ปริศนาทุ่งไหหิน อารยธรรมโบราณในอุษาคเนย์

Written by warittha on July 29th, 2013. Posted in บทความ

ก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายไห ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามากว่าพันปี อยู่ในพื้นที่ราบสูงของเมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามเวียดนาม ก้อนหินนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สรรค์สร้าง และสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใด ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่กระจ่างได้

ไหหินเหล่านี้ ถูกค้นพบโดยมาดโดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในทศวรรษ 1930 โดยโกลานีเชื่อว่า ทุ่งไหหินนี้กำเนิดขึ้นจากอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้นช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 300 และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพิธีศพ เนื่องจากมีการค้นพบเถ้ากระดูกมนุษย์ในไหบางลูกและสุสานขนาดใหญ่ที่ตำบลบ้านอ่างบนเขตที่ราบสูงเชียงขวาง ลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม ขนาดของไหหินแต่ละใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงโดยเฉลี่ย 1.5 เมตร ตัววัสดุของไหหินนี้พบว่าสกัดขึ้นจากหินทรายซึ่งหาได้ในท้องถิ่น แต่ก็มีหลายใบที่ปรากฏร่องรอยว่าถูก

ลากขึ้นมาจากที่อื่น มีตำนานเล่าเรื่องราวการกำเนิดขึ้นของทุ่งไหหินว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าของขุนเจือง กษัตริย์ลาวผู้ปลดแอกราษฎรจากประมุขผู้กดขี่โหดร้าย

ทุ่งไหหิน มีหลักๆ 3 กลุ่ม ด้วยกัน คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มทุ่งไหหิน อยู่ห่างจากโพนสวรรค์มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 15 กิโลเมตร มีไหหินอยู่กว่า 250 ใบและมีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มอื่นๆ มาก กลุ่มที่สองคือกลุ่มไหหินภูสลาโต อยู่ถัดจากโพนสวรรค์ลงมาทางใต้ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูกและพบไหหินกระจายกันอยู่ราว 100 ใบ กลุ่มที่สามคือ กลุ่มไหหินลาดค่าย อยู่ถัดลงมาอีก 10 กิโลเมตร ประกอบด้วยไหหินประมาณ 150 ใบ กระจายกันอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ ที่มองลงมาเห็นวิวของเขตที่ราบและท้องทุ่งนาของบ้านเชียงดีบนเนินลูกถัดไปอย่างทั่วถึง

ปัจจุบันรัฐบาลลาวกำลังผลักดันให้องค์การยูเนสโกจดทะเบียน ทุ่งไหหิน (Plain of Jar) ในแขวงเชียงขวางให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากเมืองหลวงพระบาง และปราสาทวัดภู แขวงจำปาสักและยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเวียดนาม เนื่องจากบริเวณแขวงเชียงขวางเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารเพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศซึ่งติดต่อกับ พรมแดนเวียดนามด้วยเส้นทางหมายเลข 7 หรือเส้นทางสายโฮจิมินห์ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเวียดนาม เหนือมายังขบวนการปะเทดลาวหรือลาวฝ่ายซ้าย

พื้นที่ทางอารยธรรมแห่งนี้ ผ่านประวัติศาสตร์อันมากมายทั้งการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอดีต ความรุ่งเรืองของชนชาติไปจนถึงการก่อเกิดสงคราม แต่ทุ่งไหหินก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป อันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมหลักฐานทางอารยธรรมแห่งนี้

บรูไนไข่มุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Written by blogger on July 28th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศบรูไน หรือ เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) แปลว่า ดินแดนแห่งความสงบสุข ประเทศเล็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทยและเป็นอีกประเทศที่จะเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ความน่าสนใจของประเทศนี้นอกจากในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่จัดว่าอยู่ในขั้นดีพอสมควร เพราะประเทศมีรายได้จากน้ำมันเป็นหลัก การปกครองคล้าย ๆ กับประเทศไทยคือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย ความสัมพันธ์กับประเทศไทยถือว่าเป็นมิตรที่ดีอีกประเทศหนึ่

