เอกลักษณ์ความงามตามแบบฉบับของสาวๆชาวพม่า

Written by warittha on August 10th, 2013. Posted in บทความ

สาวๆ ชาวพม่า เป็นผู้ที่มีความงามที่ไม่เป็นรองใครในอุษาคเนย์ และเอกลักษณ์อันโดดเด่นในเรื่องของความงามนั้นคือ         

ผิวงามตามแบบฉบับสาวชาวพม่า- การมีผิวพรรณที่งดงาม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา เป็นที่ร่ำลือว่า หญิงสาวชาวพม่า เป็นผู้ที่มีผิวพรรณที่งดงาม ดังสำนวนไทยที่กล่าวว่า “ผิวพม่า นัยต์ตาแขก” และเคล็ดลับนั้นก็คือ ตะนาคา ตะนาคาเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีเปลือกผิวขรุขระ ใบเป็นช่อ เนื้อไม้ตะนาคาส่วนที่เป็นเปลือกและผิวเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็น มีสีออกเหลืองนวล วิธีใช้ต้องเอาตะนาคาที่ตัดเป็นท่อน ขนาดหนึ่งคืบหรือครึ่งฟุต นำมาฝนบนแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเพียงเล็กน้อย ผงตะนาคาจะต้องละลายเป็นแป้งน้ำเสียก่อน จึงจะนำมาทาให้ติดผิวได้ ปัจจุบัน ตะนาคาได้พัฒนาจากขายเป็นท่อนมาป่นเป็นผงด้วยเครื่องจักรทันสมัย แล้วบรรจุซองหรือขวดจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ตะนาคาจะช่วยให้ผิวเกลี้ยงเกลา ดูเนียนและนุ่มนวล ช่วยรักษาผิวหน้า ขจัดสิวและฝ้าและกันเปลวแดด หากใช้ทาหลังอาบน้ำจะทำให้เนื้อตัวเย็นสบาย

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความนิยมในการไว้ผมยาวของสาวชาวพม่าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง          

ผมยาวดำขลับดุจแมลงภู่-  หญิงสาวชาวพม่า ให้ความสำคัญต่อเรือนผม เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความงามอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับผิวพรรณ และเรือนผมที่จัดว่าสวยจะปล่อยยาวจนถึงน่องหรือข้อเท้า แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีความนิยมตัดผมสั้นกันบ้างแล้ว แต่ผู้หญิงพม่าจำนวนไม่น้อยยังมีความเห็นว่าผู้หญิงที่ไว้ผมยาวจะดูมีความสมหญิงมากกว่าผมสั้น และสำหรับผู้หญิงที่มีอาชีพครูนั้น ส่วนมากจะนิยมไว้ผมยาวและมุ่นมวยผมจนดูเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของครูพม่า ส่วนการสระผมนั้นสาวพม่านิยมใช้สมุนไพรที่เรียกว่า ตะหย่อ-กี่งมูน เป็นเปลือกไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เกิดฟอง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมันมะพร้าวในการบำรุงดูแลเส้นผม เพื่อให้ผมเป็นมัน มีกลิ่นหอมและจัดทรงง่าย

ความงามตามขนบและวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ล้วนมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ กำลังจะถูกกลืนหายไปกับกระแสสมัยใหม่ที่รุกคืบเข้ามา ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนทัศนคติความงามจากขนบเดิมๆ  เป็นเรื่องที่เชย ล้าสมัย เมื่อใดที่คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าการรักษาวัฒนธรรมเดิมเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อนั้นการจะคงไว้ซึ่งรากของวัฒนธรรมนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

 

 

ศิลปะภาษาสากลและเอกลักษณ์ของชาติต่างๆ

Written by warittha on August 9th, 2013. Posted in บทความ

 

ในหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ ต่างมีวัฒนธรรม ภาษา ความเป็นอยู่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยเอื้อนคำใด ๆ ออกมา นั่นคือ ศิลปะ แต่ละประเทศต่างก็มีงานศิลป์ที่สื่อถึงเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนของประเทศนั้น ๆ ซึ่งศิลปะถือว่าเป็นภาษาสากล ที่สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความหมายและเรื่องราวต่างๆ ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไร เช่น ศิลปะในแบบอารยธรรมอาหรับ ซึ่งมีลวดลายบอกเล่าเรื่องราวโดยการผสมผสานตัวหนังสือและสีสันออกมาเป็นลวดลายตกแต่งประดับตามมัสยิด หรือ ลวดลายบนพรม รูปวาดต่างๆ ที่ผู้พบเห็นสามารถรู้ได้ว่า นี่คืออาหรับ  หรือ ลายไทย ซึ่งมีความงดงามอ่อนช้อย และ เป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติ หรือ ศิลปะแบบตะวันตก ในหลาย ๆ ยุคที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และ สื่อความหมายเรื่องราวผ่านลายเส้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะรูปวาด หรือ งานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งต่างๆ ที่ยังคงนิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

