ อำเภอฮว่ายหยาง มณฑลเหอหนาน ที่นี้ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของลูกหลานจีน ห่างจากตัวอำเภอไปทางเหนือนั้นจะพบสุสานจักรพรรดิไท่โฮว่หลิง มีอายุกว่า 3,000 ปี ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของกษัตริย์เหยียนตี้อีกด้วย

อร่อย อร่อย กับรสชาติของเมืองนักสู้วัว

Written by jintana on July 10th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศสเปน หรือ ราชอาณาจักรสเปน เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเนื่องจากมีหลายประเทศที่เข้ามามีอิทธิพลกับประเทศนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากอิทธิพลของชาวยิวและชาวมัวร์ ชาวมัวร์นั้นเป็นชาวอิสลามจากแอฟริกามีอำนาจปกครองสเปนอยู่นานมาก ทำให้อาหารสเปนนั้นจึงมีวัตถุดิบและรสชาติที่หลากหลายในแบบฉบับชาวมัวร์ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆอยากที่จะลิ้มลองสักครั้ง

อาร์โรซเนโกร (Arroz Negro) ข้าวผัดอาหารทะเลที่มีสีสันน่าจดจำด้วยหมึกดำจากปลาหมึก
โกซีโด (Cocido) สตูว์เนื้อที่ผสมผสานไปด้วยถั่วหลายชนิด
คามอนเซร์ราโน (Jamón serrano) แฮมหมักใช้เวลาร่วมปี เมื่อพูดถึงแฮมแล้วชาวสเปนนิยมรับประทานแฮมมาก มากถึงขนาดมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับแฮมกันเลยทีเดียว
ปาเอยา (Paella) ข้าวผัดเนื้อหรืออาหารทะเลใส่หญ้าฝรั่นและน้ำมันมะกอก มีหลากหลายแบบให้เลือกรับประทาน น้ำมันมะกอกก็เป็นอีกวัตถุดิบหนึ่งที่ชาวสเปนนิยมนำมาปรุงอาหารซึ่งแหล่งผลิตใหญ่ ๆก็มีอยู่ทางใต้ของสเปน
ฟีเดวา (Fideuà) บะหมี่จากเมืองบาเลนเซีย บาเลนเซียเป็นเมืองอุตสาหกรรมริมชายฝั่งโกสตาเดลอาซาอาร์ (Costa del Azahar) และเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสเปน

ในสเปนนั้นมีการใช้เครื่องเทศในการปรุงอาหารอยู่บ้าง เช่น กระเทียม หัวหอม อาริกาโน โรสแมรี่ และโหระพา และที่แปลกอีกเรื่องหนึ่งก็คือแม้ชาวสเปนจะชอบ ทานเนื้อวัว แกะ ไก่ หมู แต่ก็จะไม่นิยมนำมาอบ แต่นิยมปิ้ง ย่างมากกว่า

Noun ขยาย Noun กันเองได้หรือ?

Written by akiautumn on July 9th, 2013. Posted in บทความ

nouns

ใครหลายๆ คนมักจะคิดเสมอว่า คำที่นำหน้า noun จะต้องเป็น adjective เท่านั้น แต่ต้องดูความหมายด้วย เพราะว่าบางทีนั้น noun อาจจะมาช่วยขยายคำนามด้วยกันเองโดยไม่จำเป็นต้องเป็น adjective เสมอไป

 

เช่น

 

Amusement park หรือ Amusing park

 

จะเห็นได้ว่า amusement หมายถึง ความสนุกสนาน ความตลกขบขัน เป็นคำนาม และ park หมายถึง สวน ก็เป็นคำนามเช่นกัน เมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกัน เป็น Amusement park หมายถึง สวนแห่งความสนุกสนาน หรืออีกนัยก็คือ สวนสนุก นั้นเอง

 