หลาย ๆ คนอาจไม่เคยรู้จักประเทศบรูไนหรือให้ความสนใจเท่าไหร่นัก แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะมีประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศบรูไนเองก็เป็นหนึ่งใน ประชาคม ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญและให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น จากในอดีตที่มักมีแรงงานไทยไปทำงานยังประเทศบรูไนในหลาย ๆ อาชีพ หากมีการเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว การที่จะเข้าไปทำงาน หรือ ไปศึกษาต่อ หรือ ท่องเที่ยว ก็จะง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น เรามาดูกันว่า ที่บรูไนมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง หากเป็นสถานที่เที่ยว ที่บรูไนก็มีที่ขึ้นชื่ออยู่หลายต่อหลายแห่ง และ หลายคนอาจเคยเห็นกันบ้างตามรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์ เช่น หมู่บ้านลอยน้ำกำปงไอเยอร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่มีครบทุกอย่างเหมือนเมืองบนบกทั่ว ๆ ไป และ ยังเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดและครบถ้วนที่สุดในโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ มัสยิด ที่นี่มีพร้อมสรรพ จึงเป็นอีกสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชม และ ต่อด้วยอีกสถานที่หนึ่งซึ่งถือว่ามีความงดงาม คือ มัสยิคทองคำ Jame Ar’ Hassanil Bolkiah Mosque ซึ่งชาวบรูไนถือว่าเป็นมัสยิดที่ศักดิ์สิทธิ์ และ มีความงดงามเพราะวัสดุก่อสร้างและตกแต่งนั้นนำมาจากทั่วทุกมุมโลก และ ยังระยะเวลาถึง 7 ปี ในการก่อสร้าง ภายในนั้นตกแต่งได้อย่างวิจิตรงดงาม และ ชมมัสยิค โอมาร์ อาลี ไซฟูดดิน มัสยิดที่ได้ชื่อว่าเป็น มินิทัชมาฮาล เพราะความสวยงามนอกจากนี้ยังเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่ชาวบรูไนให้ความเคารพสักการะอีกด้วย ที่พักและอาหารการกินที่ประเทศบรูไนนั้น ก็ถือได้ว่าสะดวกพอสมควร เพราะมีโรงแรมในระดับหรูหราและโรงแรมราคาเบา ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้เลือกตามต้องการ ซึ่งในเมืองหลวงคือ เมืองบันดาร์ เสรี เบกาวัน นั้น มีมากมายและยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น คัวลาเบลัท ก็มีที่พักให้เลือกพอสมควร ส่วนเรื่องอาหารนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า บรูไนนั้นเป็นประเทศอิสลาม

ดังนั้นไปที่นี่คุณไม่ต้องถามหาอาหารจากเมนูหมูอย่างแน่นอน ส่วนอาหารที่ได้ชื่อว่าต้องไปชิมหากไปถึงบรูไนหรือเป็นอาหารที่ชาวบรูไนนิยมกันนั้นมีอะไรบ้างเราลองมาดูกัน อย่างแรกเลยคือ “อัมบูยัต”(Ambuyat) อาหารจานนี้จะมีลักษณะ คล้าย ๆ โจ๊กแต่จะข้น ๆ เหนียว ๆ ทำจากแป้งสาคูโดยจุดเด่นคือ การรับประทาน ต้องรับทานโดยการนำไม้ไผ่ 2 อัน ม้วนแป้งให้รอบ ๆไม้ แล้วจิ้มในซอสที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยว หรือ ซอสทำจากกะปิ และยังมี เนื้อย่าง หรือ เนื้อทอด โดยการทานแป้งนั้นนิยมทานตอนร้อน ๆ และ กลืนโดยไม่เคี้ยว จึงจะถือว่าทานในแบบบรูไน และ อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดชิมคือ นาซี ลมะก์ Nasi lemak เป็นลักษณะ ข้าวจ้าวหุงกับกะทิ และ ใส่เครื่องเทศ เช่น ขิง เพื่อเพิ่มความหอม และ มีเครื่องเคียงเช่น แตงกวา ปลาร้าทอด ถั่วลิสง ไขต้ม และ ซัมบัสที่เป็นซอสคล้ายน้ำพริกมีรสเผ็ด ซึ่งแบบพื้นบ้านจะห่อใบตอง ซึ่ง อาหารนี้เป็นอาหารที่รับประทานกัน โดยทั่วไป และ อาหารบรูไนจะมีรสชาด คล้ายกับอาหารบ้านเราคือ เผ็ด เค็ม เปรี้ยว หรือ อาหารก็จะคล้าย ๆ กับทางมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารฮาลาล ตามหลักของศาสนา นอกจากนี้ ยังนิยมรับทาน ข้าว หรือ ก๋วยเตี๋ยว คล้ายกับบ้านเราอีกด้วย