สาเหตุที่งานศิลปะสามารถสื่อสารบอกเล่าเรื่องราว และ วัฒนธรรม ของชาติต่างๆ ได้โดยไม่ต้องมีตัวอักษรนั้น เหตุเพราะ ศิลปะถ่ายทอดออกมาจากจิตใจและความรู้สึกของจิตรกร หรือ ผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นนั้น ๆ หรือ ถ่ายทอดเรืองราวต่าง ๆ ผ่านทางภาพวาด หรือ สิ่งก่อสร้าง  เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามวัดของไทย  เรื่องราวของศาสนาคริสต์ตามโบสถ์ต่าง ๆ ทั่วโลก หรือ แม้แต่พระคัมภีร์อัลกุรอาน ตามมัสยิดต่างๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนความเป็นมาของศาสนา วัฒนธรรม ของชนชาตินั้น  ๆ หรือ งานศิลปะต่าง ๆ ที่มีการจัดแสดง เช่น จิตรกรรม ปะติมากรรม หรือ ภาพถ่าย ซึ่งผู้ที่สร้างผลงานถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึกต่าง ๆ ผ่านผลงาน เพื่อให้ผู้ชมได้รับทราบถึงความหมายที่ต้องการสื่อผ่านชิ้นงานนั้น ๆ ดังนั้น ศิลปะจึงถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งที่สามารถบอกเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละยุคสมัย มีความเป็นสากล และ เป็นสิ่งที่จรรโลงโลกใบนี้ให้มีความสวยงาม ไม่ว่าชาติไหน ๆ ต่างก็ต้องมีศิลปะในแบบของตนเองเพื่อคงไว้ถึงเอกลักษณ์ของตน

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

นิทานรัสเซียเรื่อง ดอกไม้ของมาช่า

Written by jintana on August 7th, 2013. Posted in บทความ

ณ หมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่ง มีหญิงม่ายคนหนึ่ง นางอาศัยอยู่ลูกสาวและลูกเลี้ยง ลูกสาวของนางมีนามว่า โซย่า ส่วนลูกเลี้ยงนั้นมีนามว่า มาช่า มาช่าเป็นเด็กที่ขยันทำงาน วันหนึ่งวันของเธอหมดไปกับงานมากมายไม่เคยได้หยุดพัก เธอต้องสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ห่มผ้าขาด ๆ ยามฤดูหนาวก็หนาวแทบขาดใจ ยามร้อนก็ร้อนแทบตาย พอถึงช่วงใบไม้ร่วงก็ต้องทนกับลมที่เย็นจับใจ ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตรงข้ามกับโซย่า เธอเป็นเด็กสาวขี้เกียจ การงานไม่เคยแตะ วัน ๆเอาแต่กินขนมลูกกวาดมากมาย แล้วก็นอน เธอมีเสื้อผ้าสีสันสดใสใส่สวย ๆ มีผ้าห่มดีไว้อุ่นกาย

จนกระทั่งวันหนึ่งกลางเดือนมกราคม ซึ่งหิมะกำลังตกอากาศหนาวเย็น ต้นไม้ไม่ผลิดอกออกผลเพราะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลน แม่เลี้ยงใจร้ายเอ่ยปากกับมาช่าว่า “เจ้าจงเดินทางเข้าป่าไป เพื่อไปหาดอกไม้มาให้ลูกสาวของฉัน ในวันเกิดของเขา”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนี่มันเดือนมกราคม ดอกไม้ไม่มี แล้วจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน” มาช่าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  “นั่นมันเรื่องของเจ้า ฉันไม่สนว่าเจ้าจะหาดอกไม้ได้จากไหน แต่ถ้าหาดอกไม้ไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก” แม่เลี้ยงตะหวาดมาช่าอย่างไม่สนใจใยดีว่านางจะเป็นอย่างไร เพราะความประสงค์ที่แท้จริงคือ หญิงม่ายนางนี้ต้องการให้มาช่าหนาวตายอยู่กลางป่านั้นเอง