แต่ถ้าหากว่าเรานำ adjective มาช่วยขยายล่ะก็จะเป็น Amusing หมายถึง น่าตลกขบขัน และ park หมายถึง สวน  และเมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันจะกลายเป็น Amusing park หมายถึง สวนที่น่าขบขัน ไปเลยที่เดียว ซึ่งทำให้ความนั้นเบี่ยงออกไปพอสมควร

 

Beauty spa หรือ Beautiful spa

 

Beauty หมายถึง ความงาม + Spa หมายถึง สปา

เป็น Beauty spa หมายถึง สปาที่เกี่ยวกับความงาม

 

Beautiful หมายถึง สวยงาม + Spa หมายถึง สปา

เป็น Beautiful spa หมายถึง สปาที่ตกแต่งอย่าสวยงาม

จากตัวอย่าง Beauty spa และ Beautiful spa จะเห็นถึงความแตกต่างเลยว่า เมื่อใช่ noun มาขยายนั้น เป็น สปาเสริมความงาม เต็มไปด้วย คอร์สนวดตัว นวดหน้า ยกกระชับ สารพัด แต่พอมาใช้ adjective ขยาย กลายเป็น สปาที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสปาเกี่ยวกับอะไร ให้บริการอะไร ตกแต่งอย่างงามนี้ อาบ อบ นวด !?

 

Death rate หรือ Dead rate

Death หมายถึง ความตาย + Rate หมายถึง อัตรา

เป็น Death rate หมายถึง อัตราการเสียชีวิต

 

Dead หมายถึง ตาย + Rate หมายถึง อัตรา

เป็น Dead rate หมายถึง อัตราซึ่งตายแล้ว (เป็นงั้นไป)

 

สำหรับ Death rate กับ Dead rate ค่อนข้างจะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทีเดียว เมื่อใช่ noun มาขยายก็จะเกี่ยวข้องกับ อัตราการเสียชีวิต ในแต่ละปีมีอัตราเท่าไหร่ คิดเป็นร้อยล่ะเท่าไหร่ ทว่าเมื่อนำ adjective มาช่วยกลายเป็นว่า อัตราตัวนั้นมันแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนเลยถ้าในทางการลงทุนล่ะก็ บอกได้ว่ามี เจ๊ง กับ เจ๊ง สำหรับ Death rate นั้นมีคู่หูที่เทียบเคียงกันมาและใช้ noun มาขยายเช่นเดียวกัน คือ Birth rate อัตราการเกิด ไม่ใช่ Born rate หมายถึง อัตราที่เกิดแล้ว !?

 

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกๆ คนระวังให้มากสำหรับคำขยายเหล่านี้ ซึ่งหลายๆ คนจะรู้ว่า adjective มีหน้าที่ขยายคำ noun มิใช่หรือ? นั้นก็ใช่ครับ แต่ไม่เสมอไป บางทีการนำ adjective มาขยายอาจจะทำให้คำๆ นั้นเบี่ยงความหมายออกไป ทางเจ้าของภาษาก็เลยเอา noun นั้นล่ะ มาขยายให้ชัดเจนซะเลย

 

มารู้จักภาษารัสเซียกันเถอะ

Written by jintana on July 8th, 2013. Posted in บทความ

ภาษารัสเซียนั้นเป็นอีกภาษาหนึ่งที่มีความเป็นมายาวนาน มีความสำคัญมาในยุคที่สหภาพโซเวียตรุ่งเรือง มีหลักฐานปรากฏในเอกสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และถูกจัดให้เป็นภาษาที่ยากติดอันดับต้น ๆด้วย ภาษารัสเซียมีภาษาเขียนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 จัดอยู่ในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งสัมพันธ์กับ ภาษาสันษกฤต ภาษากรีกและ ภาษาละติน รวมทั้งกลุ่มภาษาเจอร์เมนิก โรมานซ์ และเคลติก (หรือเซลติก) ยุคใหม่ (ภาษาอังกฤษ ภาษาไอริช และภาษาฝรั่งเศส)

กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษารัสเซียนั้น นอกจากรัสเซียแล้วก็ยังมีกลุ่มประเทศที่เคยรวมอยู่ในการปกครองของสหภาพโซเวียต ได้แก่ โปแลนด์ บัลแกเรีย สาธารณรัฐเชก สโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนีย อัลเบเนียและคิวบา หรือประเทศในกลุ่มกติกาสัญญาวอร์ซอ

อักษรที่ใช้เขียนภาษารัสเซียเรียกว่าอักษรซีริลลิก มีอยู่ทั้งหมด 33 ตัว ภาษารัสเซียนั้นจะออกเสียงยากแค่ไหน และเขียนยากเพียงใด เราเลยนำตัวเลขในภาษารัสเซียมาให้อ่านกันค่ะ

ตัวอักษรภาษารัสเซีย คำอ่าน ความหมาย ตัวอักษรภาษารัสเซีย คำอ่าน ความหมาย
один อาดีน หนึ่ง шесть เชสต์ หก
два ดวา สอง семь เซม เจ็ด
три ตรี สาม восемь โวซีม แปด
четыре เชียตึยรี สี่ девять เดเวียท เก้า
пять เปียท ห้า десять เดเสียท สิบ

สักการะพระธาตุอินทร์แขวน สิ่งศักดิ์สิทธ์อันน่าอัศจรรย์ของพม่า

Written by warittha on July 7th, 2013. Posted in บทความ

พระธาตุอินทร์แขวนในภาษาพม่า เรียกว่า “ไจ้ก์ทีโยพยา” คำว่า ไจก์นี้  มักเป็นคำเรียก เจดีย์ ที่อยู่ในแถบพม่าตอนล่างโดยเฉพาะแถบย่างกุ้งและในรัฐมอญ โดยเชื่อว่า การออกเสียง “ไจก์” นี้ เป็นสำเนียงของชาวมอญที่อ่านตามภาษาบาลีสันสกฤต คือ เจติย หรือ ไจตย และมีความหมายว่าพระเจดีย์เช่นเดียวกับคำว่า พยา และ เซดี ที่ชาวพม่านิยมเรียกกันโดยทั่วไป

พระธาตุอินทร์แขวนหรือ ไจ้ก์ทีโยพยา ตั้งอยู่บนภูเขาไจ้ก์ทีโย ซึ่งอยู่ในเขตเมืองไจก์โถ่ ทางตอนบนของรัฐมอญ ห่างจากเมืองหาสาวดีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 65 กิโลเมตร องค์พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ปิดทอง รูปองค์เป็นก้อนศิลา มีความสูงราว 22 ฟุต ตั้งอยู่บนเชิงผาหิน โดยวางแตะหน้าผาอย่างหมิ่นเหม่และเอนออกมาทางหุบเหว จนดูเหมือนก้อนศิลานั้นจะกลิ้งตกลงจากหน้าผา และยังสามารถโยกองค์ก้อนศิลาให้ไหวได้ ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเสด็จโปรดโยมมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พระองค์ได้พบฤาษีสองพี่น้อง ชื่อ ติสสะ และ สีหะ จึงเทศนาสั่งสอน ก่อนจากกันพระฤาษีทั้งสองได้ทูลขอเครื่องอนุสติ พระองค์จึงได้ทรงประทานพระเกศาให้ 5 เส้น พระฤาษีจึงสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุสามเส้นไว้บนเขาสามแห่งชื่อ ซแวกะปี่ง และเกสาละ ซึ่งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง และอีกเจดีย์หนึ่ง คือ ซีงไจ้ก์ ซึ่งอยู่ในรัฐมอญ ส่วนพระเกศาเส้นสุดท้ายนั้น พระฤาษีผู้พี่ได้เก็บไว้บูชาโดยแซมไว้ในมวยผมของตน เมื่อพระฤาษีทั้งสองเดินทางมาบำเพ็ญพตรที่เขาไจ้ก์ทีโย ติสสะฤาษีผู้พี่เกิดป่วยหนัก เมื่อใกล้ละสังขาร จึงได้ขอร้องให้บุตรบุญธรรม คือ เจ้าชาย ติสสธัมมสีหราช ที่มาเฝ้าดูอาการให้ช่วยสร้างพระเจดีย์เพื่อเก็บรักษาพระเกศาธาตุนั้น โดยขอให้หาหินที่มีลักษณะคล้ายศรีษะของตนมาเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ เมื่อพระอินทร์ได้ทราบข่าว พระอินทร์จึงลงมาช่วยหาหินจากใต้ท้องสมุทรมาให้พระฤาษีเลือก จนได้ก้อนหินที่พอใจ พระอินทร์ได้ใช้พระขรรค์เจาะหินเป็นช่องและบรรจุพระเกศาธาตุไว้ภายใน จากนั้นจึงทรงอธิษฐานลอยพระเจดีย์ไว้บนยอดผาบนเขาไจ้ก์ทีโย เค้าเรื่องในตำนานนี้จึงสอดคล้องกับชื่อที่ชาวไทยรู้จักพระเจดีย์ไจ้ก์ทีโย กันในนามพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งความน่าพิศวงในองค์พระเจดีย์ผนวกกับแรงศรัทธาต่อองค์พระธาตุทำให้มีผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้