 

 

 

Confusing Words ตอนที่ 4

Written by akiautumn on July 27th, 2013. Posted in บทความ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับคำศัพท์ชวนสับสน ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะนำเสนอแล้วนะครับ เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงจะคุ้นเคยกับกลุ่มนี้เป็นอย่างดีเนื่องจากกลุ่มนี้จะถูกใช้ในชีวิตประจำวันของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตเลยก็ว่านั้นก็คือ Eat, Have, Take, Grab หมายถึง “การกิน” นี้เอง

 

1. Eat (Verb) แปลว่า “กิน, รับประทาน” หมายถึง กินอาหาร ใช้ในความหมายที่กว้างมาก

เช่น

We eat bread and apples every morning.

-พวกเราทานขนมปังกับแอปเปิ้ลทุกๆ เช้า

 

2. Have (Verb) แปลว่า “รับประทาน, กิน” แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับคำนามที่เป็นชื่อมื้ออาหารตามเวลา

เช่น

We usually have our dinner at 5 in the evening.

-โดยปกติแล้วพวกเราจะรับประทานอาหารเย็นกันตอน 5 โมงเย็น

 

3. Take (Verb) แปลว่า “กิน, รับประทาน” คำนี้จะใช้เฉพาะในเวลาที่เรากินยาต่างๆ ทั้งที่ให้หายจากโรค หรือ เป็นยาเม็ดอาหารเสริมก็เช่นกัน

เช่น

I must take some medicine according to the doctor’s advice.

-ฉันจำเป็นจะต้องทานยาตามคำแนะนำของคุณหมอ

 

4. Grab (Verb) แปลว่า “กินม รับประทาน” คำนี้อาจจะไม่ค่อยได้เห็นใครใช้มากนัก โดยปกติจะเป็นภาษาพูดมากกว่าซึ่งมักจะตามด้วยคำนามทีเกี่ยวข้องกับอาหารหรือชื่อมื้ออาหาร

เช่น

I’m going to grab lunch.

-ฉันกำลังจะไปหม่ำข้าวเที่ยง

I’m very hungry. I hurriedly go back home after finishing school and grab a plate of pie immediately.

-ฉันหิวมาก ดังนั้นหลังโรงเรียนเลิกฉันก็รีบกลับบ้านและเอาพายมากินทันที

 

เอาละครับในที่สุด เพื่อนๆ ก็ได้รู้จักคำต่างๆ ที่มีความหมายเหมือนกันแต่จะต่างก็แค่การนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ กันทั้งหมด ท้ายที่สุดก็อยากให้เพื่อนๆ พยายามทบทวนและทำความเข้าใจกับคำเหล่านี้กันด้วยนะครับถึงแม้ว่าหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทั้งๆ ที่ก็ความหมายเดียวกันก็เอาไปใช้แทนๆ กันได้ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ในภาษาอังกฤษนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยเพราะในภาษาอังกฤษจะมีระดับในการใช้คำที่แตกต่างกันอยู่มาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ระวังตัวกันไว้เวลาที่ได้พูดคุยกับชาวต่างชาติด้วยนะครับไม่งั้นบางคนอาจจะงงกันก็ได้นะเออ

 

 

นามสกุลสุดฮิตของชาวญี่ปุ่น (ต่อ)

Written by jintana on July 26th, 2013. Posted in บทความ

 