มาช่าแต่งตัวและเดินทางพร้อมตะกร้าหนึ่งใบ เข้าไปในป่าที่เงียบสงบและหนาวเย็น เธอร้องไห้เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาดอกไม้มากมายมาจากไหน เธอได้แต่นั่งร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้ ทันใดนั้นเอง…

 

(โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป)

 

รู้จักอาหารเพื่อนบ้านกันเถอะ

Written by blogger on August 4th, 2013. Posted in บทความ

หลายๆคนคงคุ้นเคยหรือได้ลองชิมอาหารของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบ ๆ บ้านเรากันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเวียดนาม ลาก กัมพูชา เพราะอาหารของประเทศเหล่านี้ มีส่วนคล้ายอาหารไทยในเรื่องของเครื่องเทศและรสชาติ เพราะอยู่ในแถบเดียวกัน วัฒนธรรมประเพณีคล้ายกัน ที่นี้เราลองมาดูอาหารต่างวัฒนธรรมกันบ้าง อย่างชาติอาหรับ เพื่อนบ้านที่ไกลออกไปของเรา ด้วยความที่แตกต่างทั้งศาสนา วัฒนธรรม และ สภาพทางภูมิศาสตร์ที่แห้งแล้งของทะเลทราย เรามาดูกันว่า ประเทศกลุ่มอาหรับเขานิยมอาหารแบบไหนกันบ้าง

Kabsa อาหารสุดฮิตของชาวอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซาอุดิอาระเบีย โดยลักษณะของอาหารนั้นจะเหมือนกับข้าวมันไก่หรือข้าวหมกไก่ แต่เครื่องเทศจะไม่เผ็ดร้อนเท่ากับทางอินเดียที่มีอาหารในลักษณะคล้าย ๆ กัน โดยจะมีส่วนผสมของเครื่องเทศหลาย ๆ ชนิด หุงไปในข้าว และ ในน้ำซุปที่ต้มไก่ แล้วนำน้ำซุปนั้นมาหุงข้าวอีกที และสามารถทำได้ทั้งเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือ เนื้อแกะ เนื้อแพะ โดยจะรับประทานพร้อมน้ำจิ้มที่คล้าย ๆ ข้าวหมกไก่ หรือ รับประทานพร้อมโยเกิร์ต

Koshary อาหารอาหรับอีกชนิด โดยมีส่วนผสมเช่น ข้าว ถั่วเขียว มักกะโรนี และ ราดหน้าด้วยซอสมะเขือเทศ กระเทียม น้ำส้มสายชู โดยซอสนี้จะต้องมีรสเผ็ดและมีหอมหัวใหญ่ทอดรับประทานแกล้มกัน โดยสามารถทำได้ทั้งแบบมังสวิรัติ และ ผสมเนื้อสัตว์ และ ถือเป็นอาหารขึ้นชื่อในประเทศอียิปต์

 

แกงกรุหม่า-แกงมาซาล่า-นาน เมนูนี้เป็นอาหารอาหรับในแบบอินเดีย หรือ ไทยเรารู้จักดีในเมนูของอาหารอิสลาม โดยนิยมใช้เนื้อวัว เนื่อแกะ หรือ แพะ และไก่ เคี่ยวกับเครื่องเทศที่ชื่อ  การาม มาซาลา และ เครื่องเทศอื่น ๆ โดยรสชาดเข้มข้นเพราะนิยมเคี่ยวจนน้ำชลุกขลิก และ กินกับ นาน คือ แป้งที่นำไปอบคล้ายโรตี หรือ รับประทานกับโรตีก็ได้

จากอาหารที่แนะนำในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าชนชาติในเอเชีย ไม่ว่าเชื้อสายไหน หรือ ศาสนาอะไร วัฒนธรรมจะต่างกันแค่ไหน หากเราพิจารณาให้ดีแล้ว เราจะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกับอาหารมุสลิมในบ้านเรา หรือ ในประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในแถบเดียวกัน เพียงแต่ส่วนประกอบบางอย่างอาจแตกต่างกัน เช่นเดียวกับวัฒนธรรมประเพณีและภาษา ที่แม้จะแตกต่างกันแต่ก็มีความคล้ายกันนั่นเอง