 

เวนิสดินแดนแห่งสายน้ำ

Written by jintana on July 6th, 2013. Posted in บทความ

เวนิส (Venice) หรือ เวเนเซีย (Venezia) เป็นเมืองหนึ่งของอิตาลีที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือน เนื่องจากความงดงามด้านศิลปะ และเสน่ห์ของประวัติศาสตร์อันยาวนาน เวนิสตั้งอยู่ในแคว้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศ ชื่อว่าแคว้นเวเนโต เป็น 1 ใน 20 แคว้นของอิตาลีที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมืองเวนิสถูกห้อมล้อมไปด้วยผืนน้ำ จึงทำให้การคมนาคมหลัก ๆคือทางน้ำ นับว่าเป็นจุดเด่นและเสน่ห์ของที่นี้ คลองที่คดเคี้ยวและวิวทิวทัศน์ของวิถีชีวิตคนเมืองเวนิสสลับกับร้านค้า อาคาร บ้านเรือนสไตล์คลาสสิก ยิ่งทำให้ชวนหลงใหล ความสวยงามของเมืองเวนิสนั้นโดดเด่นจนได้รับฉายามากมาย ได้แก่ ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)

ที่มาของเมืองนี้คือการสร้างเมืองขึ้นเพื่อเชื่อมหมู่เกาะเล็ก ๆทั้ง 118 เกาะ ในบริเวณทะเลสาบน้ำเค็มเวนิเทีย(Venetian Lagoon)เข้าด้วยกัน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งปากแม่น้ำโปและแม่น้ำพลาวิ (Po and the Piave Rivers) เป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก(Adriatic Coast)ในภาคเหนือของอิตาลี จากนั้นเมื่อปี 1987 เมืองเวนิสและทะเลสาบได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลก

กับข้าว กับปลาของชาวบรูไน

Written by warittha on July 5th, 2013. Posted in บทความ

อาหารของแต่ละชนชาติ สามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต แม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีความคล้ายคลึงในเรื่องของวัตถุดิบหลายอย่าง เนื่องจากมีภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกัน แต่การรังสรรค์นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบเป็นอาหารต่างก็มีความแตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละชนชาตินั้นๆ ในประเทศผู้ร่ำรวยน้ำมันอย่าง บรูไนดารุสซาลาม ที่มีความเคร่งครัดในศาสนาอิสลาม ก็มีวิถีการรับประทานอาหารที่น่าสนใจ แปลกตาและมีเมนูที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของหลายๆ คน ในครั้งนี้เรามาลองทำความรู้จักกับอาหารบรูไนที่เป็นที่นิยมของชาวบรูไน อันได้แก่

อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศบรูไนทำจากแป้งอัมบูลุง (คล้ายๆ แป้งสาคูซึ่งได้จากต้นรุมเบีย) ผสมกับน้ำร้อนแล้วกวนจนเหนียวข้น รับประทานกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเรียกว่า จาจะห์ และซอสที่เรียกว่า เจินจาลู่ ซึ่งทำจากกะปิ การกินอัมบูยัต ต้องใช้แท่งไม่ไผ่ยาวคล้ายตะเกียบเรียกว่า จันดาส ม้วนคีบแป้งเหนียวแล้วจุ่มลงไปในซอส นอกจากแป้งกับซอสแล้ว ยังมีเครื่องเคียงที่รับประทานคู่กัน ได้แก่ ปลาทอด เนื้อทอด และผักสดที่หาได้ในท้องถิ่น การรับประทานอัมบูยัตให้อร่อย ต้องรับประทานตอนแป้งร้อนๆ ตัวแป้งจะค่อนข้างเหลวสามารถกลืนได้โดยไม่

 

 

เกอตูปัต (Ketupat) เป็นข้าวหุงห่อด้วยใบมะพร้าว เป็นวัฒนธรรมการทานอาหารที่แสดงออกถึงความละเอียดประณีต และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำใบมะพร้าวมาล้างให้สะอาด ดึงก้านออกแล้วนำมาสานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท จากนั้นขยายห่อใบมะพร้าวให้มีช่องว่างพอใส่ข้าวสารลงไป แล้วปิดช่องที่ขยายออกให้สนิทเหมือนเดิม จากนั้นจึงนำไปต้มในน้ำเดือดทั้งห่อ เมื่อสุกได้ที่ ด้านในของห่อใบมะพร้าวจะกลายเป็นข้าวสวยที่อัดเป็นก้อน คนบรูไนมักรับประทานข้าวกับสะเต๊ะ หรืออาหารจำพวกแกงกะหรี่ นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกอย่างซึ่งวิธีทำคล้ายคลึงกันคือ ลอนตอง แต่ต่างกันที่ลอนตองจะห่อด้วยใบตอง วัฒนธรรมการหุงข้าวห่อในใบมะพร้าวนี้ นอกจากบรูไนแล้ว ประเทศหมู่เกาะที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็นิยมการหุงข้าวห่อใบมะพร้าวเช่นกัน

 

อูดัง ซัมบัล เซอไร เบอร์ซันตัน (Udang Sambal Serai Bersantan) เป็นพริกแกงกุ้งตะไคร้ใส่กะทิ ลักษณะคล้ายอาหารจำพวกแกงกะหรี่ วิธีทำคือบุบกระเทียมแล้วลงไปเจียวกับหอมหัวใหญ่ ตามด้วยเครื่องแกงกับตะไคร้สับละเอียด จากนั้นใส่กุ้งกุลาดำ พริก เพิ่มรสชาติด้วยเกลือกับน้ำตาล ผัดจนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีชมพู เสร็จแล้ว ราดกะทิ เคี่ยวจนข้น แล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

 

 

 

การเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติอื่นจากอาหารการกินจะมีส่วนช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ได้มากขึ้น และแม้หน้าตาของอาหารบางอย่างของบรุไนจะแปลกแตกต่างไปจากคนในภูมิภาคเดียวกัน แต่ไม่รู้สึกแปลกแยกเนื่องจากความคุ้นชินกับวัตถุดิบที่ใกล้เคียงกัน การเปิดใจยอมรับในความแตกต่างหลากหลายจะช่วยทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคเดียวกันได้มากขึ้น