มาต่อกันที่อันดับ 5 Watanabe (渡辺) อันนี้น่าจะเป็นที่คุ้นกันดีสำหรับใครที่มีความสนใจด้านภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่น เมื่อเอ่ยถึง Ken Watanabe ผู้กำกับละครและภาพยนตร์ชื่อดัง เขาเคยรับบท Katsumoto Moritsugu ใน The Last Samurai นอกจากนี้ ยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Batman Begins และ Memoirs of a Geisha ผลงานมากขนาดนี้จะไม่ให้คุ้นได้อย่างไร

อันดับที่ 4 Tanaka (田中) พบโดยทั่วไปในญี่ปุ่นแต่พบได้น้อยในโอกินาวะ การเขียนด้วยตัวคันจิสามารถใช้ได้หลายตัวที่ออกเสียงว่า Tanaka แต่สองตัวนี้ (田中) จะมีความหมายว่า นาข้าว และ ตรงกลาง คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น Masahiro Tanaka นักเบสบอลชื่อดังของทีม Tohoku Rakuten Golden Eagles เขาเคยเข้าร่วมการแข่งขันระดับโอลิมปิกในปี 2008 อีกคนหนึ่งนั้นก็คือ Masako Tanaka หรือที่รู้จักในนาม Iwasaki Mineko เกอิชาที่มีชื่อเสียงมากจนมีคนนำเรื่องราวของเธอในถ่ายทอดเป้นตัวหนังสือในเรื่อง  “Memoirs of a Geisha”

อันดับที่ 3 Takahashi (高橋) พบมากในทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู(โทโฮขุ) ตัวอย่างชื่อคนดังก็มี Minami Takahashi จากวง AKB48 และ Ai Takahashi จากวง Morning Musume

อันดันที่ 2 Suzuki (鈴木) นามสกุลนี้ ถูกจัดให้เป็นนามสกุลที่มีคนใช้มากเป็นอันดับที่สองคนดังที่เราน่าจะรู้จักก็มี อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Kantaro Suzuki และ Hiroki Suzuki ผู้รับบท Shuichiro Oishi ในซีรี่ย์ The Prince of Tennis

อันดับที่ 1 Satou (佐藤) สามารถเขียนว่า Sato หรือ Satoh ก็ได้ พบมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตัวอย่างคนดังที่มีชื่อนี้ เช่น Nobusuke Kishi (ชื่อเดิม Nobusuke Sato) อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น, Sumire Sato และ Amina Sato สมาชิกวง AKB48 และ Masaki Sato จากวง Morning Musume เป็นต้น

และทั้งหมดนี้คือ 5อันดับนามสกุลยอดฮิตของคนญี่ปุ่น ที่เป็นภาคต่อจากบทความที่แล้ว โดยทั่วไปแล้วนามสกุลของคนญี่ปุ่นสามารถบ่งบอกภูมิลำเนาของเจ้าของนามสกุลได้เป็นอย่างดีว่าเป็นคนจังหวดอะไร เช่น Yamamoto (山本) หมายถึงมาจาก “เชิงเขา” หรือ Ishikawa (石川) ก็หมายถึงว่ามาจาก “แม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิน” เป็นต้น

 

Confusing Words ตอนที่ 3

Written by akiautumn on July 25th, 2013. Posted in บทความ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับคำศัพท์น่าปวดหัวกลุ่มที่ 3 ในครั้งนี้จะเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการสื่อสาร อาทิ Tell, Say, Speak, Talk, Converse ซึ่งทั้ง 5 คำนี้ก็มีความหมายที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันเลยทีเดียวแต่ก็มีข้อแตกต่างในการนำไปใช้อยู่ไม่น้อยทีเดียว

 

1. Tell จะมีความหมายในเชิงว่า “บอก” มากกว่า “พูด” และจะมีกรรมมารองรับเสมอ

เช่น

My mom tells me to keep studying for an entrance exam next month.