มาดริดมีมากกว่าทีมฟุตบอล (ต่อ)

Written by jintana on August 2nd, 2013. Posted in บทความ

ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนี้ที่เราไม่ควรพลาดกันนะคะ แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่ามีอะไรบ้างนั้นเรามารู้จักสนามบินของเมืองนี้กันสักหน่อยดีกว่า สนามบินที่นี่มีชื่อว่า Madrid Barajas International Airport เป็นสนามบินนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป มีการให้บริการจากหลายสายการบิน ทั้งยังเคยได้รับรางวัลทางด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วย การเดินทางจากสนามบินมีบริการ Express Bus Service, Commuter Train, Metro, Night Shuttle และ Taxi

จากสนามบินถึงที่พักเก็บของเรียบร้อยแล้วแน่นอนว่า เป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวในมาดริดที่เป็นที่นิยมมีมากมาย เช่น

–          Royal Palace พระราชวังของกษัตริย์สเปน ที่ถูกยกให้เป็นพระราชวังที่สวยงามที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ ทั้งยังมีสถาปัตยกรรม และเป้นที่รวบรวมศิลปะเอาไว้มากมายตามห้องต่าง ๆ พระราชวังแห่งนี้จะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ แต่ถูกใช้ให้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองแทนนั้นเอง

–          พิพิธภัณฑ์ Prado พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เต็มไปด้วยของสะสมด้านศิลปะในยุคคลาสสิก รวมผลงานจากศิลปินสเปน ดัชต์ อิตาลี และเยอรมัน

–          Reina Sofía National Art Museum รวบรวมศิลปะจากยุคโมเดิร์น ที่เป็นผลงานมาสเตอร์พีชของศิลปินหลายคน เช่น ผลงาน Guernica ของ Pablo Picasso เป็นต้น

–          Puerta de Alcalá Gate เป็นอนุสาวรีย์ในยุค Neo – Classical ตั้งอยู่ในแถบกลางใจเมืองมาดริด

–          Plaza Mayor square แหล่งช็อปปิ้งในเมืองนี้ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เป้นจัตุรัสที่รวบรวมเอาร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้าต่าง ๆ รวมไปถึงกิจกรรมเก๋ ๆ ให้ทุกคนได้สัมผัสกับเมือง ๆนี้ได้อย่างครบรส

เสน่ห์อันน่าหลงใหลที่ไม่ได้อลังการยิ่งใหญ่ของเมืองนี้อาจจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้ไม่ครบรส ทางที่ดีควรหาเวลาไปเยี่ยมเยือนเมืองน่ารัก ๆแห่งนี้กันดีกว่าค่ะ

เยี่ยมชมมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ทัชมาฮาลแห่งบรูไน

Written by warittha on August 2nd, 2013. Posted in บทความ

มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) เป็นมัสยิดใจกลางเมืองหลวง บันดาร์เสรีเบกาวัน สำหรับชื่อมัสยิดนั้นตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ สุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไน ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำบรูไน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายนอกมีสัญลักษณ์ที่เด่นชัดมาก คือ โดมทองคำ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดสูงสุดของมัสยิด หออะซานหินอ่อน ภายในมัสยิดประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนและกระเบื้องสีอย่างเรียบง่าย เหมาะสมสำหรับสถานที่ในการสวดมนต์ขอพร และยังใช้เป็นเวทีประกวดอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน            งานสถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอิสลามกับสถาปัตยกรรมอิตาลี ได้รับการขนานนามว่า มินิ

           

ความอลังการภายในมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน แสดงถึงความงดงามตามแบบอย่างของศาสนาอิสลาม

ทัชมาฮาล ออกแบบโดย Cavalierre Rudolfo Nolli ชาวอิตาลี บริเวณด้านหน้าของมัสยิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีการจำลองเรือพระราชพิธีมาประดับ นับเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่ง มัสยิดแห่งนี้ภายนอกแวดล้อม ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ มีสะพานข้ามแม่น้ำจากมัสยิดไปถึงหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวมุสลิมในบรูไน ซึ่งจะเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและในเดือนรอมฎอน เดือนสำคัญของการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่จะให้ผู้ที่เป็นมุสลิมทุกคนเข้าใจถึงความอดอยากของผู้อื่น จึงให้ชาวมุสลิมถือศีลอด คือ งดการกินอาหารในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินและไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขใดๆ ชาวมุสลิมประเทศบรูไนจะให้ความสำคัญกับประเพณีทางศาสนานี้ ทำให้มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฎอนกันอย่างหนาแน่น กล่าวได้ว่า มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวมุสลิมชาวบรูไน


สะพานที่เชื่อมระหว่างมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน กับหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย (ต่อ)

Written by blogger on August 1st, 2013. Posted in บทความ

ประเทศในเอเชีย มีมากถึง 48 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เราลองมาดูกันว่า ในเอเชียของเรา มีเทศกาลไหนบ้างที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร

autumn

เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีที่กรุงปักกิ่ง  หรือ เทศกาลใบไม้สีเลือด ที่จะมีขึ้นปีละครั้ง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เป็นไปตามธรรมขาติของต้นใบที่จะผลัดใบปีละหนึ่งครั้ง โดยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และ สีส้ม และ สีแดงสด ในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงของจีน (ก.ย.-พ.ย.)  โดยสถานที่ที่นิยมไปชมความงดงามตามธรรมชาตินี้ได้แก่ ภูเขาเซียงซาน ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดของเทศกาลนี้

เทศกาลน้ำ ในประเทศ กัมพูชา ที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเทศกาล ลอยกระทงของไทยเรา เพื่อเป็นการขอขมาและรำลึกถึงบุญคุณของ แม่น้ำของและ ทะเลสาบโตนสาป โดยจะมีพิธีขอขมา และ จะมีการลอยทุ่นประดับโคมไฟไปตามลำน้ำด้วย

 

ตรุษเต็ด ที่เวียดนาม หรือ วันขึ้นปีใหม่ของเวียดนาม ซึ่งประเทศเวียดนามฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติเช่นเดียวกันกับจีน คนเวียดนามจึงฉลองปีใหม่ตรงกันกับตรุษจีน  คล้าย ๆ กับคนไทยที่มีปีใหม่ไทยตรงกับวันสงกรานต์นั่นเอง โดย เทศกาลเต็ดนี้ จะมีขึ้นในช่วง เดือน ตรุษจีนของทุกปี จะมีการเฉลิมฉลองและวันหยุดยาวประมาณ 9 วัน โดยจะมีการทำบุญ การไหว้บรรพบุรุษ คล้ายเทศกาลตรุษจีน มีการไหว้ด้วยผลไม้ 5อย่าง และ อาหารคาวหวานต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงฉลองกันในครอบครัว

 

ตุรกี ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่มีเทศกาลที่น่าสนใจ คือ แข่งขันมวยปล้ำอูฐประจำปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ชมเข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก โดยจัดขึ้นที่เมืองเชลชุก ทางตะวันตกของประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีอูฐเป็นจำนวนนับ 100 ตัวมาร่วมเข้าแข่งขัน นอกจากนี้ภายในงานยังมี บรรยากาศที่คึกคักสนุกสนาน คล้ายการรื่นเริงสังสรรค์ในครอบครัว มีดนตรี และ อาหารพื้นเมือง เฉลิมฉลองให้กับการแข่งขันนี้ด้วย และ การแข่งขันนี้ในประเทศตุรกี มีมานานร่วม 100 ปีเลยทีเดียว

เทศกาลต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย

Written by blogger on July 31st, 2013. Posted in บทความ

หลายๆประเทศที่จะอยู่ในทวีปเอเชียต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี  และ เทศกาลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ที่อาจจะคล้ายกัน แต่ แตกต่างกัน ตามความเชื่อ ซึ่งแต่ละประเทศมีความน่าสนใจอะไรบ้าง หลาย ๆ คนอาจจะพอทราบแล้วบ้างว่าที่ประเทศไหนมีอะไร หรือ บางคนอาจเคยไปกันมาแล้ว แต่อีกหลาย ๆ คนอาจไม่เคยไปและอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นเทศกาลที่น่าสนใจของเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียของเรา เริ่มจากใกล้ ๆ บ้านเราก่อนที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ไปเยือนกันมาแล้ว เช่น