-แม่บอกกับฉันให้ตั้งใจเรียนให้มากเพื่อเตรียมสำหรับการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในเดือนหน้า

 

2. Say มีความหมายว่า “พูดว่า” คำนี้นิยมใช้พูดทักทาย, อำลา, หรือพูดขึ้นต้นคำกล่าว

เช่น

Lidia says “I want to study abroad so I’m now paying attention to every class to get scholarship”

-ลิเดียพูดว่า “ฉันอยากจะไปเรียนต่างประเทศดังนั้นตอนนี้ฉันจึงพยายามใส่ใจบทเรียนในทุกๆ วิชาเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา”

 

3. Speak หมายถึง “พูด” เป็นการพูดที่เป็นเรื่องราว หรือเป็นการเป็นงานและใช้กับคนเดียวพูดด้วย เช่น

Sarah is talkative. She has spoken for two hours without stopping.

-ซาร่าเป็นคนชอบพูด เธอพูดมาแล้ว 2 ชั่วโมงโดยไม่หยุดเลย

 

4. Talk หมายถึง “พูด” แต่มักใช้ในความหมายที่เป็นการสนทนา ระหว่าง 2 คนขึ้นไป เป็นการพูดแบบธรรมดา

เช่น

First of all, let me talk about an evidence that I found an hour ago.

-ก่อนอื่นเลยนะ ผมขอพูดเกี่ยวกับหลักฐานที่ผมพบเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

 

5. Converse หมายถึง “สนทนา” ใช้ในความหมายที่เป็นการคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน

เช่น

We are conversing about the water crisis all over 2 years in the meeting

-เรากำลังพูดคุยแลกเปลียนกันเกี่ยวกับวิกฤตน้ำตลอด 2 ปีมานี้ในที่ประชุม

 

ก่อนจากกันในบทความนี้ก็อย่าลืมทบทวนและเรียนรู้ว่าแม้แต่การสนทนากันในภาษาอังกฤษยังมีใช้ตั้งหลายรูปแบบในหลายๆ สถานการณ์ ก็อยากให้เพื่อนๆ พิจารณาแต่สถานการณ์ด้วยนะครับ แล้วอย่าลืมคำอื่นๆ ก่อนนี้ด้วยล่ะ

 

 

นามสกุลสุดฮิตของชาวญี่ปุ่น

Written by jintana on July 24th, 2013. Posted in บทความ

 

ชื่อของคนญี่ปุ่นนั้นจะมีการเรียงชื่อและนามสกุลเหมือนกับคนจีนและคนเกาหลี ก็คือจะเอานามสกุลขึ้นก่อนชื่อ ส่วนเวลาเรียกก็จะเรียกชื่อแล้วตามด้วยคำว่า ซัง ที่แปลว่า คุณ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงใช้สำหรับบุคคลที่ไม่ใช่คนในครอบครัว การเรียกชื่อโดยเรียกแต่นามสกุลจะเห็นได้ในการเรียกคนในครอบครัว ชื่อของคนญี่ปุ่นอาจจะมากกว่าของคนเกาหลี แต่ก็ไม่พ้อนที่จะมีชื่อสกุลที่ซ้ำกันอยู่ดี ซึ่งก็มีการจัดอันดับไว้เล่น ๆ 10 อันดับ ได้แก่
อันดับที่ 10 Saitou (斉藤/斎藤) นามสกุลนี้เป็นหนึ่งในนามสกุลของคนมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เช่น นักเขียนการ์ตูนชื่อดังอย่าง Saito Chiho ,นักกีฬาเบสบอลผู้มีฝีมืออย่าง Takashi Saito ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับ Arizona Diamondbacks (U.S.)

อันดับที่ 9 Kobayashi (小林) พบมากในแถบคันโต และคันไซ มีความหมายว่า “ป่าเล็กๆ” คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ก็มีนักกินแหลกผู้ทำลายสถิติโลกที่ถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คอย่าง Takeru Kobayashi เป็นต้น

อันดับที่ 8 Yamamoto (山本) พบมากในภาคกลางตอนบนและตอนล่างของเกาะฮอนชู บางส่วนค่อนมาทางตะวันออก ในจังหวัดไซตามะและชิซุโอกะ มีความหมายว่า เชิงเขา ซึ่งก็สัมพันธ์กับภูมิประเทศที่อยู่อาศัยของคนที่ใช้นามสกุลนี้ คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น Yohji Yamamoto ดีไซเนอร์ระดับโลก และ ดารานายแบบชื่อดังอย่าง Yusuke Yamamoto

อันดับที่ 7 Nakamura (中村) พบมากทางตะวันตก ในแถบคันไซ และคิวชู เป็นอีกนามสกุลที่เห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น คนดังที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น ดีไซน์เนอร์รองเท้า ผู้ก่อตั้งและดูแลแบรนด์ชื่อดัง VisVim อย่าง Hiroki Nakamura

อันดับที่ 6 Itou (伊藤/伊東) พบมากในจังหวัด Aichi และ Mie และพบได้ทั่วไปทั้งทางเหนือและทางใต้ของเกาะฮอนชู เป็นนามสกุลของดาราสาว Ito Misaki จากภาพยนตร์เรื่อง About Love ในปี 2005, Ju-On “The Grudge” เมื่อปี 2002

พักครึ่งกันไว้เพียงเท่านี้ก่อนดีกว่าค่ะ สำหรับนามสกุลยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น เหลืออีก 5 อันดับเอาไว้ติดตามกันต่อในบทความหน้า ยังมีนามสกุลชาวญี่ปุ่นที่เราคุ้นหูกันอีกมากมาย จะเป็นอะไรบ้างนั้นต้องติดตามค่ะ 

 

 

Confusing Words ตอนที่ 2

Written by akiautumn on July 23rd, 2013. Posted in บทความ

จากบทความที่แล้วที่เรากล่าวถึง Wrong, Mistake, Error, Miss ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่หลายๆ คนมักจะสับสนในการนำไปใช้อยู่ร่ำไป ในครั้งนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อ คือ Borrow, Lend, Loan ซึ่งทั้ง 3 คำนี้มีความหมายว่า “ยืม” และก็ได้สร้างความปวดหัวให้แก่ผู้ใช้เป้นอย่างมากว่าสรุปแล้วใช้อย่างไรจึงจะถูกต้องกันนะ

 

1. Borrow หมายถึง “ขอยืม” ยืมของเล็กๆ น้อยๆ ชั่วครู่ แต่ไม่ต้องมีของตอบแทนก็ได้

เช่น

Can I borrow your lecture?

-ฉันขอยืมสมุดจดของเธอหน่อยได้มั้ย?

Would you mind if I borrow your laptop?

-จะเป็นไรมั้ยถ้าฉันจะยืมแล็ปท็อปของเธอหน่อย?

 

2. Lend หมายถึง “ให้ยืม” ยืมสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ

เช่น

Can you lend me your lecture?

-ขอฉันยืมสมุดจดของเธอหน่อยได้มั้ย?

If you need an umbrella, I will lend you one.

-ถ้าเธอต้องการร่มล่ะก็ ฉันให้ยืมก็ได้นะ

 

3. Loan หมายถึง “ให้ยืม” ใช้กับการยืมที่เป็นเรื่องสำคัญหรือเรื่องเงินๆ ทองๆ

เช่น

My friend, Caithlin, loans me 10,000 bahts.

-แคทเทอรีนเพื่อนของฉันให้ยืมเงินตั้ง 1 หมื่นบาทแน่ะ

*อย่างไรก็ตาม Loan สามารถใช้เป็นคำนามได้ แปลว่า “เงินกู้, เงินที่ให้ยืม” มีดอกเบี้ย

เช่น

Bank loans us many million bahts.

-ธนาคารให้เรากู้เงินมาตั้งหลายล้าน

*ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเป็นจำเงินเงินที่ไม่มากนักอาจจะใช้ lend แทนได้

เช่น

I’ll lend you 1000 bahts.

-ฉันจะให้เธอยืมเงิน 1 พันบาทนะ

 

เพื่อนๆ จะเห็นว่าขนาดการยืมยังเป็นปัญหาให้น่าสับสนได้ขนาดนี้ ดังนั้นเพื่อนๆ ก็หมั่นทบทวนแต่ละการ “ยืม” นั้นแตกต่างกันอย่างไร ใช้ในแต่ละสถานการณ์ไหนๆ นะครับ

 

 

ชื่อเสียงเรียงนามของชาวนัมฮัน (남한) (ต่อ)

Written by jintana on July 22nd, 2013. Posted in บทความ

 

 