เทศกาลแข่งเรือมังกร Dragonboat Festival หรือเทศกาล “ตวนอู่” (Duanwu)  ของประเทศไต้หวัน  จุดเด่นของเทศกาลนี้คือ การแข่งเรือ คล้าย กับของบ้านเรา แต่ลักษณะของเรือ จะเป็นหัวมังกร ซึ่งประเพณีนี้จัดขึ้นทุกปีโดยในช่วงประมาณ วันขึ้น 5 ค่ำเดือน 5 หรือ ราวช่วงเดือน มิถุนายน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวไปร่วมชมเป็นจำนวนมาก นอกจากแข่งเรือแล้วยังมีพิธีรำลึกถึงวีรบุรุษที่สำคัญของไต้หวันด้วย และ ภายในงานยังมีอาหารรสเลิศไว้คอยให้บริการนักท่องเที่ยวให้ได้เพลิดเพลินกันด้วย

เทศกาลดูนกบอร์เนียว  จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียในรัฐซาบาร์ ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและนักดูนกทราบดีว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยนกนานาชนิดหลากหลายพันธุ์ในเขตร้อน อืกทั้งสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นงานที่เรียกว่ารวมนักดูนก นักปักษีวิทยา และ ผู้ที่สนใจธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว ซึ่งงานนี้จะจัดเป็นประจำทุกปี แต่จะกำหนดเวลาไม่แน่นอน แต่จะเป็นในช่วงประมานเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน จุดเด่นคือ ที่นี่มีนกที่หายากมากว่า 600 ชนิดและมีชนิดที่จะพบได้ที่นี่เท่านั้นอีกมากว่า 30 ชนิดและหลากหลายสายพันธุ์

เทศกาลน้ำแข็งที่เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน  เทศกาลที่จัดขึ้นท่ามกลางความหนาวเย็นและหิมะที่มีอุณหภูมิในบางปีนั้น  ติดลบถึง 38.1 องศาเซลเซียส ที่นี่จะมีการจัดเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวชม ความวิจิตงดงาม ซึ่งมีการประดับตกแต่งน้ำแข็งอย่างงดงาม โดยมีการแข่งขันจากหลาย ๆ ประเทศมาร่วมประชันฝีมือกัน โดยเทศกาลนี้จะเริ่มในราวเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สกี และ แข่งว่ายน้ำในอากาศหนาวจัด นอกจากนี้ยังมีเทศกาลโคมไฟน้ำแข็งและ ทั้งเมืองจะมีการประดับดาด้วยโคมไฟและแสงสีอันงดงามตระการตาอีกด้วย

มาดริดมีมากกว่าทีมฟุตบอล

Written by jintana on July 30th, 2013. Posted in บทความ

มาดริด (Madrid) ถูกจัดให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสเปน เป็นที่รู้กันว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของสเปนและขึ้นชื่อในเรื่องของกีฬาฟุตบอล ซึ่งมีทั้งหมด 4 ทีม ได้แก่ เรอัลมาดริด (Real Madrid) อัตเลตีโกมาดริด (Atlético de Madrid) ราโยบาเยกาโน (Rayo Vallecano) และเคตาเฟ (Getafe Club de Futbol) สำหรับบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นค่ะ ว่านอกจากทีมฟุตบอลแล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจอะไรกันบ้าง

เมืองสีเขียวอันดับสองของโลกคงเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจากกรุงมาดริด ประชากรในเมืองนี้ใช้เวลาอยู่กับสวนสาธารณะโดยเฉลี่ยวันละ 15 นาที และเมืองนี้ยังมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 16 ต่อปี แน่นอนว่าเสน่ห์ชวนหลงใหลของประเทศนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งก่อสร้างที่อลังการตา แต่เป็นมุมสวย ๆของเมืองแห่งนี้ต่างหาก

พื้นที่สีเขียวของเมืองนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น

Parque del Retiro หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด แม้จะเป็นแค่สวนสาธารณะแต่ก็เป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือออกกำลัง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองของมาดริด ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1.4 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ Prado อีกด้วย

Atocha Railway Station เป็นสถานีรถไฟที่มีพันธุ์พืชกว่า 500 สปีชี่ส์ คงไม่ต้องเอ่ยถึงความร่มรื่นของสถานที่แห่งนี้ ที่เป้นมากกว่าสถานีรถไฟ มีบ่อเต่า บ่อปลาให้นักท่องเที่ยวและคนในเมืองได้ดูเพลิน ๆในวันที่อากาศดี ๆ เพราะที่นี้ยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆในพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางเมตรด้วย

Casa de Compo สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ราว ๆ 1,700 เฮกเคอี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง ใช้เป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ สวนสนุก รวมไปถึงที่จัดงานนิทรรศการต่าง ๆด้วย