ต่อเนื่องมาจากบทความที่แล้วเราได้นำเสนอเกี่ยวกับชื่อสกุลของชาวนัมฮัน หรือชาวเกาหลีใต้ สำหรับบทความนี้เราจะมารู้จักความหมายของคนชื่อเกาหลีกันค่ะ แต่ก่อนที่จะไปรู้จักชื่อของคนเรามาดูชื่อประเทศของเขาก่อนดีกว่า

대한민국 อ่านว่า แท-ฮัน-มิน-กุก เป็นอักษรฮันกึล (ตัวอักษรภาษาเกาหลี) แปลว่า สาธาณรัฐเกาหลี หรือประเทศเกาหลีใต้ที่เรารู้จักกันดีนี่แหละค่ะ นอกจากอักษรฮันกึลที่คนเกาหลีใช้แล้วนั้นยังมีอักษรฮันจา ซึ่งเป็นอักษรจีนแต่ออกเสียงเป็นภาษาเกาหลี กล่าวคือ ความหมายเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างออกไปจากคำจีนนั่นเอง อย่างชื่อประเทศหากเป็นอักษรฮันจาก็จะเขียนแบบนี้ค่ะ 大韓民國

ชื่อของคนเกาหลีเห็นมีน้อยพยางค์ แต่ความหมายของเขาก็เพราะไม่แพ้ชื่อไทยของเรา เป็นตัวอย่างเล็ก ๆน้อย ๆค่ะ

ชื่อประเทศเวียดนาม และตำนานการกำเนิดประเทศ

Written by warittha on July 21st, 2013. Posted in บทความ

คำว่า เหวียด (Viêt) เคยใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 11 เพื่อเรียกดินแดนที่อยู่ทางใต้ของจีนบนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแห่งแรกของเหวียดทางชายฝั่งภาคใต้ของจีนก่อนปีคริสต์ศักราช 1042 หรือประมาณ 3 พันปีมาแล้ว เหวียด (Viêt) มาจากคำว่า เยวะ (Yue) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกชนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ชายแดนอาณาจักรฮั่นและสามเหลี่ยมแม่น้ำแดง

ชาวเวียดนามมักจะเปรียบรูปร่างประเทศของตนว่าเหมือนตะกร้าใส่ข้าวสองใบแขวนอยู่ปลายสุดของไม้คาน คือรูปตัว S ที่มีความยาวกว่า 1,200 ไมล์ ทีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 127,241 ตารางไมล์ พื้นที่ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 300 ไมล์และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 45 ไมล์ ตะกร้าใส่ข้าวทั้งสองคือบริเวณแม่น้ำแดงทางภาคเหนือและบริเวณแม่น้ำโขงทางภาคใต้ ไม้คานที่ใช้หาบตะกร้าคือแนวเทือกเขาซึ่งกั้นพรมแดนเวียดนาม-ลาว และเวียดนาม-กัมพูชา ประชากรส่วนใหญ่อยู่กันหนาแน่นตามที่ราบลุ่ม ส่วนบริเวณพื้นที่สูงจะเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

ตำนานการเกิดประเทศเวียดนาม กล่าวว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ หลฺาก ลอง เกวิน (Lac Long Quân) แห่งประเทศ ซิจ กวี๋ (Xích Quy) ซึ่งอยู่ทางภาคกลางของจีนเป็นทายาทเทพเจ้าแห่งทะเล อภิเษกสมรสกับเทพธิดา เอิว เกอ (Âu Co) อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและมีบุตร 100 คน แต่เป็นเพราะทั้งสองมีกำเนิดที่แตกต่างและความไม่มั่นคงของชีวิตบนโลก ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันอยู่โดยแบ่งลูกไปฝ่ายละ 50 คน กษัตริย์พาลูก 50 คน ไปอยู่ในที่ราบและบริเวณฝั่งแม่น้ำ ส่วนเอิว เกอ พาลูก 50 คนไปอยู่ที่ภูเขามีป่าทึบ ดังนั้นจึงมีรัฐเกิดขึ้น 100 รัฐ เมื่อแยกตัวออกจากประเทศซิจ กวี๋

กษัตริย์ได้มอบอำนาจการปกครองให้กับลูกชายคนโตชื่อ หุ่ง เวือง (Hùng Vuong) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ ห่ง บ่าง (Hông Bàng) ประเทศวัน ลาง (Vãn Lang) หมายถึง ประเทศที่มีวัฒนธรรม ก็คือ ปฐมนามของประเทศเวียดนามนั่นเอง

ตามตำนาน ลูกๆ ทั้ง 100 คนนี้มีความสามัคคีรักใคร่กันเป็นอย่างดี อีกทั้งมีความกล้าหาญ ถือว่ารับส่วนนี้มาจากบิดา ในขณะเดียวกันก็รับเอาความสวยงาม ความมีเสน่ห์จากมารดาซึ่งสืบทอดมาให้เห็นในคนเวียดนามปัจจุบันว่า เป็นผู้ที่กล้าหาญ เป็นนักต่อสู้อดทนอย่างยิ่งยวด ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีเสน่ห์ สง่างาม

 

 

ชื่อเสียงเรียงนามของชาวนัมฮัน (남한)

Written by jintana on July 20th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ประเทศเกาหลีใต้ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากหากเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ของประเทศ และชาวเกาหลีส่วนใหญ่นั้นจะมีชื่อนามสกุลที่ซ้ำกันเยอะมาก นามสกุลของชาวเกาหลี ที่ได้ยินกันอย่างคุ้นหูก็มี คิม คิดเป็น 21% ลี คิดเป็น 14% ปาร์ค คิดเป็น 8% นอกจากนั้นก็จะเป็น แช ชุง ชาง ฮัน ลิม เป็นต้น เรียกได้ว่ามองไปทางไหนก็เหมือนญาติกันหมด เพราะมีนามสกุลเดียวกัน ส่วนชื่อของคนเกาหลีจะมีสองพยางค์ นามสกุลอีกหนึ่งพยางค์ รวมเป็นสามพยางค์ เช่น ปาร์ค แจวอน, คิม แทฮี, ลี มินโฮ, ฮัน ฮโยจู เป็นต้น
           

การเรียกชื่อของคนเกาหลีนั้นมีการลงท้ายคำที่แตกต่างกันไปดังนี้ คำลงท้ายเหล่านี้จะใช้กับผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือเพื่อนกันเท่านั้น

  1. แบบแรกคือลงท้ายด้วย 이 อ่านว่า อี หรือ 가 อ่านว่า กา
    – หากพยางค์สุดท้ายของชื่อมีตัวสะกดจะลงท้ายด้วย이 ตัวอย่างเช่น ชื่อ재원อ่านว่า แจ-วอน เวลาเรียกก็เป็น재원이 ออกเสียงว่า แช-วอ-นี, ชื่อ태양 อ่านว่า แท-ยัง เวลาเรียกก็เป็น 태양이 ออกเสียงว่า แท-ยา-งี
    – หากพยางค์สุดท้ายของชื่อไม่มีตัวสะกดจะลงท้ายด้วย가 ตัวอย่างเช่น ชื่อ진수อ่านว่า ชิน-ซู เวลาเรียกก็เป็น진수가 ออกเสียงว่า ชิน-ซู-กา
  2. แบบที่สองคือลงท้ายด้วย 아อ่านว่า อา หรือ야 อ่านว่า ยา
    – หากพยางค์สุดท้ายของชื่อมีตัวสะกดจะลงท้ายด้วย 아 ตัวอย่างเช่น ชื่อ정밀อ่านว่า ชอง-มิล เวลาเรียกก็เป็น 정밀아 ออกเสียงว่า ชอง-มี-ลา, ชื่อ은정อ่านว่า อึน-จอง เวลาเรียกก็เป็น은정아 ออกเสียงว่า อึน-จอ-งา
    – หากพยางค์สุดท้ายของชื่อไม่มีตัวสะกดจะลงท้ายด้วย 야 ตัวอยางเช่น ชื่อ비조อ่านว่า บี-โจ เวลาเรียกก็เป็น비조야 ออกเสียงว่า บี-โจ-ยา

* 남한 อ่านว่า นัมฮัน แปลว่า ชาวฮันทางใต้ ซึ่งหมายถึงคนเกาหลีใต้นั้นเอง